تسجيل الدخول‘ผมโตแล้ว เรื่องปากท้องแค่นี้ผมดูแลตัวเองได้’
เหอะ อันที่จริงตอนที่เขาเอ่ยประโยคนี้ออกมา พู่กลิ่นแทบขำ... ดูแลตัวเองได้อย่างนั้นเหรอ อยากย้อนกลับไปจริง ๆ ว่าถ้าไม่มีเธออยู่เสียคนสามีอย่างชวินทร์จะทำอย่างไร ชีวิตคุณทนายที่แสนจะวุ่นวาย ไม่ต้องอดตายเพราะหาข้าวกินไม่ได้เลยหรือ แหม... วุ่นวายอะไรหนักหนาพูดมาได้ รอเขาเลิกนิสัยเรื่องมากเมื่อไหร่ก่อนเถอะ ค่อยมาถามเธอด้วยประโยคนั้น “เป็นหมอกับทนายอันไหนยุ่งกว่ากัน?” ระหว่างที่เฝ้ามองเพื่อนจอมตะกละซัดของกินของสามี พู่กลิ่นก็เอ่ยถาม “พวกแกรวมทั้งผัวฉันด้วย ทำงานหัวเป็นนอตหัวเป็นเกลียวกันทั้งนั้น แต่ฉันกลับว่างงาน มันน่าน้อยใจชะมัด” “น้อยจงน้อยใจอะไร เคยเห็นใครสบายเท่าแกอีกไหม ไม่มี” เมธัสค้านหัวชนฝา จะเอาอะไรมาน้อยใจคนที่ทำงานจนไม่มีเวลาดูแลตัวเองอย่างพวกเขา “แกน่ะโชคดีแล้วที่จับพี่ชาได้ ต่อให้เขาจะชาเย็นเย็นชาไปบ้าง ก็ไม่เป็นไรหรอกน่า ดีจะตาย ได้ใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทอง ไม่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำงก ๆ อย่างพวกฉัน” “จริง” ไพลินรีบเสริมทัพ “แกไม่ต้องน้อยใจหรอกพู่ ชะตาชีวิตของคนเรามันไม่เหมือนกัน ให้คิดเสียว่ามันเป็นข้อดีนะ” เหรอ? พู่กลิ่นทำหน้าตาเหมือนไม่เชื่อที่เพื่อนพูดเลยสักนิด เพราะถ้ามันเป็นความจริง ทำไมเธอถึงยังรู้สึกอิจฉาที่เห็นพวกมันทำงาน... พู่กลิ่นอยากเป็นหมอ เป็นความฝันตั้งแต่เด็กและเธอก็พยายามสุดความสามารถ หรือจะเป็นเพราะโชคชะตาอย่างที่ไพลินพูดก็ไม่ทราบ ที่จู่ ๆ ความจริงก็แยกเธอออกจากความฝันนั้น สุดท้ายก็กลายมาเป็นสะใภ้ไฮโซ มีชีวิตหรูหราหมาเห่าแต่ว่างเปล่าสิ้นดี “แต่ถ้าให้เดา...” แม้ยังเคี้ยวตุ้ย ๆ แต่คุณหมอเมธัสก็ยังพูดออกมาได้ “ที่มาวันนี้ไม่ใช่เพราะถูกผัวด่าหรืออยากให้พวกฉันจัดการของกินเหลือ ๆ พวกนี้หรอกใช่ไหม” เพราะเป็นเพื่อนกันมานาน หากให้นับก็ตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษาตอนต้น ทั้งไพลินและเมธัสจึงสังเกตเห็นว่าพู่กลิ่นไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติขนาดนั้น ดูเหงา ๆ หงอย ๆ ชอบกล ทั้งที่การถูกผัวด่าเป็นเรื่องปกติสำหรับมัน การถูกปฏิเสธด้วยท่าทีที่ร้ายกาจแบบนั้น หากนับเป็นครั้งก็บอกได้เลยว่านับไม่ถ้วน “ฉัน... ฉันเห็นเขาอยู่กับคนอื่น” “โป๊ะเชะ นั่นไง... หงอยเป็นหมาเหงาเลยแก” ชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวทำท่าทางเหมือนดีใจที่เดาเรื่องถูก จนกระทั่งไพลินต้องเอื้อมมือไปหยิกแขนนั่นแหละ คนปากไวถึงรู้ตัวว่าไม่ควรแสดงอาการ เพราะพู่กลิ่นมีท่าทางที่แย่จริง ๆ ซึ่งเพื่อนที่สดใสร่าเริง แม้แต่วันที่เจอเรื่องเลวร้ายที่สุดมันยังมองว่าเรื่องนั้นสวยงาม มาวันนี้กลับเศร้าหมอง ยิ้มออกมาแบบแกน ๆ หน้าแหย ๆ ยามเมื่อพูดถึงเรื่องนั้น “แกจะบ้าเหรอพู่ คิดมากไปได้” ไพลินอยากพูดไป ว่าคนอย่างผัวแกน่ะ ไม่มีใครเอาหรอก แต่ก็ดูจะเกินไป เลยเหลือแค่ประโยคสั้น ๆ ตัดความ “พี่ชาไม่ใช่คนอย่างนั้นสักหน่อย” หรืออันที่จริงแล้ว เขาก็ไม่ได้มีตัวเลือกมากมายเท่าไรนัก อย่างชวินทร์นะ จับฉลากแถมทองไพลินกับเมธัสยังไม่เอาเลยค่ะ เขาน่ะ... มักจะทำหน้าตาบึ้งตึงตอนที่พบพวกเธอ แม้ว่าใบหน้าหล่อเหลาจะโปรยยิ้มให้คนอื่นเป็นกิจวัตร แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอกับเพื่อนสนิทของเมีย สีหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ที่ชายหนุ่มไม่ชอบให้พู่กลิ่นคบหากับพวกเธอ อันเนื่องมาจากความปากเสีย ปากไวของทั้งสอง และจากการที่คนหัวอ่อนอย่างยัยเด็กนี่ชอบเอาความคิดเห็น ‘ส่วนตัว’ ของพวกเธอ ไปทะเลาะกับผัวมัน เช่นเอาเรื่องความสัมพันธ์แบบเปิดของเมธัสไปเล่าให้ผัวฟัง หรือไม่ก็พูดว่าไพลินบอกให้ทำเรื่องนี้อย่างนั้น เรื่องนั้นอย่างนี้ จนบางครั้งชวินทร์ก็คงรำคาญชื่อของเธอสองคนเต็มที ซึ่งประเด็นสำคัญคือทุกคนไม่ได้รู้จักกันแค่ปีสองปี แต่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน เรียกพวกเธอเป็นไม้กันหมาก็ได้ ตอนที่รุ่นพี่อย่างชวินทร์เข้ามาจีบพู่กลิ่นเมื่อสิบกว่าปีก่อนหน้า “พวกฉันต้องรีบกลับไปเคลียร์คนไข้ ไว้เล่าทีหลังได้ไหมที่รัก” แต่ยังไม่ทันที่จะให้พู่กลิ่นระบายอะไร เมธัสก็เอ่ยขึ้นมา ทำท่าทางเร่งรีบทั้งที่ความจริงหมอที่โรงพยาบาลเอกชน ไม่น่าจะต้องกระหืดกระหอบขนาดนั้น “วันนี้มีอะไรกัน ทำไมพวกแกดูรีบร้อนกันจัง” เกิดเป็นความแปลกใจจนพู่กลิ่นต้องเอ่ยถาม “วันนี้มัน Friday Night ไง...” ไพลินเอ่ยตอบแม้ว่าของกินยังเต็มปาก “นาน ๆ ทีฉันสองคนจะว่างพร้อมกัน แถมเป็นศุกร์หรรษาอีก ก็เลยนัดเพื่อนมาดื่ม ว่าจะฉลองกันยาวไปถึงเช้าวันจันทร์”“ได้จ้ะ เดี๋ยวจะบ่นให้หูยานเลย” พู่กลิ่นทำให้สาวหัวเราะคิกคักออกมาด้วยการทำน้ำเสียงจิกกัด แต่ทันทีที่สาวเดินจากไป คนเป็นนายก็ต้องถอนหายใจออกมา ใบหน้างามที่ยิ้มร่าหมองลง มือสั่นเล็กน้อยยามเมื่อพลิกใบเสร็จร้านอาหารที่อยู่ในมือขึ้นมาดูอันดับแรกคือตกใจที่ชวินทร์หมดไปเป็นหมื่น กินอะไรกันนักกันหนาถึงหมดไปขนาดนั้น? อันดับสองคือช็อกที่มันเป็นใบเสร็จของเมื่อวานตอนเย็น... ทั้งที่บอกเธอกับลูกว่าไปทำงาน แต่สามีกลับไปเสียเงินที่ร้านอาหารราคาแพง ในช่วงเวลาที่เธอกับลูกอยู่ด้วยกันพู่กลิ่นจำเป็นต้องสูดลมหายใจเข้าออกให้ลึกที่สุด เพื่อตั้งสติและบอกตัวเองว่าอย่าตีตนไปก่อนไข้เด็ดขาด มือเรียววางใบเสร็จจากปั๊มน้ำมันและร้านอาหารไว้ด้วยกัน จากนั้นก็เปิดเฟซบุ๊กของตัวเองขึ้นมา พิมพ์ชื่อร้านลงไปยังช่องค้นหา และก็เจอว่าเป็นร้านอาหารสุดหรูที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่ร้านปิ้งย่าง หมูกระทะ อย่างที่ใจภาวนาให้เป็นอย่างนั้นทั้งที่ดูจากรายการอาหาร ก็รู้ว่าไม่ใช่หรอก แต่พู่กลิ่นก็พยายามหลอกตัวเอง เพราะปกติแล้วชวินทร์มักจะพาน้องในทีม ไม่ว่าจะเป็นทนายผู้ช่วยหรือฝ่ายดำเนินคดีไปเลี้ยงตามร้านอาหาร หลังจากที่ทำคดี
หากทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก พอเอาเข้าจริงความเข้าใจที่ว่า... ก็ปะปนไปด้วยความหึงหวงอย่างที่ผัวเมียปกติเขามีกัน พู่กลิ่นคิดว่าตัวเองสามารถยอมรับมันได้ ถ้าหากว่าชวินทร์เลือกที่จะมีคนอื่นและเลิกรากับเธอไป แต่กว่าที่จะไปถึงจุดนั้น มันไม่ง่าย เพราะมันยากเหลือเกินที่จะห้ามไม่ให้ตัวเองรู้สึก เช่นนั้นแล้ว ยามที่กำลังเสาะหาความจริงทุกอย่าง เพื่อที่จะจับเขาให้ได้คาหนังคาเขา พู่กลิ่นก็ยังคงใจสั่น กล้า ๆ กลัว ๆ และยังไม่มั่นใจเลยว่า หากความจริงทุกอย่างปรากฏ เธอจะจัดการกับมันอย่างไร หลังจากเดินทางไปส่งลูกชายเข้าโรงเรียนและกลับมาที่บ้าน พู่กลิ่นเริ่มต้นปฏิบัติการหาความจริง ด้วยการเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก จากที่ตั้งใจว่าจะไปค้นห้องทำงานของสามี แต่เธอก็ต้องเปลี่ยนใจ ปล่อยให้ตรงนั้นเป็นแหล่งสุดท้าย เพราะอย่างไรก็ตามหญิงสาวก็ไม่อยากก้าวก่ายเขาถึงขั้นนั้น ไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเธอกำลังสงสัยถึงขั้นดิ้นพล่าน เนื่องจากชวินทร์ซีเรียสเรื่องงานมาก ทุกอย่างภายในห้องล้วนเป็นความลับ และนอกเหนือจากทำความสะอาดเขาก็มักจะจัดแจงข้าวของทุกอย่างด้วยตัวเอง เธอจึงทำเหมือนอย่างที่ถนัด
ซึ่งพู่กลิ่นรู้ดี ว่านอกจากเขาจะเรื่องมากเรื่องกินแล้ว บรรยากาศในการกินจะต้องเป็นไปอย่างสงบราบเรียบ นั่งกินกันให้พร้อมหน้าพร้อมตาในตอนเช้า เพราะนี่จะเป็นมื้อเดียวที่ทั้งสามคนได้กินข้าวพร้อมกัน พ่อ แม่ ลูกแต่นี่อะไร หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เธอก็จัดให้ในสิ่งที่เขาไม่ชอบใจทั้งนั้น ซึ่งชวินทร์ไม่อยากโยงมันเข้าด้วยกัน ไม่อยากโทษว่าที่เป็นอย่างนี้มันเกิดจากการที่พู่กลิ่นเคืองเขาเรื่องโทรศัพท์มือถือนั่น แต่มันอดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอกำลังก่อกบฏ เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่เธอเดินออกจากห้อง กินของกินที่เตรียมมาให้เขาหมดเกลี้ยง นอนหันหลังให้ทั้งคืน ตื่นไม่ปลุก แถมยังให้เขามาเจอกับความวุ่นวายที่เกลียดชัง... มันเป็นเพราะว่าเธอต้องการกลั่นแกล้ง เอาคืนอยากคิดเหมือนกันนะว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกัน แต่เป็นแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร“ไปก่อนนะคะ”และนี่อีก... พูดจบเธอก็เดินฉิวผ่านหน้าไป สะบัดตูดออกจากบ้านโดยที่ไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ ทั้งที่ปกติจะกอดจะหอมจนแก้มเปียก แม้จะทะเลาะกันหรือต่อให้เขาแสดงท่าทีว่ารำคาญเพียงใดก็ตามซึ่งมันแปลกไป แปลกไปมาก ๆ ... และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภรรยามันทำให้เขาหงุดห
เธอเอ่ยลาคนเป็นลูกเสียงหวาน ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอนเล็ก เข้าไปในห้องนอนใหญ่ของตนกับสามี โยนกระเป๋าสะพายไว้บนเตียงกว้าง จากนั้นก็ก้าวไปเคาะประตูที่อยู่อีกด้านแล้วเปิดเข้าไปซึ่งภาพที่เห็นมันเป็นภาพสามีของเธอกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับมือถือ ใบหน้าบึ้งตึงที่หาเรื่องทะเลาะกับเธอเมื่อสักครู่ แทบจะเป็นคนละคนด้วยซ้ำ แต่ก็กลับมาเป็นอย่างเดิมยามเมื่อเงยหน้ามองเห็นผู้เป็นภรรยา และโกรธยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเธอเข้าห้องทำงานของเขาโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต“ทำไมคุณไม่รู้จักเคาะประตูเสียก่อน” เสียงเข้มเอ่ยถาม สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง“พู่เคาะจนมือแทบหงิกแล้วค่ะ มัวทำอะไรอยู่ล่ะคะถึงได้หูหนวกตาบอดจนแทบจะไม่รับรู้อะไร” ดวงตากลมโตเหลือบมองไปที่โทรศัพท์มือถือที่วางไว้ ซึ่งคนที่มีความผิดอย่างไรแล้วก็ร้อนตัวอยู่วันยังค่ำ คนที่เป็นวัวสันหลังหวะก็รีบปกปิดแผลของตัวเองด้วยการเอื้อมไปเก็บมือถือไว้ข้างตัวแทบไม่ทันซึ่งพู่กลิ่นยังมีบุญมีวาสนาได้เห็นว่ามีข้อความเด้งเข้ามา ชัดเจนว่าเขากำลังคุยกับใครสักคนในนั้น และคงเป็นคนที่ทำให้เขามีความสุขมาก ถึงได้หูดับจนไม่ได้ยินเสียงใคร หน้าชื่นตาบานได้ทั้งที
เอาสิ... อยากกล่าวหาเธอนักพู่กลิ่นก็จัดให้ อันที่จริงเธอไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องเก่ามาทะเลาะกันหรอก เพราะมันมีแต่ทำให้บาดหมางจิตใจ เรื่องที่เขาไม่ทำตามนัด อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าถามว่าโกรธไหม แน่นอนสิว่าเธอต้องโกรธกับมันมากทำให้เธอเสียความรู้สึกมันไม่เท่าไรหรอก แต่อย่าทำให้ลูกน้อยใจว่าพ่อไม่ให้ความสำคัญแต่นี่เขาเลือกทำทั้งสองอย่าง มันจึงกลายเป็นปมในใจ อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะหยิบยกมันออกมาเป็นหัวข้อสนทนาซึ่งชวินทร์ได้แต่เงียบปาก เพราะเขาเถียงในเรื่องนี้ไม่ได้ หากเพราะคนตรงหน้าเป็นพู่กลิ่น เป็นคนที่แค่เห็นหน้าก็หงุดหงิดใจ ชายหนุ่มเลยยอมแพ้ไม่ได้ และทางเดียวที่สามารถเอาชนะเธอ ก็คือการโมโหกลบเกลื่อนเหมือนที่ผ่านมา“ผมต้องทำงาน ไม่ได้นอนเฉย ๆ อยู่บ้าน คุณเป็นคนที่ควรเข้าใจผมที่สุดและต้องอธิบายให้ลูกฟัง ไม่ใช่เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างแล้วโยนความผิดให้ผม” ยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น เธอกล้าดีอย่างไรถึงกล้าเถียงแบบนั้นออกมา “พูดราวกับผมผิด แล้วยกยอปอปั้นตัวเองว่าทำเพื่อลูก ตามใจลูก แล้วไม่คิดบ้างว่ากี่ปีแล้วที่ผมต้องทนแบกคุณกับลูกไว้บนบ่า ทำไมไม่ไม่คิดบ้างว่า ‘เรื่องแค่นี้’ เอง ไม
“ตอนแรกวินด์ไม่ได้ชอบเขาหรอก อยากถามอะไรยาก ๆ เพื่อลองเชิงเท่านั้นแหละ” หากคำตอบของเขาทำให้พู่กลิ่นต้องนิ่วหน้า สองแม่ลูกหยุดเดิน หันมามองหน้ากัน จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เหยียบเข้าไปในบ้าน “เขาชอบส่งตาหวานให้แม่นี่นา วินด์เห็นแล้วขัดใจ”หากประโยคต่อมากลับทำให้พู่กลิ่นตาโต “ตาหวานอะไร… วินด์อย่าพูดไปเรื่อย พูดแบบนั้นคุณอาเขาเสียหาย”“จริง ๆ วินด์สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนกลับจากห้องน้ำละ เขาชอบแม่แหละ มองแวบเดียวก็รู้”“เขาจะมาชอบแม่ได้ยังไง เขารู้ว่าแม่แต่งงานแล้ว รู้ว่ามีวินด์อยู่แล้วด้วย” พู่กลิ่นถอนหายใจออกมา ไม่ชอบเลยที่ลูกชายพูดไปเรื่อย “แต่ก็ช่างเถอะ แล้วยังไง ไปลองเชิงเขาอีท่าไหนถึงโดนตกแบบนี้”“วินด์ก็ถามในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว แต่เขากลับตอบได้เฉยเลย ตอบแบบไม่มั่วด้วย แล้วอันไหนไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ แล้วก็สัญญาว่าจะไปหาข้อมูลมาให้” ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ทำให้ชวินบุตรมั่นใจ ว่าบางอย่างที่เขาเพิ่งได้รู้มาจากกานต์ เป็นคำพูดที่เชื่อถือได้ เพราะเขาจะไม่มีทางพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้ไม่จริงแน่ ๆ “คุยกับเขาแล้วเหมือนคุยกับคุณตา เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย”“วินด์น่าจะชอบคนฉลาดสินะ” แล้วจู่ ๆ พ







