LOGIN“วันหลังน่ะมันวันไหน พู่... เรื่องที่เจอผัวอยู่กับผู้หญิง แกไม่สงสัยแล้วหรือไง แกต้องมาคุยรายละเอียดสิพวกฉันถึงจะช่วยได้ ถ้าอมพะนำอยู่อย่างนี้ เกิดเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาทีหลังฉันช่วยไม่ได้นะ”
เพื่อนบ้า... พู่กลิ่นสบถในใจ อุตส่าห์ลืมเรื่องนั้นไปได้แล้วเชียว “ช่างมันเถอะ อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานก็ได้ ฉันเจอที่สำนักงานเขานี่นา” “เหรอยะ แหม จะบอกให้นะว่าพวกสำนักงานเดียวกันนี่แหละตัวดี” ไม่มีทางหรอกที่เมธัสจะปลอบ รายนี้มีแต่ด่ากับซ้ำเติมเท่านั้น “ฉันอยากให้แกมาผ่อนคลายบ้าง ลูกแกก็โตจนดูแลตัวเองได้ ส่วนผัวเขาก็ไม่ค่อยจะสนใจ... ทำไมแกไม่ออกมาหาความสุขให้ตัวเองบ้าง” “ก็บอกว่าต้องกลับไปทำกับข้าวไง วินด์ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเล...” “วินด์กินบะหมี่ก็ได้” ยังไม่ทันได้พูดจบ พู่กลิ่นก็ต้องชะงักเมื่อคนเป็นลูกเดินมาใกล้ ความสูงเกือบร้อยแปดสิบของเขาข่มคนเป็นแม่ให้ตัวเล็กลงไปถนัดตา “แม่ไปเที่ยวกับน้าเมฆเถอะ ถ้าหิววินด์จะต้มบะหมี่กินเอง แม่อย่าห่วงเลย... วินด์ไม่ใช่คุณพ่อนะ” ลูกชายของเธอยื่นข้อเสนอพร้อมกับรอยยิ้ม ไม่มีสักนิดที่ประชดประชันหรือต้องการจะไล่คนเป็นแม่ให้พ้น ๆ ไป “แน่ะ บอกแล้ว... ลูกแกโตจนเป็นหนุ่มละพู่ ปล่อยวางเขาบ้าง” เมธัสได้ยินทุกอย่าง และไม่ลืมที่จะเสริมทัพ พู่กลิ่นได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งหนักใจ เพราะเธอเป็นห่วงลูก กลัวว่าเขาจะคิดว่าเธอหนีเที่ยวและทิ้งเขาไว้ ต่อให้ที่บ้านจะมีน้าจอมกับภรรยาพักอยู่ด้วย แต่ลูกจะรู้สึกปลอดภัยได้อย่างไร ในเมื่อทั้งพ่อทั้งแม่ก็ไม่มีใครอยู่บ้านสักคน เธอเป็นห่วงลูก ส่วนผัวน่ะช่างหัวมัน... กับชวินทร์น่ะ โกรธง่ายก็จริง แต่หายโกรธกลับง่ายยิ่งกว่า เขามักจะทำหน้าตาบึ้งตึงไปอย่างนั้นแหละ แท้จริงแล้วก็ไม่มีอะไรมาก คนที่ถูกบังคับให้ต้องเติบโตตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องดูแลเมียวัยสิบห้า และต้องเลี้ยงลูกที่เกิดมาในขณะที่ตัวเองอายุแค่สิบแปด ไม่แปลกหรอกที่เขาจะแก่เกินวัย หน้าตาไปไกลกว่าเธอมากทั้งที่ห่างกันไม่กี่ปี “แม่ไปเถอะ วินด์อยากให้แม่ไปเที่ยวเหมือนคนอื่นบ้าง” ชวินบุตรรบเร้า คิดหาข้ออ้างสารพัดเพื่อให้แม่ของตนออกไปเปิดหูเปิดตา “แม่ของเพื่อนอายุเยอะกว่าแม่เป็นสิบยี่สิบปี ตอนนี้เขาก็ยังเที่ยวกลางคืนกันอยู่เลยนะ แม่เพิ่งจะสามสิบหมาด ๆ เอง จะมาอุดอู้อยู่บ้านทำไม” “ใช่จ้ะหลานรัก... วินด์น่ารักมาก อยากได้อะไรบอกนะเดี๋ยวน้าหมอจะซื้อให้” ได้ยินอย่างนั้นแล้วพู่กลิ่นก็หนักใจ เพราะอันที่จริงเธอก็อยากไปเปิดหูเปิดตาอย่างที่ลูกบอก “ก็ได้ ปล่อยผีสักวันจะเป็นไร” ในที่สุดคุณแม่ยังสาวก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสดใส เรียกรอยยิ้มจากคนเป็นลูก และเสียงกรีดร้องแบบสะอกสะใจจากปลายสาย แต่ถึงอย่างนั้นพู่กลิ่นก็ปล่อยให้ลูกกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้ “แต่ยังไงฉันก็จะกลับไปทำกับข้าวให้ลูกก่อน แกส่งโลเคชันร้านมาแล้วกัน ถ้าเรียบร้อยแล้วจะให้น้าจอมไปส่งที่ร้านเอง ไม่ต้องห่วง” พู่กลิ่นมาถึงที่ร้านด้วยชุดสไตล์ที่เธอชอบใส่เป็นประจำ เป็นกางเกงยีนส์สีซีด เสื้อยืดสีขาว และรองเท้าส้นสูงสีขาวเช่นกัน หากแต่ครั้งนี้จงใจที่จะเลือกให้ทุกอย่างมันฟิตพอดี ค่อนไปทางรัดรูปเลยด้วยซ้ำ เพื่อยั่วยวนสายตาชาวบ้าน ด้วยเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยส่วนเว้าส่วนโค้ง หากแต่ไร้ไขมัน... หน้าอก หน้าท้องที่ผ่านการมีลูกมาตั้งแต่วัยเด็ก แทนที่จะหย่อนยานกลับอวบอัด ไม่ว่าเดินไปทางไหนก็มีแต่คนหันมองจนเหลียวหลัง เพื่อนแต่ละคนที่ไม่ได้เจอกันนาน มาเจอวันนี้ต่างก็ร้องว้าวด้วยความประหลาดใจ “พู่สวยมาก คือเรารู้ว่าไม่ควรทักเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกกันนะ แต่พู่สวยมาก ไม่เจอกันนานแต่กลับสวยขึ้นเป็นกอง” ทันทีที่พู่กลิ่นเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะ เพื่อนหลายคนก็พูดไปในทำนองเดียวกัน “นี่ขนาดลูกหนึ่งนะเนี่ย” บางคนถึงขั้นอ้าปากค้าง ทำเอาคุณแม่ยังสาวขวยเขิน ทำหน้าตาไม่ถูกเลยทีเดียว “ก็พูดไป” คนถูกชมยิ้มหวานอย่างน่ารัก ทำเอาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ยิ้มตาม“ได้จ้ะ เดี๋ยวจะบ่นให้หูยานเลย” พู่กลิ่นทำให้สาวหัวเราะคิกคักออกมาด้วยการทำน้ำเสียงจิกกัด แต่ทันทีที่สาวเดินจากไป คนเป็นนายก็ต้องถอนหายใจออกมา ใบหน้างามที่ยิ้มร่าหมองลง มือสั่นเล็กน้อยยามเมื่อพลิกใบเสร็จร้านอาหารที่อยู่ในมือขึ้นมาดูอันดับแรกคือตกใจที่ชวินทร์หมดไปเป็นหมื่น กินอะไรกันนักกันหนาถึงหมดไปขนาดนั้น? อันดับสองคือช็อกที่มันเป็นใบเสร็จของเมื่อวานตอนเย็น... ทั้งที่บอกเธอกับลูกว่าไปทำงาน แต่สามีกลับไปเสียเงินที่ร้านอาหารราคาแพง ในช่วงเวลาที่เธอกับลูกอยู่ด้วยกันพู่กลิ่นจำเป็นต้องสูดลมหายใจเข้าออกให้ลึกที่สุด เพื่อตั้งสติและบอกตัวเองว่าอย่าตีตนไปก่อนไข้เด็ดขาด มือเรียววางใบเสร็จจากปั๊มน้ำมันและร้านอาหารไว้ด้วยกัน จากนั้นก็เปิดเฟซบุ๊กของตัวเองขึ้นมา พิมพ์ชื่อร้านลงไปยังช่องค้นหา และก็เจอว่าเป็นร้านอาหารสุดหรูที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่ร้านปิ้งย่าง หมูกระทะ อย่างที่ใจภาวนาให้เป็นอย่างนั้นทั้งที่ดูจากรายการอาหาร ก็รู้ว่าไม่ใช่หรอก แต่พู่กลิ่นก็พยายามหลอกตัวเอง เพราะปกติแล้วชวินทร์มักจะพาน้องในทีม ไม่ว่าจะเป็นทนายผู้ช่วยหรือฝ่ายดำเนินคดีไปเลี้ยงตามร้านอาหาร หลังจากที่ทำคดี
หากทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก พอเอาเข้าจริงความเข้าใจที่ว่า... ก็ปะปนไปด้วยความหึงหวงอย่างที่ผัวเมียปกติเขามีกัน พู่กลิ่นคิดว่าตัวเองสามารถยอมรับมันได้ ถ้าหากว่าชวินทร์เลือกที่จะมีคนอื่นและเลิกรากับเธอไป แต่กว่าที่จะไปถึงจุดนั้น มันไม่ง่าย เพราะมันยากเหลือเกินที่จะห้ามไม่ให้ตัวเองรู้สึก เช่นนั้นแล้ว ยามที่กำลังเสาะหาความจริงทุกอย่าง เพื่อที่จะจับเขาให้ได้คาหนังคาเขา พู่กลิ่นก็ยังคงใจสั่น กล้า ๆ กลัว ๆ และยังไม่มั่นใจเลยว่า หากความจริงทุกอย่างปรากฏ เธอจะจัดการกับมันอย่างไร หลังจากเดินทางไปส่งลูกชายเข้าโรงเรียนและกลับมาที่บ้าน พู่กลิ่นเริ่มต้นปฏิบัติการหาความจริง ด้วยการเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก จากที่ตั้งใจว่าจะไปค้นห้องทำงานของสามี แต่เธอก็ต้องเปลี่ยนใจ ปล่อยให้ตรงนั้นเป็นแหล่งสุดท้าย เพราะอย่างไรก็ตามหญิงสาวก็ไม่อยากก้าวก่ายเขาถึงขั้นนั้น ไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเธอกำลังสงสัยถึงขั้นดิ้นพล่าน เนื่องจากชวินทร์ซีเรียสเรื่องงานมาก ทุกอย่างภายในห้องล้วนเป็นความลับ และนอกเหนือจากทำความสะอาดเขาก็มักจะจัดแจงข้าวของทุกอย่างด้วยตัวเอง เธอจึงทำเหมือนอย่างที่ถนัด
ซึ่งพู่กลิ่นรู้ดี ว่านอกจากเขาจะเรื่องมากเรื่องกินแล้ว บรรยากาศในการกินจะต้องเป็นไปอย่างสงบราบเรียบ นั่งกินกันให้พร้อมหน้าพร้อมตาในตอนเช้า เพราะนี่จะเป็นมื้อเดียวที่ทั้งสามคนได้กินข้าวพร้อมกัน พ่อ แม่ ลูกแต่นี่อะไร หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เธอก็จัดให้ในสิ่งที่เขาไม่ชอบใจทั้งนั้น ซึ่งชวินทร์ไม่อยากโยงมันเข้าด้วยกัน ไม่อยากโทษว่าที่เป็นอย่างนี้มันเกิดจากการที่พู่กลิ่นเคืองเขาเรื่องโทรศัพท์มือถือนั่น แต่มันอดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอกำลังก่อกบฏ เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่เธอเดินออกจากห้อง กินของกินที่เตรียมมาให้เขาหมดเกลี้ยง นอนหันหลังให้ทั้งคืน ตื่นไม่ปลุก แถมยังให้เขามาเจอกับความวุ่นวายที่เกลียดชัง... มันเป็นเพราะว่าเธอต้องการกลั่นแกล้ง เอาคืนอยากคิดเหมือนกันนะว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกัน แต่เป็นแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร“ไปก่อนนะคะ”และนี่อีก... พูดจบเธอก็เดินฉิวผ่านหน้าไป สะบัดตูดออกจากบ้านโดยที่ไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ ทั้งที่ปกติจะกอดจะหอมจนแก้มเปียก แม้จะทะเลาะกันหรือต่อให้เขาแสดงท่าทีว่ารำคาญเพียงใดก็ตามซึ่งมันแปลกไป แปลกไปมาก ๆ ... และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภรรยามันทำให้เขาหงุดห
เธอเอ่ยลาคนเป็นลูกเสียงหวาน ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอนเล็ก เข้าไปในห้องนอนใหญ่ของตนกับสามี โยนกระเป๋าสะพายไว้บนเตียงกว้าง จากนั้นก็ก้าวไปเคาะประตูที่อยู่อีกด้านแล้วเปิดเข้าไปซึ่งภาพที่เห็นมันเป็นภาพสามีของเธอกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับมือถือ ใบหน้าบึ้งตึงที่หาเรื่องทะเลาะกับเธอเมื่อสักครู่ แทบจะเป็นคนละคนด้วยซ้ำ แต่ก็กลับมาเป็นอย่างเดิมยามเมื่อเงยหน้ามองเห็นผู้เป็นภรรยา และโกรธยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเธอเข้าห้องทำงานของเขาโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต“ทำไมคุณไม่รู้จักเคาะประตูเสียก่อน” เสียงเข้มเอ่ยถาม สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง“พู่เคาะจนมือแทบหงิกแล้วค่ะ มัวทำอะไรอยู่ล่ะคะถึงได้หูหนวกตาบอดจนแทบจะไม่รับรู้อะไร” ดวงตากลมโตเหลือบมองไปที่โทรศัพท์มือถือที่วางไว้ ซึ่งคนที่มีความผิดอย่างไรแล้วก็ร้อนตัวอยู่วันยังค่ำ คนที่เป็นวัวสันหลังหวะก็รีบปกปิดแผลของตัวเองด้วยการเอื้อมไปเก็บมือถือไว้ข้างตัวแทบไม่ทันซึ่งพู่กลิ่นยังมีบุญมีวาสนาได้เห็นว่ามีข้อความเด้งเข้ามา ชัดเจนว่าเขากำลังคุยกับใครสักคนในนั้น และคงเป็นคนที่ทำให้เขามีความสุขมาก ถึงได้หูดับจนไม่ได้ยินเสียงใคร หน้าชื่นตาบานได้ทั้งที
เอาสิ... อยากกล่าวหาเธอนักพู่กลิ่นก็จัดให้ อันที่จริงเธอไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องเก่ามาทะเลาะกันหรอก เพราะมันมีแต่ทำให้บาดหมางจิตใจ เรื่องที่เขาไม่ทำตามนัด อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าถามว่าโกรธไหม แน่นอนสิว่าเธอต้องโกรธกับมันมากทำให้เธอเสียความรู้สึกมันไม่เท่าไรหรอก แต่อย่าทำให้ลูกน้อยใจว่าพ่อไม่ให้ความสำคัญแต่นี่เขาเลือกทำทั้งสองอย่าง มันจึงกลายเป็นปมในใจ อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะหยิบยกมันออกมาเป็นหัวข้อสนทนาซึ่งชวินทร์ได้แต่เงียบปาก เพราะเขาเถียงในเรื่องนี้ไม่ได้ หากเพราะคนตรงหน้าเป็นพู่กลิ่น เป็นคนที่แค่เห็นหน้าก็หงุดหงิดใจ ชายหนุ่มเลยยอมแพ้ไม่ได้ และทางเดียวที่สามารถเอาชนะเธอ ก็คือการโมโหกลบเกลื่อนเหมือนที่ผ่านมา“ผมต้องทำงาน ไม่ได้นอนเฉย ๆ อยู่บ้าน คุณเป็นคนที่ควรเข้าใจผมที่สุดและต้องอธิบายให้ลูกฟัง ไม่ใช่เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างแล้วโยนความผิดให้ผม” ยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น เธอกล้าดีอย่างไรถึงกล้าเถียงแบบนั้นออกมา “พูดราวกับผมผิด แล้วยกยอปอปั้นตัวเองว่าทำเพื่อลูก ตามใจลูก แล้วไม่คิดบ้างว่ากี่ปีแล้วที่ผมต้องทนแบกคุณกับลูกไว้บนบ่า ทำไมไม่ไม่คิดบ้างว่า ‘เรื่องแค่นี้’ เอง ไม
“ตอนแรกวินด์ไม่ได้ชอบเขาหรอก อยากถามอะไรยาก ๆ เพื่อลองเชิงเท่านั้นแหละ” หากคำตอบของเขาทำให้พู่กลิ่นต้องนิ่วหน้า สองแม่ลูกหยุดเดิน หันมามองหน้ากัน จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เหยียบเข้าไปในบ้าน “เขาชอบส่งตาหวานให้แม่นี่นา วินด์เห็นแล้วขัดใจ”หากประโยคต่อมากลับทำให้พู่กลิ่นตาโต “ตาหวานอะไร… วินด์อย่าพูดไปเรื่อย พูดแบบนั้นคุณอาเขาเสียหาย”“จริง ๆ วินด์สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนกลับจากห้องน้ำละ เขาชอบแม่แหละ มองแวบเดียวก็รู้”“เขาจะมาชอบแม่ได้ยังไง เขารู้ว่าแม่แต่งงานแล้ว รู้ว่ามีวินด์อยู่แล้วด้วย” พู่กลิ่นถอนหายใจออกมา ไม่ชอบเลยที่ลูกชายพูดไปเรื่อย “แต่ก็ช่างเถอะ แล้วยังไง ไปลองเชิงเขาอีท่าไหนถึงโดนตกแบบนี้”“วินด์ก็ถามในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว แต่เขากลับตอบได้เฉยเลย ตอบแบบไม่มั่วด้วย แล้วอันไหนไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ แล้วก็สัญญาว่าจะไปหาข้อมูลมาให้” ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ทำให้ชวินบุตรมั่นใจ ว่าบางอย่างที่เขาเพิ่งได้รู้มาจากกานต์ เป็นคำพูดที่เชื่อถือได้ เพราะเขาจะไม่มีทางพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้ไม่จริงแน่ ๆ “คุยกับเขาแล้วเหมือนคุยกับคุณตา เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย”“วินด์น่าจะชอบคนฉลาดสินะ” แล้วจู่ ๆ พ







