ANMELDEN“เราสองคนอะเมฆ เอาไง... ฉันแบกแกกลับคนเดียวไม่ไหวหรอกนะ” ไพลินเป็นกังวลเมื่อเห็นเมธัสโงนไปเงนมา ทั้งที่นั่งอยู่แต่มันกลับต้องเอนตัวมาพิงพู่กลิ่นไว้ เมาเป็นหมาทั้งที่รับปากว่าจะเป็นคนดูแลเพื่อนด้วยซ้ำ
“นี่มากันยังไงครับ” กานต์ดูเหมือนจะเป็นคนที่มีสติที่สุด เขาดื่มไปมากก็จริง แต่แค่เบียร์มันทำอะไรเขาไม่ได้สักนิด “กลับกับพี่ไหม พี่ให้คนขับรถของที่บ้านมารอรับ ดื่มอย่างนี้อย่าขับรถเลย อันตราย” “พวกเราก็ไม่ได้เอารถมาหรอกค่ะ” พู่กลิ่นเป็นคนตอบ ตาปรือเหมือนเด็กที่ง่วงนอน ดวงตาที่ถูดปัดมาอย่างดีดำปี๋ เพราะเจ้าตัวเอาแต่ขยี้ตาให้หายง่วง “ว่าจะเรียกรถกลับ แล้ววนไปส่งทั้งสามคน ให้เมฆเป็นคนปิดท้าย” “อย่างนั้นให้พี่ไปส่งเถอะ จะได้ไม่ต้องเรียกรถให้วุ่นวาย อีกอย่าง พี่จะได้ช่วยดูเมฆด้วย” ขืนถ้าให้กลับไปกับสองคนนี้คงอันตรายเกินไป ไพลินน่ะไม่เท่าไร สวยน่ะสวย แต่ไม่ดึงดูดเท่าอีกคน “เอาไงดีพู่ จะกวนพี่เขาเกินไปหรือเปล่า ต้องวนรถไปมา ฉันเกรงใจ” ไพลินแอบกระซิบที่ข้างหูของพู่กลิ่น ซึ่งกระซิบอีท่าไหนไม่รู้ถึงได้ยินกันทั่วหน้า แต่คนฟังกลับทำเสียงจิ๊จ๊ะ ก่อนจะพูดออกมาเสียงดัง “แต่ฉันไม่!... ไม่เกรงใจแล้วนะคะ พู่ง่วงมากเลยตอนนี้ อยากหลับคาโต๊ะให้รู้แล้วรู้รอด” ประโยคแรกน่ะพูดกับเพื่อน แต่เสียงก็กลับมาหวานจ๋อยเมื่อพูดประโยคหลัง เพราะเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งเกรงใจแล้วละ เพราะดูจากสภาพก็รู้ว่าเอาตัวไม่รอดสักคน “เมฆ ไอ้เมฆ! ไหนบอกจะพาฉันกลับบ้าน” มือเล็กตบไปเบา ๆ ที่ใบหน้าหล่อเหล่าของคนที่ซบลงมาบนไหล่ ทั้งที่เมื่อกี้ยังพูดจาสื่อสารกันได้ แต่ผ่านไปไม่นานเมธัสก็ชิงทิ้งตัวก่อนเพื่อนเสียอย่างนั้น “เมฆ” ไพลินเห็นอย่างนั้นก็ช่วยตบหัวมันอีกแรง ก่อนทั้งสองคนจะประสานเสียงเพื่อเรียกให้เมธัสรู้สึกตัว “ไอ้เมฆ!” กานต์มองเข้าไปยังบ้านสองชั้นขนาดใหญ่ สไตล์โมเดิร์นสวยเก๋ ด้วยรูปทรงเหลี่ยมมุมไม่เหมือนบ้านหลังไหนในละแวกนี้ แถมยังปลูกต้นไม้ตามแนวกำแพงบ้านให้กลายเป็นรั้วที่สวยงาม ก่อนจะหันไปมองหน้าพู่กลิ่นที่กำลังล่ำลากับเพื่อนรักทั้งสองคน แล้วเขาก็เพิ่งเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์จริง ๆ ว่าหญิงสาวมีสามีแล้ว แถมไอ้สามีตัวดียังเป็นคนที่ไม่ค่อยถูกจริตกันเท่าไรอย่างชวินทร์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาอยากให้เรื่องที่เธอเล่ามาเป็นเรื่องมโน ไม่อยากให้คนอย่างนั้นได้ผู้หญิงแบบพู่กลิ่นไป แต่ตอนมาถึงหน้าบ้านของเพื่อนร่วมงาน คุ้นตามาบ้างเนื่องจากความสวยงามเป็นที่เลื่องลือในสำนักงานใหญ่ กานต์ก็ต้องถอนหายใจ... ยอมรับว่าสนใจพู่กลิ่น และเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่เขาแพ้คู่แข่งตลอดกาลตั้งแต่อยู่ในมุ้ง “ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” หลังจากหอมแก้มเพื่อนรักทั้งสองคนเรียบร้อย พู่กลิ่นก็ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้กานต์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ คนขับ ยกมือไหว้ชายหนุ่มพร้อมกับดวงตาที่ใกล้จะปิดเต็มที “ขอบคุณนะคะคุณพี่” โดยไม่ลืมที่จะหันไปไหว้ขอบคุณคนขับรถของเขาด้วย ซึ่งเป็นภาพที่กานต์มองว่าน่ารักมาก “ไว้เจอกันอีกนะครับ” อดไม่ได้จริง ๆ เขาอดใจไม่ไหวจริง ๆ ... ความน่ารักของเธอยามเมื่อได้มองใกล้ ๆ มันทำให้กานต์เผลอเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มใส ไล้หัวแม่มือไปกับความเนียนนุ่มอย่างเผลอใจ ก่อนจะผละออกมาเมื่อมีคนมาเคาะกระจก เป็นกานต์เองที่สะดุ้ง เพราะพู่กลิ่นคงไม่มีสติมากพอที่จะคิดอะไร ชายหนุ่มผละมือออกจากหญิงสาว ก่อนจะลดกระจกลงเพื่อพบกับเด็กสาววัยรุ่นหน้าตาง่วงงุนที่รออยู่ “หนูออกมารับคุณพู่ค่ะ” เด็กสาวตอบกลับมาอย่างไม่ค่อยจะชัดถ้อยชัดคำนัก กานต์จึงพยักหน้ารับ ร่างสูงใหญ่เปิดประตูลงไป จากนั้นก็ก้าวไปช่วยพยุงพู่กลิ่นที่กำลังออกมาจากด้านหลัง ส่งร่างที่แทบจะยืนหลับให้กับเด็กสาวชาวเมียนมา ยิ้มให้เจ้าของร่างงามอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจออกมา และรอจนกระทั่งสองคนนั้นเดินเข้าบ้านไปเรียบร้อย นั่นแหละเขาถึงจะขึ้นรถและสั่งให้คนรถออกรถได้ ด้านพู่กลิ่นก็ทั้งเมาทั้งง่วง ตาแทบจะปิดแต่ก็ยังมีสติพอที่จะเอ่ยถาม “คุณชากลับมาหรือยังจ๊ะสาว” “กลับมาตั้งแต่เย็นแล้วละค่ะ” “อ้าว” พู่กลิ่นร้องเสียงหลง “ไหนเมื่อเช้าบอกว่าจะกลับดึกมาก” “สาวก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ คงห่วงคุณวินด์มั้งคะ... มาถึงก็เรียกคุณวินด์ไปคุย ท่าทางจริงจังไม่รู้คุยอะไรกัน” สาวคือเด็กรับใช้ชาวเมียนมา ค่อนข้างสนิทกับพู่กลิ่นพอสมควรเนื่องจากอายุไล่เลี่ยกัน และเป็นหนึ่งในลูกหลานของคนงานเก่าแก่ที่ทำงานอยู่กับแม่สามีมานาน มาอยู่ที่นี่กับเธอตั้งแต่ตอนที่ชวินบุตรสองสามขวบ มีหน้าที่ช่วยเธอเลี้ยงลูกและทำงานบ้าน ซึ่งสาวจะเป็นคนที่อยู่รอชวินทร์เป็นเพื่อนกับเธอทุกคืน นาน ๆ ครั้งที่พู่กลิ่นออกไปเที่ยวกับเพื่อน ก็จะมีสาวนี่แหละที่รอรับ ส่วนสามีเธอเหรอ ไม่หลับก็ทำงาน เขาไม่สนใจหรอกว่าเมียแสนสวยจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่เดี๋ยวก่อน เรียกชวินบุตรไปคุยอย่างนั้นเหรอ... แอบดุอะไรลูกหรือเปล่า“ได้จ้ะ เดี๋ยวจะบ่นให้หูยานเลย” พู่กลิ่นทำให้สาวหัวเราะคิกคักออกมาด้วยการทำน้ำเสียงจิกกัด แต่ทันทีที่สาวเดินจากไป คนเป็นนายก็ต้องถอนหายใจออกมา ใบหน้างามที่ยิ้มร่าหมองลง มือสั่นเล็กน้อยยามเมื่อพลิกใบเสร็จร้านอาหารที่อยู่ในมือขึ้นมาดูอันดับแรกคือตกใจที่ชวินทร์หมดไปเป็นหมื่น กินอะไรกันนักกันหนาถึงหมดไปขนาดนั้น? อันดับสองคือช็อกที่มันเป็นใบเสร็จของเมื่อวานตอนเย็น... ทั้งที่บอกเธอกับลูกว่าไปทำงาน แต่สามีกลับไปเสียเงินที่ร้านอาหารราคาแพง ในช่วงเวลาที่เธอกับลูกอยู่ด้วยกันพู่กลิ่นจำเป็นต้องสูดลมหายใจเข้าออกให้ลึกที่สุด เพื่อตั้งสติและบอกตัวเองว่าอย่าตีตนไปก่อนไข้เด็ดขาด มือเรียววางใบเสร็จจากปั๊มน้ำมันและร้านอาหารไว้ด้วยกัน จากนั้นก็เปิดเฟซบุ๊กของตัวเองขึ้นมา พิมพ์ชื่อร้านลงไปยังช่องค้นหา และก็เจอว่าเป็นร้านอาหารสุดหรูที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่ร้านปิ้งย่าง หมูกระทะ อย่างที่ใจภาวนาให้เป็นอย่างนั้นทั้งที่ดูจากรายการอาหาร ก็รู้ว่าไม่ใช่หรอก แต่พู่กลิ่นก็พยายามหลอกตัวเอง เพราะปกติแล้วชวินทร์มักจะพาน้องในทีม ไม่ว่าจะเป็นทนายผู้ช่วยหรือฝ่ายดำเนินคดีไปเลี้ยงตามร้านอาหาร หลังจากที่ทำคดี
หากทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก พอเอาเข้าจริงความเข้าใจที่ว่า... ก็ปะปนไปด้วยความหึงหวงอย่างที่ผัวเมียปกติเขามีกัน พู่กลิ่นคิดว่าตัวเองสามารถยอมรับมันได้ ถ้าหากว่าชวินทร์เลือกที่จะมีคนอื่นและเลิกรากับเธอไป แต่กว่าที่จะไปถึงจุดนั้น มันไม่ง่าย เพราะมันยากเหลือเกินที่จะห้ามไม่ให้ตัวเองรู้สึก เช่นนั้นแล้ว ยามที่กำลังเสาะหาความจริงทุกอย่าง เพื่อที่จะจับเขาให้ได้คาหนังคาเขา พู่กลิ่นก็ยังคงใจสั่น กล้า ๆ กลัว ๆ และยังไม่มั่นใจเลยว่า หากความจริงทุกอย่างปรากฏ เธอจะจัดการกับมันอย่างไร หลังจากเดินทางไปส่งลูกชายเข้าโรงเรียนและกลับมาที่บ้าน พู่กลิ่นเริ่มต้นปฏิบัติการหาความจริง ด้วยการเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก จากที่ตั้งใจว่าจะไปค้นห้องทำงานของสามี แต่เธอก็ต้องเปลี่ยนใจ ปล่อยให้ตรงนั้นเป็นแหล่งสุดท้าย เพราะอย่างไรก็ตามหญิงสาวก็ไม่อยากก้าวก่ายเขาถึงขั้นนั้น ไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเธอกำลังสงสัยถึงขั้นดิ้นพล่าน เนื่องจากชวินทร์ซีเรียสเรื่องงานมาก ทุกอย่างภายในห้องล้วนเป็นความลับ และนอกเหนือจากทำความสะอาดเขาก็มักจะจัดแจงข้าวของทุกอย่างด้วยตัวเอง เธอจึงทำเหมือนอย่างที่ถนัด
ซึ่งพู่กลิ่นรู้ดี ว่านอกจากเขาจะเรื่องมากเรื่องกินแล้ว บรรยากาศในการกินจะต้องเป็นไปอย่างสงบราบเรียบ นั่งกินกันให้พร้อมหน้าพร้อมตาในตอนเช้า เพราะนี่จะเป็นมื้อเดียวที่ทั้งสามคนได้กินข้าวพร้อมกัน พ่อ แม่ ลูกแต่นี่อะไร หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เธอก็จัดให้ในสิ่งที่เขาไม่ชอบใจทั้งนั้น ซึ่งชวินทร์ไม่อยากโยงมันเข้าด้วยกัน ไม่อยากโทษว่าที่เป็นอย่างนี้มันเกิดจากการที่พู่กลิ่นเคืองเขาเรื่องโทรศัพท์มือถือนั่น แต่มันอดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอกำลังก่อกบฏ เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่เธอเดินออกจากห้อง กินของกินที่เตรียมมาให้เขาหมดเกลี้ยง นอนหันหลังให้ทั้งคืน ตื่นไม่ปลุก แถมยังให้เขามาเจอกับความวุ่นวายที่เกลียดชัง... มันเป็นเพราะว่าเธอต้องการกลั่นแกล้ง เอาคืนอยากคิดเหมือนกันนะว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกัน แต่เป็นแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร“ไปก่อนนะคะ”และนี่อีก... พูดจบเธอก็เดินฉิวผ่านหน้าไป สะบัดตูดออกจากบ้านโดยที่ไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ ทั้งที่ปกติจะกอดจะหอมจนแก้มเปียก แม้จะทะเลาะกันหรือต่อให้เขาแสดงท่าทีว่ารำคาญเพียงใดก็ตามซึ่งมันแปลกไป แปลกไปมาก ๆ ... และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภรรยามันทำให้เขาหงุดห
เธอเอ่ยลาคนเป็นลูกเสียงหวาน ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอนเล็ก เข้าไปในห้องนอนใหญ่ของตนกับสามี โยนกระเป๋าสะพายไว้บนเตียงกว้าง จากนั้นก็ก้าวไปเคาะประตูที่อยู่อีกด้านแล้วเปิดเข้าไปซึ่งภาพที่เห็นมันเป็นภาพสามีของเธอกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับมือถือ ใบหน้าบึ้งตึงที่หาเรื่องทะเลาะกับเธอเมื่อสักครู่ แทบจะเป็นคนละคนด้วยซ้ำ แต่ก็กลับมาเป็นอย่างเดิมยามเมื่อเงยหน้ามองเห็นผู้เป็นภรรยา และโกรธยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเธอเข้าห้องทำงานของเขาโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต“ทำไมคุณไม่รู้จักเคาะประตูเสียก่อน” เสียงเข้มเอ่ยถาม สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง“พู่เคาะจนมือแทบหงิกแล้วค่ะ มัวทำอะไรอยู่ล่ะคะถึงได้หูหนวกตาบอดจนแทบจะไม่รับรู้อะไร” ดวงตากลมโตเหลือบมองไปที่โทรศัพท์มือถือที่วางไว้ ซึ่งคนที่มีความผิดอย่างไรแล้วก็ร้อนตัวอยู่วันยังค่ำ คนที่เป็นวัวสันหลังหวะก็รีบปกปิดแผลของตัวเองด้วยการเอื้อมไปเก็บมือถือไว้ข้างตัวแทบไม่ทันซึ่งพู่กลิ่นยังมีบุญมีวาสนาได้เห็นว่ามีข้อความเด้งเข้ามา ชัดเจนว่าเขากำลังคุยกับใครสักคนในนั้น และคงเป็นคนที่ทำให้เขามีความสุขมาก ถึงได้หูดับจนไม่ได้ยินเสียงใคร หน้าชื่นตาบานได้ทั้งที
เอาสิ... อยากกล่าวหาเธอนักพู่กลิ่นก็จัดให้ อันที่จริงเธอไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องเก่ามาทะเลาะกันหรอก เพราะมันมีแต่ทำให้บาดหมางจิตใจ เรื่องที่เขาไม่ทำตามนัด อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าถามว่าโกรธไหม แน่นอนสิว่าเธอต้องโกรธกับมันมากทำให้เธอเสียความรู้สึกมันไม่เท่าไรหรอก แต่อย่าทำให้ลูกน้อยใจว่าพ่อไม่ให้ความสำคัญแต่นี่เขาเลือกทำทั้งสองอย่าง มันจึงกลายเป็นปมในใจ อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะหยิบยกมันออกมาเป็นหัวข้อสนทนาซึ่งชวินทร์ได้แต่เงียบปาก เพราะเขาเถียงในเรื่องนี้ไม่ได้ หากเพราะคนตรงหน้าเป็นพู่กลิ่น เป็นคนที่แค่เห็นหน้าก็หงุดหงิดใจ ชายหนุ่มเลยยอมแพ้ไม่ได้ และทางเดียวที่สามารถเอาชนะเธอ ก็คือการโมโหกลบเกลื่อนเหมือนที่ผ่านมา“ผมต้องทำงาน ไม่ได้นอนเฉย ๆ อยู่บ้าน คุณเป็นคนที่ควรเข้าใจผมที่สุดและต้องอธิบายให้ลูกฟัง ไม่ใช่เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างแล้วโยนความผิดให้ผม” ยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น เธอกล้าดีอย่างไรถึงกล้าเถียงแบบนั้นออกมา “พูดราวกับผมผิด แล้วยกยอปอปั้นตัวเองว่าทำเพื่อลูก ตามใจลูก แล้วไม่คิดบ้างว่ากี่ปีแล้วที่ผมต้องทนแบกคุณกับลูกไว้บนบ่า ทำไมไม่ไม่คิดบ้างว่า ‘เรื่องแค่นี้’ เอง ไม
“ตอนแรกวินด์ไม่ได้ชอบเขาหรอก อยากถามอะไรยาก ๆ เพื่อลองเชิงเท่านั้นแหละ” หากคำตอบของเขาทำให้พู่กลิ่นต้องนิ่วหน้า สองแม่ลูกหยุดเดิน หันมามองหน้ากัน จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เหยียบเข้าไปในบ้าน “เขาชอบส่งตาหวานให้แม่นี่นา วินด์เห็นแล้วขัดใจ”หากประโยคต่อมากลับทำให้พู่กลิ่นตาโต “ตาหวานอะไร… วินด์อย่าพูดไปเรื่อย พูดแบบนั้นคุณอาเขาเสียหาย”“จริง ๆ วินด์สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนกลับจากห้องน้ำละ เขาชอบแม่แหละ มองแวบเดียวก็รู้”“เขาจะมาชอบแม่ได้ยังไง เขารู้ว่าแม่แต่งงานแล้ว รู้ว่ามีวินด์อยู่แล้วด้วย” พู่กลิ่นถอนหายใจออกมา ไม่ชอบเลยที่ลูกชายพูดไปเรื่อย “แต่ก็ช่างเถอะ แล้วยังไง ไปลองเชิงเขาอีท่าไหนถึงโดนตกแบบนี้”“วินด์ก็ถามในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว แต่เขากลับตอบได้เฉยเลย ตอบแบบไม่มั่วด้วย แล้วอันไหนไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ แล้วก็สัญญาว่าจะไปหาข้อมูลมาให้” ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ทำให้ชวินบุตรมั่นใจ ว่าบางอย่างที่เขาเพิ่งได้รู้มาจากกานต์ เป็นคำพูดที่เชื่อถือได้ เพราะเขาจะไม่มีทางพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้ไม่จริงแน่ ๆ “คุยกับเขาแล้วเหมือนคุยกับคุณตา เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย”“วินด์น่าจะชอบคนฉลาดสินะ” แล้วจู่ ๆ พ

![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





