LOGIN“สาวไปนอนเถอะ พี่ขึ้นไปเองได้” เมื่อเดินมาถึงห้องโถงใหญ่ของบ้าน พู่กลิ่นก็หันไปบอกสาวรับใช้ เมื่อร่างเล็กแยกตัวจากไป คุณนายของบ้านก็จำเป็นต้องสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะตบหน้าตัวเองให้ตื่นเบา ๆ เพราะมั่นใจว่าตอนนี้สามีคงยังไม่นอน และเธอก็จำเป็นต้องเผชิญหน้า
ขาเรียวก้าวขึ้นบันได ไม่เข้าใจว่ามันจะสั่นทำไม ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ทำไมถึงกลัวขนาดนั้น เพราะชวินทร์เป็นคนดุเหรอ ไม่หรอก ไม่น่าจะใช่เหตุผลนั้น เพราะต่อให้เขาดุแค่ไหน แต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยพ่นคำหยาบคาย ไม่มีขึ้นเสียง ยิ่งเรื่องทำร้ายร่างกายยิ่งไม่เฉียดใกล้ คงเป็นเธอเองแหละมั้งที่เกรงใจ ก็วันนี้ละเลยหน้าที่ไปหลายอย่าง ประเด็นสำคัญคือเรื่องอาหาร ทั้งที่เตรียมให้ลูกพร้อมสรรพ แต่ไม่มีของเขาเลยสักอย่าง คุณแม่ยังสาวถอนหายใจออกมา คงต้องยอมรับชะตากรรม อะไรจะเกิดก็ให้มันเป็นไปตามนั้น เมื่อดีลกับตัวเองได้ก็เอื้อมมือไปบิดลูกบิด เปิดประตูอย่างเบามือและปิดลงให้เบากว่า ก่อนจะถอนหายใจออกมายืดยาวทันทีที่พบกับเตียงว่างเปล่า... อย่างน้อยชวินทร์ก็ยังไม่นอน คราวนี้ไม่ต้องเกรงใจจนเกร็งอีกต่อไป พู่กลิ่นจึงก้าวเดินอย่างคนปกติ ไม่จำเป็นต้องย่องเบาขนาดนั้น เอากระเป๋าไปเก็บยังที่ทางของตัวเอง ซึ่งเป็นห้องเสื้อผ้าของเธอกับเขาที่ถูกกั้นไว้ติดกับห้องน้ำ จากนั้นก็เดินย้อนกลับมายังห้องนอนใหญ่อีกครั้ง เพื่อก้าวไปเปิดประตูเชื่อมอีกฝั่ง โดยไม่ลืมที่จะเคาะให้อีกฝ่ายได้ยินสัญญาณก่อนที่จะเดินเข้าไป “ชา...” พู่กลิ่นเอ่ยเรียกเสียงหวาน แต่เสียงนั้นก็ต้องขาดหายไปเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกำลังคุยโทรศัพท์ ดวงตากลมโตหันไปมองนาฬิกาที่ติดอยู่ข้างฝา เข้าใจว่าเขางานยุ่งและจำเป็นต้องทำงานตลอดเวลา แต่ตีสองเนี่ยนะ? ลูกความ? หรือเพื่อนร่วมงาน? ที่ไหน... เขาคุยกันเวลานี้ พู่กลิ่นไม่ปิดบังแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของตัวเอง แต่ชวินทร์ก็ไม่ได้ส่อพิรุธว่าเป็นสายที่คุยตรงหน้าเธอไม่ได้ ชายหนุ่มแค่ปรายตามองมาที่เธอ ก่อนจะเอ่ยขึ้นกับปลายสายด้วยประโยคที่ทำให้เธอวางใจ “ภรรยาผมเองครับ... เอาไว้วันพรุ่งนี้ผมจะแจ้งเรื่องรายละเอียดอีกที ตอนที่เราเจอกัน” จากนั้นเขาก็เอ่ยออกมาอีกสองสามคำ วางสายลงและหันมามองหน้าภรรยาด้วยสายตาที่พู่กลิ่นไม่แน่ใจว่าไม่พอใจหรือเปล่า แต่เธอก็ยังทำใจดีสู้เสือด้วยการเดินเข้าไปหาร่างสูงที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน พิงสะโพกไปกับหินแกรนิตที่สั่งทำพิเศษ เผชิญหน้ากับคนเป็นสามีที่กำลังพิงไหล่กว้างไปกับเก้าอี้ตัวใหญ่ และจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง “คุยกับใคร” เพราะความเมาแหละ ทำให้พู่กลิ่นถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม ทั้งที่ปกติเธอรู้ว่าชวินทร์เกลียดมากเวลาที่เธอก้าวก่ายเรื่องงาน ถามซอกถามแซกในสิ่งที่ต่อให้เขาอธิบายเธอก็ไม่มีวันเข้าใจ ซึ่งถ้าเป็นปกติสามีคงส่งสายตาวาววับมาให้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า ‘อย่ามายุ่มย่ามเรื่องงาน’ แต่คราวนี้เขากลับตอบแต่โดยดี ไม่มีสักนิดที่ฉุนเฉียว แถมยังอธิบายถึงเหตุผล ทั้งที่ปกติไม่เคยทำ “ลูกความ... เขาเพิ่งเจอเบาะแสอะไรบางอย่าง ก็เลยรีบโทร.มาแจ้ง” ซึ่งพู่กลิ่นก็ฉลาดพอว่าควรเชื่อใจ และพอได้แล้วสำหรับการซักถามในเรื่องงาน เธอแสร้งยิ้มออกมาทั้งที่ในใจถูกสั่นคลอนไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง จากนั้นก็เอ่ยถามในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง “ไหนบอกว่าจะกลับดึกไง ทำไมสาวบอกว่ากลับมาตั้งแต่หัววัน” น่าแปลกที่คำถามนี้ทำให้พู่กลิ่นได้สามีคนเดิมกลับมา การได้เห็นสายตาวาววับจับจ้องใบหน้าด้วยความไม่พอใจ นี่ต่างหากคนที่เธอวางใจ ไม่ใช่คนที่ยอมอธิบายอะไรง่าย ๆ เช่นคนเมื่อกี้ “พ่อเอาแต่ทำงาน แม่ก็ตะลอนไปเที่ยวนอกบ้าน คิดว่าลูกจะรู้สึกยังไงถ้าต้องอยู่บ้านคนเดียวด้วยเหตุผลพวกนั้น” ชวินทร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง เพราะห่วงความรู้สึกของลูกไง เขาถึงต้องรีบกลับบ้าน แต่ดูเหมือนว่าความห่วงใยของเขาจะไร้ค่า กลับต้องหงุดหงิดยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าชวินบุตรเป็นคนเอ่ยปาก บอกให้แม่ออกไปเที่ยวกลางคืน โดยไม่มีใครถามความเห็นของเขาสักคน แต่ไม่มีหรอกที่พู่กลิ่นจะสำนึกผิด ยิ่งเขาบ่นยาวเหยียดเธอยิ่งได้ใจ เพราะรู้ว่าเท่านี้ยังไม่ถึงกลับโกรธมาก ถ้าโมโหจริง ๆ ไม่มีหรอกที่สามีจะโผล่มาให้เห็นหน้าหรือพูดอะไรออกมา เขาเก่งนักแหละเรื่องทำสงครามประสาท เพราะรู้ละมั้งว่าถ้าทำอย่างนั้น จุดเดือดของพู่กลิ่นก็มีอยู่ไม่ไกล “วินด์เป็นคนบอกให้พู่ไปเที่ยวเอง เขาไม่ได้บอกเหรอ” “อืม บอกแล้ว... ดีจริง ตัดสินใจกันเองสองคน ไม่ต้องสนแล้วสิว่าผมจะคิดยังไง” เสียงเข้มเอ่ยถามด้วยความไม่พอใจ “มันเสียเวลาผมไหม ที่ต้องหอบงานมาทำที่บ้าน มันใช่เรื่องหรือเปล่าที่ผมต้องวุ่นวายเพราะคุณ” เจ้าของร่างอวบอัดยักไหล่ ทำท่าทางกวนบาทาทำเป็นว่าไม่ใส่ใจ เพราะรู้ว่าครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายชนะ ต่อให้ไม่ชนะก็ไม่แคร์ จะกลัวอะไรก็ในเมื่อเธอมีพวกมากกว่า ชิ นี่สินะเหตุผลที่เรียกลูกมาคุยด้วยท่าทางจริงจังอย่างที่สาวพูด“ได้จ้ะ เดี๋ยวจะบ่นให้หูยานเลย” พู่กลิ่นทำให้สาวหัวเราะคิกคักออกมาด้วยการทำน้ำเสียงจิกกัด แต่ทันทีที่สาวเดินจากไป คนเป็นนายก็ต้องถอนหายใจออกมา ใบหน้างามที่ยิ้มร่าหมองลง มือสั่นเล็กน้อยยามเมื่อพลิกใบเสร็จร้านอาหารที่อยู่ในมือขึ้นมาดูอันดับแรกคือตกใจที่ชวินทร์หมดไปเป็นหมื่น กินอะไรกันนักกันหนาถึงหมดไปขนาดนั้น? อันดับสองคือช็อกที่มันเป็นใบเสร็จของเมื่อวานตอนเย็น... ทั้งที่บอกเธอกับลูกว่าไปทำงาน แต่สามีกลับไปเสียเงินที่ร้านอาหารราคาแพง ในช่วงเวลาที่เธอกับลูกอยู่ด้วยกันพู่กลิ่นจำเป็นต้องสูดลมหายใจเข้าออกให้ลึกที่สุด เพื่อตั้งสติและบอกตัวเองว่าอย่าตีตนไปก่อนไข้เด็ดขาด มือเรียววางใบเสร็จจากปั๊มน้ำมันและร้านอาหารไว้ด้วยกัน จากนั้นก็เปิดเฟซบุ๊กของตัวเองขึ้นมา พิมพ์ชื่อร้านลงไปยังช่องค้นหา และก็เจอว่าเป็นร้านอาหารสุดหรูที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่ร้านปิ้งย่าง หมูกระทะ อย่างที่ใจภาวนาให้เป็นอย่างนั้นทั้งที่ดูจากรายการอาหาร ก็รู้ว่าไม่ใช่หรอก แต่พู่กลิ่นก็พยายามหลอกตัวเอง เพราะปกติแล้วชวินทร์มักจะพาน้องในทีม ไม่ว่าจะเป็นทนายผู้ช่วยหรือฝ่ายดำเนินคดีไปเลี้ยงตามร้านอาหาร หลังจากที่ทำคดี
หากทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก พอเอาเข้าจริงความเข้าใจที่ว่า... ก็ปะปนไปด้วยความหึงหวงอย่างที่ผัวเมียปกติเขามีกัน พู่กลิ่นคิดว่าตัวเองสามารถยอมรับมันได้ ถ้าหากว่าชวินทร์เลือกที่จะมีคนอื่นและเลิกรากับเธอไป แต่กว่าที่จะไปถึงจุดนั้น มันไม่ง่าย เพราะมันยากเหลือเกินที่จะห้ามไม่ให้ตัวเองรู้สึก เช่นนั้นแล้ว ยามที่กำลังเสาะหาความจริงทุกอย่าง เพื่อที่จะจับเขาให้ได้คาหนังคาเขา พู่กลิ่นก็ยังคงใจสั่น กล้า ๆ กลัว ๆ และยังไม่มั่นใจเลยว่า หากความจริงทุกอย่างปรากฏ เธอจะจัดการกับมันอย่างไร หลังจากเดินทางไปส่งลูกชายเข้าโรงเรียนและกลับมาที่บ้าน พู่กลิ่นเริ่มต้นปฏิบัติการหาความจริง ด้วยการเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก จากที่ตั้งใจว่าจะไปค้นห้องทำงานของสามี แต่เธอก็ต้องเปลี่ยนใจ ปล่อยให้ตรงนั้นเป็นแหล่งสุดท้าย เพราะอย่างไรก็ตามหญิงสาวก็ไม่อยากก้าวก่ายเขาถึงขั้นนั้น ไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเธอกำลังสงสัยถึงขั้นดิ้นพล่าน เนื่องจากชวินทร์ซีเรียสเรื่องงานมาก ทุกอย่างภายในห้องล้วนเป็นความลับ และนอกเหนือจากทำความสะอาดเขาก็มักจะจัดแจงข้าวของทุกอย่างด้วยตัวเอง เธอจึงทำเหมือนอย่างที่ถนัด
ซึ่งพู่กลิ่นรู้ดี ว่านอกจากเขาจะเรื่องมากเรื่องกินแล้ว บรรยากาศในการกินจะต้องเป็นไปอย่างสงบราบเรียบ นั่งกินกันให้พร้อมหน้าพร้อมตาในตอนเช้า เพราะนี่จะเป็นมื้อเดียวที่ทั้งสามคนได้กินข้าวพร้อมกัน พ่อ แม่ ลูกแต่นี่อะไร หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เธอก็จัดให้ในสิ่งที่เขาไม่ชอบใจทั้งนั้น ซึ่งชวินทร์ไม่อยากโยงมันเข้าด้วยกัน ไม่อยากโทษว่าที่เป็นอย่างนี้มันเกิดจากการที่พู่กลิ่นเคืองเขาเรื่องโทรศัพท์มือถือนั่น แต่มันอดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอกำลังก่อกบฏ เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่เธอเดินออกจากห้อง กินของกินที่เตรียมมาให้เขาหมดเกลี้ยง นอนหันหลังให้ทั้งคืน ตื่นไม่ปลุก แถมยังให้เขามาเจอกับความวุ่นวายที่เกลียดชัง... มันเป็นเพราะว่าเธอต้องการกลั่นแกล้ง เอาคืนอยากคิดเหมือนกันนะว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกัน แต่เป็นแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร“ไปก่อนนะคะ”และนี่อีก... พูดจบเธอก็เดินฉิวผ่านหน้าไป สะบัดตูดออกจากบ้านโดยที่ไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ ทั้งที่ปกติจะกอดจะหอมจนแก้มเปียก แม้จะทะเลาะกันหรือต่อให้เขาแสดงท่าทีว่ารำคาญเพียงใดก็ตามซึ่งมันแปลกไป แปลกไปมาก ๆ ... และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภรรยามันทำให้เขาหงุดห
เธอเอ่ยลาคนเป็นลูกเสียงหวาน ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอนเล็ก เข้าไปในห้องนอนใหญ่ของตนกับสามี โยนกระเป๋าสะพายไว้บนเตียงกว้าง จากนั้นก็ก้าวไปเคาะประตูที่อยู่อีกด้านแล้วเปิดเข้าไปซึ่งภาพที่เห็นมันเป็นภาพสามีของเธอกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับมือถือ ใบหน้าบึ้งตึงที่หาเรื่องทะเลาะกับเธอเมื่อสักครู่ แทบจะเป็นคนละคนด้วยซ้ำ แต่ก็กลับมาเป็นอย่างเดิมยามเมื่อเงยหน้ามองเห็นผู้เป็นภรรยา และโกรธยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเธอเข้าห้องทำงานของเขาโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต“ทำไมคุณไม่รู้จักเคาะประตูเสียก่อน” เสียงเข้มเอ่ยถาม สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง“พู่เคาะจนมือแทบหงิกแล้วค่ะ มัวทำอะไรอยู่ล่ะคะถึงได้หูหนวกตาบอดจนแทบจะไม่รับรู้อะไร” ดวงตากลมโตเหลือบมองไปที่โทรศัพท์มือถือที่วางไว้ ซึ่งคนที่มีความผิดอย่างไรแล้วก็ร้อนตัวอยู่วันยังค่ำ คนที่เป็นวัวสันหลังหวะก็รีบปกปิดแผลของตัวเองด้วยการเอื้อมไปเก็บมือถือไว้ข้างตัวแทบไม่ทันซึ่งพู่กลิ่นยังมีบุญมีวาสนาได้เห็นว่ามีข้อความเด้งเข้ามา ชัดเจนว่าเขากำลังคุยกับใครสักคนในนั้น และคงเป็นคนที่ทำให้เขามีความสุขมาก ถึงได้หูดับจนไม่ได้ยินเสียงใคร หน้าชื่นตาบานได้ทั้งที
เอาสิ... อยากกล่าวหาเธอนักพู่กลิ่นก็จัดให้ อันที่จริงเธอไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องเก่ามาทะเลาะกันหรอก เพราะมันมีแต่ทำให้บาดหมางจิตใจ เรื่องที่เขาไม่ทำตามนัด อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าถามว่าโกรธไหม แน่นอนสิว่าเธอต้องโกรธกับมันมากทำให้เธอเสียความรู้สึกมันไม่เท่าไรหรอก แต่อย่าทำให้ลูกน้อยใจว่าพ่อไม่ให้ความสำคัญแต่นี่เขาเลือกทำทั้งสองอย่าง มันจึงกลายเป็นปมในใจ อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะหยิบยกมันออกมาเป็นหัวข้อสนทนาซึ่งชวินทร์ได้แต่เงียบปาก เพราะเขาเถียงในเรื่องนี้ไม่ได้ หากเพราะคนตรงหน้าเป็นพู่กลิ่น เป็นคนที่แค่เห็นหน้าก็หงุดหงิดใจ ชายหนุ่มเลยยอมแพ้ไม่ได้ และทางเดียวที่สามารถเอาชนะเธอ ก็คือการโมโหกลบเกลื่อนเหมือนที่ผ่านมา“ผมต้องทำงาน ไม่ได้นอนเฉย ๆ อยู่บ้าน คุณเป็นคนที่ควรเข้าใจผมที่สุดและต้องอธิบายให้ลูกฟัง ไม่ใช่เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างแล้วโยนความผิดให้ผม” ยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น เธอกล้าดีอย่างไรถึงกล้าเถียงแบบนั้นออกมา “พูดราวกับผมผิด แล้วยกยอปอปั้นตัวเองว่าทำเพื่อลูก ตามใจลูก แล้วไม่คิดบ้างว่ากี่ปีแล้วที่ผมต้องทนแบกคุณกับลูกไว้บนบ่า ทำไมไม่ไม่คิดบ้างว่า ‘เรื่องแค่นี้’ เอง ไม
“ตอนแรกวินด์ไม่ได้ชอบเขาหรอก อยากถามอะไรยาก ๆ เพื่อลองเชิงเท่านั้นแหละ” หากคำตอบของเขาทำให้พู่กลิ่นต้องนิ่วหน้า สองแม่ลูกหยุดเดิน หันมามองหน้ากัน จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เหยียบเข้าไปในบ้าน “เขาชอบส่งตาหวานให้แม่นี่นา วินด์เห็นแล้วขัดใจ”หากประโยคต่อมากลับทำให้พู่กลิ่นตาโต “ตาหวานอะไร… วินด์อย่าพูดไปเรื่อย พูดแบบนั้นคุณอาเขาเสียหาย”“จริง ๆ วินด์สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนกลับจากห้องน้ำละ เขาชอบแม่แหละ มองแวบเดียวก็รู้”“เขาจะมาชอบแม่ได้ยังไง เขารู้ว่าแม่แต่งงานแล้ว รู้ว่ามีวินด์อยู่แล้วด้วย” พู่กลิ่นถอนหายใจออกมา ไม่ชอบเลยที่ลูกชายพูดไปเรื่อย “แต่ก็ช่างเถอะ แล้วยังไง ไปลองเชิงเขาอีท่าไหนถึงโดนตกแบบนี้”“วินด์ก็ถามในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว แต่เขากลับตอบได้เฉยเลย ตอบแบบไม่มั่วด้วย แล้วอันไหนไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ แล้วก็สัญญาว่าจะไปหาข้อมูลมาให้” ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ทำให้ชวินบุตรมั่นใจ ว่าบางอย่างที่เขาเพิ่งได้รู้มาจากกานต์ เป็นคำพูดที่เชื่อถือได้ เพราะเขาจะไม่มีทางพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้ไม่จริงแน่ ๆ “คุยกับเขาแล้วเหมือนคุยกับคุณตา เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย”“วินด์น่าจะชอบคนฉลาดสินะ” แล้วจู่ ๆ พ







