“มิใช่เรื่องที่ท่านอ๋องต้องมาตัดสินใจแทนข้า ครอบครัวเห็นงามในเรื่องใด ข้าก็ไม่จำเป็นต้องตั้งแง่”
แม่ทัพสาวยังคงมีน้ำเสียงเย็นชาดังเดิม แววตาที่นางมองไปที่เขา มันไม่ได้มีคำว่ารักใคร่หรืออาวรณ์ใดๆ หลงเหลืออยู่ หากเขาจ้องมองเข้าไปในแววตานางให้ลึกกว่านี้ จะเห็นเพียงความชิงชังเท่านั้น
“ทำไมกัน! ท่านด้วยท่านแม่ทัพใหญ่ ไยจึงคิดมอบบุตรสาวไว้ในมือคนพิการ สภาพตัวเขายังเอาไม่รอด จะเอาสิ่งใดมาดูแลอันเอ๋อร์ได้”
อ๋องหนุ่มหันไปต่อว่าบิดาของหญิงสาว และนั่นเองที่ทำให้แม่ทัพสาวสะบั้นความอดทน คนชาติชั่วผู้นี้ มีสิทธิ์อันใดมากล่าวโทษบิดาของนางกัน
“ท่านอ๋องโปรดระวังวาจาด้วย เรื่องของครอบครัวข้า ย่อมต้องผ่านการหารือกันมาเป็นอย่างดีแล้ว และยังไม่ถึงคราวที่คนนอกจะเข้ามายุ่ง”
หญิงสาวขยับขึ้นมาเผชิญหน้า กับบุรุษหน้าหนาตรงหน้า อย่างไม่คิดที่จะถอยหนี ไยนางต้องกลัวคนแบบนี้ด้วย การที่เขายินยอมทำทุกอย่างในตอนนี้ มิใช่เพราะรักในตัวนาง แต่เป็นเพราะเขาวาดหวังถึงกองทัพสกุลเชี่ย
“แต่ข้าไม่เห็นด้วย เรารักกันมาตั้งหลายปี ทำไมจึงเป็นเขาที่เจ้าเลือก”
แม่จะรู้สึกหน้าชาต่อการถูกด่าทอ ว่าเขาสอดเรื่องของบ้านคนอื่น แต่ถ้าเขาถอยเพียงก้าว ทุกอย่างที่ทุ่มเทมามันจะเหลืออะไรอยู่เล่า
“รัก! หึๆ ท่านอ๋องคิดอะไรอยู่เจ้าคะ ข้าอายุเท่าไหร่กันในตอนนั้น จะรู้จักความรักหนุ่มสาวได้อย่างไรเจ้าคะ”
เสียงหัวเราะในลำคอของนาง ช่างบาดลึกความรู้สึกของอ๋องหนุ่มยิ่งนัก นางจงใจทำให้เขาอับอายมิรู้จบสิ้น ตอนหลังปักปิ่นเขาก็แสร้งไม่สะทกสะท้าน หาข้อแก้ต่างว่านางยังเด็ก คงเพียงอยากออกไปท่องเที่ยวให้สนุก แต่วันนี้นางยังอาจหาญหักหน้าเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เจ้าเคยบอกข้า ว่าหลังปักปิ่น จะแต่งงานกับข้า ไยเจ้ากลับทรยศ...”
“เงียบเถอะ!”
เมื่อได้ยินคำนั้นจากปากของอ๋องหนุ่ม หญิงสาวเอ่ยตัดบทเสียงกร้าว คำ...คำนี้มันควรเป็นนางที่ต้องพูด เขากล้าดีอย่างไรมาลำเลิกเรื่องเก่าๆ หากเป็นเมื่อก่อนนางคงซึ้งใจ แต่ไม่ใช่นางในตอนนี้ ที่นางรู้ทุกความชั่วช้าของเขาแล้ว ขนาดสกุลเชี่ยไม่ได้ควบคุมกองทัพแล้วแท้ๆ ในตอนนั้น เขาก็ไม่คิดละเว้นแม้แต่ทารกน้อยคนหนึ่ง
“เจ้า!”
เมื่อถูกตัดบทด้วยน้ำเสียงกร้าวกระด้าง อ๋องหนุ่มเองก็เกือบที่จะควบคุมตจนเองไม่ได้ ไม่เคยมีสตรีใดกล้าพูดจาแบบนี้กับเขา หรือเพราะนางเห็นว่าในมือมีกองทัพอันแข็งแกร่ง เลยอยากที่จะเล่นตัวให้มากหน่อยอย่างนั้นหรือ!
“ลูกพ่อ เจ้ามาเหนื่อยๆ ไปพักก่อนดีหรือไม่”
เมื่อเห็นบุตรสาวดูจะเกรี้ยวกราด ท่านแม่ทัพใหญ่จึง คว้ามือของบุตรสาว มาวางบนมือของตนเอง แล้วตบลงเบาๆ ราวกับต้องการแบ่งปันความรู้สึกของคนเป็นลูก มาไว้ที่เขาเสียเอง
“นั่นสิ! เจ้าไปพักก่อน เรื่องของเราวันหน้าค่อยมาคุยกันอีกครั้ง ข้าจะสั่งให้คนปรุงของบำรุงส่งมาให้เจ้าที่จวนนะ”
“ท่านอ๋อง หากจะว่ากันตามความเป็นจริง ท่านอายุมากกว่าข้าหลายปี เรื่องแบบนี้น่าจะคิดได้แล้ว ว่าข้าไม่ต้องการ ที่จะมาพูดอะไรอีก และมันไม่เคยมีเรื่องของเรา อย่าได้พูดจาให้ผู้คนเข้าใจผิดอีก ไม่เช่นนั้นก็อย่าได้หาว่าข้าไม่เกรงใจ”
“เจ้ากำลังโกรธข้าเรื่องชิงอวี่ถงหรือ ข้าอธิบายเรื่องนี้ได้ เจ้าใจลงเย็นลงก่อนเถอะ”
“ข้าไม่เคยรู้จักนาง ไยต้องนำมาคิดให้รกสมองด้วยเล่าเจ้าคะ”
นางไม่อยากจะเชื่อ ว่าคนผู้นี้เพื่อสิ่งที่อยู่ในมือนาง ถึงกับยอมเป็นคนหน้าหนา มาตามตื้อนางไม่เลิกรา ดีที่นางได้ทูลขอต่อฝ่าบาทไว้ล่วงหน้าแล้ว หลังภารกิจลับเสร็จสิ้น เรื่องการแต่งงานนางขอเป็นผู้ตัดสินใจเอง
เพื่อป้องกันไม่ให้อ๋องจิ้งหยวน ใช้เล่ห์กลนี้ไปทูลขอสมรสพระราชทาน คำใครก็ไม่อาจเหนือคำฮ่องเต้ นางมีราชโองการนี้ไว้ในมือ จะกี่เล่ห์ของคนต่ำช้าตรงหน้า ก็ไม่อาจบีบบังคับนางได้
“เจ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไร แต่ข้าอยากให้เจ้าทบทวนความสัมพันธ์ของเรา ที่มีมานาน”
“ท่านอ๋อง วัยเด็กการมีสหายเล่นกัน ย่อมเป็นเรื่องปกติของทุกๆ คน ส่วนเมื่อเติบโตกันแล้ว ทุกคนล้วนมีชีวิตเป็นของตนเอง การแต่งงานของข้ากับบุตรชายสกุลหยาง เป็นสิ่งที่ข้าไม่ได้มองว่าถูกบีบบังคับ หรือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอันใดเจ้าค่ะ ดังนั้นอย่าได้ทำตัวเป็นบุรุษหน้าหนา จนข้ามิอยากแม้แต่จะเอ่ยชื่อของท่านเลยนะเจ้าคะ”
กลางดึก ณ เรือนชูเฟย จวนอ๋องจิ้ง ความเงียบสงัด ทำให้เจ้าของเรือน นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง ภายในห้องมีเพียงแสงเทียบริบหรี่ เพื่อมิให้เป็นการรบกวนการนอนของชูเฟย ร่างอวบอิ่มที่สวมเพียงชุดเนื้อบางเบา พลิกกายจนทำให้ผ้าห่มเลื่อนหลุดลงไปอยู่ที่เอว เผยให้เห็นสองแต่งตึง ที่ดันเนื้อผ้าออกมาอวดความใหญ่โต “อื้อ...ท่านอ๋อง...อื้อ” ชูเฟยครางออกมา เมื่อผิวเนื้อของนางถูกสัมผัส ก่อนที่นางจะเอียงใบหน้าเปิดให้สามี ได้ซุกไซ้ซอกคอขาวผ่องของนางได้อย่างสะดวก นานแค่ไหนแล้วที่สามีไม่เคยมาที่เรือนของนาง เมื่อถูกเขากระตุ้นด้วยมือที่หยาบกร้าน ก็ทำให้นางอ่อนระทวย ยิ่งกว่าขี้ผึ้งถูกไฟรน ผ้าห่มที่คลุมเพียงครึ่งร่าง ถูกกระชากออกพ้นกาย ชูเฟยยังคงหลับตาพริ้ม เพื่อรอรับการปรนเปรอจากสามี แม้จะรู้สึกว่าเขามีหนวดเครา นั่นคงเพราะมิได้โกนออก ด้วยโหมงานหนัก ตัวนางเองก็มิได้ไปหาเขาเท่าใดนัก เสียงครางดังจากเบาๆ เริ่มที่จะมีเสียงดังมากขึ้น นั่นทำให้คนที่ยืนมองทุกอย่างอยู่ในความมืด ยิ้มอย่างพอใจ ในเมื่อเคยเตือนแล้วยังรั้นที่จะทำ บทเรียนราคาแพงนี้ เขาก็จะมอบให้นาง ถือเส
ยามบ่ายสองวันถัดมา ณ เรือนไม้ไผ่ริมทะเลสาบตะวันตก ร่างสูงในชุดคลุมสีเข้ม ใบหน้าสวมทับด้วยหน้ากาก กำลังยืนทอดสายตามองไปยังฝูงนก ที่บินโฉบลงมาจับปลาในทะเลสาบ มันคือความงามที่ใช่ว่าใครจะมาเห็นได้บ่อยๆ นานแล้วที่เขาไม่ได้มาที่นี่ เรียกว่านับตั้งแต่คนกลุ่มหนึ่ง กลับมาถึงเมืองหลวง เขาก็ไม่เคยถูกเรียกมาที่นี่อีกเลย “เจ้าออกมาได้แล้วหรือ” ชายชราผู้มีใบหน้าอิ่มเอิบ ภายใต้หมวกปีกว้าง ได้เดินมาหยุดอยู่เบื้องหลังของชายหนุ่ม ซึ่งเขาได้หันกลับมา พร้อมทำความเคารพผู้มาใหม่ อย่างนอบน้อม “ข้ามีเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ นายท่านมีสิ่งใดต้องการให้ข้าทำหรือขอรับ จึงได้เรียกข้าน้อยอกมาที่นี่” ชายหนุ่มเอ่ยถามชายชรา เมื่ออีกฝ่ายก้าวไปนั่งลง ยังเก้าอี้ไม้ไผ่ ที่วางเอาไว้เพื่อให้สามารถนั่งตกปลาได้ ชายหนุ่มก้าวไปเอาคันเบ็ด พร้อมกับเหยื่อมายื่นส่งให้แก่ชายชรา ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เขาจะทำในทุกครั้ง ที่ชายชรานัดพบเขา “บุตรชายข้ากลับมาแล้ว เจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่” ชายชราใส่เหยื่อล่อปลา พร้อมกับเอ่ยถามชายหนุ่ม ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่ากลับแฝงด้วยควา
หยางเหยาเกอ ไม่ได้คิดใส่ใจ ความขุ่นเคืองที่อาสะใภ้มีต่อเขา เพราะครั้งนี้นางล้ำเส้นเขาจนเกินไป เรื่องครอบครัวนาง เขาหรือใครๆ ไม่เคยที่จะสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่คราวนี้นางกล้าที่จะมาวุ่นวาย กับชีวิตแต่งงานของเขา มันคือสิ่งที่เกินขีดจำกัดที่เขามีให้“เจ้ากล้าสอนข้าหรือ! ฮึ! เจ้ายังคิดหรือว่าตอนนี้มารดาของเจ้า กลับมารักเจ้าแล้ว นางก็แค่รู้สึกผิด และยังชิงชังเจ้าอยู่ดี คนที่นางจะรักก็คือน้องชายของเจ้า หยางสวี่เหยา”ต้วนเจินจู ที่กำลังมีอารมณืที่เต็มไปด้วยโทสะ ยกเรื่องความรักที่มารดาของหยางเหยาเกอมีต่อบุตรชาย มนไม่เคยเท่าเทียมกันตั้งแต่หลานชายคนโตถือกำเนิด แล้วแบบนี้เจ้าคนไร้ค่านี่ ยังจะมาปากดีสอนนางอยู่อีกหรือ“ท่านอาสะใภ้! มิควรพูดเช่นนี้นะขอรับ”หยางสวี่เหยา กลัวพี่ชายจะหมางเมินต่อมารดาอีก เขาจึงเรียกอาสะใภ้เพื่อเตือนสตินาง มิให้พูดไปเรื่อยเช่นนี้ แต่เขาต้องเงียบเสียงลง เมื่อมือของพี่ชาย แตะที่แขนของเขาเป็นเชิงให้นิ่งเข้าไว้“นางจะรักหรือชังข้า นางจะรู้สึกอย่างไรต่อข้า คิดว่าข้าสนหรือ แต่สิ่งที่นางเหนือกว่าท่านคืออะไรรู้ไหม! นั่นคือมารดาของข้า ไม่สอดเรื่องผู้อื่น”หยางเหยาเกอ ตอบกลับด้
ใช้เวลาไม่นาน สาวใช้ก็นำชุดข้าวมาเพิ่ม หยางเหยาเกอ จึงได้เอ่ยปากชวนให้ทุกคนลงมือกินข้าวกันได้แล้ว ลั่วคังอันจึงคีบอาหารใส่ในถ้วยให้แก่สามี จึงค่อยเริ่มกิน หลังจากญาติทั้งสองของสามีลงมือแล้ว ตามมารยาทอันพึงมีของผู้น้อย คำพูดเสียดแทงใจกัน สงบลงเมื่อมีอาหารอยู่ในปาก จะมีบ้างที่ถามไถ่กัน เพื่อมิให้บรรยากาศอึมครึมจนเกินไป ลั่วคังอันเลือกที่จะเงียบอย่างเดียวเท่านั้น เพราะไม่มีคำถามใด ที่เกี่ยวข้องกับนาง “เห็นทีข้าต้องขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ข้ายังมีงานต้องสะสางอีกมากเจ้าค่ะ” จนกระทั้งมื้ออาหารได้สิ้นสุดลง ลั่วคังอันจึงได้เอ่ยขอตัว ที่จะไปทำงานของตนเองเสียที หากไม่ติดว่ากลัวสามีจะน้อยใจ นางคงไม่รั้งอยู่นานขนาดนี้ ชีวิตทหารกินข้าวมิได้ยืดเยื้อให้เสียเวลา รีบกินรีบเสร็จยิ่งในยามถูกรุกราน เรียกว่าไม่ได้กินได้นอนกันอย่างเต็มอิ่มเลย แต่วันนี้คือการกินข้าว ที่ไม่คล่องคอที่สุดแล้ว เพราะทุกคำที่เอ่ยออกมาของอาวสะใภ้ ล้วนไม่น่าฟังสักนิด “เพิ่งแต่งงาน ไยจึงขยันออกนอกบ้านนักเล่า หรือว่า...เบื่อหน่ายที่สามี ไม่อาจเอาใจเจ้าได้หรือ” ต้วนเจินจู เอ่ยออกมาพร้อมส่งสายตาไปยังร่างก
“แปลกดี...ปกติแล้วพวกเขา ไม่เคยไปไหนด้วยกันได้เลยสักครั้ง” ชายหนุ่มอดแปลกใจไม่ได้ ที่อยู่ๆ ครอบครัวของเขา ก็สามัคคีกันขึ้นมาเสียอย่างนั้น เพราะปกติแล้วท่าปู่กับท่านย่า มิใคร่จะร่วมทางกับมารดาของเขาเท่าใดนัก ต่างฝ่ายต่างก็เมินเฉยต่อกันมาตลอด แต่วันนี้ทุกคนนอกจากจะไม่มาหาเขาที่เรือน ยังไปไหว้พระด้วยกัน โดยไม่คิดจะชักชวน หรือบอกเขาสองคนสามีภรรยาเลยสักคำ “อ้าว! วันนี้คู่สามีภรรยา อยู่กินข้าวด้วยกันหรอกหรือ ข้านึกว่าเจ้าสาวหมาดๆ จะออกไปร่วมงานเลี้ยง เริงร่าอยู่นอกบ้านเสียอีก” ลั่วคังอันหันมองไปตามเสียง ซึ่งก็มิใช่เพียงนางแค่คนเดียว แต่ทุกคนก็หันไป คงเว้นแค่เพียงหยางเหยาเกอ เพราะมิว่าเขาจะหันไปหรือไม่ เขาก็มองไม่เห็นผู้มาใหม่อยู่ดี ทว่าเขาจดจำเสียงนั้นได้ อาสะใภ้ผู้ดูจะชอบวุ่นวาย กับชีวิตเขาและครอบครัวอยู่เสมอ วันนี้อะไรหอบให้นาง มาเยือนถึงเรือน พร้อมคำพูดเหน็บแนมเยี่ยงนี้ หรือจะเรื่องที่ภรรยาของเขา ออกไปร่วมงานเลี้ยงเมื่อวาน “ฮูหยินน้อยรอง มีสิ่งใดหรือขอรับ จึงมาที่เรือนของคุณชายใหญ่ขอรับ”พ่อบ้านโจว เอ่ยถามผู้มาเยือน โดยที่ไม่มีใครเชื้อเชิญ ซ้ำ
สายวันถัดมา ณ จวนสกุลหยาง แม่ทัพสาวก้าวออกจากเรือน ก่อนจะยืนนิ่งค้างไปชั่วขณะ เมื่อหลายสายตามองมายังนาง ด้วยแววตาอันหลากหลาย ลั่วคังอันไม่รู้ว่าจะทำหน้าอย่างไร เมื่อเห็นรอยยิ้มของน้องชายสามี และสาวใช้ทั้งสองของนาง “พอดีข้าเพลียๆ เลยหลับนานไปหน่อย พวกเจ้าไม่มีอะไรทำหรืออย่างไร” แม่ทัพสาวเอ่ยถามคนทั้งสาม ก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวลงบันไดหน้าเรือน มุ่งสู่หน้าจวน เพื่อไปสะสางงานที่ยังค้างคา ทว่าเพียงก้าวมาถึงประตูทางเข้าเรือน ก็ต้องยืนนิ่งอีกครั้ง เมื่อพ่อบ้านโจว เดินยิ้มกว้างตรงมาที่นาง “ฮูหยินน้อยตื่นแล้วหรือขอรับ อาหารเช้าเตรียมพร้อมแล้วที่ศาลาชมบัว อย่างไรฮูหยินน้อยเชิญด้านนั้นสักครู่นะขอรับ กินมื้อเช้ากับนายน้อยก่อนค่อยออกไปทำงาน” ลั่วคังอันตั้งใจจะปฏิเสธ ทว่าชายชรากลับผายมือให้แก่นางก่อนแล้ว แม่ทัพสาวจำต้องเปลี่ยนทศทาง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจของพ่อบ้านโจว เมือ่เดินมาถึงศาลา ซึ่งตอนนี้สาวใช้ทั้งสองของนาง ก็ได้ติดตามมาด้วยเช่นกัน คงมีเพียงน้องชายสามี ที่มิได้มากับสาวใช้ทั้งสองนาง “คุณชายรองหยาง เข้าไปช่วยพาคุณชายใหญ่ ออกมากิน