แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: ไอส์'ลิต
last update วันที่เผยแพร่: 2026-08-05 21:29:14

ตอนที่เนื้อตัวเราแนบชิดกันเราต่างรู้สึกว่ามีบางอย่างปรากฏขึ้นในใจ ทว่าไม่นานทุกอย่างก็ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เป็นอย่างที่เคยเป็น เป็นอย่างที่แล้วมา ไม่มีอะไรพิเศษแถมเธอกับเขายังทะเลาะกันจนเมฆินทร์หัวเสียก่อนเดินออกจากห้องยังทิ้งท้ายไว้อีกว่า

“ขอเก่งใช้เก่งไม่ว่า แต่ปากน่ะอย่าเก่งให้มันมาก”

เธอชินเสียแล้วกับวาจาร้ายกาจเช่นนี้ หลังจากจบกิจกรรมบนเตียงหญิงสาวหยิบชุดคลุมขึ้นมาสวมทับเรือนร่างเย้ายวน เดินเข้าไปชำระล้างร่างกายในห้องน้ำเกือบชั่วโมงได้ ยืนมองดูเรือนร่างในกระจกมุมปากกดยิ้มหยัน น้ำตาซึมไหลออกมาจนต้องยกปลายนิ้วขึ้นเกลี่ย ดารินแหงนหน้าขึ้นกะพริบตาสองสามครั้งเพื่อขับไล่ความอ่อนแอ

เพราะเธอว่าการร้องไห้ไม่ได้ช่วยอะไร...

เช้านี้ดารินตื่นสายกว่าทุกวันมองดูนาฬิกาข้างก็พบว่าแปดโมงกว่าเสียแล้ว เธอรีบก้าวลงจากเตียงหางตาสะดุดเข้ากับแผ่นกระดาษบางอย่างบนโต๊ะมันถูกเหยือกน้ำทับเอาไว้ไม่ให้พัดปลิว

เช็คเงินสดจำนวนยี่สิบล้านได้ตามคำขอไม่ขาดไม่เกินแม้แต่บาทเดียว...

ดวงตาเฉยชามีแต่ความว่างเปล่าก่อนเม้มปากจนเป็นเส้นตรงแล้วเปลี่ยนความสนใจไปยังผ้าคลุมไหล่ผืนบางแทน ดารินเดินลงมายังชั้นล่างห้องรับแขกในเวลานี้เงียบสงัด เด็กๆ น่าจะไปโรงเรียนกันแล้วความรู้สึกผิดพัดวูบเข้ากลางอกเธอตื่นไม่ทันส่งพวกเขาขึ้นรถเสียได้

“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณดา กาแฟสักแก้วหรือเป็นข้าวตุ้มกุ้งดีคะ” สาวใช้เอยทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ดารินกระชับผ้าคลุมไหล่ก่อนถามขึ้นว่า

“เมื่อเช้าการันต์งอแงหรือเปล่า” เพราะเธอรู้ว่าการันต์ไม่ชอบไปโรงเรียนเด็กชายติดแม่มาก

“มีนิดหน่อยค่ะ แต่ได้คุณเมฆเกลี้ยกล่อมถึงยอมขึ้นรถ”

“เขา...เขาไปส่งเด็กๆ เองเหรอคะ”

“เปล่าหรอกค่ะ คุณเขาพาเด็กๆ ทานข้าวเช้าแล้วก็ส่งขึ้นรถอีกทีเมื่อกี้ก็เพิ่งออกไปทำงานเองค่ะ”

ดารินพยักหน้ารับช้าๆ ความรู้สึกอยากอาหารแทบไม่มีเลยสักนิดเช้านี้จึงเลือกเป็นกาแฟดำแทน เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วช่วงสายถึงเดินทางไปพบบิดา

คิ้วเรียงเส้นสวยขมวดเข้าหากันตอนที่เห็นเบนซ์ป้ายแดงสีขาวจอดอยู่ทางเข้าหน้าประตู ดารินดับเครื่องยนต์ก้าวขาลงมาจากรถ กระทั่งเสียงเดินของรองเท้าส้นเข็มดังเข้ามาใกล้ถึงได้รู้ว่าเจ้าของรถก็คือหญิงสาวเรือนร่างสะโอดสะอง ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงจัด ผมดัดลอนสีน้ำตาลเข้มยุ่งเหยิงนิดๆ เจ้าหล่อนเดินลอยหน้าลอยตาไปยังเบนซ์ป้ายแดง

ดารินถามเสียงแข็ง “เธอเป็นใคร”

ใบหน้าเรียวแหลมตามทุนนิยมผ่านมีดหมอไม่รู้กี่หนหันมาสบตาดารินก่อนจะพูดออกมาคำหนึ่งที่ทำเอาคนฟังถึงกับกำหมัดแน่น

“อยากรู้ก็ไปถามคุณชัชเอาแล้วกันนะ”

ดารินกัดฟันกรอดรีบสาวเท้าเข้าไปในบ้าน ทันทีที่เดินเข้ามาก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากห้องรับแขก

เพียะ!

เสียงตบดังลั่นเข้าโสตประสาท ภาพตรงหน้าเล่นเอาเข่าแทบทรุด ชัชวาลย์วาดฝ่ามือลงบนใบหน้าภรรยาจนร่างผอมบางล้มลงกองกับพื้น ดารินวิ่งเข้าไปใช้มือดันหน้าแข้งบิดาเมื่อเห็นว่าเขาตั้งใจจะใช้ขาฟาดลงมาซ้ำทั้งที่แม่ก็ล้มไม่เป็นท่าขนาดนั้น

“พ่อทำแม่ได้ยังไง ทำแบบนี้ได้ยังไง!” ดารินตะคอกใส่บิดาเสียงแข็ง ริมฝีปากสั่นระริก เธอโมโหและเสียใจมากคาดไม่ถึงว่าพ่อจะกล้าทำเรื่องต่ำทราม

“ก็ใครใช้ให้มันมายุ่งกับคนของฉันก่อนล่ะ”

“หมายถึงอีกะหรี่คนนั้นใช่มั้ยที่ทำให้พ่อถึงขั้นลงไม้ลงมือกับแม่” ดารินแผดเสียงใส่ทั้งน้ำตาไหลอาบแก้ม

“นังดา พูดให้มันดีๆ นะแก”

“ไม่! อย่านะ อย่าทำลูกเลยค่ะฉันขอ” คุณหญิงกำไลคลานเข่ากอดขาสามี จะทำอะไรกับหล่อนย่อมได้ แต่อย่าทำร้ายลูกอีกเลย ชัชวาลย์ถูกอารมณ์โทสะเข้าครอบงำ สะบัดขาออกจากการเกาะกุมจนคุณหญิงเกือบหงายหลัง ดารินประคองแม่ไว้ ดวงตาแดงก่ำเงยขึ้นจ้องผู้เป็นพ่อด้วยความรู้สึกแสนจะผิดหวัง นี่น่ะหรือพ่อบังเกิดเกล้า แต่เพราะถูกความอบอุ่นจากแม่กอบกุมฝ่ามือไว้แน่น ทำให้เธอไม่ได้โต้ตอบกลับไป

คุณหญิงกำไลส่ายหน้าทั้งน้ำตาเป็นเชิงห้ามปรามลูกสาว เพราะไม่อยากให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้ เกรงว่าลูกจะเจ็บตัวไปด้วย

ดารินพยุงแม่ลุกขึ้นก่อนจะหันไปพูดกับบิดาเสียงสั่นเครือ “ต่อไปนี้ถ้าพ่อกล้าทำร้ายร่างกายแม่อีก เงินสักบาทเดียวดาก็จะไม่ให้!”

“อ้อ... กล้าต่อรองกับฉันงั้นเหรอ วอนซะแล้วนังนี่” ชัชวาลย์เลือดขึ้นหน้า เตรียมง้างฝ่ามือฟาดใส่ใบหน้าลูกสาวอีกคน

ดวงตาแข็งกร้าวจ้องกลับไร้แววหวาดกลัว ยื่นหน้าเข้าหาพร้อมเอ่ยน้ำคำเย็นชา “เอาสิ! อยากตบก็ตบเลย แต่บอกไว้ก่อนนะว่า ดาพูดจริงทำจริง อย่ามาหาว่าเนรคุณแล้วกัน”

ชัชวาลย์ขบเคี้ยวฟันกระแทกลมหายใจหนักหน่วง “แล้วไหนล่ะเงินที่ฉันขอไปน่ะ ถ้าหามาให้ไม่ได้ก็ไม่ต้องเสนอหน้ามาต่อรอง”

ดารินเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าลวกๆ

ปึก!

เช็คเงินสดถูกกระแทกลงบนโต๊ะตัวใกล้กัน ชัชวาลย์ชักสีหน้า แต่ก็ดึงเช็คขึ้นมาดูเมื่อเห็นจำนวนเลขศูนย์ที่กรอกลงไปครบเจ็ดตัวรอยยิ้มพึงพอใจก็ปรากฏขึ้นบนมุมปาก ไม่นานก็กลับมาบึ้งตึงตามเดิมเมื่อเห็นใบหน้าของเมียกับลูกสาว

“ใครอยู่ข้างนอกน่ะ เตรียมรถให้ฉันด้วย”

ตะโกนเรียกคนขับรถแล้วหันหลังเดินจากไป ไม่แม้จะหันกลับมามองกันเลยด้วยซ้ำ ดารินพาแม่มานั่งที่โซฟาลูบแก้มท่านแผ่วเบา เพราะตอนนี้เริ่มขึ้นรูปรอยนิ้วมือเสียแล้วตั้งแต่จำความได้เธอไม่เคยเห็นพ่อลงมือกับแม่ขนาดนี้มาก่อน

เธอโกรธพ่อเหลือเกิน หากวันนี้เธอไม่เข้ามาบ้านแม่จะเป็นยังไงอยู่ในสภาพแบบไหน

“เจ็บมั้ยคะ”

คุณหญิงกำไลส่ายหน้าดึงลูกสาวเข้ามาสวมกอด

“แม่โอเคค่ะน้องดา”

สิ้นสุดเสียงมารดา เธอก็ปล่อยโฮออกมากอดร่างอุ่นไว้แน่นหนาราวกับกลัวว่าแม่จะหายไปจากกัน

“ฮึก...แม่ไปอยู่กับดานะคะ ไปช่วยเลี้ยงหลานเถอะนะอย่าอยู่ที่นี่เลย”

คุณหญิงกำไลผละออกจากลูกสาว ใช้หลังมือเกลี่ยหยาดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา

“แม่ไม่อยากทิ้งพ่อไว้คนเดียว ตอนนี้พ่อเขากำลังหลงผิด ไม่นานหรอกลูก สักวันพ่อเขาจะคิดได้”

“แล้วมันเมื่อไรคะ ถ้าพ่อคิดไม่ได้เลยล่ะแม่จะอยู่ยังไง”

“น้องดาเชื่อแม่สิ ทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้น แม่ทนได้ไม่เป็นไรเลยลูก”

ความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่ส่งผ่านมาจากแววตาโศกเศร้าทำให้ดารินไม่เข้าใจเอาเสียเลย เกิดคำถามมากมายทำไมแม่ถึงยอมพ่อได้ทุกอย่าง เจ็บทั้งกาย เจ็บทั้งใจ

“แม่จะทนไปทำไม”

แม่ส่งยิ้มให้เธอแม้น้ำตาจะรินไหลอาบสองแก้ม น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยบอก

“เพราะรักละมั้ง...แม่ถึงยังทนอยู่ทุกวันนี้” คุณหญิงกำไลพูดติดตลก ทว่าคำตอบที่ได้ทำเอาดารินนิ่งเงียบเธอหลุบตาลงต่ำ ทนเพราะรักงั้นหรือ

แต่ท้ายสุดแล้วไม่ว่าอย่างไรดารินก็ไม่ปรารถนามีบั้นปลายชีวิตอย่างที่ผู้เป็นแม่กำลังเผชิญหน้าหากเป็นเช่นนั้นเธอจะทนได้อย่างไร...

เธอใช้เวลาตลอดช่วงเช้าจนถึงช่วงบ่ายทำขนมถ้วยฟูกับมารดาเด็กๆ ทั้งสามชอบทานขนมหวานฝีมือคุณยายมาก เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับ ดารินสวมกอดแม่นานพอสมควร เธอเป็นห่วงกลัวว่าพ่อจะมาอาละวาดอีก แต่ก็ไม่แน่ได้เงินไปขนาดนั้นเผลอๆ วันนี้คงไม่กลับบ้านด้วยซ้ำ

ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ขับรถมาจอดหน้าโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง คุณแม่ลูกสามแต่ทรวดทรงราวนาฬิกาทรายเดินนวยนาดไปยังคุณครูผู้หญิงที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว พร้อมทักทายด้วยรอยยิ้มกว้างรวมถึงเหล่าบรรดาพ่อบ้านที่มารับเด็กๆ ก็ต่างเหลียวมองคอแทบเคล็ด ดารินไม่ได้สนใจ เพราะความสนใจทั้งหมดของเธอตกไปอยู่ที่พี่ภูมิ พี่ภีม และเด็กชายการันต์เจ้าก้อนนุ่มของเธอ

เด็กชายในชุดเอี๊ยมสก็อตแดงวิ่งถลามาสวมกอดขามารดา การันต์ติดสกินชิปมากชอบคลอเคลียทั้งที่จะสี่ขวบแล้วแท้ๆ ก็ยังออดอ้อนให้แม่อุ้ม

พี่ภูมิเดินเอากล่องนมน้องไปทิ้งถังขยะไม่ไกลนัก ก่อนจะเดินกลับมาหาแม่ส่วนภีมเดินนำหน้าขึ้นรถไปนู่นแล้ว

“กินติมกันไหมเด็กๆ” ดารินเอ่ยถามหลังจากพากันขึ้นมานั่งบนรถคนที่ตอบตกลงไวสุดก็คือการันต์

“ไปค้าบน้องอยากกินติม”

เธอหัวเราะยกมือขยี้ศีรษะเด็กชายอย่างมันเขี้ยว

“แม่ ภีมอยากกินอาหารญี่ปุ่น”

“แต่ภูมิอยากปิ้งย่าง”

“ไม่เอาอะ ปิ้งย่างอีกแล้วน่าเบื่อ”

“ของตัวเองก็น่าเบื่อเหมือนกันนั่นแหละ ปลาดิบอะไรอะ ไม่เห็นจะอร่อย”

เอาอีกแล้ว วางมวยกันอีกแล้ว ดารินสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ

“เป้ายิงฉุบ ใครชนะก็ได้กินอันนั้น แต่ถ้าเสมอกลับไปกินกับข้าวบ้านตกลงมั้ย”

เจ้าแฝดพยักหน้าแข็งขันท่าทีจริงจังเสียยิ่งกว่าตอนเรียนพิเศษอีกละมั้ง

“ยัง ยิง เยา ปักกะเป่ายิ้งฉุบ!”

ผลออกมาว่าภูมินทร์ออกกระดาษ ส่วนภูเบศวร์ออกค้อน

“พี่ชนะนายแล้วภีม...ไปกินปิ้งย่างกันครับแม่” ประโยคท้ายหันมาบอกแม่ด้วยดวงตาเป็นประกาย ภูเบศวร์จิ๊ปากล้อเลียน แต่ก็ยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ของตน

“ที่ปิ้งย่างก็มีซูชินะพี่ภีม เดี๋ยวแม่สั่งให้”

“ก็ได้ครับ แต่ครั้งหน้าแม่ต้องพาไปร้านโปรดภีมนะไม่เป่ายิ้งฉุบแล้วแพ้ตลอดเลยอะ โกงเปล่าก็ไม่รู้”

“ภูมิออกของไวจะตาย ไม่ได้อิดออดเหมือนตัวเองเลย” คนถูกกล่าวหาว่าโกงเถียงกลับคอเป็นเอ็น

“ไม่ทะเลาะกันสิลูก ไม่ดีเลย ไม่อายน้องเหรอ ดูสิน้องทำหน้างงแล้ว”

สักพักก็ระเบิดเสียงหัวเราะกันออกมาลั่นรถ เพราะเด็กชายการันต์นั่งฟังพี่ๆ เถียงกันจนน้ำลายหก

“น้องหิวแล้ววววว”

ดารินระบายยิ้มอ่อนก่อนสตาร์ตรถขับเคลื่อนออกสู่ถนนหนทางข้างหน้า โดยมีเสียงหัวเราะของเด็กๆ แว่วมาให้ได้ยินตลอดทาง

ห้างสรรพสินค้า

ดูยังไงก็ไม่เหมือนคุณแม่ลูกสาม ถ้าบอกว่าเด็กๆ ที่เดินขนาบข้างตามกันมาเป็นน้องชายก็ยังน่าเชื่อเสียมากกว่า ภูเบศวร์ขอแม่แวะร้านหนังสือ เห็นว่าอยากได้สมุดวาดภาพอะไรสักอย่าง ภูมินทร์ก็เอากับเขาด้วยเลยได้กันมาคนละหนึ่งเล่ม ส่วนการันต์ขอตังค์ห้าสิบบาทหยอดตู้ของเล่นจนได้พวงกุญแจรถจากหนังการ์ตูนเรื่อง Cars ดีอกดีใจยิ้มแก้มบาน

กว่าคนทั้งสี่จะเดินมาถึงร้านปิ้งย่างกันได้ก็กินเวลาไปชั่วโมงเต็ม

ภูมินทร์ได้กินปิ้งย่างสมใจ ภูเบศวร์ที่ว่าเบื่อไม่อยากกินก็เห็นเคี้ยวแก้มตุ่ย อร่อยเขาละ การันต์แม่คอยป้อน แต่ด้วยเป็นเด็กที่กินนิดเดียวก็อิ่มจึงเริ่มงอแง ดารินเลยสั่งไอติมมาหลอกล่อ เจ้าก้อนนุ่มพอเห็นไอติมรสวานิลลาก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของโปรดเขาเชียวละ

ส่วนเธอกินได้ไม่เท่าไร เพราะก่อนออกมาจากบ้านแม่ก็กินขนมถ้วยฟูไปเยอะอยู่เหมือนกัน

“นั่นพ่อใช่มั้ยฮะ”

ดารินหันไปตามสายตาภูมินท์ก็เห็นแผ่นหลังคุ้นเคยของสามีจริงๆ เมฆินทร์เดินเข้าชอปชาแนล กระเป๋าผู้หญิง...

“เราเรียกพ่อมากินด้วยกันดีมั้ยครับ” ภูเบศวร์เสนอ แต่เธอคิดว่าไม่ชวนจะดีกว่า

“พ่อน่าจะมาธุระ...ไม่กวนเขาดีกว่านะ”

ลูกๆ พยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นก็ไม่มีใครสนใจผู้เป็นพ่ออีก จะมีก็แต่ดารินที่ยังคงมองอยู่ห่างๆ เธอบอกกับตัวเองว่าไม่ได้รู้สึกอะไร เขาจะซื้อกระเป๋าไปทำอะไร หรือให้ใครก็ย่อมได้ ไม่เกี่ยวกับเธออยู่แล้วนั่นคือสิทธิ์ของเขา

ไม่นานนักเมฆินทร์ก็เดินออกมาพร้อมกับถุงกระดาษชาแนลในมือ ร่างสูงดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ เขาไม่ใช่คนผิวขาว แต่ออกไปทางผิวสีแทนเสียมากกว่า ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสองชั้นหลบในดูเป็นผู้ชายร้ายๆ ริมฝีปากไม่หนาไม่บางมีเสน่ห์ทุกครั้งที่ขยับรอยยิ้มหากจะมีเรื่องผู้หญิงบ้างเธอก็ไม่แปลกหรอก

ช่างเถอะ คิดมากไปทำไม...

กลับมาจากกินปิ้งย่างท้องฟ้าก็มืดแล้ว เด็กๆ วิ่งเล่นกันในห้องรับแขกเสียงหัวเราะปนเสียงทะเลาะของเจ้าแฝดทั้งครื้นเครงและปวดหัวไปพร้อมๆ กัน

ดารินนั่งเฝ้าลูกทำการบ้านสักพักก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์แผ่วเบาขับเคลื่อนเข้ามาภายในโรงจอดรถ เหมือนจะมีมากกว่าหนึ่งคัน เดาว่าวันนี้เพื่อนสามีคงมาสังสรรค์ที่บ้าน

เป็นจริงอย่างว่าอัคนีกับเหมันต์เพื่อนสมัยเรียนของเมฆินทร์รวมถึงเป็นรุ่นพี่ดารินด้วย พวกเขาเดินมาถึงก็ยิ้มทักทายให้กัน เธอยิ้มรับยกมือไหว้พวกเขาตามมารยาทเพราะไม่ว่าอย่างไรก็อายุห่างกันถึงสามปี แถมเมื่อสมัยเรียนเราก็พอจะรู้จักกันอยู่บ้าง

แอบชำเลืองมองเมฆินทร์อย่างช่วยไม่ได้ และเขาก็ไม่ได้ถืออะไรติดมือมาด้วย ที่เข้าชอปแบรนด์เนมก็คงมีคนสำคัญที่เขาจะมอบให้สินะ

ช่างเถอะ ไม่ใช่เรื่องของเธอ

“ให้เตรียมของว่างเลยมั้ยคะ พอดีวันนี้ทำขนมถ้วยฟูไว้ด้วย”

เมฆินทร์เหยียดยิ้มอดทึ่งกับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ ต่อหน้าเพื่อนๆ ของเขาเธอช่างดูเป็นภรรยาที่แสนดีเหลือทน ก็ได้ไปตั้งยี่สิบล้านนี่นะ ขนมถ้วยฟูจะไปพออะไรถ้าลูกไม่นั่งอยู่ด้วยเขาคงหาเรื่องเธอไปแล้ว

“สวนหลังบ้านปีกขวา ขอกับแกล้มด้วยละกัน” บอกสถานที่ตั้งวงเหล้าจบก็เดินไปดูว่าเจ้าแฝดว่าทำอะไร พอเห็นว่าตั้งใจทำการบ้านเขาก็ไม่ได้รบกวนสมาธิลูก หันไปถามป้าแววแทนว่าการันต์ไปไหน ได้ความว่าวันนี้คุณผู้หญิงพาไปเดินเล่นที่ห้างกลับมาถึงบ้านอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก็หาวหวอดๆ หลับคาตักพี่เลี้ยง

เขาไม่ได้ถามอะไรอีก ทว่ายามหันกลับไปมองเมียก็หงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ดูสิคุยกับเพื่อนเขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดูเป็นคนใจกว้างอัธยาศัยดีเหลือเกินทีกับเขาเอาแต่ทำหน้ายักษ์ใส่อยู่นั่น

เฮอะ !

เหมันต์กระตุกแขนอัคนีเป็นการปรามเพื่อนที่ยังพูดคุยกับดารินอย่างออกรสชาติเมื่อเห็นว่าเจ้าบ้านเดินสะบัดตูดไปนู่นแล้ว รู้กันอยู่ไอ้นี่มันหึงหมดไม่สนลูกใคร กับเพื่อนก็ยังหึงได้ลงคอแต่ดันปากแข็งทำเป็นบอกว่าทนๆ อยู่กันมาหลายปีนี้ก็เพราะลูก ควรเชื่อดีไหม

“เดี๋ยวดาให้เด็กเอาขนมไปเสิร์ฟให้นะคะ ส่วนกับแกล้มขอเวลาดาทำแป๊บนะ นอกจากยำวุ้นเส้นแล้วอยากได้อะไรเพิ่มมั้ยคะ”

“ไม่แล้วค่ะ แค่นี้ก็เกรงใจจะแย่เดี๋ยวไอ้เมฆมันเขมือบหัวพวกพี่” อัคนียิ้มแห้ง อีกอย่างวันนี้ที่มาก็ตั้งใจคุยเรื่องงานไม่ได้คิดจะอยู่นาน

เธอเพียงส่งยิ้มให้เท่านั้น เหตุผลที่ต้องยิ้มบ่อยๆ เพราะยามใบหน้าสวยไร้รอยยิ้มเธอจะดูเป็นคนหน้าเหวี่ยงมาก บางครั้งตอนเจ้าแฝดดื้อ แค่แม่ใช้สายตามองกันนิ่งๆ โดยไม่ต้องพูดอะไรสักคำก็พากันศิโรราบแล้ว

สามทุ่มครึ่ง

ดารินส่งลูกเข้านอนก็เดินกลับห้อง สามียังคงนั่งดื่มอยู่กับเพื่อน ส่วนเธอนอนไม่หลับเพราะคิดถึงมารดา มีเรื่องมากมายให้ขบคิดไหนจะเรื่องที่พ่อมีบ้านเล็กบ้านน้อย เธอไม่อยากให้แม่ต้องทนอยู่อย่างนั้นเลย...

ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ เที่ยงคืนกับอีกห้านาที ประตูห้องนอนถูกเปิดออกกว้าง เสียงย่ำเท้าเข้ามาใกล้ พร้อมกับกลิ่นเหล้าลอยมาเตะปลายจมูก เธอนอนนิ่งแสร้งหลับตาลง

เมฆินทร์เมามากมาถึงเตียงก็ล้มตัวลงนอน ทว่าเขาไม่ได้นอนอย่างเดียว มือปลาหมึกสอดเข้ามาใต้ผ้าห่มบีบเคล้นเต้าอวบโนบราภายใต้ชุดนอนตัวบาง ดารินถอนหายใจเหนื่อยหน่าย เธอจับมือเขาออก แต่ไม่เป็นผล ยิ่งห้ามอีกฝ่ายกลับยิ่งทำ

ใบหน้าคมคร้ามคลอเคลียซอกคอหอมกรุ่น กลิ่นเหล้าจากลมหายใจปนกลิ่นบุหรี่คละคลุ้งทั่วอากาศ ทำเอาดารินเวียนหัวไปหมดเธอลุกขึ้นนั่งปรายตามองคนเมาอย่างหงุดหงิด

“เหม็น ลุกไปอาบน้ำ”

“เหม็นอะไร ท้องเหรอ ไหนว่าทำหมันแล้ว” คนเมาพูดไม่รู้เรื่อง ดารินก้าวขาลงจากเตียง แต่ถูกมือหนาคว้าท่อนแขน

“จะไปไหนวะ ทำไม แค่นี้ทำรังเกียจเหรอ แค่ถ่างขาให้เอานิดหน่อยจะเป็นจะตายเลยหรือไง”

“คุณนี่มันน่ารังเกียจจริงๆ นั่นแหละ ปล่อย!” เธอสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม

เมฆินทร์หัวเสียความร้อนรุ่มภายในทำให้ต้องปลดกระดุมเชิ้ตออกบวกกับความเมาเขาจับผิดจับถูกหงุดหงิดเกินกว่าจะใจเย็น มือหนาจึงกระชากมันจนเนื้อผ้าขาดกระดุมกลิ้งหลุนๆ ไปตามแรงโน้มถ่วง เชิ้ตสีน้ำเงินเข้มถูกปาลงพื้นด้วยความโมโห

“จะเล่นตัวอะไรหนักหนาวะ หรือยี่สิบล้านที่ให้ไปมันไม่พอ...ลูกสามแล้วแม่คุณ ทำตัวอย่างกับเป็นสาวบริสุทธิ์”

“เออ! ก็แล้วแต่จะคิดแล้วกัน” ดารินกระชากเสียงใส่เท้านุ่มก้าวลงพื้น

เมฆินทร์กัดฟันกรอด ”ผัวอย่างกูมันก็มีประโยชน์แค่ตอนเมียมันร้อนเงินล่ะวะ ช่างเป็นเมียที่ดีจริงๆ แม่งเอ๊ย น่าเบื่อฉิบหาย อยากไปก็ไปเลย ไสหัวออกจากบ้านไปเลยยิ่งดี”

เท้าบางหยุดชะงักหน้าบานประตู เอี้ยวคอมองเห็นสามีที่โยนโคมไฟข้างหัวเตียงลงพื้นจนแตกกระจาย เธอสะดุ้งโหยงกัดปากจนเจ็บรีบสาวเท้าเดินหนีทันที ดารินยืนพิงบานประตูหลับตาลงช้าๆ ข่มใจให้เข้มแข็งไม่ให้หวั่นไหวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยังคงได้ยินเสียงโครมครามอยู่ภายในนั้น

ไอ้หมาบ้าพอเหล้าเข้าปากก็ชอบทำลายข้าวของ

นานหลายนาทีกว่าที่ทุกอย่างจะสงบลง โชคดีที่เด็กๆ หลับแล้วจึงไม่มีใครได้ยินเสียงประหลาดที่ดังมาจากห้องนอนใหญ่

คำพูดของมารดาสะท้อนใจดาริน ‘เพราะรักถึงต้องทนงั้นเหรอ'

หากคุณหญิงกำไลทนเพราะรักสามี ส่วนดารินน่ะเธอทนเพราะลูกล้วนๆ ...

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ภรรยาในอุดมคติ   บทที่ 164

    “ท้องงั้นเหรอ?”คิ้วเข้มขมวด บอกไม่ถูกว่าควรต้องรู้สึกอย่างไรดี แต่เมื่อคนในอ้อมแขนร้องไห้ไม่หยุด เขาก็รีบดึงสติตัวเองแล้วปลอบประโลมคนดีในอ้อมแขน“ไม่เป็นไร ท้องก็ท้องสิ ไม่เห็นเป็นไรเลย”“แต่เราก็ป้องกันไม่ใช่เหรอ คุณใส่ถุงตลอด แล้วฉันท้องได้ยังไง”เมฆินทร์ขบริมฝีปากเบาๆ พยายามนึกถึงบทรักที่ผ่านมาว

  • ภรรยาในอุดมคติ   บทที่ 163

    ส่วน เด็กๆ ล้อมเธออยู่คนละด้าน ภูเบศวร์กำลังหั่นแครอทด้วยมีดเด็กสีส้ม ดวงตาเปล่งประกายอย่างภาคภูมิใจ ในขณะที่ภูมินทร์คอยหยิบของกินป้อนน้องชายตัวน้อยที่นั่งกระดิกขาอยู่บนเก้าอี้สูงภูเบศวร์เอ่ยถาม “แม่ อันนี้ใส่ก่อนหรือใส่ทีหลังครับ”“แครอทใส่ทีหลังค่ะ ว้าวหั่นสวยเชียวนะ” เด็กชายยิ้มกริ่มเมื่อได้รับค

  • ภรรยาในอุดมคติ   บทที่ 162

    เขากวาดสายตามองอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน ชายผู้เคยดำรงตำแหน่งนักการเมือง ตอนนี้เหลือเพียงเงาของอดีต ที่แทบไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมให้จดจำอีกต่อไปชัชวาลยืนกรานจะขอพบลูกสาว แต่เมฆินทร์กลับไม่อาจทำตามคำขอนั้นได้ ไม่ใช่ว่าเขาต้องการจะกีดกันความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก แต่เพราะเขารู้อยู่เต็มอกว่า สิ่งที่ชายชราต้

  • ภรรยาในอุดมคติ   บทที่ 161

    เสียงร้องไห้ของญานิน ญาดา ดังชนิดที่ว่าได้ยินไปสามบ้านแปดบ้าน เพราะเมื่อคืนเผลอหลับตั้งแต่หัวค่ำ พอตื่นเช้ามาไม่เห็นใบหน้าของแม่อย่างที่ควรจะเป็นก็ทำเอาน้ำตาเม็ดโตๆ ไหลอาบแก้มเมฆินทร์หันมองภรรยาคนสวยที่ยังคงหลับตาพริ้มไม่ได้ยินเสียงร้องดังกล่าว เมื่อคืนเขาเล่นเธอไว้หนักมากจึงไม่แปลกใจหากอีกฝ่ายจะมี

  • ภรรยาในอุดมคติ   บทที่ 160

    พยายามตะเกียกตะกายหนี แต่ก็ถูกฝ่ามือใหญ่กระชากสะโพกเธอเข้าหาตัว“จะหนีไปไหน หืม... กลับมารับโทษให้หมดซะก่อน”“ถ้าจะลงโทษ ฉันก็ต้องได้รับรู้ความผิดของตัวเองก่อนสิ”เมฆินทร์หัวเราะร่า ก่อนจะตอบไปว่า“ความผิดของเธอก็คือการทำให้ฉันคลั่งรักจนเกินไป”“นั่นนับว่าเป็นความผิดด้วยเหรอ” ดารินถามกลับพลางพลิกตัว

  • ภรรยาในอุดมคติ   บทที่ 159

    บางครั้งเราก็นั่งพูดคุยกันว่า ญานิน ญาดาได้จมูกมาจากพ่อ และได้แววตาของแม่มาเป๊ะๆ ทว่าเรื่องนิสัยของข้าใครอย่าแตะ ติดแม่ยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง น่าจะถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่ออย่างไม่มีตกหล่นก็เอาเถอะ ปีนี้ไม่ได้ไปฮันนีมูนก็ไม่เป็นไร เขาไม่ใช่คนใจร้อน เพราะงั้นรอให้เด็กๆ โตขึ้นอีกหน่อย ค่อยหนีไปสวีตกับเมียส

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status