Masukใครจะไปคิดว่า เพียงเพราะบุกกวาดล้างตลาดมืดครั้งเดียว เซียวหลิงเฟิง แม่ทัพใหญ่ผู้เย็นชาจนผู้คนหวาดกลัว จะจับ ซูเสี่ยวฉิน หมอยาพิษสาวอัจฉริยะเจ้าของยาพิษสุดเพี้ยน ที่ไม่เน้นฆ่าคน แต่เน้นทำให้เหยื่อ "อยากตายทั้งเป็น" ได้ นางวางยาพิษหน้าบูด เขากลืนลงคอเฉย นางใส่ยาคันยุบยิบ เขากลับบอกว่าช่วยคลายเมื่อย นางปรุงยาสลบช้างหวังหลบหนี สุดท้ายกลับถูกเขารวบเอวไว้แน่น ยาพิษทุกชนิดที่นางภาคภูมิใจ กลับทำอะไรบุรุษผู้นี้ไม่ได้แม้แต่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้นางหวั่นไหว กลับเป็นสายตาคมกริบและคำพูดหน้าตายของเขา "เจ้าจะทดลองยากับข้าทั้งชีวิตก็ได้ แต่ต้องทดลองในฐานะฮูหยินของข้า" เมื่อหมอยาพิษสายป่วนต้องมาเจอกับแม่ทัพผู้มีร่างกายต้านพิษทุกชนิด เกมระหว่าง "คนวางยา" กับ "หนูทดลองที่ตายไม่เป็น" จึงเริ่มต้นขึ้น ทว่าภายใต้เสียงหัวเราะและยาพิษสุดพิสดาร ยังซ่อนความจริงของคดีล้างตระกูลเมื่อสิบปีก่อน และแผนร้ายที่อาจเปลี่ยนชีวิตของทั้งสองไปตลอดกาล
Lihat lebih banyakบรรยากาศภายใน 'ตรอกผีจม' ตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดแห่งเมืองหลวงในยามค่ำคืน ถูกปกคลุมด้วยความมืดสลัวและกลิ่นควันอันขมปร่าที่ลอยคลุ้งไปทั่วทุกสารทิศ เสียงต่อรองซื้อขายของผิดกฎหมาย เสียงกระซิบกระซาบ และเสียงหัวเราะต่ำ ๆ ดังระงมไม่ขาดสาย ผู้คนจากทุกสารทิศต่างปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากหรือผ้าคลุม เกรงว่าจะถูกจดจำตัวตน
ทว่า แม้ตลาดมืดจะเต็มไปด้วยสินค้าผิดกฎหมายสารพัดชนิด ทั้งอาวุธลับ ยาพิษ ของโจรกรรม และตำราวิชาต้องห้าม แต่ไม่มีแผงใดจะคึกคักไปกว่าแผงลอยเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตรงมุมอับของตรอก
เจ้าของแผงคือหญิงสาวร่างบอบบางในชุดคลุมสีดำสนิท สวมงอบสานปิดบังใบหน้าครึ่งบน เหลือเพียงริมฝีปากแดงระเรื่อที่ยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ นางกำลังใช้นิ้วเรียวยาวเคาะขวดยาแก้วเนื้อดีสามสี่ขวดบนโต๊ะไม้เบาๆ ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้ผู้คนเข้ามาเสี่ยงชะตา
"เจ้าหมอผี ยาขวดนี้ของเจ้ามันใช้ได้ผลจริงหรือ"
ชายร่างกำยำผู้สวมหน้ากากอสูรเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดัน พลางกระแทกถุงเงินหนักอึ้งลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังตุบ
ซูเสี่ยวฉินแค่นหัวเราะในลำคอ มุมปากยกโค้งขึ้นอย่างกวนประสาท
"เหอ ๆ ท่านลูกค้า พูดจาให้ระวังปากหน่อย ยาในมือข้าไม่ใช่ยาพิษไก่กาปาหี่ที่หาซื้อได้ตามแผงทั่วไป นี่คือผลงานชิ้นเอกของข้า 'ยาพิษตลกไม่หยุดสามวัน'"
"ยาพิษตลกไม่หยุด" ชายอีกคนซึ่งแต่งกายเป็นศิษย์สำนักใหญ่เอียงศีรษะด้วยความสงสัย
"มันมีฤทธิ์เช่นใดกัน"
"หือ... ลองนึกภาพตามนะ"
เสี่ยวฉินเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะยกขวดยาขึ้นหมุนเล่นในมือ น้ำเสียงที่ใช้เล่าราวกับกำลังอวดสินค้าล้ำค่าที่ไม่มีใครเทียบได้
"หากท่านแอบหยดยานี้ลงในน้ำชาของศัตรู เพียงแค่จิบเดียว เขาจะไม่ตายในทันที แต่จะหัวเราะออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ หัวเราะจนท้องแข็ง หัวเราะจนน้ำตาไหล หัวเราะเหมือนคนเสียสติ ติดต่อกันสามวันสามคืน ไม่ว่าจะถูกด่า ถูกตบ หรือแม้แต่กำลังยืนอยู่ในงานศพแม่ยาย เขาก็จะหัวเราะไม่หยุด"
ทั้งบริเวณเงียบกริบลงในพริบตา
ทุกคนจ้องมองนางตาค้าง ราวกับกำลังพยายามแยกให้ออกว่าเจ้าของแผงผู้นี้เป็นอัจฉริยะหรือเสียสติ
ครู่ต่อมา ชายหน้ากากอสูรก็ตบโต๊ะเสียงดังลั่น
ปัง!
"ไร้สาระ ยาพิษบ้านใดมันประหลาดเช่นนี้ แล้วมันจะกำจัดศัตรูได้อย่างไร"
เสี่ยวฉินเดาะลิ้นเบา ๆ ก่อนส่ายหน้าอย่างเวทนา
"โธ่... ความคิดตื้นเขินจริงๆ" นางยกนิ้วขึ้นชี้หน้าชายผู้นั้น พลางอธิบายด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
"ลองคิดดูสิ หากศัตรูของท่านเป็นยอดฝีมือที่กำลังซุ่มยิงธนูอยู่บนกำแพงเมือง แล้วจู่ ๆ ดันหัวเราะลั่นจนมือสั่น ยิงพลาด หรือเป็นขุนนางที่กำลังประจบฮ่องเต้อยู่ในท้องพระโรง แต่กลับหัวเราะไม่หยุดต่อหน้าพระพักตร์ แบบนั้นมันไม่ทรมาน ไม่อับอาย และน่าอยากมุดแผ่นดินหนียิ่งกว่าตายเสียอีกหรือ" นางยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะเสริมอย่างภาคภูมิใจ
"ที่สำคัญ ไม่มีใครตรวจพบร่องรอยการวางยาพิษด้วย" ผู้คนรอบแผงเริ่มพยักหน้าตามทีละคน
"จริงด้วย..."
"หากใช้กับศัตรูคงเสียหน้าไปทั้งชีวิต"
"โหดกว่าฆ่าทิ้งเสียอีก"
"สมแล้วที่เป็นหมอยาพิษ"
เสี่ยวฉินยกคางขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มราวกับได้รับคำชมสูงสุดในชีวิต
"เห็นหรือไม่ ในที่สุดก็มีคนเข้าใจศิลปะแห่งการปรุงยาของข้า"
"ข้าให้ร้อยตำลึง ขายให้ข้า" ชายหน้ากากอสูรรีบตะโกนลั่น พลางผลักถุงเงินเข้ามาตรงหน้า
"ร้อยตำลึงจะพออะไร ข้าให้สองร้อยตำลึง ข้าจะเอาไปใส่ในน้ำชาของเจ้าสำนัก"
"สามร้อย!"
"ข้าสี่ร้อย!"
"ข้าซื้อทั้งหมด!"
เสียงเสนอราคาดังแข่งกันไปทั่วตรอกจนผู้คนที่เดินผ่านยังต้องหันมามอง เสี่ยวฉินถึงกับตาเป็นประกาย ริมฝีปากแทบฉีกถึงใบหู
เงิน... เงินกำลังวิ่งเข้าหานางเอง
นางรีบยกมือทั้งสองขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนใจเย็น พลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"หยุดก่อน ๆ อย่าเพิ่งแย่งกัน ของดีเช่นนี้ย่อมมีจำนวนจำกัด ข้าปรุงเองทุกขวด รับรองไม่มีของปลอม หากทุกท่านต่อแถวดีๆ ข้าจะขายให้ทุกคนอย่างยุติธรรม" คำพูดของเสี่ยวฉินยังไม่ทันจบประโยค เสียงแหวกอากาศอันแหลมคมก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
วืดดดด!
ตึง!
ลูกธนูหัวเหล็กพุ่งทะยานมาด้วยความเร็วราวสายฟ้า ก่อนจะปักฉึกลงกลางโต๊ะไม้ตรงหน้าอย่างแม่นยำ แรงกระแทกมหาศาลทำให้โต๊ะทั้งตัวแตกร้าว ก่อนจะแยกออกเป็นสองซีกในพริบตา ขวดยาหลายใบกระเด็นกลิ้งไปคนละทิศละทาง
ผู้คนรอบบริเวณต่างสะดุ้งเฮือก
"ทหารมาแล้ว"
"กองทัพบูรพาบุกกวาดล้างตลาดมืด"
"หนีเร็ว!" เสียงตะโกนดังระงมไปทั่วตรอก แผงค้าถูกผลักล้ม ผู้คนแตกฮือวิ่งหนีกันอลหม่านราวกับรังผึ้งแตก บ้างกระโดดข้ามหลังคา บ้างมุดเข้าซอกแคบ บ้างวิ่งชนกันจนล้มระเนระนาด
จากตลาดที่คึกคักเมื่อครู่ พลันกลายเป็นสนามแห่งความโกลาหลในชั่วพริบตา
ซูเสี่ยวฉินเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียดายมากกว่าความหวาดกลัว
"เงินของข้า" นางมองถุงเงินกองโตที่เจ้าของวิ่งหนีทิ้งไว้ ก่อนจะกัดฟันแน่นอย่างเจ็บใจ
"อุตส่าห์จะรวยอยู่แล้วแท้ๆ" แม้ในใจจะคร่ำครวญถึงโชคลาภที่กำลังลอยหาย แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดกลับทำงานรวดเร็วกว่านั้น
นางรีบกวาดขวดยาพิษทุกใบลงในห่อผ้าอย่างคล่องแคล่ว มือทั้งสองขยับรวดเร็วราวกับทำเช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพียงไม่กี่อึดใจ ข้าวของทั้งหมดก็ถูกเก็บจนเกลี้ยง
"ของหายได้ แต่สูตรยาหายไม่ได้" พึมพำกับตัวเองเสร็จ นางก็หมุนตัวเตรียมวิ่งเข้าซอกกำแพงเก่าที่รู้เส้นทางหลบหนีเป็นอย่างดี
ทว่า...
หมับ!
เงาร่างสูงใหญ่สายหนึ่งกลับก้าวเข้ามาปิดทางราวกับปรากฏตัวจากเงามืด
บุรุษผู้นั้นสวมเกราะเหล็กสีดำสนิท สูงสง่าราวขุนเขา แผ่นหลังกว้างดุจจะบดบังทุกสิ่งเบื้องหน้า จนแสงจากโคมเต็งหลงด้านหลังถูกบังมิด
กลิ่นอายเย็นเยียบปนคาวเลือดจางๆ แผ่ออกมาจากร่างของเขา รุนแรงพอจะทำให้ผู้คนรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะสบตา
เสี่ยวฉินชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว นางเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาคมกริบราวพญาอินทรีที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากเหล็กครึ่งหน้า แม้ใบหน้าจะถูกบดบังไปกว่าครึ่ง แต่โครงหน้าคมสันกับแรงกดดันอันน่าเกรงขามก็เพียงพอจะทำให้ผู้คนจดจำได้ในทันที
เซียวหลิงเฟิง แม่ทัพใหญ่บูรพา ผู้บัญชาการกองทัพผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเด็ดขาด โหดเหี้ยม และไม่เคยปล่อยอาชญากรคนใดรอดพ้นเงื้อมมือ
หัวใจของเสี่ยวฉินกระตุกวูบ
'ซวยแล้ว ดันมาเจอตัวจริงเสียได้'
เซียวหลิงเฟิงทอดสายตามองนางนิ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ หนักแน่น และทรงอำนาจเสียจนอากาศรอบด้านคล้ายหยุดนิ่ง
"เจ้าแม่ค้าขายยา คิดจะหนีไปที่ใด"
เสี่ยวฉินก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวทันที สีหน้าตื่นตกใจเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นอ่อนแอ น่าสงสารราวกับคนละคน
"ท่านแม่ทัพผู้รับใช้แผ่นดิน โปรดเห็นใจข้าด้วยเถิด" นางดัดเสียงหวานจนแทบเลี่ยน
"ข้าเป็นเพียงแม่ค้าขายสมุนไพรพื้นบ้านธรรมดาๆ เท่านั้น วันนี้แค่ออกมาหาเงินซื้อข้าวต้มประทังชีวิตเองเจ้าค่ะ" เซียวหลิงเฟิงกวาดตามองขวดยาในอ้อมแขนของนางอย่างเรียบเฉย ก่อนแค่นหัวเราะเบาๆ
ทว่าเซียวหลิงเฟิงกลับรวบเอวของนางไว้ก่อน ดึงร่างบางเข้าหาตัวจนคนทั้งสองแนบชิดกัน"ท่านแม่ทัพ" เสี่ยวฉินอุทานเบาๆเซียวหลิงเฟิงก้มลงจนหน้าผากแทบแตะกัน"ฮูหยินตัวแสบ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าพิษไอเย็นในร่างข้าถูกเจ้ารักษาจนแทบหมดแล้ว""แล้วอย่างไร""ตอนนี้ร่างกายข้าแข็งแรงกว่าเดิมเสียอีก"เสี่ยวฉินหรี่ตามองเขาอย่างระแวง"ท่านกำลังขู่ข้าหรือ""เปล่า"เขายกมุมปาก"ข้าเพียงจะบอกว่า ยาพิษทั่วไปของเจ้าคงหยุดข้าไม่ได้แล้ว""ข้ามียาพิษตั้งหลายร้อยชนิด""ข้าก็ยอมให้เจ้าลองทั้งหมด""สมกับเป็นหนูทดลองหน้าทนจริงๆ" เสี่ยวฉินชะงัก ก่อนกัดฟันเซียวหลิงเฟิงหัวเราะในลำคอ ก่อนก้มลงกระซิบข้างหู"แต่มีพิษอยู่ชนิดหนึ่งที่ข้าคงไม่มีวันต้านทานได้""พิษอะไร" เสี่ยวฉินเผลอถามดวงตาคมกริบของเขาทอดมองนางอย่างลึกซึ้ง"พิษรักจากเจ้า"เสี่ยวฉินนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนใบหน้าจะค่อยๆ แดงขึ้นจนถึงใบหู"เลี่ยนเหลือเกิน""ไม่ชอบหรือ""ใครบอกว่าไม่ชอบ" ประโยคสุดท้ายเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน แต่เซียวหลิงเฟิงกลับได้ยินชัดเจนเขายกมือประคองแก้มนาง ก่อนโน้มลงจุมพิตริมฝีปากอิ่มอย่างอ่อนโยนคราวนี้เสี่ยวฉินไม่ได้ผลักไส มือเรียวค่อยๆ ยกขึ้นโอบ
"แล้วถ้าข้าจะทดลองยากับเจ้า...""ยิ่งได้"เสี่ยวฉินถลึงตา"อย่าเพิ่งดีใจ ยังไม่จบ"เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วท้องพระโรง ฮ่องเต้เฉินหลงทรงพระสรวลอย่างเบิกบาน ก่อนตรัสขึ้น"พอแล้ว หากปล่อยให้เจ้าสองคนต่อรองกันต่อ เจิ้นคงต้องนั่งรอถึงเย็น"พระองค์ทอดพระเนตรทั้งคู่ ก่อนตรัสด้วยสุรเสียงหนักแน่น"ในเมื่อทั้งสองฝ่ายยินยอม เจิ้นอนุญาตการสมรสครั้งนี้ และจะพระราชทานพิธีมงคลให้สมเกียรติแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพบูรพากับทายาทแห่งหุบเขาโอสถทมิฬ"เซียวหลิงเฟิงประสานมือ"ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ"เสี่ยวฉินย่อกายตาม"ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ" เมื่อเงยหน้าขึ้น นางกลับพบว่าเซียวหลิงเฟิงยังมองตนไม่ยอมละสายตา"มองอะไร""มองฮูหยินของข้า""ยังไม่ได้แต่ง""อีกไม่นาน" เสี่ยวฉินหน้าแดงขึ้นอีกครั้ง ก่อนกัดฟันกระซิบ"กลับจวนเมื่อไร ข้าจะหายาพิษปิดปากเจ้าสักสามวัน"เซียวหลิงเฟิงโน้มเข้ามากระซิบตอบ"ถ้าเจ้าป้อนด้วยปาก ข้ายินดี""เซียวหลิงเฟิง"เสียงหัวเราะของฮ่องเต้ดังขึ้นอีกครั้งหลังคดีเลือดที่ค้างคามานานสิบแปดปีได้รับการชำระ และชื่อเสียงของตระกูลซูถูกคืนความบริสุทธิ์ ในที่สุดเส้นทางที่เริ่มต้นจากแม่ค้าขายยาพิษกับแม่ทัพผู้ทน
"ในเมื่อพวกเจ้าคิดจะทำลายข้า เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้สมใจ" มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในแขนเสื้อเซียวหลิงเฟิงตวาด"ระวัง"หลี่กวงเย่าชักมีดสั้นออกมา ก่อนพุ่งตรงไปยังบันไดพระที่นั่ง"คุ้มครองฝ่าบาท" เหล่าองครักษ์กรูเข้ามา แต่เซียวหลิงเฟิงเร็วกว่าทุกคนเคล้ง!คมดาบฟาดเข้ากับมีดสั้นอย่างแม่นยำ อาวุธในมือหลี่กวงเย่ากระเด็นหลุดไปไกลเซียวหลิงเฟิงหมุนข้อมือ ใช้สันดาบกระแทกเข้าที่แขนของอีกฝ่ายจนร่างเฒ่าทรุดลงตุบ!ปลายดาบหยุดอยู่ตรงลำคอ"จบแล้ว หลี่กวงเย่า"เสนาบดีเฒ่าหอบหายใจ ดวงตาแดงก่ำ"ฆ่าข้าสิ""เจ้าไม่มีสิทธิ์เลือกวิธีตายของตัวเอง"เซียวหลิงเฟิงตอบเสียงเย็น ฮ่องเต้เฉินหลงลุกขึ้นจากพระที่นั่ง พระพักตร์เต็มไปด้วยโทสะ"องครักษ์ จับหลี่กวงเย่าเข้าคุกหลวง ตรวจค้นจวนอัครมหาเสนาบดี ยึดเอกสาร บัญชี และหลักฐานทั้งหมด รวมถึงควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน"หลี่กวงเย่าถูกทหารกดตัวลงกับพื้น ฮ่องเต้ตรัสต่อ"คดีการส่งนักฆ่าเข้าจวนแม่ทัพ หลักฐานชัดเจน ส่วนคดีหุบเขาโอสถทมิฬเมื่อสิบแปดปีก่อน ให้สามกรมร่วมกันรื้อฟื้นสอบสวนใหม่ ห้ามละเว้นผู้ใด ไม่ว่ามียศศักดิ์สูงเพียงใด" เสี่ยวฉินเงยหน้าขึ้น น้ำตาเอ่อคลอในด
เซียวหลิงเฟิงในชุดขุนศึกเกราะทมิฬเต็มยศก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม ร่างสูงใหญ่แผ่กลิ่นอายน่าเกรงขามจนผู้คนโดยรอบเผลอหลีกทางให้โดยไม่รู้ตัวข้างกายเขาคือซูเสี่ยวฉินในชุดผ้าไหมสีครามปักลายเมฆา ใบหน้างามสงบนิ่ง ไม่หลงเหลือความขี้เล่นเช่นยามปกติแต่สิ่งที่ทำให้ทั้งท้องพระโรงเกิดเสียงฮือฮา คือทหารองครักษ์ด้านหลังที่กำลังควบคุมตัวหัวหน้านักฆ่าชุดดำซึ่งมีสภาพบาดเจ็บเข้ามาด้วยตุบ!ร่างของนักฆ่าถูกกดให้คุกเข่าลงกลางท้องพระโรง สีหน้าของหลี่กวงเย่าซีดลงในทันที แม้เพียงชั่วพริบตา แต่เซียวหลิงเฟิงเห็นชัดเจน"เซียวหลิงเฟิง เจ้าบังอาจนัก" หลี่กวงเย่ารีบชิงตะโกนขึ้นเสียก่อน"ที่นี่คือท้องพระโรงต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท เจ้ากล้าพานักโทษอุกฉกรรจ์เข้ามาโดยพลการ ทั้งยังพาสตรีเข้ามาร่วมการประชุมขุนนาง เจ้าคิดจะทำให้ราชสำนักวุ่นวายหรืออย่างไร"เซียวหลิงเฟิงไม่แม้แต่จะหันไปมองเขา แม่ทัพหนุ่มก้าวออกมาคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้เฉินหลง ก่อนประสานมือคำนับ"กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมขอพระราชทานอภัยที่นำตัวนักโทษเข้าท้องพระโรงโดยไม่ได้กราบทูลล่วงหน้า แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงการลอบสังหารขุนนางชั้นสูง และอาจเกี่ยวข้องกับ