ร่างเล็กของเด็กชายวัยย่างสี่ขวบเดินออกมาจากห้องนอนในกลางดึกสงัด เพราะหลับตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจึงไหวตัวตื่นเร็วกว่าปกติ
การันต์หนีบตุ๊กตาพี่หมีสีน้ำตาลไว้ข้างลำตัวก่อนจะเขย่งปลายเท้าเอื้อมสุดแขนจับลูกบิดประตูปิดลงไว้ตามเดิม ทุกครั้งที่ตื่นมากลางดึกการันต์มักจะไปหาแม่ คืนนี้ก็เช่นกัน
ปลายเท้าเล็กหยุดชะงักเมื่อเห็นร่างของมารดาปรากฏตัวอยู่หน้าห้องนอนก่อนแล้ว ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อแย้มยิ้มเมื่อรู้ว่าแม่เองก็ยังไม่นอน
ทว่าภาพในการมองเห็นของเด็กชายค่อนข้างแปลกประหลาด แม่ยืนหลับตานิ่งทั้งตัวสั่นเทิ้มคล้ายคนหวาดกลัวอะไรบางอย่าง อีกทั้งบรรยากาศในยามนี้ค่อนข้างเงียบสงัดจึงได้ยินเสียงโครมครามดังมาจากภายในห้องนอนใหญ่ได้อย่างชัดเจน
เหตุการณ์นี้คุ้นนักคล้ายเคยได้เห็น เคยได้ยินมาก่อน...
อ้อ! จำได้แล้ว พี่ๆ สาวใช้ในบ้านเองก็เคยทำเช่นนี้ ปิดประตูตีปีเตอร์ เจ้าแมลงตัวเล็กมีลำตัวสีน้ำตาลเข้มปรากฏตัวที่ไหนก็เรียกเสียงกรีดร้องจากผู้อื่นได้เสมอ ป้าแววเคยบอกว่ามันเป็นแมลงที่มีเชื้อโรคเยอะมาก
ดังนั้นเด็กชายการันต์คิดว่าแม่เขาก็น่าจะกลัวมันเช่นเดียวกันถึงได้ออกมายืนหลบคนเดียวหน้าห้อง ส่วนพ่อคงไล่จับมันอยู่ข้างในสินะ อืมๆ เขาคิดว่าเข้าใจแล้วละ เขาควรไปช่วยแม่
ยังไม่ทันก้าวขา ท่อนแขนเล็กก็ถูกคว้าไว้เสียก่อนเมื่อเอี้ยวคอมองก็เห็นป้าแววมีสีหน้าตกใจ
เพราะตื่นมาไม่เห็นคุณหนูใจก็หล่นหายนับว่าโชคดีที่เด็กชายไม่ได้ไปไหนไกล ป้าแววยอบตัวลงจับหัวไหล่เล็กทั้งสองข้าง “คนเก่งของป้าแวว ออกมาทำอะไรตรงนี้คะ”
“น้องจะไปนอนกับคุณแม่ฮะ น้องอยากกอดคุณแม่” ดวงตาใสซื่อจ้องตอบเปิดเปลือยความรู้สึกไร้การปรุงแต่ง
ได้ฟังคำตอบเช่นนั้นป้าแววก็เงยหน้าขึ้นมองคุณผู้หญิงจากอีกฟากหนึ่งของโถงทางเดิน เสียงข้าวของแตกกระจายที่ดังมาจากในห้องนอนก็เดาได้ทันทีว่าคุณๆ ทั้งสองคงทะเลาะกันอีกแล้ว ป้าแววลอบถอนหายใจปลงตก สงสารก็แต่คุณหนูของเธอช่างไม่รู้เรื่องอะไรเสียเลย
หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ดารินมักมานอนกับลูกเสมอ หนนี้ก็คงไม่ต่าง ป้าแววจึงตอบกลับอย่างอ่อนโยนพลางลูบศีรษะเล็ก “รอที่ห้องดีกว่าค่ะ เดี๋ยวคุณแม่ก็มา”
“แม่จะมานอนกับน้องเหรอ”
ป้าแววพยักหน้ายิ้มๆ ทว่าการันต์ก็ยังคงมีคำถาม
“เป็นเพราะแม่กลัวปีเตอร์ใช่มั้ยครับ” คนถูกถามมีสีหน้าสงสัย แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร หล่อนเพียงลุกขึ้นยืนจูงมือเล็กเดินกลับเข้าห้องตามเดิม
ผ่านไปราวยี่สิบนาทีประตูห้องนอนถูกใครบางคนค่อยๆ แง้มออก การันต์ที่นอนเล่นกับพี่หมีเมื่อเห็นร่างของมารดาปรากฏตัวก็ดีดตัวลุกขึ้นวิ่งไปสวมกอดหน้าขาผู้เป็นแม่ทันที
ดารินถอยหลังผงะเล็กน้อยเมื่อถูกสวมกอดโดยไม่ทันตั้งตัว เธอหันมองป้าแววมีเครื่องหมายคำถามในดวงตาคู่สวยว่าเหตุใดการันต์ถึงตื่นมาในเวลานี้
ป้าแววเองก็มีสีหน้าลำบากใจทำได้เพียงส่งยิ้มบางๆ
“ทำไมถึงยังไม่นอนล่ะลูก” เธออุ้มการันต์ขึ้นแนบอก จากนั้นเดินไปยังเตียงนอนหย่อนสะโพกนั่งลงโดยมีการันต์อยู่บนหน้าตัก
“ป้าแววบอกว่าแม่จะมา เป็นเพราะปีเตอร์ใช่มั้ยฮะ แม่เลยมานอนกับน้อง” ดารินเลิกคิ้วสงสัย
การันต์จึงพูดต่อ “น้องได้ยินเสียงดังมาจากในห้องเห็นแม่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู แต่ไม่เป็นไรนะน้องจะปกป้องแม่เอง”
การันต์ยืนยันคำพูดนั้นด้วยการปีนลงจากตัก ยืนบนเตียงยืดตัวขึ้นอ้าแขนออกกว้างคว้าลำคอแม่เข้ามาซบแผ่นอกเล็กๆ จากนั้นใช้มือลูบเส้นผมมารดาแผ่วเบาอย่างที่เขาเคยได้รับจากคนรอบข้างเสมอ บัดนี้ความอ่อนโยนทั้งหมดกำลังถูกส่งต่อให้มารดา
หวังปลอบประโลมให้แม่หายหวาดกลัว...
ป้าแววมองคุณหนูของบ้านโชติพิสุทธิ์เมธาด้วยสายตาปลาบปลื้ม น้ำตารื้นขึ้นมาเสียดื้อๆ พ่อทูนหัวของหล่อนช่างเป็นเด็กชายที่อ่อนโยนเหลือเกิน ทั้งที่พ่อแม่ไม่ลงรอยกันแท้ๆ
ไม่อยากรบกวนเวลาแม่ลูก หล่อนจึงเดินออกมาจากห้องเงียบๆ
ดารินรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างจุกขึ้นในลำคอ ไม่รู้จะตอบลูกอย่างไร เธอกะพริบตาขับไล่ความร้อนผ่าวรอบดวงตา
“แล้วพ่อมานอนกับเราด้วยมั้ยฮะ พ่อก็น่าจะกลัวเหมือนกัน หรือเราควรออกไปช่วยพ่อดี”
ดารินผละตัวออกจากร่างเล็ก เธอส่ายศีรษะไปมา
“...พ่อเก่งจะตาย สู้กับปีเตอร์ได้อยู่แล้ว น้องอยากฟังนิทานมั้ย”
พอถูกถามเช่นนั้นการันต์ก็ดวงตาเป็นประกายวิบวับพยักหน้าเร็วๆ “เอาเรื่องลูกหมูสามตัวฮะ”
“เรื่องนี้อีกแล้วไม่เบื่อหรือไง” หนังสือนิทานมีมากมาย แต่การันต์ชอบเรื่องนี้มากที่สุดทั้งยังเป็นเรื่องแรกที่เธอเล่าให้ลูกฟังตั้งแต่สมัยการันต์อายุขวบเศษ
“ไม่เบื่อฮะ น้องชอบฟัง”
ลูกหมูสามตัวออกจากอ้อมอกแม่เพื่อไปสร้างบ้านอยู่ด้วยตัวเอง แต่กลับถูกหมาป่าระรานด้วยรากฐานของบ้านที่ไม่แข็งแรง หลังจากเล่าจบการันต์ก็เอ่ยถามมารดา
“ทำไมพวกเขาต้องแยกกันอยู่ด้วยฮะแม่ ทำไมไม่ช่วยกันสร้างบ้านหลังใหญ่ๆ อยู่ด้วยกัน เอาแม่หมูมาด้วย ถ้าเราเป็นครอบครัวใหญ่หมาป่าก็ทำอะไรเราไม่ได้ ใช่มั้ยฮะ...แต่น้องอยากรู้จังทำไมในนิทานไม่พูดถึงพ่อหมูเลย”
ดารินหัวเราะในลำคอก้มลงจุ๊บหน้าผากเล็กก่อนเอื้อมมือปิดโคมไฟข้างหัวเตียง
“ฝันดีนะคนเก่งของแม่”
และไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้น...
เมฆินทร์สะดุ้งตื่นอีกทีก็ตอนที่ป้าแววเคาะประตูเรียกให้ลงไปทานข้าว ความรู้สึกแรกหลังตื่นนอนคือมึนหัวมากถึงกับครางในลำคอ ปวดเมื่อยทั่วร่างกายคล้ายแบกหามของหนักมาทั้งคืน หลังจากปรับโฟกัสการมองเห็น เขายกนาฬิกาเรือนหลายล้านบนข้อมือขึ้นมาเพ่ง
เขาต้องพาเด็กๆ ไปเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านใหญ่ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เมื่อเห็นว่าสายมากแล้วเมฆินทร์จึงตื่นเต็มตาเรียวขายาวก้าวลงจากเตียงนอน ทว่าเหยียบเข้ากับอะไรบางอย่างพอมองรอบห้องให้ดีถึงกับสบถคำหยาบออกมา
“เหี้ยอะไรวะเนี่ย”
เพราะมันดูไม่จืดเอาซะเลย...
โคมไฟหักเป็นสองท่อนหลอดแก้วด้านในแตกละเอียด ชั้นวางของก็ล้มระเนระนาดไหนจะเครื่องสำอางเมียที่เกลื่อนกลาดทั่วพื้นห้องไปหมด บางชิ้นก็ถูกเหยียบจนไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก...
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาเป็นฉากๆ ร่างสูงทรุดตัวลงกับพื้นนั่งชันเข่ายกมือคลึงขมับแรงๆ ดวงตาสีเข้มมองข้าวของตรงหน้าอย่างสิ้นหวัง ตอนยกมือขึ้นมากอดเข่าทันได้เห็นรอยบาดแผลทางยาวบนหลังมือ เลือดมันแห้งกรังหมดแล้ว
แต่เขาไม่เจ็บเลยสักนิด อาจเป็นเพราะถูกความรู้สึกผิดกลบความเจ็บปวดนั้นจนหมดสิ้น เมาแล้วชอบทำลายข้าวของเป็นสันดานที่แก้ได้ยากจริงๆ
ถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะลุกขึ้นหยิบเครื่องสำอางของเมียขึ้นมาเก็บไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งตามเดิมถึงบางอย่างจะไม่เหมือนเดิมก็ตาม...
ค่อยให้เงินไปซื้อใหม่แล้วกัน
เมฆินทร์เดินลงมาจากบันไดด้วยชุดลำลอง เสื้อยืดคอกลมกับกางเกงชิโนทรงกระบอก อาการเมาค้างยังมีอยู่นิดๆ เพราะแบบนั้นก่อนเดินมาถึงโต๊ะอาหารเขาสั่งสาวใช้ให้ทำซุปร้อนๆ อะไรก็ได้มาเสิร์ฟบนโต๊ะด้วย
“คุณดาเธอทำซุปไก่มันฝรั่งไว้ค่ะ” คำตอบที่ได้รับทำร่างสูงหยุดชะงัก
ไม่อยากจะเข้าข้างตัวเองว่า ยายเมียตัวร้ายก็ยังสนใจกันอยู่บ้าง แต่คิดดูอีกทีเธอก็คงทำให้ลูกนั่นแหละ
ซุปไก่มันฝรั่งนอกจากจะเป็นของโปรดยามเขาเมาค้างก็ยังเป็นเมนูสุดโปรดของเจ้าแฝดด้วย...
ถึงจะสายมากแล้ว แต่บนโต๊ะอาหารยังคงครื้นเครงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยหยอกล้อของเด็กๆ เมฆินทร์เดินไปหอมแก้มเจ้าแฝดคนละฟอดและปิดท้ายด้วยการันต์ก่อนจะหย่อนสะโพกนั่งลงบนเก้าอี้หัวโต๊ะสุดข้างกันกับดาริน
“พ่อยังไม่ได้หอมแม่เลยนี่นา” ภูเบศวร์เอ่ยท้วงเมื่อเห็นว่าพ่อเดินเลยแม่ไปเฉยๆ
“พี่ภีมอาหารยังเต็มปากอยู่เลยลูก” ดารินตำหนิหวังเบี่ยงเบนความสนใจ แทนที่จะกลัวเจ้าตัวดีกลับรีบเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วเอ่ยถึงความตั้งใจแรก
“พ่อยังไม่ได้หอมแม่เลย อย่าขี้โกงสิเห็นมั้ยแม่งอนแล้ว” พลางยักคิ้วหลิ่วตามาทางคุณแม่คนสวย
คนถูกพาดพิงขมวดคิ้วเข้าหากัน ตรงไหนบนใบหน้าเธอหนอที่บ่งบอกอารมณ์นั้น ส่วนเมฆินทร์หัวเราะในลำคอกับท่าทางเล่นหูเล่นตาของลูกชาย
สำเนาถูกต้องได้พ่อเต็มๆ!
เขาเหลือบตามองเสี้ยวหน้าภรรยาก่อนโน้มตัวไปข้างหน้าทำไวๆ ก่อนกลับมาตีหน้านิ่งตามเดิม
จุ๊บ! ที่มาพร้อมกับเสียงปนน้ำลายหน่อยๆ ทำเอาดารินหน้าตึงทันที แต่เพราะเด็กๆ นั่งมองอยู่เลยไม่ได้ยกมือขึ้นมาเช็ดแต่อย่างใด เพียงกัดฟันยิ้มให้สามีเท่านั้น
เมฆินทร์ทำเป็นมองไม่เห็น “ไม่มีใครรอทานข้าวพร้อมพ่อเลยเหรอเนี่ยน้อยใจชะมัด”
“พ่อตื่นสายนี่ครับ” ภูมินทร์ตอบพลางส่งไส้กรอกชิ้นสุดท้ายเข้าปากเป็นจังหวะเดี๋ยวกับป้าแววนำถ้วยซุปร้อนๆ มาให้ไอควันลอยคลุ้งทั้งยังส่งกลิ่นหอมเครื่องเทศตลบอบอวล พานทำให้ความอยากอาหารเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
“คุณดาเธอตื่นมาทำแต่เช้าเลยค่ะ”
เมฆินทร์ปรายตามองภรรยา เห็นอีกฝ่ายเพียงนั่งป้อนข้าวการันต์เงียบๆ ไม่มีทีท่าอะไรเป็นพิเศษเขาก็เลิกสนใจหันมาใช้ช้อนตักน้ำซุปขึ้นมาซดแทน
อาการเมาค้างแทบหายเป็นปลิดทิ้ง สดชื่นดีจริงๆ รสมือเมียเนี่ย
“เจ็บมั้ยฮะ”
“หืม?”
“แผลบนหลังมือพ่อไง” ดวงตาใสซื่อของการันต์จดจ้องบาดแผลบนหลังมือบิดา
เขาเผลอมองหน้าดารินก่อนจะเอามือข้างนั้นหลบลงใต้โต๊ะ หัวเราะเสียงแผ่วแล้วบอกการันต์ว่า
“เจ็บอะไรกัน พ่อไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
“เมื่อคืนน้องรู้นะ” หนนี้เมฆินทร์เบิกตากว้างหน้าซีดเผือด เกือบจะลนลานอธิบายกับลูกอยู่แล้วเชียวหากการันต์ไม่พูดขึ้นมาก่อน
“ปีเตอร์บุกห้องพ่อใช่มั้ยฮะ น้องได้ยินเสียงพ่อไล่มัน...แม่กลัวมากเลยต้องมานอนกับน้อง”
ป้าแววเห็นท่าไม่ดีตั้งใจชวนการันต์ไปเดินย่อยอาหาร แต่เมฆินทร์ส่ายหน้าเชิงบอกว่าไม่เป็นอะไร เขาจะคุยกับลูกเอง
“ใช่ครับ พ่อเองก็...กลัวแทบแย่” ช่วงประโยคท้ายดวงตาคู่คมเงยขึ้นสบตาภรรยาเสมือนมีความหมายมากมายอัดแน่นอยู่ในนั้น ดารินไม่อาจทำความเข้าใจกับมันได้เธอกดหน้าลงต่ำไม่สบตาเขาอีก
ภูมินทร์ ภูเบศวร์ที่นั่งฟังอยู่นานเริ่มขนลุก เพราะพวกเขาเองก็ไม่ชอบปีเตอร์หรือเจ้าแมลงสาบนั่นเลย
“ภีมเกลียดแมลงสาบ”
“ภูมิก็ไม่ชอบ มันสกปรก พ่อต้องให้คนขึ้นไปทำความสะอาดห้องครั้งใหญ่แล้วละครับ”
เมฆินทร์กลืนน้ำลายลงคอดังอึก ถูกเศษกระจกบาดจนได้เลือดยังเทียบไม่ได้กับคำพูดเจ้าแฝดสักนิด !
แมลงสาบที่ว่ามันมีที่ไหนกันเล่า มีแต่ไอ้หมาบ้าเมาเหล้าตัวนี่ละ พูดถึงแมลงสาบก็พานกระเดือกข้าวไม่ลง หัวข้อสนทนาจึงเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นแทน
“วันนี้เราจะไปหาคุณปู่คุณย่าเด็กๆ เตรียมของฝากหรือยังเอ่ย”
เด็กๆ ที่ว่าต่างผสานเสียงออกมาอย่างพร้อมเพรียง “ยางค้าบบบบ” เสียงหัวเราะชอบใจดังขึ้นมาจากการันต์พานทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารยิ้มตามไปด้วย
มีเพียงดารินแม้อยากร่วมวงหัวเราะกับลูกแค่ไหนก็ทำได้เพียงฝืนยิ้มออกมา เพราะนั่นหมายถึงเธอต้องไปเผชิญหน้ากับคนครอบครัวโชติพิสุทธิ์เมธาอีกครั้ง แม้ไม่อยากไปเลยสักนิดก็ตาม...
เป็นเรื่องจริงที่ว่า...หลังจากคนเราหมดผลประโยชน์ต่อกัน ความสำคัญก็มักถูกลดทอนลงไปด้วย ชัชวาลย์ถูกปลดลงจากตำแหน่งทุกอย่างก็ไม่ได้สวยงามดั่งกลีบดอกไม้ที่ถูกโปรยปรายขนาบบนเส้นทางอย่างในตอนแรก
พ่อสามีเธอน่ะกระหายในอำนาจเสียยิ่งกว่าอะไร และหากดารินไม่ใช่ลูกสาวท่าน สส. เธอคงไม่มีวันถูกคนบ้านโชติพิสุทธิ์เมธายอมรับโดยง่าย
โชติพิสุทธิ์เมธาเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกหลายคนในพื้นที่อันกว้างขวาง คฤหาสน์เมธาตั้งเด่นตระหง่านตรงกลาง ส่วนปีกซ้ายและขวามีเรือนเล็กที่อาจใหญ่โตสำหรับคนทั่วไปขนาบข้าง
เป็นที่รู้กันดีว่าท่านชัยพลมีเมียทั้งหมดสามคน แต่ละคนล้วนให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาว ส่วนเมฆินทร์เป็นลูกที่เกิดจากเมียหลวงอย่างคุณหญิงสุมณีจึงเป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมมากกว่าลูกคนอื่น
ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทุกคนจะมารวมตัวกันที่บ้านใหญ่ ทันทีที่เมฆินทร์กับภรรยามาถึง คุณหญิงสุมณีก็รีบเดินออกไปต้อนรับหลานๆ
“สวัสดีค่ะคุณแม่”
ดารินยกมือไหว้แม่สามีทว่าอีกฝ่ายเพียงปรายตามองเท่านั้น ก่อนจะหันกลับไปสนใจเด็กๆ ดารินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยหาได้รู้สึกสะเทือนใจแต่อย่างใด เธอโดนเมินเช่นนี้จนชินเสียแล้ว ส่วนเมฆินทร์เปิดท้ายรถให้สาวใช้นำของฝากไปเก็บ
ดวงตาคู่คมแปลกใจยามเห็นภรรยายังคงยืนอยู่ที่เดิมทั้งที่มารดาจูงมือเด็กๆ เข้าบ้านไปกันหมดแล้ว
“ยืนรออะไรไม่ทราบ หรือรอไอ้เจมส์คงผิดหวังแล้วละ ได้ข่าวว่าวันนี้มันไม่มาซะด้วยสิ”
ดารินกระแทกลมหายใจพึมพำเสียงเบาว่า “เพ้อเจ้อ” ก่อนจะเดินนำหน้าเขาไปโดยไม่คิดอยู่รอฟังคำพูดใดอีก
จิรันตน์เป็นบุตรชายของท่านชัยพล เกิดจากเมียคนที่สอง และคลอดก่อนเมฆินทร์ถึงสามเดือน และถึงแม้เกิดจากบิดาคนเดียวกัน หากแต่คนทั้งสองไม่กินเส้นกันตามมารดาผู้ให้กำเนิด หากเป็นครอบครัวอื่นได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาคงจะเต็มไปด้วยความสุข แต่ไม่ใช่สำหรับครอบครัวนี้...
ภูมินทร์ ภูเบศวร์ และการันต์คือหลานที่เกิดจากลูกชายคนโปรดจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะถูกเอ็นดูจากคุณหญิงสุมณี เด็กๆ อยู่เล่นกับคุณย่าพักใหญ่ก่อนจะถูกส่งต่อให้สาวใช้พาไปเล่นสวนหลังบ้าน เนื่องจากมีเครื่องเล่นสไลเดอร์ที่ท่านสั่งทำให้หลานๆ โดยเฉพาะ
บรรยากาศที่ไร้เสียงพูดคุยของเด็กๆ ทำให้ห้องรับแขกดูตึงเครียดขึ้นมาทันตา
“ชัชวาลย์เป็นยังไงบ้างล่ะช่วงนี้” ชัยพลเปิดบทสนทนาแรกกับลูกสะใภ้พลางยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ
“สบายดีค่ะ”
เมื่อได้รับคำตอบสั้นๆ เหมือนไม่ใส่ใจจะพูดถึง คุณหญิงสุมณีก็ตำหนิ “แม่คนนี้ ถามคำตอบคำ ดีที่ว่าน่ะเป็นยังไงช่วยขยายความด้วย”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง “คุณพ่อกำลังก่อตั้งมูลนิธิบ้านเด็กกำพร้าค่ะ ช่วงนี้เลยยุ่งๆ ไม่ค่อยได้พบปะใคร”
ชัยพลพยักหน้ารับช้าๆ ดวงตาคมดุสบตากับลูกสะใภ้ สายตาคู่นั้นคล้ายมองกันอย่างทะลุปรุโปร่ง ดารินเองก็ยังนึกหวั่นเกรง
“เพราะงั้นเองสินะ หลายวันก่อนถึงมาหยิบยืมฉันหลายล้านเชียว” วางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะใช้มือข้างเดียวกันดึงเช็คเงินสดจากกระเป๋าเสื้อโปโล
“มารับไปสิ”
ดารินนั่งอึ้งเธอไม่รู้มาก่อนว่าบิดามาหยิบยืมท่านชัยพลด้วย...เมื่อไรพ่อจะเลิกทำให้เธออับอายเสียที
เธอแทบจะมองหน้าคนบ้านสามีไม่ติดอยู่แล้ว!
“พ่อเก็บไว้เถอะครับ เรื่องนั้นผมจัดการเองได้” ประโยคหลังหันมามองเสี้ยวหน้าภรรยาอย่างหัวเสียที่บอกว่าครอบครัวเมียอยู่มาได้ทุกวันนี้เพราะเงินผัวอย่างเขาไม่เกินจริงเลยสักนิด พ่อตาก็เหลือเกินไม่คิดจะไว้หน้าเขาเลยสักนิดหรือไง
“เอาเถอะ เศษเงินเพียงเท่านี้ขนหน้าแข้งฉันไม่ร่วงหรอก”
คุณหญิงสุมณีเหยียดยิ้มมุมปากปรายตามองลูกสะใภ้ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาบ้าง
“รับๆ ไว้เถอะ ถือเสียว่าทำบุญทำทาน พ่อกับแม่ไม่คิดมากหรอกตาเมฆ ดีกว่าไปเป็นหนี้นอกระบบจริงไหม”
ดารินเผลอกำหมัดแน่นจนคมเล็บจิกเข้าเนื้อ พอหมดผลประโยชน์ต่อกัน เธอกับครอบครัวก็เป็นเพียงกระดูกซี่โครงไก่ชิ้นหนึ่งเท่านั้นจะชิมก็ไร้รสชาติจะทิ้งก็เสียของ
เมฆินทร์หัวเสียเป็นเขาเองที่ลุกขึ้นดึงเช็คเงิดสดมาจากบิดา ตาคมจ้องตัวเลขบนกระดาษมีความขบขันให้ได้เห็นวันก่อนคนลูกขอไปยี่สิบล้าน วันนี้ก็คนพ่ออีกยี่สิบล้าน ดีจริงบ้านนี้ขอกันทั่วถึงดี เขาขยำมันจนยับยู่ก่อนยัดใส่กระเป๋ากางเกง
“ไหนๆ ก็มาแล้ว ฉันมีเรื่องจะหารือกับแกอยู่พอดีตาเมฆ”
“ครับ”
“แกคิดเห็นยังไงหากฉันอยากให้รับลูกสาวคุณเฉลิมชัยเป็นเมียอีกสักคน”