อ้อมแขนของคนแปลกหน้าสำหรับจิตวิญญาณของหลินเว่ย ทว่าไม่ใช่กับร่างของไป๋เหวินซีนั้นแข็งแรงและให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด มันเป็นความรู้สึกที่ห่างหายไปจากชีวิตของแพทย์หญิงหลินเว่ยนานเหลือเกินนับตั้งแต่ที่พ่อของเธอในภพชาติปัจจุบันมีครอบครัวใหม่
ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงพูดคุยจอแจของชาวบ้าน ร่างของไป๋เหวินซีถูกอุ้มฝ่าสายฝนกลับไปยังบ้านไม้หลังเล็กท้ายหมู่บ้านเหิงหลงอย่างเร่งรีบของคนเป็นพ่อ
และดูเหมือนว่าสติของเธอจะเริ่มกลับมาสมบูรณ์ขึ้นที ละเล็กทีละน้อย แต่เธอก็ยังคงแสร้งหลับตาปล่อยให้ร่างกายที่อ่อนแอโอนเอนไปตามจังหวะการก้าวเดินที่มั่นคงของผู้เป็นพ่อของร่างนี้ โดยที่สมองของเธอกำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาลด้วยความเร็ว
(สถานการณ์ปัจจุบัน: ร่างกายอยู่ในภาวะอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ Hypothermia/ไฮโปเธอร์เมียและภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ Hypoglycemia /ไฮโปไกลซีเมีย ต้องการความอบอุ่นและพลังงานอย่างเร่งด่วน) และในเวลาเดียวกันนั้นเสียงใสสังเคราะห์ที่ไร้อารมณ์พลันดังขึ้นอีกครั้ง
[ระบบแพทย์อรุณรุ่งกำลังวิเคราะห์ข้อมูลสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ: ฝนตกหนัก อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส คำแนะนำ: การอยู่ในสภาพเปียกชื้นต่อไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะปอดบวม ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าและทำให้ร่างกายแห้งโดยเร็วที่สุด]
เสียงของระบบในหัวของจิตวิญญาณของแพทย์หญิงยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและดูเหมือนว่ามันคือเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของเธอในโลกที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้
เมื่อมาถึงบ้าน ประตูไม้บานเก่าได้ถูกเปิดออก เผยให้เห็นภายในบ้านที่เรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ให้ความสว่าง ไป๋กั๋วเฉียงวางร่างของลูกสาวลงบนเตียงไม้อย่างแผ่วเบาเท่าที่ร่างกายอันแข็งแกร่งของเขาจะทำได้
“ซูเฟิน! ไปต้มน้ำร้อนมาเร็ว! พี่สะใภ้หม่า พี่ชายหวัง ขอบคุณพวกคุณมากนะครับที่มาช่วยผมตามหาลูก” เขาหันไปขอบคุณเพื่อนบ้านด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือความกังวลต่ออาการของลูก
“ไม่เป็นไร ๆ เสี่ยวกั๋ว เรื่องแค่นี้เอง ยังไงก็ดูแลเหวินซีดี ๆ ล่ะ” หวังเทียนกล่าวพลางตบบ่าเขาเบา ๆ ก่อนที่เจ้าตัวและชาวบ้านคนอื่น ๆ จะทยอยกันกลับออกไป เหลือเพียงความเงียบและเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาสังกะสีเป็นจังหวะ
ซ่งซูเฟินผู้เป็นแม่รีบนำผ้าขนหนูผืนเก่าแต่สะอาดมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ลูกสาวด้วยมือไม้อันสั่นเทา ดวงตาของเธอยังคงแดงก่ำจากการร้องไห้
“ลูกแม่... ทำไมถึงทำอะไรแบบนี้... ถ้าลูกเป็นอะไรไป แม่จะอยู่ยังไง”
ในตอนนั้นเองหลิวซื่อเหม่ยที่เป็นย่าของเด็กหญิงก็เดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ ในมือของหญิงวัยกลางคนได้ถือถ้วยกระเบื้องที่ส่งไออุ่นกรุ่นเข้ามาด้วย
หล่อนมองหลานสาวที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยแววตาฉายความห่วงใยก่อนจะหันไปพูดกับลูกสะใภ้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ซูเฟิน ลูกไปพักก่อนเถอะ ทางนี้แม่จัดการเอง” เธอพูดพร้อมกับประคองศีรษะของเด็กหญิงขึ้นมาอย่างช้า ๆ
“มาหลานย่า... ดื่มน้ำขิงร้อน ๆ ใส่น้ำตาลทรายแดงเสียหน่อยตัวจะได้อุ่นขึ้น”
จิตวิญญาณของแพทย์สาวค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมองของเหลวสีน้ำตาลอ่อนในถ้วย ซึ่งมีกลิ่นฉุนของขิงผสมกับความหวานของน้ำตาลลอยมาแตะจมูก ก่อนที่จะมีเสียงของระบบดังขึ้นในหัวของเธออีก
[ระบบกำลังวิเคราะห์ส่วนประกอบ: ขิง มีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนโลหิต น้ำตาลทรายแดง ให้พลังงานได้รวดเร็ว...ผลการวิเคราะห์: เป็นการปฐมพยาบาลตามภูมิปัญญาชาวบ้านที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน]
และในขณะเดียวกันนั้นที่ระบบกำลังประมวลผล เด็กหญิงก็ได้เงยหน้าขึ้นมองสบเข้าไปในดวงตาของหญิงสูงวัยกว่าและเมื่อได้เห็นถึงความใจดีระคนห่วงใยของเธอ จิตวิญญาณของหลินเว่ยก็พอจะใจชื้นขึ้นมา ก่อนจะเปิดปากออกกล่าวเสียงเบา
“ย่าคะ หนูขอน้ำอุ่น... ผสมเกลือกับน้ำตาลด้วยได้ไหมคะ”
หลังสิ้นคำพูดของเธอดูเหมือนว่าจะทำให้ทุกคนในห้องชะงักไป ทั้งนี้เป็นเพราะไป๋เหวินซีคนเดิมเป็นเด็กที่ไม่เคยร้องขออะไรแบบนี้ รวมถึงสิ่งที่เธอร้องขอนั้นก็ค่อนข้างแปลกประหลาด
เนื่องจากไม่มีใครรู้ว่านี่คือการร้องขอการปฐมพยาบาลเบื้องต้นตามหลักการแพทย์เพื่อทำน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Solution/ออ-รัล รี-ไฮ-เดร-ชัน โซ-ลู-ชัน) ชดเชยภาวะขาดน้ำและน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเอง
“จะดีเหรอลูก?” ผู้เป็นแม่เอ่ยถามขึ้นด้วยความลังเล “ดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ ของย่าไม่ดีกว่าเหรอ?” แต่สำหรับหลิวซื่อเหม่ยหล่อนกลับมองหลานสาวด้วยแววตาที่พินิจพิเคราะห์ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
“ไม่เป็นไรเสี่ยวเฟิน ได้สิหลาน! เดี๋ยวย่าไปเอามาให้” ท่านเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้พ่อและน้องชายรวมถึงแม่ของเธอยืนมองเข้ามาในห้องด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน
ไป๋กั๋วเฉียงขมวดคิ้วมุ่นราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ส่วนไป๋เหวินหยางนั้นจ้องเขม็งมาทางพี่สาวของตนด้วยสีหน้าครุ่นคิดระคนประหลาดใจไม่ต่างจากแม่และพ่อของตน
ไม่นานนักหญิงวัยกลางคนก็กลับมาพร้อมกับถ้วยน้ำอุ่นที่ผสมเกลือและน้ำตาลตามที่คนเป็นหลานขอทุกอย่าง
“ขอบคุณค่ะย่า” มือของไป๋เหวินซีค่อย ๆ รับถ้วยน้ำอุ่นนั้นมาจิบอย่างช้า ๆ รสชาติเค็มปะแล่มเจือหวานเล็กน้อยของมันช่วยทำให้ร่างกายที่อ่อนเพลียรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที
(น้ำตาลจะช่วยเพิ่มระดับกลูโคสในเลือด ส่วนเกลือแร่จะช่วยชดเชยภาวะขาดน้ำ... เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดในตอนนี้) เธอคิดในใจ หลังจากดื่มน้ำเกลือแร่หมดถ้วย เด็กหญิงก็รับน้ำขิงของย่าขึ้นมาดื่มต่อจนหมดเพื่อแสดงถึงความเคารพต่อความเมตตาของหญิงมากวัยกว่าตรงหน้า
ความอบอุ่นจากน้ำขิงช่วยขับไล่ความหนาวเย็นที่ยังตกค้างอยู่ออกจากร่างกายจนหมดสิ้น เมื่อร่างกายได้รับพลังงานที่จำเป็น ความอ่อนเพลียอย่างรุนแรงก็ถาโถมเข้ามาอีกครั้ง เปลือกตาของไป๋เหวินซีเริ่มหนักอึ้งจนแทบจะลืมไม่ขึ้น
“หนู...ขอนอนสักหน่อยนะคะ” หลังกล่าวจบ ไป๋เหวินซีก็เอนตัวลงนอนและผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงผู้ใหญ่ทั้งสามและน้องชายฝาแฝดที่ยืนมองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนและยากจะอธิบาย ค่ำคืนแห่งความสับสน... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ค่ำคืนเดียวกันนั้น ภายในห้องนั่งเล่นขนาดเล็กของบ้านตระกูลไป๋ บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียด ไป๋กั๋วเฉียง นั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ไม้ ใบหน้าคร่ำเครียดโดยซ่งซูเฟินนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ไม่ห่าง ส่วนไป๋เหวินหยางเขากำลังยืนก้มหน้านิ่งอยู่มุมห้อง
“เป็นเพราะฉันเอง...” ซูเฟินพึมพำ “ฉันไม่น่าไปพูดกดดันลูกแบบนั้นเลย” เธอเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิดก่อนจะตามมาด้วยเสียงค่อนข้างสั่นของไป๋กั๋วเฉียงผู้เป็นสามี
“มันไม่ใช่ความผิดของเธอคนเดียวหรอก” น้ำเสียงของไป๋กั๋วเฉียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ฉันก็เหมือนกัน... สายตาที่ฉันมองลูกมันคงทำให้แกเสียใจมาก” และยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวจบประโยคดีน้ำเสียงของลูกชายก็ได้ดังแทรกขึ้นมา
“เป็นเพราะผมด้วยครับ หากผมไม่เอาคะแนนไปให้พี่ดู... แต่ผมไม่ได้ตั้งใจ” เขากล่าวเสียงสั่น “ผมแค่อยากให้พี่ดีใจกับผม แต่ผมไม่คิดว่ามันจะทำให้พี่เสียใจมากขนาดนี้” เด็กชายกล่าวเสียงเครือ
“แม่ว่าทุกคนไม่ต้องโทษตัวเองกันหรอก เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือโชคดีแล้วที่เหวินซีปลอดภัย” คำพูดของหญิงสูงวัยกว่าของบ้านได้ทำให้ทุกคนต่างหันมามองหน้ากันเพียงแวบเดียวก่อนที่พวกเขาจะจมอยู่กับความคิดของตนเองอีกครั้ง
โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าบุคคลที่ทุกคนกำลังพูดถึงตอนนี้จิตวิญญาณของเธอกำลังตื่นขัดกับรูปลักษณ์ภายนอก... ภายในห้องนอนที่มืดสนิท บนเตียงไม้เก่าร่างของไป๋เหวินซีนอนนิ่งหายใจสม่ำเสมอแต่ภายในจิตสำนึกของเธอนั้นกำลังสว่างไสว
[ฉันคือหลินเว่ย ที่เข้ามาอยู่ในร่างของไป๋เหวินซี เด็กหญิงวัย 14 ในปี 1996 และเธอ... คือระบบที่ติดมากับวิญญาณของฉันใช่ไหม?]
[ยืนยันถูกต้อง ระบบแพทย์อรุณรุ่งถูกเปิดใช้งานเมื่อจิตวิญญาณของโฮสต์หลินเว่ยหลอมรวมกับร่างของไป๋เหวินซีอย่างสมบูรณ์]
[เป้าหมายของระบบคืออะไร? และฉันมีภารกิจอะไรไหม?] เธอถามออกมาด้วยความกังขา เนื่องจากเธอพอจะเคยเห็นตามซีรีส์ที่ผ่าน ๆ ตามานั่นเอง
[ภารกิจหลัก: ใช้ความรู้ทางการแพทย์เพื่อแก้ไขความเสียใจในอดีตและสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเจ้าของร่างเดิม ภารกิจย่อยแรก: ฟื้นฟูสภาพร่างกายของโฮสต์ให้กลับสู่ภาวะปกติภายใน 24 ชั่วโมง รางวัล: แต้มทักษะ +5 และปลดล็อก คลังข้อมูลสมุนไพรพื้นบ้านระดับ 1]
สิ้นคำกล่าวนี้ของระบบ ดวงตาของไป๋เหวินซีก็ได้เปิดขึ้น เธอเหลือบมองไปรอบห้องนอนที่คับแคบและเรียบง่าย ผนังดินเผาที่ดูเก่า หลังคาสังกะสีที่มีรอยรั่วเล็ก ๆ จนต้องเอาถังมารองน้ำฝน มันช่างแตกต่างจากคอนโดหรูใจกลางเมืองที่ตัวเองเคยอยู่ลิบลับ
แต่เมื่อนึกถึงอ้อมแขนที่แข็งแรงของพ่อ น้ำตาแห่งความห่วงใยของแม่ ความรู้สึกผิดของน้องชายและน้ำขิงร้อน ๆ ของย่าความรู้สึกบางอย่างที่เรียกว่าครอบครัวก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของจิตวิญญาณจากอนาคตของหลินเว่ยอย่างช้า ๆ
พร้อมกับความคิดที่ว่าชีวิตเก่าของเธอในฐานะแพทย์หญิงหลินเว่ยอาจจะจบสิ้นไปแล้ว แต่ชีวิตใหม่ในฐานะไป๋เหวินซี... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
“เอาละ... ในเมื่อได้โอกาสครั้งที่สองมาแล้ว ฉันก็จะไม่ทำให้มันสูญเปล่า การเปลี่ยนแปลง...ทั้งของตัวเอง ของครอบครัวนี้ และของวงการแพทย์ในยุคนี้... ฉันจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเอง” เธอพึมพำด้วยความแน่วแน่ก่อนจะปิดเปลือกตาของตนลงอีกครั้งเพื่อเข้าสู่การพักผ่อน... และเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้