ในขณะที่แสงแดดยามเช้ารับวันใหม่กำลังสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้บานเก่า ที่มีหยดน้ำฝนเกาะอยู่กระจัดกระจายลงมากระทบเปลือกตา ไป๋เหวินซีก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพร้อมกับอาการสดชื่นขึ้นเล็กน้อย
เนื่องจากความรู้สึกหนาวเหน็บเมื่อคืนได้ทุเลาลงไปมากทีเดียว และคงเหลือทิ้งไว้เพียงความอ่อนเพลียประปรายที่ยังคงตกค้างอยู่ในร่างกาย ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ยังคงทำให้จิตใจของคุณหมอสาวรู้สึกปลอดโปร่งและตื่นตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่ทว่า... เธอก็ยังคงนอนนิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นนั่งในทันที พร้อมกับปล่อยให้สมองที่เคยเป็นของแพทย์หญิงหลินเว่ยเริ่มทำงาน
(อุณหภูมิร่างกายกลับสู่ภาวะปกติแล้ว อัตราการเต้นของหัวใจคงที่... อาการขาดน้ำและน้ำตาลดีขึ้นมาก) หลังจากจบการประเมินอาการของตนก็ได้มีเสียงของระบบดังขึ้น
ติ๊ง!
[ภารกิจย่อยแรก: สำเร็จ! ฟื้นฟูสภาพร่างกายของโฮสต์ให้กลับสู่ภาวะปกติภายใน 24 ชั่วโมง รางวัล: แต้มทักษะ +5 ปลดล็อกคลังข้อมูลสมุนไพรพื้นบ้านระดับ 1 สถานะปัจจุบัน: แต้มทักษะคงเหลือ 5 แต้ม ไม่ทราบว่าท่านต้องการเปิดคลังข้อมูลหรือไม่]
[เก็บไว้ก่อนแล้วกัน] เด็กหญิงโต้ตอบในใจ เนื่องจากเธอคิดว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะทำอะไรวู่วาม
[รับทราบ]
หลังสิ้นเสียงของระบบ เธอก็ได้ตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงและก้าวเท้าเดินออกมาจากห้องนอน
ซึ่งในตอนนี้บรรยากาศภายในบ้านยังคงเงียบงันและเต็มไปด้วยความอึดอัดบางอย่างที่มองไม่เห็น แม้ว่าทุกคนจะนั่งพร้อมหน้ากันที่โต๊ะกินข้าวกลางบ้านก็ตาม
จนกระทั่งพวกเขาเห็นร่างของไป๋เหวินซีเดินออกมาและทุกสายตาก็ล้วนจับจ้องมาเป็นจุดเดียว บนโต๊ะมีข้าวต้มร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่น พร้อมกับผักดองและไข่เค็มวางอยู่สองสามอย่าง
“เหวินซี! ตื่นแล้วเหรอลูก มากินข้าวกันเถอะจ้ะ” ซ่งซูเฟิน ผู้เป็นแม่รีบลุกขึ้นมาจูงมือบุตรสาวไปนั่งที่โต๊ะพร้อมกล่าวอย่างอ่อนโยน แต่กระนั้นสีหน้าของเธอก็ยังคงเต็มไปด้วยความกังวล
“กินเยอะ ๆ นะลูก จะได้มีแรง” เธอบอกพลางตักข้าวต้มใส่ถ้วยให้ลูกสาวคนโต มากจนเกือบจะล้นออกมาเลยทีเดียว
ส่วนผู้เป็นพ่อก็กระแอมออกมาเบา ๆ ก่อนจะพูดขึ้นมาลอย ๆ แต่ทุกคนรู้ว่าเขาหมายถึงใคร
“วันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียนหรอก พักอยู่ที่บ้านนี่แหละ เดี๋ยวพ่อไปลาครูให้”
ทุกคนในบ้านคงคิดว่านี่คือสิ่งที่เด็กหญิงต้องการจะได้ยินคือการได้หยุดพักจากโรงเรียนซึ่งเป็นต้นเหตุของความเสียใจทั้งหมด
แต่ว่า... ทุกคนล้วนคิดผิด เมื่อพวกเขาเห็นการกระทำของลูกสาวที่วางช้อนลงอย่างช้า ๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากับพ่ออย่างตรงไปตรงมา
“พ่อคะ... หนูไปไหวค่ะ” ทุกคนภายในครอบครัวต่างชะงักอยู่กับที่หลังได้ยินคำกล่าวนี้
“หนูไม่ได้เป็นอะไรมากแล้วค่ะ” และเมื่อพวกเขาต่างได้ยินคำพูดต่อมา แต่ละคนก็ยิ่งทวีความตกตะลึงมากขึ้นไปอีก
“ปัญหาของหนูมันอยู่ที่เรื่องเรียน ถ้าหนี... ปัญหามันก็แก้ไม่ได้หรอกค่ะ” ทันทีที่จบคำพูดนี้ของเธอความเงียบก็ได้เข้าปกคลุมโต๊ะอาหารยิ่งกว่าเดิม
พ่ออ้าปากค้างเล็กน้อยราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ส่วนแม่ก็ได้แต่มองหน้าของลูกสาวคนโตอย่างเป็นห่วง และตอนนั้นเองที่ย่าผู้นั่งจิบชาอยู่อย่างสงบมาตลอด วางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะอย่างเบามือ
“หลานของย่าโตแล้วสินะ รู้จักแยกแยะปัญหาเป็นแล้ว” คำพูดของหญิงวัยกลางคนได้เรียกรอยยิ้มแรกจากคุณหมอสาวในร่างของไป๋เหวินซีออกมา
“ต้องโตอยู่แล้วสิคะย่า อีกหน่อยหนูก็จะตั้งใจเรียนและจะเป็นหมอมารักษาย่าและทุกคนดีไหมคะ” เธอตอบกลับย่าโดยไม่รู้เลยว่าได้ทำให้คนทั้งสามในบ้านต่างพากันรู้สึกว่าถูกผีหลอกยามกลางวันไม่มีผิด
“ดีสิ ในเมื่อหลานตัดสินแบบนี้ยายแก่คนนี้ก็จะเป็นกำลังใจให้หลานเอง” หล่อนพูดพลางตบอกของตนเองป้อย ๆ
“ย่ายังไม่แก่สักหน่อย ย่ายังสาวยังสวยอยู่เลยต่างหากล่ะคะ” คำพูดหยอกล้ออย่างเป็นธรรมชาติของไป๋เหวินซีที่บอกว่าย่ายังคงสาวและสวยอยู่นั้น ได้สร้างความตกตะลึงให้ทุกคนเป็นอย่างมาก...ยิ่งกว่าที่พวกเขาได้ยินว่าเธอบอกว่าจะไปโรงเรียนเสียอีก
ไป๋กั๋วเฉียงนั่งตัวแข็งทื่อช้อนในมือของเขาค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองลูกสาวราวกับเพิ่งเคยเห็นหน้ากันเป็นครั้งแรกในชีวิต...
(ลูกสาวของเขา... ไป๋เหวินซีที่ร้องไห้จะเป็นจะตายเพราะสอบตกเลขเมื่อวานนี้เนี่ยนะ จะเป็นหมอ? มันเป็นเรื่องที่เหลวไหลยิ่งกว่านิยายในโทรทัศน์เสียอีก) เจ้าตัวคิดอย่างไม่อยากเชื่อหู
ทางด้านซ่งซูเฟินหล่อนเองก็ยกมือขึ้นทาบอกอย่างตกใจเช่นกัน เธออ้าปากพะงาบ ๆ อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
ในใจของเธอเต็มไปด้วยความสับสนระคนเป็นห่วง (หรือว่าลูกสาวของเธอจะยังไม่หายไข้ดี? หรือว่าการตากฝนเมื่อคืนจะทำให้สมองของแกกระทบกระเทือนไปแล้ว?) หล่อนคิดด้วยความสับสนวุ่นวาย
ส่วนไป๋เหวินหยาง... เขาเองก็นั่งนิ่งยิ่งกว่าใครทั้งหมด ในหัวของเด็กชายรู้สึกว่างเปล่าไปชั่วขณะ เขารู้สึกเหมือนว่าพี่สาวฝาแฝดที่เติบโตมาด้วยกันทั้งชีวิตได้หายตัวไปแล้วและถูกแทนที่ด้วยใครอีกคนหนึ่ง... คนที่มีความมั่นใจ มีเป้าหมาย และพูดจาฉะฉานจนน่าประหลาดใจ
ความเงียบที่น่าอึดอัดดำเนินอยู่หลายวินาที ก่อนที่เสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอของหลิวซื่อเหม่ยจะดังขึ้นมาทำลายความเงียบทั้งหมดลง
“โบราณว่าไว้ ผ่านความทุกข์มามากจะทำให้คนเราเติบโต พวกเธอจะตกใจอะไรนักหนา” สายตาของทุกคนหันขวับไปมองท่านเป็นตาเดียว
หญิงวัยกลางคนส่ายหน้าเบา ๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่สดใส
“หลานสาวของฉันร่าเริงได้แบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง บ้านของเราจะได้มีสีสันขึ้นมาบ้าง” คำพูดของผู้เป็นใหญ่ในบ้าน เปรียบเสมือนน้ำเย็นที่สาดเข้ามาเรียกสติของทุกคน
ไป๋กั๋วเฉียงกระแอมไอแก้เก้อ เขาวางช้อนลงในถ้วยดัง แกร๊ง ก่อนจะพูดเสียงอ้อมแอ้ม “กินข้าวต่อเถอะ เดี๋ยวจะเย็นหมด” หลังกล่าวจบเจ้าตัวก็ก้มหน้าลงกินข้าวต้มต่อโดยไม่พูดอะไรอีก แต่ในใจกลับว้าวุ่นไปหมด
ซ่งซูเฟินก็เริ่มขยับตัวตักกับข้าวให้ลูกสาวกับลูกชายอีกครั้ง แต่สายตาของเธอก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของลูกสาวคนโตไม่วางตา... จึงทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้าของบ้านตระกูลไป๋ในวันนี้จึงแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
ความตึงเครียดจากความผิดหวังเมื่อวานได้หายไป ถูกแทนที่ด้วยความงุนงงสับสนและความรู้สึกพิศวงที่ทุกคนมีต่อสมาชิกคนเดิม... ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หลังจากมื้ออาหารที่เงียบงันแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อนจบลง ไป๋เหวินซีก็ลุกขึ้นพร้อมกับเก็บถ้วยชามของตัวเองอย่างคล่องแคล่ว ไม่เพียงเท่านั้น มือเล็ก ๆ ของเธอยังเอื้อมไปหยิบถ้วยของพ่อและน้องชายที่วางอยู่ไม่ไกลและตั้งท่าจะนำไปล้างที่อ่างดินเผาหลังบ้านอีกด้วย
ภาพที่ไม่เคยมีใครในบ้านได้เห็นมาก่อนนี้ ทำให้ซ่งซูเฟินต้องรีบลุกขึ้นมาห้ามทันที
“ไม่ต้องเก็บหรอกลูก แม่ว่าหนูสองคนรีบเตรียมตัวไปโรงเรียนเถอะ เดี๋ยวจะสายเอา” คนเป็นแม่รีบเข้ามาจับมือของลูกสาวเอาไว้เบา ๆ น้ำเสียงของเธอเจือความตื่นตระหนกเล็กน้อยกับการกระทำที่แปลกไปของคนเป็นลูก
“ไม่เป็นไรเลยค่ะแม่ หนูช่วยนิดหน่อยเอง อีกอย่างนี่ก็ยังเช้าอยู่โรงเรียนเองก็อยู่แค่นี้ไม่สายหรอกค่ะ” ไป๋เหวินซีตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางอย่างสดใส
“แต่...” เธอตั้งท่าจะแย้ง “ให้ซีซีทำนั่นแหละ หลานแค่เอาไปวางไว้ก็พอและก็ให้แม่ตามไปล้าง จากนั้นก็รีบไปโรงเรียนกับน้องเถอะลูก” เมื่อผู้เป็นใหญ่ในบ้านกล่าวออกมาแบบนี้ ซ่งซูเฟินจึงไม่ได้ขัดขวางลูกของตนอีก
และหลังจากที่เธอเดินกลับเข้ามาในบ้าน ไป๋เหวินหยางก็ส่งกระเป๋านักเรียนที่ถือรอไว้ให้เธอ “พี่กระเป๋า”
“ขอบใจนะ”
ในขณะเดียวกันเด็กชายก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงเรื่องที่พี่สาวเพิ่งพูดไปบนโต๊ะกินข้าว “พี่...” เขาเรียกเสียงแผ่ว “ที่พี่บอกว่าจะเป็นหมอพูดจริงเหรอ?”
ไป๋เหวินซีหยุดมือที่กำลังปัดฝุ่นบนกระเป๋าแล้วหันไปมองน้องชายฝาแฝดที่ใบหน้าค่อนข้างคล้ายตนเองพลางพยักหน้ารับ
“อืม จริงสิ...จริงจังที่สุดเท่าที่เคยรู้สึกมาเลย”
“แต่มันยากมากเลยนะ แล้วคะแนนคณิตของพี่...” เขาพูดเสียงอ่อยลงตอนท้าย ราวกับกลัวว่าจะไปสะกิดแผลในใจของคนด้านข้าง
วิญญาณผู้ใหญ่ของหลินเว่ยอดที่จะยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูไม่ได้หลังได้ยินคำพูดของเขา “พี่ก็เลยต้องพึ่งอัจฉริยะอย่างนายไง” เธอแกล้งทำน้ำเสียงจริงจัง “เย็นนี้ช่วยติวให้พี่ด้วยนะ เข้าใจไหม?”
คำพูดที่ทั้งหยอกล้อและให้เกียรติในเวลาเดียวกัน ทำให้เหวินหยางหน้าแดงระเรื่อ เขารีบพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ “ดะ... ได้สิ! ต้องได้อยู่แล้ว!” ความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจเขามาทั้งคืนพลันสลายหายไปจนเกือบหมดสิ้น เขารู้สึกเหมือนได้พี่สาวคนใหม่... คนที่ตัวเองอยากจะพูดคุยและใกล้ชิดด้วยมาโดยตลอด
และเมื่อพวกเขาสองคนเตรียมตัวเสร็จและกำลังจะก้าวเท้าออกจากบ้าน เสียงของพ่อก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ซีซี”
เธอหันหลังกลับไปมองพร้อมกับขานรับ “คะพ่อ?”
ไป๋กั๋วเฉียงไม่ได้มองหน้าลูกสาวตรง ๆ แต่สายตาของเขามองออกไปนอกประตู “ถะ...ถ้าลูกรู้สึกไม่ไหว ก็กลับบ้านเลยนะ ไม่ต้องฝืน”
มันเป็นประโยคที่สั้นและห้วนตามสไตล์ของเขา แต่สำหรับหลินเว่ยผู้มีจิตวิญญาณของคนที่โตแล้ว มันคือคำพูดที่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยอย่างที่สุด
“ค่ะพ่อ” ไป๋เหวินซีรับคำสั้น ๆ แฝงความหนักแน่นออกมา
แต่แล้ว... ในขณะที่สองพี่น้องก้าวเท้าออกจากธรณีประตูบ้าน และแทบจะเป็นเวลาเดียวกันนั้นเอง เมฆที่ตั้งเค้าทะมึนมาตั้งแต่เช้าก็เริ่มโปรยปรายสายฝนลงมา