Masukเทียนเหมิน มีศูนย์กลางการค้าที่ใหญ่ที่สุด อยู่ในเมือง ถงโจว ซึ่งเป็นเขตที่รวมการค้าขายทุกอย่างของเขตแดน ไว้ในเมืองเดียวกัน มีผู้ฝึกตนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าวัตถุเวทย์หลากหลายชนิด รวมถึงโอสถและสมุนไพรหายากมากมาย
จากที่เจียงหมิงเจ๋อให้เสี่ยวกวางไปสืบข่าว จึงรู้ว่า อีกสองวันจะถึงงานประมูลครั้งใหญ่ ที่โรงประมูลสมปรารถนาจัดขึ้น ผู้เข้าร่วมประมูลต้องซื้อป้ายที่นั่ง จึงจะสามารถเข้าร่วมได้ ซึ่งตอนนี้ ที่นั่งชั้นดีของโรงประมูลโดนซื้อไปหมดสิ้นแล้ว ดังนั้น ที่นั่งที่เหลือเป็นเพียงที่นั่งประมูลแบบธรรมดาเท่านั้น
การประมูลที่จัดขึ้นทุกสิบปี ต้องเต็มไปด้วยสิ่งของมีค่าหายาก เป็นที่เป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก ในเมืองตอนนี้จึงแน่นขนัดไปด้วยผู้ฝึกตนที่ต้องการเข้าร่วมประมูลและดูชมของหายาก แม้การเข้าไปโรงประมูลจะต้องเสียค่าตั๋วที่นั่งราคาสูงลิ่วก็ทำให้ผู้สนใจงานประมูลลดน้อยถอยลงไม่
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผิวพรรณขาวกระจ่าง เครื่องหน้าหล่อเหลา นัยน์ตาหงส์ดวงตาเรียวยาวหางตาพาดเฉียง คิ้วกระบี่คมกริบ สอดรับกับสันจมูกตรงเรียวงาม และริมฝีปากบางได้รูป แม้นสวมใส่เพียงเสื้อผ้าธรรมดาก็ยังคงงามสง่าน่าพิศมอง
เขาคือเจียงหมิงเจ๋อ ที่เดิมทีตั้งใจจะเข้าประมูลสินค้าด้วยภาพลักษณ์ซานตาคลอส แต่ก็ต้องยอมแพ้เด็กๆ ในเมืองที่เดินตามเขาเป็นพรวน
ไม่รู้เจ้าเด็กสมัยโบราณพวกนี้รู้ได้อย่างไรว่าเจอลุงซานต้าต้องมีของขวัญมาแจก เจียงหมิงเจ๋อผู้ใจบางต่อเด็กๆ จึงควักหินลมปราณ (ของเฉินฮ่าวหลาน) ซื้อขนมและของเล่นแจกพวกเด็กๆ เหล่านั้นอย่างใจกว้าง
เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้ เขาจึงจำใจต้องเลิกล้มโครงการเติมเต็มความฝันวัยเยาว์ไปโดยปริยาย และหันไปใช้ภาพลักษณ์ตัวเองในภพปัจจุบันตอนเป็นนักเขียนแทน
ส่วนเฉินฮ่าวหลานที่เขาต้องถ่ายทอดพลังวัตรให้ตลอดเวลานั้น เขาได้จำแลงภาพเป็นถุงมิติใส่ของ พาดบนบ่าอย่างกลมกลืน
ในเมืองถงโจวสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ มีพบเห็นได้ทั่วไป และถูกจัดผังไว้อย่างเป็นระเบียบแบบแผน ทางเดินทั้งสองฟาก ต่างคลาคล่ำไปด้วยแผงสินค้าสำหรับผู้ฝึกตน ตั้งแต่ระดับต่ำไป จนถึงระดับกลางชั้นสูง แต่หากต้องการซื้อสินค้าระดับสูงขึ้น ต้องเข้าไปดูในหอแสดงสินค้าใจกลางเมือง ซึ่งภายในจัดแบ่งเป็นร้านย่อย แต่ละร้านต่างมีเจ้าของของตัวเอง และเป็นสินค้าเฉพาะ คุณภาพสูงกว่าตามแผงสินค้าภายนอก
ภายในหอแสดงสินค้า มีการแบ่งเป็นชั้นย่อยอีกหลายร้อยชั้น ยิ่งชั้นสูง ยิ่งเป็นสินค้าหายากคุณภาพสูงตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ต้องแลกด้วยจำนวนหินลมปราณที่มากขึ้น เจียงหมิงเจ๋อหมดหินลมปราณ ในการซื้อวัตถุดิบและสมุนไพรจำเป็นไปหลายร้อยล้านหินลมปราณ
ดีที่หินลมปราณพวกนี้ล้วนเป็นของเฉินฮ่าวหลาน ซึ่งของทั้งหมดในถุงมิติของเฉินฮ่าวหลาน ก่อนนำมาใช้เขาได้ลบตราประทับออกจนหมดสิ้นแล้ว เขาจึงจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายใจ การใช้เงินทองของผู้อื่นอย่างไม่เสียดาย ทำให้เจียงหมิงเจ๋อมีความสุขเสียจริง
เขาได้ของที่ต้องการเกือบครบแล้ว ส่วนที่เหลือไม่อาจหาซื้อได้ในหอแสดงสินค้า จึงต้องไปดูในโรงประมูลเท่านั้น
เมื่อวางแผนไว้แล้วก็เดินเล่นชมเมืองรอเวลา เดินไปไม่นานเขาก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหาร จากโรงเตี๊ยมเห่าซือ ซึ่งเขาเขียนในนิยายเขาว่าโรงเตี๊ยมอันดับ 1 ที่ทำปลาสามรสได้อร่อยที่สุดในเทียนเหมิน
จึงไม่ลังเลที่จะเข้าไปลิ้มลองทันที ถึงแม้เขาจะกินโอสถอดอาหารแล้ว แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของความอยากอาหารล้วนๆ
ในคราแรกที่เขาพบกับโอสถอดอาหารในถุงมิติของเฉินฮ่าวหลาน เขาก็ถึงกับขมวดคิ้ว ตามหลักแล้วเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนนี้ เฉินฮ่าวหลานควรมีระดับฝึกตนถึงจินตันชั้นต้น ซึ่งร่างกายไม่จำเป็นต้องได้รับอาหารอีก การที่พบโอสถอดอาหารนั่นหมายความว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ ยังไม่สามารถทลายระดับได้
พระเอกของเขาถูกกดข่มมากี่ปีกันแน่ สถานการณ์ของเฉินฮ่าวหลานนั้นดูจะย่ำแย่เกินกว่าที่เขาคาดคาดการณ์ไว้
เจียงหมิงเจ๋อตั้งใจจะเข้าพักเข้าโรงเตี๊ยมที่เห่าซือด้วย แต่เนื่องจากมีงานประมูลครั้งใหญ่ของ โรงประมูลสมปรารถนา จึงทำให้ทุกแห่งในเมืองเต็มไปด้วยผู้ฝึกตน ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเตี๊ยมด้วย จึงทำได้เพียงนั่งทานอาหารเท่านั้น
ในส่วนห้องพักเห็นทีต้องอาศัยนอนนับดาวบนต้นไม้เสียแล้ว แต่ถึงแค่รอโต๊ะว่างเพื่อทานอาหาร ก็ยังต้องใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะได้ที่นั่ง เป็นที่นั่งมุมอับติดเสาของโรงเตี๊ยม
เขาได้สั่งสุราและกับอาหารชุดใหญ่มาตั้งใจลิ้มรสอย่างจริงจัง
เมื่อเห็นเสี่ยวกวางยังคงลอยอยู่ข้างๆ เขาอย่างเงียบงัน จึงนึกออกว่ามันเงียบผิดปกติตั้งแต่ก่อนเข้าเมือง คงมีเรื่องเข้าใจผิดเขาเป็นแน่ เสี่ยวกวางเป็นแค่อสูรหิ่งห้อย เท่านั้น จิตใจขาวสะอาดดุจเด็กน้อยผู้หนึ่ง สิ่งที่มันแสดงออกต่อเขาคือความบริสุทธิ์ใจตรงไปตรงมา ความห่วงใยของมันที่มีต่อเขาตั้งแต่แรกล้วนเป็นของจริง บางเรื่องบางอย่างเขาอาจจะต้องบอกเล่าต่อเพื่อนตัวน้อย เขาไม่อยากให้มันกังวลจนเกินไป
“สิ่งที่ข้าไม่ขาดแคลนที่สุดคือพลังวัตร ข้าขอโทษที่ไม่ได้บอกต่อเจ้ามาก่อน ดังนั้นอย่าได้กังวลอีกเลย
ส่วนเรื่องสัญญาอสูรนั้นข้ารู้ว่าเจ้าติดใจอย่างมาก แต่เสี่ยวกวางเอ๋ยสำหรับข้าแล้ว ข้าไม่เคยมองเจ้าเป็นเพียงทาสอสูรเลยสักครั้ง ข้าจึงไม่ทำสัญญาอสูรที่ไร้ความเป็นธรรมเหล่านั้นต่อเจ้า
ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเรียกขานข้าว่า ‘นายท่าน’ เพราะเจ้าคือสหายเพียงหนึ่งเดียวของข้าที่นี่ ระหว่างเจ้าและข้าจึงเป็นความเท่าเทียมหาใช่ความสัมพันธ์เยี่ยงทาสอสูรกับนายทาสไม่
ข้าเป็นคนหยาบกระด้างและในบางครั้งจึงขาดความละเอียดรอบคอบ ไม่ได้อธิบายเรื่องราวต่างๆ อย่างกระจ่าง ดังนั้นเจ้าอย่าได้คิดเล็กคิดน้อย หากมีสิ่งใดเเคลงใจสงสัยต่อการกระทำของข้า ต่อไปขอให้ถามมาตรงๆ เถิด” เจียงหมิงเจ๋อ ส่งเสียงทางจิตสำนึกกับเสี่ยวกวาง
การทำสัญญาอสูรนั้นจะทำให้สัตว์อสูรเป็นทาสกับผู้ทำสัญญา แบ่งแยกนายบ่าวชัดเจน หากผู้เป็นนายถึงแก่ความตายสัตว์อสูรย่อมได้รับผลกระทบด้วย ถ้าเป็นอสูรที่แข็งแกร่งอาจจะดีหน่อย เพียงแกนอสูรแตกร้าวบาดเจ็บสาหัส
แต่หากเป็นอสูรกำลังน้อยนิด อย่างเสี่ยวกวาง จะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และในทางกลับกัน สัตว์อสูรตายลง ผู้เป็นนายทาสสัญญากลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ นั่นจึงเป็นคำอธิบายว่า ทำไมทาสอสูรจึงต้องปกป้องผู้เป็นนายด้วยชีวิต สัญญาไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เขาไม่มีทางทำกับเสี่ยวกวางอย่างเด็ดขาด
“ข้าเข้าใจแล้ว เป็นข้าเองที่ใจคอคับแคบ ต่อไปนี้ข้าสัญญา จะช่วยคู่บำเพ็ญของท่านฟื้นคืนชีพ อย่างสุดความสามารถ” แสงสีทองที่หม่นประกาย กลับมากะพริบสดใสอีกครั้ง แม้เจียงหมิงเจ๋อจะเรียกตนเองว่าคนหยาบกระด้าง แต่เสี่ยวกวางรู้ว่าคนผู้นี้มีจิตใจที่อ่อนโยนที่สุด คนที่ทนเห็นเด็กๆ ผิดหวังไม่ได้ต้องควักหินลมปราณซื้อขนมของเล่นให้พวกเขา จะเป็นคนจิตใจหยาบกระด้างได้อย่างไร
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า สมองเล็กๆ ของเจ้า วันๆ มัวแต่คิดสิ่งใด คู่บำเพ็ญหรือ เจ้าหมายถึงคนที่ข้าแบกอยู่นี้กระมัง เจ้าไม่เห็นหรือว่าเขาเป็นบุรุษ ข้าก็เป็นบุรุษ ข้าไม่สนใจเป็นคู่บำเพ็ญกับเพศเดียวกันหรอก ข้ายังชอบผิวนุ่มๆ ขาวๆ ของสตรีอยู่
บุรุษผู้นี้ชื่อเฉินฮ่าวหลาน เป็นหลานชายของเจ้าสำนักเทียนหนานที่ข้าสังกัดอยู่ และถึงข้าสนใจเขาจริงๆ เจ้าคิดว่าคนระดับนี้ จะสนใจคนฐานะต่ำต้อยเยี่ยงข้าได้อย่างไร และด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย ข้ามิอาจพาเขากลับไปส่งคืนสำนักได้ จนกว่าจะฟื้นคืนชีพให้เขาแล้ว
เขาเป็นอัจฉริยะที่เก่งกาจ เป็นยอดคนที่พึ่งพาอาศัยได้ ชีวิตข้ามิอาจถามหาความแน่นอนได้ และมีเวลาอยู่ที่นี้อย่างจำกัด ดังนั้นหากข้าไม่อยู่ที่นี่แล้ว ข้าหวังให้เจ้าติดตามเขาแทนข้า” เจียงหมิงเจ๋ออธิบายเพิ่ม
“ท่านจะไปที่ไหนกัน เหตุใดข้าจึงไปด้วยไม่ได้” เสี่ยวกวางถามด้วยความร้อนใจ
“ที่ที่ข้าไปเจ้าย่อมมิอาจตามไปได้ แต่เจ้าวางใจเถอะไม่ใช่เวลาอันใกล้นี้หรอก
อ่าา…อาหารมาแล้ว เจ้ากินไม่ได้สินะ อีกวันสองวันเมื่อข้ารวบรวมสมุนไพร กับหาที่พักได้ ข้าจะหลอมโอสถเพิ่มระดับให้เจ้า ข้ารับรองได้โอสถที่ข้าหลอมออกมาย่อมมีคุณภาพสูงสุดแน่นอน” ในที่สุดอาหารที่เขาใฝ่ฝันอยากลิ้มลองจนใจจะขาดก็มาถึง เขาคีบปลาสวรรค์สามรสก่อนเป็นอันดับแรก มันเป็นซิกเนเจอร์ของร้านเชียวนะ
โครม!!!!
อาหารยังไม่ทันถึงปาก ก็มีร่างคนล่วงลงมากระแทกโต๊ะเขาอย่างแรง ทำให้ทั้งโต๊ะและอาหารกระจุยกระจาย ขวัญยังไม่ทันหายบิน ก็มีร่างสวมชุดแดงอีกหนึ่งร่างกระเด็นทางเขา เจียงหมิงเจ๋อเหลือบตาเห็นพอดีจึงม้วนตัวโดดขึ้นไปรับร่างนั้นไว้
เขาไม่มีเวลาพิจารณาก้อนมนุษย์ในอ้อมแขน เพราะไม่ถึงอึดใจก็มีอีก 5 คน พุ่งตัวมาตามมาด้วยความมุ่งร้าย
เขาเคลื่อนลมปราณสู่ฝ่ามือสร้างลูกไฟสีแดงขนาดใหญ่ เขาจงใจใช้เพลิงอัคคีสีแดง ซึ่งเป็นเพลิงอัคคีระดับต่ำสุด แต่ถึงแม้จะไม่ใช่ไฟร้อนแรงแต่กลับมีแรงปะทะมหาศาล กระแทกผู้บุกรุกกระเด็นไปไกล
ชั่วครู่ก็มีคนอีกกลุ่ม ซึ่งน่าจะมากับคนที่เขาช่วยไว้ ติดตามกลุ่มคนทั้ง 5 ออกไป เมื่อเห็นหมดเรื่องแล้วจึงปล่อยเด็กหนุ่มในชุดแดงนั้นลง
หนุ่มน้อยในชุดแดงเบิกตากว้าง มองใบหน้าหล่อเหลาเบื้องหน้า อดคิดไม่ได้ว่ามนุษย์ผู้หนึ่ง เหตุใดหล่อเหลาได้ถึงเพียงนี้ ทั้งมีระดับพลังสูงส่งยิ่ง
ผู้ที่มีเรื่องกับเขาเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับจินตันขั้นสูงสุด แต่ยังไม่สามารถ รับแรงปะทะของอัคคีสีแดงระดับล่างได้ หมายความว่า ท่านผู้นี้ต้องมีระดับการฝึกตนถึงขั้นหยวนอิงเป็นอย่างต่ำ และสามารถควบคุมสั่งพลังวัตรได้ตามใจ คนระดับนี้ผูกมิตรไว้ย่อมมีได้มากกว่าเสีย
แม้เจียงหมิงเจ๋อจะหงุดหงิดบ้าง ที่อาหารทั้งโต๊ะยังไม่ได้กินสักคำก็เละเทะเสียแล้ว แต่จะไปอารมณ์เสียใส่ผู้อื่นก็ดูจะไร้เหตุผล จึงโยนหินลมปราณไว้จำนวนหนึ่งไว้เป็นค่าอาหาร ซึ่งแม้จะเสียดายปลาสามรสตัวน้อยแต่ก็จำต้องหันหลังเดินออกมา เสียงเท้าฝีวิ่งตามมาอย่างเร่งรีบ หนุ่มน้อยในชุดแดงวิ่งมาขวางหน้าเขา
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ข้ามีนามว่า มู่โหย่วอวี้ ท่านช่วยข้าครานี้ นับเป็นผู้มีพระคุณของสำนักหงอวิ๋น ขอเสียมารยาท ถามนามอันสูงส่งของท่านได้หรือไม่
ต่อไปหากมีเรื่องเดือดร้อนอันใด ขอให้ท่านไปที่สำนักหงอวิ๋น แจ้งชื่อท่านต่อคนในสำนัก พวกเราย่อมช่วยเหลือตอบแทนท่านอย่างแน่นอน” มู่โหย่วอวี้รีบเข้าไปผูกมิตรทันที
เจียงหมิงเจ๋อเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ที่แท้คนผู้นี้กลับเป็นว่าที่น้องเขยของพระเอก
เขาได้สำรวจคนตรงหน้าอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก เด็กหนุ่มผู้นี้อายุใกล้เคียงกับเฉินฮ่าวหลาน ผิวขาว ปากแดง ดวงตาเมล็ดซิ่ง คล้ายหนุ่มน้อยแดนกิมจิ เป็นแบบที่เขาวาดภาพไว้จริงๆ
ในตอนแรกเขานึกถึงว่าตัวเองอยากมีน้องชายตัวป่วนสักคน จึงเกิดเจ้าเด็กนี่ขึ้น เจ้าตัวแสบนี้นี่มีพลังในการก่อเรื่องมีไม่น้อยเลย ที่สำคัญนี่มีแฟนคลับสายแม่และพี่สาวติดตามอยู่มากโขทีเดียว ดูท่าคงไปก่อเรื่องที่ไหนมาอีกเป็นแน่ เขาอดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้
“ข้าแซ่เจียง” เจียงหมิงเจ๋อเสียมารยาทบอกเพียงแซ่กับอีกฝ่าย เนื่องจากไม่ได้คิดว่าจะคบค้าสมาคมกับตัวอันตรายน้อยผู้นี้เท่าไหร่ ในตอนนี้เฉพาะเรื่องเฉินฮ่าวหลานก็ทำเขาวุ่นวายจนผมร่วงแทบหมดหัวอยู่แล้ว เขายังไม่อยากหาเรื่องยุ่งยากเพิ่มขึ้นอีก
จึงรีบเดินออกมาจนเกือบกลายเป็นวิ่งและกระโดดหนีมาด้วยความเร็วที่สุด แต่ถ้าเจียงหมิงเจ๋อคิดว่าแค่หลบหนีแล้วความยุ่งยากจะไม่มาเยือนเขาแล้วละก็เป็นการสบประมาทเทพเจ้าแห่งโรคระบาดผู้นี้เกินไป
“ท่านผู้อาวุโสเจียง รอก่อน ท่านยังไม่ได้บอกชื่อข้าเลยขอรับ” มู่โหย่วอวี้รีบวิ่งตามออกมา ก็พบเพียงความว่างเปล่า
“เจ้าบ่นอะไรกัน ดูสิคลาดสายตาเพียงนิดเดียวเจ้าก็ก่อเรื่องแล้ว” น้ำเสียงกรุ่นโกรธของหญิงสาวที่หน้าตาพิมพ์เดียวกับมู่โหย่วอวี้ ดังขึ้น
นางคือ มู่เหม่ยหลาน พี่สาวฝาแฝดของมู่โหย่วอวี้ ที่กลับมาพร้อมผู้คุ้มกันอีก 8 คน จากการตามล่าตัวผู้ที่มีเรื่องกับน้องชายตน
"โอ๊ย!! ท่านพี่ดูตัวท่านสิ ความอ่อนโยนสักนิดยังไม่มีเลย ระวังเถอะท่านจะเป็นสาวเทื้อจะหาว่าข้าไม่เตือน แล้วข้าบอกต่อท่านหลายครั้งแล้ว อย่าตีที่หัวข้ามันทำให้ข้าโง่ได้นะรู้ไหม" มู่โหย่วอวี้ กุ่มหัวหน้าบูดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“ถ้าเจ้าไม่ได้ปวดต้นคอก็หมายความว่าข้าไม่ได้ไปนั่งเทื้อบนหัวเจ้า ไม่ต้องรบกวนเจ้ามาเป็นกังวล ส่วนเรื่องสติปัญญาของเจ้านั้นจึงนับเป็นเรื่องชวนกังวลจริงๆ ไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่ก่อเรื่องไม่หยุดหย่อนเช่นนี้
พวกเจ้าก็เหมือนกันคุ้มกันคุณชายภาษาอะไร แต่ละคนถึงมีสภาพสะบักสะบอมเยี่ยงนี้ ถ้าข้าและพวกผู้อาวุโสตามมาไม่ทัน พวกเจ้าไม่สิ้นชื่อไปหมดแล้วหรือ กลับสำนักไปพวกเจ้าไปรับโทษที่ห้องลงทัณฑ์เสีย
รวมทั้งเจ้าด้วยอาอวี้ ครั้งนี้เจ้าต้องไปสำนึกผิดกับพวกเขา” มู่เหม่ยหลานตำหนิคนทั้งหมดที่ยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่
เหล่าผู้คุ้มกันของมู่โหย่วอวี้ต่างก้มหน้าสำนึกผิด พวกเขาไม่สามารถห้ามปรามคุณชายน้อยไม่ให้ก่อเรื่องได้ และยังไม่สามารถคุมกันความปลอดภัยได้อีก หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณชาย อย่าว่าแต่เข้าห้องลงทัณฑ์เลยแม้ศีรษะก็คงเก็บไว้ไม่อยู่แล้ว
“เรื่องนี้โทษข้าไม่ได้นะ ท่านก็รู้ว่าห้องพักในโรงเตี๊ยมช่วงนี้หายากมากแค่ไหน อีก 2 วันกว่าจะถึงงานประมูล ถ้าท่านพ่อไม่เสียหินลมปราณมหาศาลจับจองห้องพักไว้ตั้งแต่ต้นปี จะมีพี่พักได้อย่างไร
คนพวกนั้นไม่วางแผน และถือตนว่าระดับพลังฝึกตนสูงกว่าจะข่มขู่เอาห้องพักจากพวกเรา ถ้าข้ายอมจะไม่เป็นการเสียหน้าแย่หรือ” มู่โหย่วอวี้แก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“ข้าบอกให้เจ้าขยันฝึกวิชาก็ไม่ฝึก บอกให้ขยันศึกษาก็เกียจคร้าน บู๊ไม่ชอบบุ๋นก็ไม่เอา สำนักหงอวิ๋นเป็นสำนักระดับไหนกัน เจ้าเพียงเอ่ยชื่อสำนักไป ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนพวกนั้นจะขวัญกล้าแย่งชิงห้องพักกับเจ้า
เห็นๆ อยู่ว่าสมองที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเจ้า จ้องแต่จะสร้างความวุ่นวายเท่านั้น ภารกิจคราวหน้าเจ้าอย่าได้หวังจะได้ตามข้าออกมาอีก” มู่เหม่ยหลานโมโหแทบตายในขณะที่มู่โหย่วอวี้ดูไม่ใส่ใจในเสียงบ่นว่าของพี่สาวนัก
เห็นได้ว่าเขาเคยชินเสียแล้วนาง ที่ได้แต่บ่นว่าเขา แต่ไม่เคยลงโทษเขาจริงจังเสียที และหากเขาจะถูกบิดาลงโทษจริงๆ ก็เป็นนางช่วยพูดแก้ต่างให้เขาทุกครั้งไป
ทางด้านเจียงหมิงเจ๋อที่ตามเสี่ยวกวางจนพบ ไม่รู้มันเป็นอะไรอีก บินออกมาไม่บอกไม่กล่าว ดูเหมือนมันจะอารมณ์ไม่ดีอีกแล้ว เพิ่งปรับความเข้าใจกัน ได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น
ส่วนด้านเสี่ยวกวาง เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้ว มันอยากให้เจียงหมิงเจ๋อเป็นใบ้และอัปลักษณ์เหมือนเมื่อก่อนมากกว่า
ตั้งแต่เจียงหมิงเจ๋อเข้าเมืองด้วยตัวตนของตนเอง ไม่รู้มีสาวน้อยสาวใหญ่ส่งสายตาทอดสะพานมาทางเขามากมายเพียงใดแล้ว
ยิ่งคิดถึงเจ้าคนชุดแดงที่ถึงกับตกตะลึงในอ้อมแขนของเจียงหมิงเจ๋อ มันยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ เจ้าคนผู้นี้เพิ่งเข้าเมืองก็ล่อฝูงผึ้งฝูงแมลงมามากมาย
แต่หากจะกล่าวถึงความหล่อเหลาของเจียงหมิงเจ๋อถึงแม้เขาจะหน้าตาหล่อเหลากว่าคนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ขนาดชวนตะลึงเพียงนั้น เรื่องนี้ต้องชื่นชมความหลงตัวเอง และความใจกล้าหน้าหนาของเจ้าตัว ที่กล้าเขียนให้ตัวเองเป็นมาตรฐานของความหล่อเหลาในนิยายเรื่องนี้
แล้วในโลกบำเพ็ญเพียรแห่งนี้จะมีใครบอกว่าเขาไม่หล่อเหลาได้กันเล่า
เมื่อครั้งเฉินฮ่าวหลานเร่งรีบเดินทางไปเลี่ยงหรงเพื่อเข้าไปนำสมุนไพรจากแปลงเพาะปลูกที่ห้องตระหนักรู้กลับไปที่เหลียงหวาย เขารับรู้ว่ายามนั้นเจียงหมิงเจ๋อค่อนข้างรับมือกับเหตุการณ์ปรสิตระบาดเพียงลำพังอย่างตึงมือ ทั้งต้องหลอมโอสถประคองอาการผู้ติดเชื้อ และ คิดวิธีหลอมโอสถกำจัดตัวหนอนปรสิต ด้วยความร้อนใจจึงบุกเข้าไปหุบเขาโอสถกลางดึกคืนนั้น แบกรั่วจือซือจุนมาที่เหลียงหวายด้วย กว่าจะสอบถามกันรู้ความเขาก็ถูกรั่วจือซือจุนทุบตีไปหลายที ความจริงแล้วถ้าบอกกับนางดีๆ นางยินดีอย่างยิ่ง ที่จะมาเหลียงหวาย เพราะนอกจากจะต้องการมาช่วยเหลือซือจุนแล้ว นางยังคิดถึงปรมาจารย์หลิวซิงอย่างยิ่ง ครั้นมาถึงหน้าประตูเหลียงหวายยังไม่ทันได้หายใจหายคอ นางก็เห็นเฉินฮ่าวหลานเหาะขึ้นไปโจมตีเขตแดนอย่างบ้าคลั่ง ที่เฉินฮ่าวหลานบอกกับเจียงหมิงเจ๋อว่า เขตแดนของจางเจียห่าวนั้นมีจุดอ่อน เขากับปรมาจารย์หลิวซิงช่วยกันโจมตีจนกระทั่งเกิดรอยร้าวนั้น ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย ความจริงแล้ว เขตแดนของจางเจียงห่าวนั้นแข็งแกร่งยิ่ง ปรมาจารย์หลิวซิงโจมตีเพียงฝ่ามือเดียวก็ถูกแรงสะท้อนระดับต้าเฉิงกระแทกจนบาดเจ็บ เฉินฮ่าวหลาน
เจียงหมิงเจ๋อถูกจางเจียห่าว ดันร่างจนแผ่นหลังสัมผัสผืนหญ้าชื้นแฉะ มือทั้ง 2 ถูกรวบไว้อย่างแน่นหนา จางเจียห่าวแข็งแกร่งกว่าเขา ทั้งรูปร่างและในด้านระดับการฝึกตน ยิ่งในหลายวันนี้เขาเคี่ยวเข็ญพลังวัตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลอมโอสถจำนวนมากแจกจ่ายให้ชาวเมืองผู้ติดเชื้อ ร่างกายเขาเองก็อ่อนล้าจนแทบยืนไม่อยู่ ยิ่งเขาต่อต้านขัดขืน จางเจียห่าวดูเหมือนยิ่งบ้าคลั่ง เขาเองก็เป็นบุรุษผู้หนึ่งเช่นกัน ถ้าอีกฝ่ายดื้อรั้นต่อต้านเขามากเท่าไหร่ กลับยิ่งทำให้รู้สึกตื่นเต้นท้าทายมากเท่านั้น เขาไม่คิดว่าวันหนึ่งจะเป็นตัวเขาเองที่ตกในสภาพวิกฤตินี้มาก่อน และวิกฤตครั้งนี้ร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียเอกราช!! "เดี๋ยว!! จางเจียห่าว อาห่าวเจ้าอย่าวู่ว่าม ถ้าเจ้าเมาก็กลับไปนอนเสีย ข้าไม่ได้ชอบเจ้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ " "ไม่!! อาหมิงเข้ารอวันนี้มานับร้อยปี ข้ารอเจ้ามานานเหลือเกินแล้ว เจ้าเองก็รักข้า ไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่ขอให้ข้าเป็นคู่บำเพ็ญกับเจ้าในครั้งนั้น ความขลาดเขลาของข้าที่ปฏิเสธเจ้าในวันนั้น มันทำให้ข้าสำนึกเสียใจมาจนทุกวันนี้ ชีวิตที่ไม่มีเจ้ามันไร้ความหมายยิ่งนัก ข้ายอมสละทุกสิ่งเพื่อเจ้าแล้ว อาหมิงเ
"ถอยไปๆๆๆ!!! " เสียงตะโกนโหวกเหวก กลางตลาดค้าขาย เมืองเหลียงหวาย เหล่าพ่อค้าแม่ขาย และเหล่าลูกค้าต่างวิ่งหนีแตกฮือหลบไปสองข้างทาง แผงผัก แผงเนื้อถูกชนกระจุยกระจาย อสูรกระทิงป่าร่างใหญ่ยักษ์ วิ่งเตลิดมาอย่างบ้าคลั่ง หลังฝุ่นคุกรุ่นของมัน มีกลุ่มองครักษ์รักษาเมืองควบม้าวิ่งตามจับมัน เด็กน้อยวัย 5 ขวบผู้หนึ่งตกใจตื่นตะลึงจนทำสิ่งใดไม่ถูก จึงยืนตัวแข็งอยู่กลางถนน จวบจนอสูรกระทิงป่าเข้าใกล้ประชิดตัว มารดาเด็กน้อยที่ก่อนหน้านี้กำลังสนใจเลือกซื้อข้าวปลาอาหาร จึงไม่รู้ว่าบุตรชายตนเอง วิ่งไปอยู่กลางถนนตั้งแต่เมื่อไหร่ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเมื่อได้ยินเสียงจากรอบทิศตะโกนบอกให้เด็กน้อยหลบออกไป เจ้าอสูรกระทิงป่าก็วิ่งมาถึงตรงหน้าบุตรชายนางแล้ว ในขณะกำลังชุลมุน ชาวบ้านล้วนตื่นตกใจ ไม่รู้ควรทำอย่างไรดี ก็มีบุรุษชุดขาวสะอาด โดดมาอุ้มเด็กชายไว้อย่างทันท่วงที เขาสะบัดแขนเสื้อปัดเอาอสูรกระทิงที่กำลังบ้าคลั่งปลิวกระเด็น บุรุษผู้นั้นคือ เจียงหมิงเจ๋อ ซึ่งเดินทางล่วงหน้ามาโดยลำพัง และเขาสร้างตาข่ายเวทย์
ศาลารับรองริมน้ำในเรือนลี่หลิน ตัวศาลาถูกสร้างให้ทอดยาวไปสู่กลางสระโดยเชื่อมต่อกันด้วยสะพานขาวสีเดียวกับตัวศาลาตัวทรง 8 เหลี่ยม ซึ่งสร้างด้วยศิลาขาวทั้งหลัง แกะสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง ภายในศาลาเปิดโล่งสามารถชมทัศนียภาพได้รอบทิศทาง มีเสาสลักลายหงส์ร่ายรำไม่ซ้ำกันทั้ง 8 ทิศ ทั้งต้นหลิวโบราณระย้าคลุมหลังคาศาลา ทั้งชายหนุ่มหล่อเหลาและหญิงสาวงดงาม ชวนให้บรรยากาศอบอวลด้วยความหวานชื่น ปรากฏเป็นความงามดุจภาพวาดจากปลายพู่กันจิตรกรเอก ดูแล้วช่างเหมาะสมดั่งกิ่งทองใบหยกยิ่งนัก เจียงหมิงเจ๋อเหม่อมองดูคนทั้งคู่หัวร่อต่อกระซิกกัน เขารู้สึกแคลงใจต่อมู่เหม่ยหลานผู้นี้ไม่น้อย ไม่รู้เจตนาของนางที่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีต่อเฉินฮ่าวหลานอย่างฉับพลัน ในขณะที่คนของเขาดูเหมือนจะพึงพอใจต่อนางไม่น้อย เจียงหมิงเจ๋อนั้นอยากรู้ว่าพวกเขาคุยสิ่งใดกันจึงพยายามร่ายคาถาหูทิพย์ แต่ไม่ว่าพยายามอย่างไรก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน “เขาไม่ได้ยินแน่หรือ” มู่เหม่ยหลานที่แกล้งหัวร่อต่อกระซิกกับเฉินฮ่าวหลานถาม
หลังจากเจียงหมิงเจ๋อถ่ายทอดพลังวัตร และนำโอสถรักษาอาการบาดเจ็บภายในให้เฉินฮ่าวหลานแล้ว เขาก็ปล่อยให้เด็กหนุ่มนั่งทำสมาธิเพื่อดูดซับโอสถอย่างสงบโดยมิได้รบกวนอีก ส่วนตัวเขาก็ออกไปสะสางงานของสำนักให้เรียบร้อยก่อนเตรียมตัวออกเดินทาง ระหว่างที่เฉินฮ่าวหลานกำลังทำสมาธิดูดซับโอสถ เขาก็รู้สึกไหววูบคล้ายการตกภวังค์ เมื่อลืมตาขึ้นเขาก็พบว่าตนเองกลับมาอยู่ในห้องแปลกประหลาดที่มีวงล้อหมุนขนาดใหญ่ และจอภาพเรืองแสงจำนวนมาก เขายันตัวขึ้นด้วยความงวยงง เขาเคยถูกดึงเข้ามาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว [เชื่อมต่อระบบสำเร็จ] เป็นเสียงที่ส่งมาจากจอภาพเรืองแสงที่ลอยอยู่เหนือศีรษะเฉินฮ่าวหลาน "เจ้าๆ เป็นสิ่งใด" เฉินฮ่าวหลานตกตะลึง เขาจำเจ้าจอภาพแปลกประหลาดนี้ได้ ยามนั้นจอนี้พูดคุยกับเจียงหมิงเจ๋ออย่างสนิทสนมโดยไม่มีความเป็นอริแต่อย่างใด เฉินฮ่าวหลานประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เจ้าจอแปลกประหลาดนี้ สมควรเป็นมิตรมากกว่าศัตรู การที่มันดึงเขามาที่นี่ ดูจะไม่ใช่สถานการณ์ล่อแหลมอันตราย [ขอแนะนำตัวเองก่อนครับ ผมคือ 4946 จากระบบปกป้องโลกนิยาย ท่านอาจจะแปลกใจที่พบเจอผม แต่ไม่ต้องกลัวนะครับ ทางเรามิได้มีเจตนาม
หลังจากคืนวันพระจันทร์เต็มดวงคืนนั้น ที่หุบเขากระบี่ มักได้รับการมาเยือนของรั่วจือซือจุนสม่ำเสมอ ยิ่งยามคืนวันเพ็ญ รั่วจือซือจุนมักจะมีเรื่องมาปรึกษาปรมาจารย์หลิวซิงจนดึกดื่น บางครั้งร่วมปรึษาหารือจวบจนฟ้าสางก็มี การคัดเลือกหาผู้ชนะ และหาตัวแทนไปร่วมแสวงหาโชควาสนาที่แดนลับเหลียงหวาย มีศิษย์ของเลี่ยงหรงให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ถึง 2,000 คน จึงได้กำหนดกฎเกณฑ์การคัดเลือกออกเป็น 5 รอบ โดยรอบแรก จะสุ่มแบ่งเป็น 10 กลุ่ม แต่ละกลุ่มแบ่งขึ้นเวทีพร้อมกัน 200 คน คัดเหลือเพียงผู้ที่ยืนหยัด 10 คนสุดท้ายของแต่ละเวที รวมทั้งหมด 100 คน จะได้เขาต่อสู้แบบตัวต่อตัวในรอบที่ 2 จากนั้น ผู้ชนะจำนวน 50 คน จะได้โอสถล้ำค่าจากรั่วจือซือจุนและหยกย้ายมิติเป็นตัวแทนของยอดเขาเลี่ยงหรงในการไปแดนลับเหลียงหวาย ซึ่งใน 50 คนนี้หากผู้ใดสมัครใจไม่แข่งขันต่อ ก็จะยังคงได้สิทธิ์ไป เข้าร่วมแย่งชิงโชควาสนาที่แดนลับเหลียงหวายอยู่ดี ส่วนใครที่เข้าร่วมแข่งขันต่อและเข้าสู่รอบลึกๆ 4 คนสุดท้ายจะได้รับสมบัติล้ำค่าจากเจ้าหุบเขาทั้ง 4 เป็นรางวัล หุบเขาอสูรมอบหมาป่าโลหิตสัตว์อสูรระดับ 8 เป็นรางวัล หุบเขาศาสตรามอบเสื้อเก







![10 Years ago [10 ปีที่แอบรัก] (BL- Mpreg)](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)