Home / วาย / ภารกิจปั้นจอมมาร / 6.โรงประมูลสมปรารถนา

Share

6.โรงประมูลสมปรารถนา

last update publish date: 2026-08-01 22:40:09

   ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน เจียงหมิงเจ๋อใช้หินลมปราณของเฉินฮ่าวหลานจับจ่ายดั่งพายุ เมื่อถึงวันประมูลหินลมปราณจึงเหลือติดก้นถุงไม่มาก แต่ถึงกระนั้นระดับทายาทสำนักเทียนหนานผู้ร่ำรวย ก็นับได้หลายล้านหินลมปราณเช่นกัน

   โรงประมูลสมปรารถนา เป็นอาคารขนาดใหญ่ อยู่ใจกลางเมืองเช่นเดียวกับหอแสดงสินค้า ทั้งสองอาคารอยู่ไม่ไกลกันนัก ด้านหน้าโรงประมูล มีประตูสีขาวขนาดมหึมา สร้างด้วยหยกไข่มุกทะเลใต้ อุดมไปด้วยปราณทะเลหมุนเวียน ข้างประตูมีผู้คุ้มกัน 2 คนหน้าตาขึงขัง ระดับพลังไม่อ่อนด้อย ทำหน้าที่ตรวจแผ่นป้ายที่นั่งเข้าประมูล

   เจียงหมิงเจ๋อยืนต่อแถวรอตรวจป้ายเช่นเดียวกับผู้อื่น ครู่ใหญ่ก็มีมือสะกิดเขาจากด้านข้าง

   "ผู้อาวุโสเจียง ใช่หรือไม่ นึกไม่ถึงเลยจะมาพบกันที่นี่อีก ท่านก็มาประมูลเช่นกันหรือ" เป็นมู่โหย่วอวี้ ที่ส่งเสียงเรียกหลายครั้ง จนต้องสะกิดเรียก เจียงหมิงเจ๋อจึงหันไปมอง เขาไม่นึกว่าจะมีคนรู้จักเขาที่นี่ ข้างกายมีหญิงสาวชุดแดงหน้าตาพิมพ์เดียวกัน ล้อมด้วยผู้คุ้มกันสิบกว่าคน

   "ผู้อาวุโสเจียงจำข้าได้หรือไม่ ข้ามู่โหย่วอวี้ ที่ท่านได้ช่วยไว้ที่โรงเตี๊ยมเมื่อ 2 วันก่อน ส่วนผู้นี้คือพี่สาวข้า ท่านพี่ ท่านผู้นี้คือผู้อาวุโสเจียงที่ข้าเล่าให้ท่านฟัง" มู่โหย่วอวี้แนะนำพี่สาวและเจียงหมิงเจ๋อให้รู้จักกัน

   "ข้ามู่เหม่ยหลาน เป็นพี่สาวของโหย่วอวี้ พวกเราจากสำนักหงอวิ๋น คารวะผู้อาวุโสเจียง" มู่เหม่ยหลานประสานมือคารวะ เมื่อสาวงามแย้มยิ้ม ก็ชวนให้บรรยากาศรอบๆ ดูสดใสขี้นอย่างทันตา ในที่สุดเจียงหมิงเจ๋อก็เจอนางเอกของเขาเสียที นางทั้งงดงาม และมีแววตาฉลาดเฉลียว

   หน้าตาพิมพ์เดียวกันกับมู่โหย่วอวี้แต่ตัวสูงกว่าและผิวคล้ำกว่าเล็กน้อย กิริยาจะดูแข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการบ้าง แต่ยังคงความสุภาพเหมาะสม เจียงหมิงเจ๋อพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

   "ที่แท้คือคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่แห่งหงอวิ๋น ไม่ต้องเกรงใจ คำเรียกขานผู้อาวุโสข้ามิอาจรับไว้ เรียกข้าเจียงซานต้าเถอะ" เห็นได้ว่าเจียงหมิงเจ๋อติดใจในเรื่องซานตาคลอสจริงๆ

   "คราแรกที่โหย่วอวี้เล่าเรื่องท่านให้ฟัง ข้ายังคิดว่าผู้อาวุโสเป็นผู้เฒ่าผู้หนึ่ง ไม่นึกว่าจะเป็นยอดฝีมือที่วัยเยาว์เช่นนี้

   เช่นนั้นให้พวกข้าน้อยเรียกท่านว่าพี่เจียงเป็นอย่างไร พวกเรานับว่าติดหนี้บุญคุณท่านหนหนึ่งแล้ว ท่านอย่ายืนต่อแถวตรงนี้เลย พวกเรามีแผ่นหยกประมูลอยู่ เชิญท่านไปนั่งที่ห้องประมูลพิเศษกับพวกเราเถิด" มู่เหม่ยหลานชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อเขา ก่อนพิจารณาบุรุษตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์

   ชายผู้นี้หน้าตาหล่อเหลาคมคาย มีรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนดุจแสงตะวันเจิดจ้า ฝีมือสูงส่งควรค่าแก่การผูกไมตรี นางสรุปในใจก่อนจะเก็บสีหน้ากลับไปอย่างรวดเร็ว

   ความจริงแล้วเจียงหมิงเจ๋อไม่เคยคิดเล็กคิดน้อย และยิ่งไม่สนใจเรื่องให้ผู้อื่นมาตอบแทน แต่เมื่อเขาเห็นแถวยาวเหยียดกว่าจะมาถึงตนเอง จึงตกลงเดินตามเข้าไปในห้องประมูลพิเศษที่จัดไว้ให้เฉพาะผู้มีป้ายหยกประมูลระดับสูงเท่านั้น

   ต้องรู้ก่อนว่าป้ายไม้ที่เขาหาได้มาในราคาสูงลิ่วนั้นเป็นที่นั่งธรรมดาที่ต้องนั่งประมูลรวมกันอย่างแออัดยัดเยียด ชายหนุ่มเดินยืดอกผ่านผู้คนที่ต่อแถวยาวเหยียดด้วยความสง่าผ่าเผย ท่ามกลางสายตาอิจฉาของ อดีต ผู้เคยร่วมชะตากรรม

   "เอ๋.. พี่เจียง นี่เป็นอสูรรับใช้ท่านหรือ ถึงอสูรหิ่งห้อยเป็นสัตว์อสูรหายาก แต่ก็เป็นแค่อสูรระดับต่ำ ไร้ซึ่งสำนึกรับรู้ นอกจากเลี้ยงไว้ดูเล่นแล้วก็ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่นัก

   เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าเพิ่งได้อสูรอาชาลมกรดระดับ 8 มา มันทั้งวิ่งเร็วและแข็งแกร่ง สามารถวิ่งติดต่อกันได้ถึง 3 เดือนโดยไม่หยุดพัก หากสิ้นสุดงานประมูล ท่านตามเราไปที่สำนักหงอวิ๋นสิขอรับ ข้าจะมอบมันให้กับท่าน" มู่โหย่วอวี้เพิ่งเห็นเสี่ยวกวางบินอยู่ข้างๆ ชายหนุ่ม จึงเสนอจะมอบสัตว์อสูรให้อีกฝ่ายเพื่อเป็นการสานไมตรี

   แต่เจียงหมิงเจ๋อไม่ต้องการจะหาความวุ่นวายเพิ่มในยามนี้ และที่สำคัญสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของเสี่ยวกวางอย่างชัดเจน จึงรีบปฏิเสธไป

   ทางเดินเข้าสู่ห้องประมูลภายใน ล้วนประดับด้วยสิ่งสูงค่าราคาแพงทั้งสิ้น ในส่วนของพื้นทางเดินเองก็หรูหราไม่แพ้กัน มันถูกปูลาดด้วยหยกไข่มุกทะเลใต้ อันเปี่ยมล้นไปด้วยพลังลมปราณ ทางเดินทอดยาวผ่านโถงประมูลที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน

   เขาเดินขึ้นบันไดเวียนทรงกลมตามสองพี่น้องตระกูลมู่ ขึ้นไปยังห้องประมูลชั้นบน ซึ่งแบ่งซอยย่อยเป็นห้องประมูลส่วนตัวหลายห้องรอบเวทีประมูล ส่วนเวทีประมูลเป็นพื้นยกระดับอยู่ตรงกลางเบื้องล่าง

   แม้จะอยู่ไกลจากห้องประมูลพอสมควร แต่ห้องประมูลพิเศษมีแผ่นหยกขนาดใหญ่ ฉายภาพบนเวที เพื่อให้ผู้ประมูลสามารถดูรายละเอียดของสินค้าประมูลจากในห้อง

   ในส่วนของด้านข้าง และฝั่งตรงข้าม ของห้องประมูลตระกูลมู่ เป็นห้องประมูลพิเศษสำหรับตระกูลมั่งคั่งอื่นๆ เช่นกัน เมื่อเห็นเช่นนี้เจียงหมิงเจ๋อกลับรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ เมื่อเขายื่นหน้าออกไปทางระเบียง ก็พบว่าระเบียงห้องตรงข้ามเป็นห้องประมูลของตระกูลเฉิน เขาคงไม่ดวงซวยพบศัตรูบนทางแคบ* ขนาดเจอ เฉินกงหมิงยู่ ท่านตาของพระเอกหรอกใช่ไหม

   "ห้องตรงข้ามเราเป็นห้องประมูลตระกูลเฉิน พี่เจียงคงเคยได้ยินชื่อสำนักเทียนหนานมาบ้างกระมัง นับเป็นโอกาสดีจริงๆ ที่วันนี้เจ้าสำนักผู้เฒ่าเฉินกงหมิงยู่ ถึงกับมาวางประมูลด้วยตนเอง" มูโหย่วอวี้อธิบายให้เจียงหมิงเจ๋อฟัง เอาละตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาเป็นคนดวงซวยจริงๆ

   "ในเมื่อเจ้าสำนักผู้เฒ่าอยู่ที่นี่ พวกเราสมควรไปคารวะสักหน่อย อย่างไรก็เป็นคนคุ้นเคย" มู่เหม่ยหลานชวนมู่โหย่วอวี้ไปด้วยกัน

   "เช่นนั้นก็ดีขอรับ เราควรรีบไปกันเลย ช่วงนี้ยังเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ของล้ำค่าจริงๆ คงยังไม่ได้เอาออกมาในตอนนี้ พี่เจียงท่านอยากไปกับเราหรือไม่ขอรับ" มู่โหย่วอวี้ชักชวนอย่างมีน้ำใจ นับเป็นโอกาสดีจริงๆ ที่ได้ทำความรู้จักกับเจ้าสำนักผู้เฒ่าของสำนักใหญ่อย่างเทียนหนาน หากไม่มีคนแนะนำย่อมไม่มีโอกาสเข้าถึงคนระดับนี้ได้ เป็นผู้อื่นต้องรีบคว้าโอกาสนี้ไว้อย่างแน่นอน

   แต่เจียงหมิงเจ๋อซึ่งในตอนนี้แบกศพหลานชายของเจ้าสำนักผู้เฒ่าอยู่จะกล้าไปพบได้อย่างไร เขารีบปฏิเสธอย่างไม่ต้องคิด

   ใช้เวลา 2 เค่อ พี่น้องตระกูลมู่ไปทักทายเฉินกงหมิงยู่ก็กลับมาห้องประมูลของตนเอง

   "เหตุใดเจ้าสำนักผู้เฒ่าจึงต้องการคันฉ่องฉายเงา" มู่เหม่ยหลานหันไปถามมู่โหย่วอวี้ เรื่องของผู้อื่นเขานั้นรอบรู้เป็นที่สุด ซึ่งในครั้งนี้มู่โหย่วอวี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

   "สมบัติวิเศษคันฉ่องฉายเงานี้ มีคุณสมบัติคือเพียงแค่นำโลหิตของคนที่ต้องการพบมาหนึ่งหยด นำมาประกอบพิธีกรรมหน้าคันฉ่องเท่านั้น ก็จะปรากฏภาพสถานการณ์ปัจจุบันของเจ้าของหยดโลหิตนั้น ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตแล้วก็ตาม

   เหตุว่าเฉินฮ่าวหลาน หลานชายคนเล็กของเจ้าสำนักผู้เฒ่าออกเดินทางไปเพิ่มพูนประสบการณ์ภายนอกสำนักมาหลายปีแล้ว ตามกำหนดสมควรกลับมาถึงสำนักเพื่อมาร่วมงานวันเกิดของเจ้าสำนักผู้เฒ่าในปีนี้

   แต่ไม่รู้เกิดสิ่งใดขึ้นเมื่อมาถึงถงโจวก็ขาดการติดต่อไป ซ้ำป้ายประจำตัวเขาที่ตั้งไว้ในห้องป้ายตระกูลก็เกิดรอยร้าวขึ้น คงจะด้วยสาเหตุนี้ด้วยกระมังจึงเดินมาถงโจวด้วยตัวเอง "

   "เกิดเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้เป็นผู้ใดก็คงร้อนใจ ปกติป้ายประจำตัวของแต่ละคน ย่อมบ่งบอกสถานะชีวิตไว้ แผ่นป้ายยังอยู่ก็คือยังปลอดภัย หากแผ่นป้ายแตกหักย่อมหมายถึงเจ้าของแผ่นป้ายถึงแก่เคราะห์กรรมแล้ว

   แต่แผ่นป้ายของเฉินฮ่าวหลานจะอยู่ดีก็ไม่อยู่ดี จะหักก็ไม่หัก กลับมีรอยร้าวเกิดขึ้น"

   “ดูท่าทางอาจประสบเรื่องร้ายมากกว่าดีนะขอรับ" มู่โหย่วอวี้ ออกความเห็น

   "น่าเสียดายนัก เมื่อหลายปีก่อนเฉินฮ่าวหลาน ถึงกับได้รับการเรียกขานว่าเป็นบุตรรักของสวรรค์ นับเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่งทีเดียว เขาสามารถเลื่อนระดับบำเพ็ญเพียรเป็นก้าวสู่ระดับหนิงม่ายได้ ด้วยอายุเพียง 6 ปี แต่แล้วอยู่ๆ ระดับบำเพ็ญเพียรก็หยุดชะงักไปจนไม่อาจเลื่อนระดับถึงจินตันได้" มู่เหม่ยหลานกล่าวเสริม

   "มิใช่ว่าปีนี้กำหนดว่าเขาต้องไปศึกษาที่ยอดเขาเลี่ยงหรง พร้อมกับพวกเราหรือไร แต่ดูท่าว่าพวกเราอาจไม่ได้ร่ำเรียนด้วยกันเสียแล้ว

   เพราะที่ยอดเขาเลี่ยงหรงกำหนดไว้ว่า หากขั้นการฝึกตนไม่ถึงขั้นจินตันก็ไม่อาจเข้าศึกษาต่อได้" มู่โหย่วอวี้กล่าว

   "ถูกต้อง ก่อนหน้านี้ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์สูงถึงเพียงนี้ เพียงแค่แตะระดับหนิงหม่ายก็สามารถเข้ารับการทดสอบเพื่อเล่าเรียนได้แล้ว เพิ่งกำหนดระดับใหม่ไม่กี่ปีมานี้

   เฉินฮ่าวหลานติดอยู่ที่ระดับหนิงม่ายขั้นต้นมาเกือบสิบปี เป็นไปไม่ได้เลยที่จะอาศัยเวลาเพียงไม่กี่ปี กระโดดข้ามถึงสามระดับได้"

   "ระดับการฝึกตน จากระดับต่ำสู่ไประดับกลาง แม้นชื่อว่าห่างเพียงหนึ่งระดับ แต่ความกว้างของมันเทียบเท่าช่วงพื้นดินถึงแผ่นฟ้าทีเดียว นับภาษาอะไรกับเฉินฮ่าวหลานต้องกระโดดข้ามไปถึงสามมระดับ เห็นทีเจ้าสำนักเฉินผู้เฒ่าต้องผิดหวังกับหลานชายผู้นี้เสียแล้ว" มูโหย่วอวี้กล่าวแสดงความเสียดาย

   "เจ้ามัวแต่ห่วงผู้อื่น ดูตัวเจ้าเถอะ เขาแค่ 6 ปี ก็ก้าวถึงระดับหนิงม่ายระดับต้นแล้ว เจ้าอายุอานามก็ปาเข้าไป 14 แล้ว ยังย่ำอยู่แค่หนิงหม่ายขั้นสูง จะไปถึงระดับจินตันในเวลาไม่กี่เดือนได้หรือ" มู่เหม่ยหลานกล่าวอย่างห่วงใย

   "ไม่ใช่ว่าวันนี้จะมาประมูลโอสถเลื่อนระดับหรือไร ข้าติดอยู่ช่วงคอคอดเล็กน้อยเท่านั้น รอได้ดูดซับโอสถเสร็จ ต้องเลื่อนไปถึงจินตันอย่างแน่นอน" มู่โหย่วอวี้มิได้กังวลเลย อย่างไรเสียการประมูลครั้งนี้ก็มีโอสถที่มีคุณสมบัติเลื่อนระดับหลายรายการ พวกเขาจะไม่ได้สักรายการเชียวหรือ

   สองพี่น้องคุยกันไม่หยุดปาก จนไม่ได้สังเกตเห็น เจียงหมิงเจ๋อที่นั่งฟังอยู่ สีหน้าแปลเปลี่ยนแทบดูไม่ได้

   ถึงแม้ว่าเฉินฮ่าวหลานถูกกดทับมาเกือบสิบปี หรือโดนแย่งชิงโชควาสนามากมายเท่าไหร่ก็ตาม แต่อัจฉริยะแห่งการฝึกตนของเขาเป็นของจริง จะไร้ความสามารถถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

   "ท่านต้องการสิ่งใดบ้าง ในการช่วยเขา" เสี่ยวกวางถามทางจิตกับเจียงหมิงเจ๋อ มันสังเกตเห็นคิ้วที่ขมวดเป็นปม และมือที่กำแน่นจนสั่นเทาใต้แขนเสื้อ

   เขากลับมาได้สติอีกครั้ง เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบ มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าเฉินฮ่าวหลานต้องโดนผนึกพลังวัตร

   แต่เพราะว่าร่างของเฉินฮ่าวหลานนั้นคือร่างว่างเปล่าไร้วิญญาณขาดซึ่งลมปราณหมุนเวียน จะตรวจสอบนั้นทำได้ยากอย่างยิ่ง แม้เขาจะพยายามตรวจสอบหลายครั้งแล้วก็ตาม

   แต่หลังจากที่ฟังสองพี่น้องพูดคุยกันเขายิ่งมั่นใจว่าการที่อยู่ๆ เฉินฮ่าวหลานก็ไม่สามารถพัฒนาระดับการฝึกตนได้อย่างเฉียบพลันนั้น เกิดจากการถูกผนึกพลังวัตรอย่างแน่นอน

   "ข้าพบปัญหาขอเฉินฮ่าวหลานอีกเรื่องหนึ่ง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข วันนี้คงต้องยุ่งยากเพิ่มขึ้นเสียแล้ว ข้ายังต้องการสิ่งของเพิ่มอีกหลายชนิด ทั้งหมดเป็นหนึ่งร้อยยี่สิบสามอย่าง กับกระถางหลอมยาชั้นเซียนใบนี้" เจียงหมิงเจ๋อชี้ไปที่รายการประมูลในมือ ซึ่งมีกว่าพันรายการให้เสี่ยวกวางดู

   "มีหลายรายการที่ถูกประมูลไปแล้ว ซ้ำกระถางเฟิ่งหวงม่วงทองใบนี้ เป็น 1ใน 3 ของ กระถางหลอมยาระดับเซียนที่ปรมาจารย์หัตถ์เทพกระถางทองหลอมขึ้น

   วางลำดับการประมูลไว้เป็นลำดับสุดท้าย ราคาเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน หินลมปราณ ท่านมั่นใจหรือว่าจะประมูลมาได้ ยังไม่นับรายการอื่นที่ถูกประมูลไปแล้ว

   ปะการังประกายแดงท่อนนี้สำนักเป่ยเยี่ยประมูลได้ไป ส่วนไม้โมกสงบใจ สำนักชีไป๋อานประมูลได้ไป ส่วน….."

   เสี่ยวกวางทบทวนรายการให้เขาฟัง ทั้งรายการประมูลและรายชื่อผู้ได้รับการประมูลไปทุกรายการตั้งแต่ที่พวกเขาเหยียบย่างเข้ามาในโถงประมูล ตอนนี้ผ่านไปหลายสิบรายการ โดยไม่ผิดพลาดสักรายการเดียว ทั้งยังบอกที่สิ่งของชิ้นต่อไปที่เขาต้องการ มีผู้ใดที่อยากได้บ้าง เจียงหมิงเจ๋อได้ฟังถึงกับอ้าปากค้าง

   “เจ้ารู้เรื่องพวกนี้และเจ้าจดจำทั้งหมดได้อย่างไร อสูรหิ่งห้อยมิใช่เป็นอสูรไร้สติปัญญาหรือไร” เขาไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอสูรหิ่งห้อยมากนัก การถือกำเนิดของอสูรหิ่งห้อยเป็นหนึ่งในการการสร้างองค์ประกอบยิบย่อยขึ้นเองของในโลกนิยาย

   แต่เท่าที่มู่โหย่วอวี้บอก ก็ดูเหมือนอสูรหิ่งห้อยจะไร้สติปัญญา แต่เจ้าตัวน้อยนี้จะกล่าวว่าฉลาดเฉลียวยังน้อยเกินไป ควรเรียกว่าอัจฉริยะมากกว่า

   "ตอนสืบเรื่องโรงประมูลให้ท่าน ข้าย่อมสืบได้เรื่องเหล่านี้มาด้วย เรื่องใดผ่านตาข้าแม้เพียงครั้งเดียว ข้าจะไม่มีวันลืม" เสี่ยวกวางมิได้รู้สึกว่าตนเองเป็นอสูรหิ่งห้อยที่แปลกประหลาดอันใด

   มันเพียงต้องการช่วยเจียงหมิงเจ๋ออย่างสุดกำลังเท่าที่จะทำได้ ในเมื่อมันไร้กำลังก็ได้แต่ใช้สติปัญญาช่วยอีกฝ่าย หากเขาต้องการชุบชีวิตเฉินฮ่าวหลาน มันจะทุ่มเทช่วยเขาทำให้สำเร็จ หวังก็เพียงให้เจียงหมิงเจ๋อไร้กังวลเท่านั้น

   "ส่วนโลหิตเจียวหลง ได้ถูกประมูลไปแล้วก่อนที่พวกเราจะเข้ามา เดี๋ยวข้าไปสืบความให้" เสี่ยวกวางบอกกับเขาก่อนบินออกจากห้องประมูลพิเศษตระกูลมู่

   การจะหารายการของสิ่งที่ถูกประมูลไปแล้วนั้น ไม่ง่ายเท่ารายการที่ยังไม่ประมูล เนื่องจากมันมีคุณสมบัติผ่านตาไม่ลืม แต่สิ่งนี้ยังไม่ผ่านหูผ่านตาเลยก็ไม่มีทางรู้ได้ เช่นนี้ต้องหาข้อมูลทางใดจึงจะรวบรัดที่สุด

   เสี่ยวกวางครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะบินเข้าไปในห้องบันทึกรายการประมูล ของทุกอย่างที่ได้รับการประมูลไปแล้ว ย่อมมีเจ้าหน้าที่ทำการจดบันทึกไว้

   รอให้ผู้ประมูลได้มาชำระหินลมปราณและนำสินค้ากลับไป ในระหว่างบินไป มันก็ได้ฟังและจดจำการประมูลบนเวทีประมูลไปด้วย

   บนเวทีประมูล สาวงามรูปร่างอ้อนแอ้นผอมบาง ได้เข็นรถเลื่อนออกมาอย่างเชื่องช้า สิ่งของที่วางอยู่บนรถเข็นได้ถูกผ้าคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง

   เมื่อมาถึงกลางเวที จึงเปิดผ้าคลุมออก ทำให้เห็นสิ่งของข้างใน เป็นขวดแก้วคริสตัลตัดเหลี่ยมเพชร ในขวดมีสิ่งมีชีวิตเรืองแสงสีชมพูสว่างไสว เล่นแสงระยิบระยับงดงามดุจไฟแชนเดอเรีย สาวงามเดินกลับหลังเวทีประมูล ส่งต่อขวดคริสตันให้ชายกลางคนอีกคนหนึ่งซึ่งผู้ดำเนินการประมูลต่อ

   "หลายท่านคงสงสัย ว่าสิ่งนี้ช่างดูคล้ายอสูรหิ่งห้อยใช่หรือไม่ ซึ่งมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ท่านเห็นแสงที่เรืองออกมาหรือไม่ มันเป็นสีชมพูที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยมีมา

   ตัวที่ท่านเห็นนี้เป็นหิ่งห้อยกลายพันธุ์เพศเมียที่มีจิตรับรู้ นางเป็นอสูรหิ่งห้อยนางพญาที่มีอยู่ตนเดียวบนโลก พวกท่านดูนางสิ ทั้งตัวใหญ่และงดงามมากจริงๆ ใส่ในขวดยังดูงดงามถึงเพียงนี้ หากได้นำนางไปผ่านการหลอมเป็นอัญมณี จะสุดแสนเลอค่าเปล่งประกายเพียงใด ผู้ฝึกตนหญิงคนใดเห็นต้องประทับใจอย่างแน่นอน

   และที่สำคัญอัญมณีที่ได้จากการหลอมนางยังเป็นอัญมณีมีจิตวิญญาณอีกด้วย อธิบายมาถึงตอนนี้ หลายท่านคงต้องการครอบครองใช่ไหมขอรับ เช่นนั้นเราจะเริ่มทำการประมูลที่ 1 แสนหินลมปราณ"

   "ผู้ประมูลหมายเลข 93 ให้ 1 แสน 2 หมื่นหินลมปราณ มีใครให้สูงกว่านี้ไหม เคาะครั้งที่ 1"

   "โอ๊ะ! ผู้ประมูลหมายเลข 75 ให้ 5 แสนหินลมปราณ มีใครให้สูงกว่านี้ไหม เคาะครั้งที่ 1 เคาะครั้งที่ 2"

   "ผู้ประมูลหมายเลข 93 ให้ 6 แสนหินลมปราณ มีใครให้สูงกว่านี้ไหมขอรับ นี่คือหิ่งห้อยนางพญาที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก หายากจริงๆ ขอรับ"

   "ประมูลหมายเลข 75 ให้ 1 ล้านหินลมปราณ 1 ล้าน แล้วขอรับ มีใครให้มากกว่านี้ไหม"

   "ผู้ประมูลหมายเลข 93 ให้ 1 ล้าน 1 แสนหินลมปราณ มีใครให้มากกว่านี่ไหมขอรับ ทุกท่านดูแสงสีชมพูนั้นสิ มีเหลือบรุ้งด้วยนะขอรับ"

   "ผู้ประมูลหมายเลข 75 ให้ 10 ล้านหินลมปราณ!!!"

   สิ้นเสียงประกาศ มีเสียงฮือฮา ตามมา อสูรหิ่งห้อยที่มีค่าแค่ความงาม ผู้ใดนะถึงบ้าเลือดประมูลถึง 10 ล้านหินลมปราณ คนผู้นั้นหัวต้องโดนม้าถีบจนเลอะเลือนแน่ๆ

   เสี่ยวกวางบินอยู่ก็ชะงัก มันคุ้นๆ กับหลายเลขผู้ประมูลมาก นั่นไม่ใช่หมายเลขของเจียงหมิงเจ๋อหรืออย่างไร

   "เคาะครั้งที่ 1 เคาะครั้งที่ 2 มีใครให้ราคาสูงกว่านี้ไหมขอรับ ถ้าไม่มี เคาะครั้งที่ 3 ปิดประมูล ยินดีด้วยขอรับ หมายเลข 75 ใต้เท้าเจียงซานต้า ได้นางพญาหิ่งห้อยผู้งดงามไปในราคา 10 ล้านหินลมปราณ!!

   ใต้เท้าสามารถนำนางไปได้หลังชำระหินลมปราณแล้ว ได้ทันที หรือหลังสิ้นสุดการประมูลขอรับ"

   เป็นเจ้าคนผู้นั้นจริงๆ เสี่ยวกวางโกรธจะตายอยู่แล้ว ไม่ใช่มาประมูลโอสถเพื่อช่วยเฉินฮ่าวหลานหรืออย่างไร เสี่ยวกวางพุ่งตัวกลับไปอย่างรวดเร็ว

   โรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยผู้ฝึกตน นั่งจิบน้ำชาเป็นจำนวนมาก จนต้องเสริมโต๊ะหน้าร้าน เนื่องจากสิ้นสุดการประมูลอันยาวนานและต่อเนื่องถึง 3 วัน 3 คืนของงานประมูลโรงประมูลสมปรารถนา

   ผู้คนจึงออกมาพักผ่อนหลังจากหลังขดหลังแข็งในโถงประมูลเป็นเวลานาน มีทั้งพวกที่มาดูชมความครึกครื้น และพวกต้องการสิ่งล้ำค่ามายกแผ่นป้ายประมูลแข่งขัน

   “สินค้าประมูลในรอบ10 ของโรงประมูลสมปรารถนานี่ช่างมีมากมายมหาศาลจริงๆ ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าหาได้ยากทั้งสิ้น

   สิ่งที่คนพูดถึงมากที่สุดน่าจะเป็นนางพญาหิ่งห้อยตนนั้น แค่ของสวยๆ งามๆ แท้ๆ กลับประมูลถึง 10 ล้านหินลมปราณ ข้าว่าร่ำรวยยังไม่พอ ยังต้องโง่ด้วยจึงประมูลมาได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

   "เจ้าจะไปรู้อะไร เห็นว่าผู้ประมูลได้จะเอาไปเป็นคู่บำเพ็ญกับอสูรหิ่งห้อยของเขานะ น่าอิจฉามันจริงๆ มีเจ้านายใจกว้างขนาดนี้ เป็นแค่คางคกแท้ๆ ได้กินถึงเนื้อห่านฟ้าเชียวนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

   "แต่สิ่งล้ำค่าที่สุดในงานครั้งนี้ คงจะไม่พ้นกระถางเฟิ่งหวงม่วงทอง ของปรมาจารย์หัตถ์เทพกระถางทองกระมัง เสียดายข้าไม่ได้อยู่จนจบการประมูล จึงไม่รู้เป็นผู้ใดไป นี่สิจึงจะเรียกว่าน่าอิจฉาโดยแท้จริง"

   "เจ้าเอาสิ่งใดไปอิจฉาเขา เจ้ามีถึง 800 ล้านหินลมปราณหรือไร เป็นยอดเขาเลี่ยงหรงเป็นผู้ประมูลได้ไป เห็นว่าปรมาจารย์ หลิวซิงมาผู้คุ้มกันด้วยตนเองเชียวนะ"

   "โอ้ว..800 ล้านหินลมปราณเชียว ยอดเขาเลี่ยงหรงช่างมือเติบไม่ใช่เล่น แต่ถึงกับส่งปรมาจารย์หลิวซิงสมญานามจอมดาบดาวตกผู้นั้นมาเลยหรือ เห็นทียอดเขาเลี่ยงหรงจะให้ความสำคัญกับการประมูลครั้งนี้จริงๆ "

   "หอบหินลมปราณมากมายขนาดนั้น ทั้งข้ามแผ่นดินตอนเหนือมาเพื่อประมูลสิ่งเดียว ซ้ำยังส่งยอดฝีมือ 1 ใน 10 อันดับของสำนักมาคุ้มกันด้วย จะไม่ให้ความสำคัญได้อย่างไร"

   "เพียงแค่ชื่อยอดเขาเลี่ยงหรง คนไม่มีตาที่ไหนจะกล้าดักปล้นกัน ข้าว่าพวกเขาคิดมากไปเสียแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า"

   ตูม!!!!

   "เสียงอะไร นั่นๆ เจ้าดูบนท้องฟ้า ใช่ทิศที่ยอดเขาเลี่ยงหรงเดินทางหรือไม่"

   "ไหนๆ โอ้ว!!! ใช่จริงๆ ฟ้าคำรามแผ่นดินสะเทือนนั่นคืออะไร นั่นมันเปลวไฟสีดำใช่หรือไม่ มันเกิดสิ่งใดขึ้น!!!"

----------------------------------------------------------------

เชิงอรรถ

พบศัตรูบนทางแคบ* หมายถึงคนที่ไม่อยากพบเจอ หรือศัตรู แต่กลับพบเจอกันอย่างง่ายดาย

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ภารกิจปั้นจอมมาร   21.ยังคงเป็นเจียงหมิงเจ๋อที่ดีต่อข้า

    เฉินฮ่าวหลานเกรงว่าหากเขาไร้ความสามารถจริงๆ แล้วบังเอิญทดสอบได้อันดับ 4-5 พัน เจียงหมิงเจ๋อคงเพิ่มจำนวนการรับสมัครศิษย์ปีนี้เป็นหมื่นแน่ ซึ่งการคิดเช่นนี้มิได้เกินความจริงแต่อย่างไร เพราะเจียงหมิงเจ๋อก็ตั้งใจไว้ดังนั้นจริงๆ ในเมื่ออาหลานของเขา ต้องการเข้าศึกษาต่อที่นี่ อย่างไรเขาย่อมต้องผลักดันสุดชีวิตอยู่แล้ว เรื่องจะถูกก่นด่า หรือหน้าตาอะไรพวกนั้น เขาเคยสนใจที่ไหนกัน แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็เป็นคนไร้ยางอายผู้หนึ่งอยู่แล้ว แต่เฉินฮ่าวหลานจะปล่อยเจียงหมิงเจ๋อถูกติฉินนินทาได้อย่างไร แม้นเขาต้องแสร้งมีพลังวัตรเพียงจินตันตอนกลางเท่านั้น แต่เขาต้องเข้าไปอยู่ในร้อยอันดับแรก อย่างไร้ข้อกังขา เฉินฮ่าวหลานจึงทำให้คนเองมีคะแนนอันดับ 1 ในด่านที่เกี่ยวข้องกับสัตว์อสูรทุกด่าน ซึ่งไม่มีข้อโต้แย้งสงสัยได้ เพราะอย่างไรเสียเขามีเชื้อสายอสูรไหลเวียนอยู่ การได้อันดับ 1 ในด่านพวกนี้ นับไม่เป็นที่สังเกตใด ส่วนด่านอื่นๆ เขาทำไว้แค่ผ่านเท่านั้น ดังนั้นเมื่อการทดสอบอันยาวครั้งนี้เสร็จสิ้น เขาจึงถูกจัดอยู่ในลำดับ 50 ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับผู้ฝึกตนอายุน้อยเช่นนี้ และที่สำคัญคะแนนในด่านอสูรของเขาเต็มทั

  • ภารกิจปั้นจอมมาร   20.เจ้าอยากอยู่ที่เลี่ยงหรงเช่นนั้นหรือ

    ยามปกติ เมื่อยอดเขาเลี่ยงหรงเปิดรับศิษย์ประจำปี จะมีผู้สนใจเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว ยิ่งในปีนี้มีข่าวว่า เลี่ยงหรงก๋วนจู่ออกจากด่านแล้ว ยังมาดูชมการคัดเลือกในปีนี้ด้วย ยิ่งทำให้มีผู้ฝึกตนเพิ่มขึ้น อีกหลายเท่าตัว จึงเป็นเหตุให้เมื่อเฉินฮ่าวหลานเมื่อเดินทางมาถึงยอดเขาเลี่ยงหรง ก็พบฝูงชนจำนวนมหาศาล ทุกหนทุกแห่งล้วนคลาคล่ำได้ด้วยผู้ฝึกตน หน้าสำนักมีกำแพงศิลาขาวสูงตระหง่าน รายล้อมด้วยเทวรูปนักรบศักดิ์สิทธิ์ทองเหลือง 16 ร่าง สถิตซ้ายขวาข้างประตูสีเงินทั้ง 8 ทิศโดยปกติจะปิดกั้นระหว่างภายในและภายนอกสำนัก เด็กหนุ่มสังเกตผู้ฝึกตนโดยรอบ ปีนี้มีผู้ฝึกตนระดับจินตันตอนปลายมากเป็นพิเศษและยังมีระดับหยวนอิงปะปนอยู่บ้าง แต่จู่ๆ เขารู้สึกเหมือนโลหิตในกายเดือดพล่านอย่างประหลาด หัวใจเต้นสั่นระรัวจนต้องเอามือกดหน้าอกตนเองไว้ ความรู้สึกอันคุ้นเคยจากฟากฟ้าเบื้องบน ทำให้เขาแหงนหน้ามองเหนือกำแพงสูง เขาเห็นเงาร่างอาบย้อมด้วยแสงตะวันเจิดจ้า จนตาพร่าเรือน แต่มิอาจบดบังคนที่เขาโหยหาทุกลมหายใจได้ ภาพที่เขาเห็นเพียงในฝันนับครั้งไม่ถ้วน ความยินดีถาโถมจนท่วมท้นหัวใจ เจียงหมิงเจ๋อ…ของเขา!! “ในที่

  • ภารกิจปั้นจอมมาร   19.บรรลุต้าเฉิง

    การเดินทางจากถ้ำหิมะพันปี เฉินฮ่าวหลานสามารถเหาะไปโดยตรงได้ แต่เขาเลือกที่จะค่อยๆ เดินทางไปตามเส้นทางเดิมที่เขาและเจียงหมิงเจ๋อผ่านมาด้วยกัน ยามนั้นเจียงหมิงเจ๋อเพิ่งทะลุมิติมาใหม่ๆ เขายังควบคุมพลังได้แบบขาดๆ เกินๆ จึงอาศัยเดินเท้าเอาเป็นส่วนใหญ่ เฉินฮ่าวหลานเดินทางเข้าเมืองถงโจว ซึ่งยังคงเป็นเมืองที่คึกคักเช่นเคย โดยเฉพาะโรงเตี๊ยมเห่าซือที่เจียงหมิงเจ๋อเคยมานั่งกินอาหาร เขาไปนั่งที่ลับตาคนตรงมุมเสา ที่ตรงนี้เจียงหมิงเจ๋อเคยมาด้วยกันกับเขา เมื่อเขามานั่ง เถ้าแก่ก็วิ่งมาต้อนรับด้วยตนเอง และนำอาหารมาให้อย่างใส่ใจ เด็กหนุ่มเยาววัย เปี่ยมล้นด้วยพลัง แต่กลับสุขุมสง่างาม ความจริงแล้ว สมควรเป็นบุคคลที่มีเสน่ห์จนเป็นที่จับตามอง น่าเสียดายทีมีสีหน้าชืดชา อึมครึม ทำให้บรรยากาศรอบกายชวนหนาวเหน็บ มิชวนให้อยากเข้าใกล้แม้แต่น้อย เฉินฮ่าวหลานนำห่อผ้าเท่าฝ่ามือออกมาจากในอกเสื้อ นำมันมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วแกะปลาสามรสคีบใส่จานแบ่ง พร้อมกับรินน้ำชาวางไว้ข้างๆ ห่อผ้าอย่างใส่ใจ "ไม่ว่าจะกี่ปี ปลาที่นี่จะยังคงรสชาติเหมือนเดิม เสียดายที่เมื่อก่อนพวกเราไม่ได้มีโอกาสกินด้วยกันดีๆ ไว้ครั้งหน้าพว

  • ภารกิจปั้นจอมมาร   18.ท่านยังอยู่ใช่หรือไม่

    เสียงทัณฑ์สายฟ้าดังลั่นสะท้าน สะเทือนถ้ำหิมะพันปี ทำให้หวงหลงเทพอสูรมังกรบรรพกาลซึ่งจำศีลอยู่เหนือแท่นบูชา อดไม่ได้ถึงกับต้องผงกศีรษะลืมตา “ผู้ใดบังอาจแอบมาทำการรู้แจ้งในถ้ำของข้ากัน” ด้วยความหงุดหงิด ผู้ใดมารบกวนการจำศีลของมันอีกแล้ว มันจึงบินออกจากแท่นบูชากลางทะเลสาบไปหาแหล่งที่มาทัณฑ์สายฟ้านั้น มันเห็นบุรุษในชุดสีเทาลายเมฆ นั่งขัดสมาธิแผ่นหลังเหยียดตรง รอบกายสว่างไหว กลิ่นบงกชหอมกำกาย แผ่กลิ่นอายทั้งกดดันทรงอำนาจ มันตัดสินใจ ย่อร่างให้ขนาดเล็กลง ขดพันรอบกาย ปกป้องชายหนุ่ม ระหว่างที่มีการเลื่อนระดับ ผู้ทำการเลื่อนระดับจะอ่อนแอถึงที่สุด แม้จะไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ตายตัวว่า ห้ามทำร้ายกันขณะผู้ฝึกตนกำลังทำการเลื่อนระดับ แต่เป็นเรื่องถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ของวิญญูชนผู้ฝึกตน แต่กระนั้นก็มิได้กำหนดไว้ว่าจะต้องทำการปกปักคุ้มกันด้วย ในกรณีของหวงหลงก็เช่นกัน มันสามารถทิ้งเขาไว้และออกไปไกลๆ ได้ แต่มันก็ตัดสินใจปกป้องคุ้มกันชายหนุ่มผู้นี้แทน เสมือนเป็นสิ่งที่มันสมควรกระทำ แม้นมันจะเคยเกรงกลัวต่อเจียงหมิงเจ๋อ แต่มันมิได้แสดงการเคารพนอบน้อมมาก่อน แต่กับคนผู้นี้ แม้ระดับพลังยังเป็น

  • ภารกิจปั้นจอมมาร   17.เลี่ยงหรงก๋วนจู่ผู้สูงส่ง

    ยอดเขาเลี่ยงหรง ถูกตั้งชื่อตามปฐมาจารย์เลี่ยงหรงเจ้าสำนักทุกคน เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าสำนัก จากเจ้าสำนักคนเก่า ต้องละทิ้งตัวตนและชื่อแซ่ ใช้นามเรียกขานเพียงเลี่ยงหรงก๋วนจู่เฉกเช่นเดียวกันทุกคน เจ้าสำนักทุกรุ่นได้สานต่อปณิธานปฐมาจารย์อย่างต่อเนื่อง จนยอดเขาเลี่ยงหรงกลายเป็นสำนักฝึกตนระดับสูง ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจักรวรรดิเทียนหนาน เป็นหนึ่งใน 4 สำนักใหญ่ที่เสาหลักของโลกแห่งการฝึกคน 4 สำนักใหญ่ ภายนอกแม้นจะเหมือนสามัคคีปรองดอง ร่วมกันปกครองดูแลปกป้องแผ่นดิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับต่อสู้แข่งขันในที่ลับและที่แจ้งกันอย่างเนืองๆ เพราะไม่มีสำนักใดต้องการเป็นเพียงเสาเท่านั้น พวกเขาต่างต้องการเป็นจุดสูงสุดบนโลกนี้ ซึ่งแน่นอนว่าผู้แข็งแกร่งจึงได้เปรียบ ซึ่งเดิมทียอดเขาเลี่ยงหรงอ่อนด้อยกว่าอีก 3 สำนักอยู่หลายชั้น เนื่องจากสำนักมีอายุน้อยที่สุดและระดับการฝึกตนอ่อนกว่าอีก 3 สำนัก แม้นเลี่ยงหรงก๋วนจู่คนปัจจุบันละทิ้งตัวตน และฝึกตนในมรรคาที่ยากลำบากที่สุด คือ มรรคาไร้รัก เต๋าไร้ใจ ตัดอารมณ์ทั้ง 7 ออกจากจิตใจ ดำรงตนเคร่งครัดสูงส่งดุจเทพเซียน ระดับการฝึกตนก้าวหน้าตามลำดับ

  • ภารกิจปั้นจอมมาร   16.เฉินฮ่าวหลานฟื้นแล้ว

    “เจียงหมิงเจ๋อ…เจ้าคนไร้หัวใจ สายตาเจ้ามีแต่เขา แล้วเจ้าเอาข้าไปไว้ที่ใดกัน” เสียงแหบพร่า จนเกือบเป็นเสียงสะอื้นร่ำไห้ ดังแผ่วเบา จากหลังม่านหยกระย้า ภายในที่มีเด็กหนุ่มผิวซีดขาวราวหิมะ เครื่องหน้าหล่อเหลาปานหยกสลัก เขานอนอยู่บนเตียงหยกน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สรรสร้างอย่างวิจิตรบรรจง ห้องนอนโอ่โถงทั้งเคร่งขรึมสง่างาม แต่กลับตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานและโอสถเข้มข้น แสงแดดอ่อนกระทบสาดส่อง ม่านหยกที่กระเพื่อมไหวจากแรงเคลื่อนขยับภายใน ทำให้กลุ่มข้ารับใช้ที่นั่งเฝ้าข้างเตียง สะดุ้งตื่นตัวทันที เสียงสะอื้นแผ่วเบาทำให้ เขารีบวิ่งไปเปิดม่านดู จึงพบว่านายน้อยของตนเริ่มรู้สึกตัวแล้ว น้ำตายังคงไหลซึมจากดวงตาที่ปิดสนิท “เร็ว ๆ รีบไปตามเจ้าสำนักผู้เฒ่า แจ้งว่าคุณชายรู้สึกตัวแล้ว เร็วเข้า!!” สิ้นเสียงข้ารับใช้ที่วิ่งไปเปิดม่านหยก ข้ารับใช้คนอื่นก็รีบวิ่งไปตามเจ้าสำนักผู้เฒ่าซึ่งอยู่อีกเรือนหนึ่งทันที ชายชราร่างท้วมดูมีสง่าราศี ในชุดฮั่นฝูแขนกว้าง สีเทาปักลายเมฆ เดินเข้ามานั่งข้างเตียงอย่างรีบร้อน เขาคือเฉินกงหมิงยู่ เจ้าสำนักเทียนหนาน ท่านตาของเฉินฮ่าวหลาน “อาหลานเจ้าเป็นอย่างไรบ้างเจ้าด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status