LOGINตอนที่ 8มือสังหาร
ขบวนเสด็จกลับวังเคลื่อนตัวผ่านเส้นทางคดเคี้ยวกลางป่าทึบ แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องสอดเรือนยอดไม้ลงมาเป็นลำ เงาม้าศึกและทหารยาวเหยียดทอดไปตามพื้นดิน เซียวอวี้เหิงนั่งอยู่หลังม้า สีหน้าสงบนิ่ง แววตาคมกริบกวาดมองรอบด้านอย่างระแวดระวัง ตงมู่ควบม้าเคียงข้างไม่ห่าง มือใหญ่ของเซียวอวี้เหิงเลื่อนลงไปกำดาบของตนเองแน่นเมื่อ บรรยากาศในป่านั้นดูสงบเกินไป สงบจนผิดปกติ ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศดัง ฟิ้ว! ลูกธนูพุ่งออกมาจากพงไม้ด้านข้างอย่างรวดเร็ว “ระวังพ่ะย่ะค่ะ!” “คุ้มกันฝ่าบาท!” “มีมือสังหาร!” “คุ้มกันฝ่าบาท!” เสียงตะโกนของเหล่าทหารองครักษ์ประจำพระองค์ดังลั่น ขณะเดียวกันธนูดอกแล้วดอกเล่าก็พุ่งตามมา ฝนลูกศรสาดใส่ขบวนอย่างไม่ทันตั้งตัว ทหารบางส่วนล้มลง เสียงร้องเจ็บปวดดังระงม ม้าศึกแตกตื่น ขบวนเริ่มโกลาหล ทันทีที่สิ้นสุดลูกศร เหล่ามือสังหารที่แฝงตัวอยู่ก็พุ่งตัวออกจากที่ซ่อนในเงาไม้ มือกำดาบแน่นพุ่งเข้าปะทะกับทหารทันที เซียวอวี้เหิงชักดาบออกจากฝักในพริบตา สายตาเย็นเยียบไร้ความลังเล เขาควบม้าพุ่งไปยังมือสังหาร ก่อนจะหันมาเอ่ยขึ้นกับตงมู่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ตงมู่รีบไปคุ้มกันฝ่าบาท” “พ่ะย่ะค่ะ” ตงมู่รับคำสั่ง ก่อนจะควบม้าออกไปในทันทีโดยไม่ลังเล เสียงดาบปะทะกันดังสนั่นทั่วทั้งป่า “คุณหนู! คุณหนูท่านจะไปไหนเจ้าคะ” อารั่วเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนรนเมื่อเห็นคุณหนูของตนเองวิ่งฝ่า องครักษ์ที่คอยคุ้มกันนางอยู่ อารั่วรีบวิ่งตามไปด้วยความเป็นห่วงนางแต่ด้วยความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยทำให้นางไม่เห็นคุณหนูของตนเองอีก นางกวาดสายตามองหาอย่างร้อนรน เสิ่นเหยียนหลัววิ่งฝ่าฝงชนที่กำลังต่อสู้กันอยู่ นางกวาดสายตาหา เซียวอวี้เหิงอย่างร้อนรน ก่อนสายตาจะไปสะดุดเข้ากับร่างสูงของเขาที่อยู่ไกลออกไปจากขบวนยิ่งนัก เมื่อนางเห็นเขาก็รีบวิ่งไปหาอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย คมดาบปะทะกันถี่รัว เสียงโลหะกรีดกลางอากาศดังแสบหู เซียวอวี้เหิงเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ ดาบในมือกวาดฟันปิดจังหวะ มือสังหารเบื้องหน้าชะงักเพียงเสี้ยวลมหายใจ พอให้เขาแทงสวนเข้าไปอย่างเฉียบขาด ร่างนั้นทรุดลงกับพื้นทันที ยังไม่ทันถอนหายใจ เขากลับเห็นเงาร่างหนึ่งวิ่งฝ่าความวุ่นวายเข้ามา เสิ่นเหยียนหลัว ใบหน้านางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เซียวอวี้เหิงสบถในใจ ก่อนจะพุ่งเข้าไปหา มือใหญ่คว้าข้อมือเล็กของนางไว้แน่น “เจ้าออกมาทำไม” นางเงยหน้ามองเขา ดวงตาสั่นไหวแต่น้ำเสียงยังนุ่มนวล “ก็หม่อมฉันเป็นห่วงพระองค์เพคะ” สายตาเขาคมกริบ กดดันจนลมหายใจนางสะดุด นางหันหน้าหนี แต่ทันใดนั้น ม่านตาพลันหดแคบ เมื่อเห็นลูกธนูพุ่งฉีกอากาศเข้ามา “ระวังเพคะ!” ร่างบางขยับก่อนความคิดจะตามทัน นางเบี่ยงตัวเข้าบังเขาโดยไม่ลังเล ฉึก! ลูกธนูปักกลางหัวไหล่ข้างขวาของนางอย่างแรง เสียงกระแทกทึบสะเทือนถึงกระดูก ร่างนางสั่นวูบ เลือดซึมทะลุอาภรณ์ทันที แรงปะทะผลักทั้งสองถอยหลัง เซียวอวี้เหิงเสียหลักก้าวถอยไปสองก้าว ทันใดนั้น เสียงดินแตกดังลั่นใต้เท้า พื้นผาที่แตกร้าวทรุดตัวลงอย่างฉับพลัน กรวดและดินไหลทะลัก เซียวอวี้เหิงรู้สึกถึงแรงดึงวูบจากความว่างเปล่า ร่างเขาเสียสมดุลก่อนจะร่วงหล่นลงสู่หน้าผาสูงชันเบื้องล่างในพริบตา แต่สองมือเล็กคว้ามือเขาไว้แน่น เสิ่นเหยียนหลัวกัดฟัน เลือดสดซึมผ่านอาภรณ์สีอ่อน หยดลงบนข้อมือเขาทีละหยด ดวงตานางสั่นไหวแต่ยังยึดมั่น “องค์ชาย…” เซียวอวี้เหิงเงยหน้ามอง สีหน้าซีดขาวของนางสะท้อนความเจ็บที่นางพยายามกลืนไว้ หัวใจที่เคยนิ่งเย็นพลันกระเพื่อม “ปล่อยมือ” น้ำเสียงเขาคมและเย็น มือใหญ่พยายามสะบัดออก เสิ่นเหยียนหลัวส่ายหน้า “ไม่เพคะ” แรงที่นางใช้สั่นระริก แต่กลับไม่ยอมคลาย เขามองใบหน้านั้นที่เต็มไปด้วยความดื้อดึงแต่ยังแฝงไว้ด้วยความห่วงใย หัวใจในอกเขากลับสั่นไหวอย่างไม่คุ้นเคย รอยยิ้มบางปรากฏที่มุมปาก ก่อนเขาจะเพิ่มแรงจนมือทั้งสองหลุดออก “องค์ชาย! ไม่นะ!” ….ตอนที่ 3 องค์ชายน้อยภายในห้องที่เงียบสงัด แสงแดดอ่อนลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเป็นเงาบาง สายลมอ่อนพัดต้องม่านโปร่งให้ไหวเอน กลิ่นไม้หอมจาง ๆ ลอยคลุ้งทั่วห้องบนเตียงกว้างใต้ผ้าม่านสีอ่อน เสิ่นเหยียนหลัวนอนสงบนิ่งอยู่ครั้นสายลมเย็นสัมผัสปลายผม นางจึงขยับกายเล็กน้อย เปลือกตาสั่นไหวก่อนจะค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆ ดวงตาที่พร่ามัวค่อย ๆ ปรับชัด เห็นภาพเพดานไม้แกะสลักเลือนราง ก่อนจะหันมองไปข้างกายเซียวอวี้เหิงนั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้าคมคายนั้นฟุบลงกับขอบเตียง เขาหลับใหลอย่างไม่รู้ตัว เส้นผมสีดำปรกหน้าผากเล็กน้อย ทว่าแม้ยามหลับ มือใหญ่ของเขากลับกุมมือนางไว้แน่นเสิ่นเหยียนหลัวทอดมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข นางขยับนิ้วเบา ๆ สัมผัสตอบฝ่ามืออุ่นนั้น ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนหวาน นิ้วเรียวขยับเบา ๆ ทำให้บุรุษที่ฟุบหลับอยู่สะดุ้งตื่น เซียวอวี้เหิงลืมตาขึ้นช้า ๆ มองภาพตรงหน้า“เหยียนหลัว… ”น้ำเสียงอ่อนโยนของเขาดังขึ้นพร้อมกับขยับกายลุกขึ้นไปนั่งเคียงข้างนาง มือใหญ่คว้าร่างบางเข้ามาโอบกอดไว้แน่น “ท่านอ๋อง… ”เสิ่นเหยียนหลัวเปล่งเสียงออกมาด้วยความงุนงงเล็กน้อย เซียวอวี้เหิงผละออกมาเล็กน้อย มือใหญ่ย
ตอนพิเศษ 2รอท่านภายในห้องที่เงียบสงบเสิ่นเหยียนหลัวนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะอาหาร สายตาคอยทอดมองไปยังประตูอย่างรอคอย เคียงข้างนางมี เสี่ยวเถากับเสี่ยวฮวายืนอยู่อย่างสำรวม นางทอดมองจานอาหารที่ถูกจัดอย่างประณีตนั้นพลันถอนหายใจแผ่วก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยใจ“เสี่ยวเถานี่ยามใดแล้ว”สาวใช้เงยหน้าเล็กน้อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ เมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนลงมือทำอาหารอย่างตั้งใจและรอเจิ้นเป่ยอ๋องมานานแล้ว“ยามไฮ่แล้วเพคะ”สิ้นถ้อยคำ เสิ่นเหยียนหลัวถอยหายใจแผ่ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เขากลับมีราชกิจมากมายไม่ค่อยว่างมาหานางเลย วันนี้นางตั้งใจทำอาหารที่เขาชอบเป็นพิเศษเพื่อรอเขา แต่เขากลับไม่มาเพียงไม่นานเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นหน้าห้อง นางกำนัลทั้งสองหันไปตามเสียงก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดี“พระชายาเพคะ ท่านอ๋องเสด็จมาแล้วเพคะ”เสิ่นเหยียนหลัวที่นั่งทำหน้าน้อยใจอยู่รีบยืดกายตรงก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาอย่างดีใจ นางรีบจัดอาภรณ์ของตนเองและทรงผมที่ตั้งใจทำมาอย่างเร่งรีบก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งเซียวอวี้เหิงก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางสงบนิ่ง เขาทอดสายตาไปยังอาหารที่ยังคงว
เมืองหลิงซานหนึ่งเดือนต่อมายามรุ่งสาง ขบวนรถม้าหลวงเคลื่อนออกจากประตูวังท่ามกลางม่านหมอกบาง เสียงล้อไม้บดกับพื้นหินดังก้องเป็นจังหวะทุ้มต่ำ คล้ายเสียงกล่องส่งผู้เดินทางสู่หนทางไกล แสงแรกแห่งวันทอดยาวไปตามกำแพงสูงตระหง่าน ราวกับแผ่นฟ้ากำลังเปิดทางให้ขบวนเสด็จค่อย ๆ ลาลับจากเมืองหลวงภายในรถม้า กลิ่นไม้หอมอ่อนลอยอบอวล เสิ่นเหยียนหลัวเอนกายนั่งอย่างสงบ ม่านแพรบางไหวตามแรงสั่นสะเทือนของล้อ ทำให้ลำแสงอรุณลอดเข้ามาเป็นช่วง ๆ นางยกมือแง้มม่านเล็กน้อย สายตาทอดมองเมืองหลวงที่ค่อย ๆ ถอยห่างออกไป เรือนร้านเริ่มเปิดรับวันใหม่ ผู้คนเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา เสียงชีวิตยามเช้าดังเลือนรางอยู่ไกล ๆเซียวอวี้เหิงนั่งตรงข้ามอย่างสงบนิ่ง ดวงตาคมจับจ้องอิริยาบถของนางโดยไม่เอื้อนเอ่ย ครั้นเห็นนางทอดสายตามองภายนอกอยู่เนิ่นนาน เขาจึงกล่าวเสียงต่ำเรียบ“ยังอาลัยสถานที่แห่งนี้หรือ”เสิ่นเหยียนหลัวส่ายหน้าแผ่วเบา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง“มิใช่อาลัย… เพียงแต่มีเรื่องราวมากมายที่ได้เกิดขึ้นที่นี่”สิ้นคำ นางถอนหายใจแผ่ว พลันหันไปทอดมองใบหน้าคมเรียบนิ่งของเขา ก่อนจะขยับเข้าไปนั่งเบียดเขา มือเล็กลูบไล้บนอกกว้างอย
ตอนพิเศษ 1ตำหนักองค์ชายใหญ่ภายในห้องที่เงียบสงบ แสงแดดยามเช้าสาดเข้ามาต้องร่างสองร่างที่กำลังนอนกอดกันอยู่บนเตียงอย่างแนบแน่น สายลมยามเช้าพัดเข้ามาแผ่วเบากระทบร่างบางของเสิ่นเหยียนหลัวที่นอนอยู่บนเตียงกว้าง นางขยับกายเล็กน้อย พลันรับรู้ถึงไออุ่นที่กำลังโอบล้อมร่างนางอยู่ นางลืมตาขึ้นก่อนจะเงยหน้าเล็กน้อยมองใบหน้าคมที่ยังคงหลับใหล เสิ่นเหยียนหลัวทอดมองใบหน้าคมที่กำลังหลับก่อนจะเผยรอยยิ้มบางออกมา มือเล็กยกขึ้น ปลายนิ้วเรียวไล้หว่างคิ้วเข้มลงมาหยุดอยู่ปลายจมูกโด่งอย่างแผ่วเบา ทว่าทันใดนั้นริมฝีปากหยักได้รูปนั้นก็ยกขึ้นมากัดลงบนปลายนิ้วของนิ้วอย่างเบา ๆ เสิ่นเหยียนหลัวหัวเราะแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ตื่นแล้วหรือเพคะ”เซียวอวี้เหิงลืมตาขึ้นก้มลงมองนางด้วยแววตาอ่อนโยน ดวงตากลมใสของนางช่างสะกดเขาจนไม่อาจละสายตาได้ ริมฝีปากเล็กนั้นดึงดูดเขาอย่างไม่อาจห้าม เขาโน้มลงจูบริมฝีปากนางอย่างแผ่วเบาก่อนจะกวาดชิมรสหวานจากปากนางอย่างหลงใหลเสิ่นเหยียนหลัวที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับรสจูบของเขาก็ผละออกเล็กน้อยอย่างห้ามใจ นางเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“สายมากแล้วเพคะ”เซียวอวี้เหิงจูบลง
ตอนที่ 26ตำหนักองค์ชายใหญ่ราตรีเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแผ่วของ เสิ่นเหยียนหลัว ที่หลับสนิทอยู่บนเตียง ม่านบางไหวตามลมยามค่ำคืน เงาจันทร์ทอดผ่านช่องหน้าต่างเป็นริ้วเงินเย็นเยียบทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งเลือนลางก็แทรกกายเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง ฝีเท้าเบาราวภูตผี มันหยุดยืนอยู่ข้างเตียง ดวงตาจับจ้องร่างที่กำลังหลับไหล มือหนึ่งยกผ้าผืนยาวขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนจะก้มลงหมายรัดรอบลำคอแต่ในห้วงวินาทีที่ผ้าสัมผัสผิว เสิ่นเหยียนหลัวพลันสะดุ้งตื่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด มือเรียวคว้าผ้าไว้แล้วบิดตัวหลบ ทั้งสองต่อสู้กันบนเตียงอย่างชุลมุน เสียงหอบหายใจและการกระแทกดังอูอี้ในห้องมืดเสิ่นเหยียนหลัวเอื้อมมือคว้าปิ่นปักผมที่ตกอยู่ใกล้หมอนแทงสวนออกไปโดยไม่ลังเล เสียงกรีดร้องแหลมของสตรีฉีกความเงียบ เงาร่างนั้นผงะถอย มือกุมบาดแผล เมื่อแสงจันทร์สาดต้องใบหน้า เสิ่นเหยียนหลัวจึงเห็นชัด นางคือนางกำนัลที่นำยามาให้และภาพในชาติก่อนพลันผุดขึ้น น้ำแกงไร้บุตรเพคะ นางก็คือคนเดียวกับชาติก่อนจะนำยาพิษมาให้นางดื่ม เหตุใดนางถึงต้องการจะเอาชีวิตของข้าเช่นนี้ นางเป็นผู้ใดกันเสิ่นเหยียนหลัวรีบผละหมายจ
ตอนที่25ภาพอดีต“เสิ่นเหยียนหลัว”เสียงเรียกนั้นปลุกให้ร่างที่กำลังหลับใหลอยู่สะดุ้งเฮือก นางเบิกตากว้างด้วยความเจ็บปวดที่อกข้างซ้ายอย่างรุนแรง นางหันมองรอบกายที่มีแต่ความมืดมิดแต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติภาพมากมายก็พลันปรากฏกายขึ้นอยู่ในห้องหนึ่งภาพเบื้องหน้าคือเซียวอวี้เหิงที่ยืนนิ่งสายตาเยียบเย็นจ้องมองร่างของ เซียวเฉิงอวี่ และเสิ่นเหยียนหลัวที่กำลังเกาะชายอาภรณ์ของเขาอยู่เสิ่นเหยียนหลัวขมวดคิ้วด้วยความงุนงงหรือว่านางได้ย้อนกลับมาเมื่อชาติก่อนหรือ นางก้าวตรงไปหาเซียวอวี้เหิงที่ยืนนิ่งอยู่“องค์ชาย… องค์ชายเพคะ”เสียงของนางราวเป็นเพียงสายลมที่เขาไม่อาจได้ยินมือเล็กของนางเอื้อมไปจับมือเขาแต่กลับได้แต่ความว่างเปล่าไม่สามารถต้องร่างของเขาได้“อวี้เหิงได้โปรด ไว้ชีวิตเขาด้วย”น้ำเสียงอ้อนวอนของเสิ่นเหยียนหลัวที่นั่งอยู่บนพื้นเอ่ยขึ้นแผ่วสั่นทำให้เสิ่นเหยียนหลัวที่เพ่งปรากฏกายหันไปมองภาพเหตุการณ์นี้อย่างงุนงง นางมองตัวเองที่พยายามอ้อนวอนเขาและมองเขาที่พยายาม กลั้นน้ำตาใบหน้าของเขาแสดงออกชัดเจนว่าเจ็บปวดเพียงใดแต่นางในตอนนั้นกลับไม่สังเกตเลยมีดสั้นถูกโยนลงไปเบื้องหน้าของเสิ่นเหยียนหลัวและ
ตอนที่7เสียสละคุกหลวงภายในคุกหลวง ความเย็นชื้นเย็นเกาะอยู่ตามผนังหิน กลิ่นคาวเลือดและสนิมเหล็กคลุ้งอยู่ในอากาศ เงาเปลวไฟจากคบเพลิงไหววูบวาบ ราวกับกำลังหายใจ ทำให้ห้องทั้งห้องดูคับแคบและอึดอัดยิ่งนักเสิ่นเหยียนหลัวก้าวเข้ามาช้า ๆ เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังก้องเบา ๆ นางหยุดยืนเบื้องหน้า เซียวอวี้เ
“ไปกัน”อารั่วที่ยืนอยู่ด้านหลังมองตามนางด้วยความงุนงงพร้อมเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ“ไปไหนเจ้าค่ะ”“ไปหา เซียวอวี้เหิง”แม้อารั่วจะพยักหน้ารับแต่แววตาเต็มไปด้วยความงุนงงต่อเหตุการที่เกิดขึ้น คุณหนที่เคยเอาแต่เรียกหา องค์ชายสามบัดนี้กลับเอาแต่สนใจ องค์ชายใหญ่…ภายในกระโจมใหญ่ที่เงียบสงบของ องค์ชายให
ตอนที่5นอนด้วยในงานล่าสัตว์ประจำปี ลานกว้างกลางหุบเขาหลวงถูกจัดตกแต่งอย่างโอ่อ่า ธงหลากสีโบกสะบัดรับสายลมฤดูใบไม้ร่วง เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างนั่งเรียงรายอยู่ใต้กันสาด สนทนาและจิบชากันอย่างคึกคัก เสียงหัวเราะแผ่วเบา ประสานเสียงเครื่องดนตรี สร้างบรรยากาศครึกครื้นทั่วทั้งลานไม่นานนัก เสียงฝีเ
ตั้งแต่วินาทีนั้น ความโง่งมของข้าก็มลายหายไปสิ้น“คุณหนู”เสียงอารั่วดังขึ้นข้างหูทำให้นางสลัดความทรงจำในชาติก่อนทิ้งไปแล้วหันมามองใบหน้าเย็นชาเบื้องหน้าครู่หนึ่งพร้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม“องค์ชาย ข้าหนาวเหลือเกินเพคะ”นางส่งสายตาหวานให้เขา เซียวอวี้เหิงที่นั่งอยู่หันมาสบสายตานางเขาขมวดคิ้ว







