Masuk“ไปกัน”
อารั่วที่ยืนอยู่ด้านหลังมองตามนางด้วยความงุนงงพร้อมเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ “ไปไหนเจ้าค่ะ” “ไปหา เซียวอวี้เหิง” แม้อารั่วจะพยักหน้ารับแต่แววตาเต็มไปด้วยความงุนงงต่อเหตุการที่เกิดขึ้น คุณหนที่เคยเอาแต่เรียกหา องค์ชายสามบัดนี้กลับเอาแต่สนใจ องค์ชายใหญ่ … ภายในกระโจมใหญ่ที่เงียบสงบของ องค์ชายใหญ่ เซียวอวี้เหิง เขาก้าวเข้ามาข้างเตียงนอนก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกอย่างคล่องแคล่ว ขณะนั้นเสียงฝีเท้าหนักแน่นของของตงมู่ก็ดังเข้ามาพร้อมกับเงาร่างในชุดองครักษ์ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า เซียวอวี้เหิง เขาโค้งกายต่ำประสานมือแน่นอย่างนอบน้อม “องค์ชาย” เซียวอวี้เหิงที่เพิ่งวางเสื้อคลุมตัวนอกเสร็จก็หันมาตามเสียงนั้นก่อนจะนั่งลงบนเตียงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “สืบได้หรือยัง” ตงมู่ไม่ได้เอ่ยเพียงพยักหน้าให้หนึ่งครั้งแล้วล้วงหยิบกระดาษในอกเสื้อให้เขา เซียวอวี้เหิงรับมาก่อนจะเปิดดูเพียงครู่ ทันใดนั้นเสียงด้านนอกก็ดังขึ้นแทรก “เข้าไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ พระชายา” เสียงขององครักษ์ประจำกระโจมยังไม่ทันจาง ร่างบางของเสิ่นเหยียนหลัวก็พุ่งเข้ามาอย่างไม่สนใจคำห้าม นางหยุดยืนตรงหน้าเซียวอวี้เหิง สีหน้างอนเล็กน้อยประดับบนใบหน้างดงาม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนนุมราวมีความน้อยใจแฝงอยู่ “หม่อมฉันเพียงได้ยินเสียงหมาป่าหอน กลัวเหลือเกิน เลยคิดจะมานอนกับสวามีของตนเองเพคะ” เซียวอวี้เหิงมองนางด้วยความงุนงง แววตาคมกริบฉายความไม่คุ้นชินกับท่าทีเช่นนี้ของนาง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก ร่างบางก็ขยับขึ้นไปบนเตียงเขาอย่างรวดเร็ว นางวางหมอนของตนเองลงข้างเขา แล้วเลื่อนกายเข้าไปใกล้อย่างไม่เกรงใจเจ้าของที่ “องค์ชาย คืนนี้หม่อมฉันขอนอนด้วยนะเพคะ” เสิ่นเหยียนหลัวเอียงใบหน้ามาสบตาเขา ดวงตาคู่งามฉายแววอ้อนวอนชัดเจน เซียวอวี้เหิงชะงักไปเล็กน้อย ความเย็นชาที่เคยมั่นคงราวเหล็กกล้ากลับสั่นไหววูบหนึ่งอย่างยากจะควบคุม ทว่าเขายังคงไม่เอ่ยคำใด เพียงหันไปมอง องครักษ์ประจำกายแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ออกไป” “พ่ะย่ะค่ะ” ตงมู่ประสานมือคำนับ ก่อนจะหมุนกายออกไปอย่างนอบน้อม เขาหยุดฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็น อารั่วยืนตัวแข็งอยู่ไม่ไกล ก่อนจะดึงนางออกไปพร้อมกัน ทิ้งความเงียบไว้เบื้องหลัง ภายในกระโจม เหลือเพียงความเงียบสงัดและคนสองคนที่นั่งใกล้กันแต่ ทว่าอากาศกลับตึงแน่นอย่างประหลาด “องค์ชาย…” เสิ่นเหยียนหลัวเอ่ยเรียกจากด้านหลัง น้ำเสียงนุ่มนวล แสงตะเกียงสลัวสะท้อนดวงตาที่พยายามซ่อนความหวาดหวั่นไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนหวาน เซียวอวี้เหิงหันกลับมามองนาง แววตาเย็นชา ไม่ปรากฏอารมณ์ใด ๆ เสิ่นเหยียนหลัวรับสายตานั้นด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนจะเอนกายลงนอนบนที่นอนนุ่ม มือเรียวยื่นวางลงบนผืนผ้า คล้ายเป็นคำเชิญที่ไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำ เขาเอนกายลงตามนั้นโดยไม่กล่าวสิ่งใด หลับตาลงทันที สีหน้าสงบนิ่งราวกับตั้งใจปิดกั้นทุกการรับรู้จากนาง เสิ่นเหยียนหลัวเห็นดังนั้นก็ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกเพียงนิด ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิม “องค์ชายเพคะ… พระองค์ชอบเสวยสิ่งใดหรือเพคะ” เขายังคงนอนนิ่งอยู่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา เสิ่นเหยียนหลัวเอนกายขึ้นเล็กน้อยมองเซียวอวี้เหิงที่นอนนิ่งอยู่ข้างกายนางยิ้มบางก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม “หากพระองค์ไม่ตอบพรุ่งนี้ หม่อมฉันจะทำน้ำแกงบัวให้พระองค์นะเพคะ” สิ้นคำ ของนางแต่เขากลับยังนิ่งอยู่ นางถอนหายใจก่อนจะนอนลงบนหมอน แต่ทันใดนั้นเสียงของเขาก็ดังขึ้น “ข้าเกลียดน้ำแกงบัว ข้าไม่ใช่น้องสาม” คำตอบนั้นทำให้นางหันขวับไปมองใบหน้าคมคายที่กำลังนอนหลับตาอยู่ทันที นางยิ้มบาง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ พลันคิดในใจ ใช่สินางไม่เคยใส่ใจเขาเลยทุกอย่างนางทำคำของ เซียวเฉิงอวี่เท่านั้น จึงไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาชอบอะไร ในชาติก่อนกว่านางจะเข้าไปอยู่ในใจเขานางก็ใช้ตั้งหลายวิธีอยู่นานเช่นกัน ใบหน้าที่เย็นชานี้ที่จริงแล้วกลับอ่อนไหวยิ่งนัก นางพลันนึกย้อนในชาติก่อนที่นั่งท่องของที่เซียวอวี้เหิงชอบและไม่ชอบ พลันคิดได้จึงเอนกายขึ้นเล็กน้อยมองใบหน้าคมคายของเขาที่หลับตาอยู่ ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พรุ่งนี้ หม่อมฉันจะทำขนมเหมยฮวาเกามาถวายนะเพคะ” สิ้นคำของนางเขาก็ยังคงนอนนิ่งไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา เสิ่นเหยียนหลัวกวาดสายตามอใบหน้าของเขาด้วยรอยยิ้มบางก่อนจะเอ่ยต่อ “พระองค์ไม่ตอบแสดงว่าตกลงแล้วนะเพคะ ตอนเย็นที่ตำหนักชิงฮวา ยามชวีนะเพคะ หม่อมฉันจะรอ” สิ้นคำนางก็นอนลงเคียงข้างเขา นางถอนหายใจแผ่วเบาพลันยิ้มบางอย่างพึงใจ ท่านต้องมาแน่อยู่แล้วเพราะพรุงนี้ก็จะมีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้นางได้ใจเขาและเขาจะค่อย ๆ เปิดใจให้นางได้ก้าวเข้าไปในดวงใจของเขาจนหลงรักนางอย่างลึกซึ้ง เสิ่นเหยียนหลัวหันไปมองใบหน้าคมที่หลับอยู่เคียงข้างนางก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง …..ตอนที่ 3 องค์ชายน้อยภายในห้องที่เงียบสงัด แสงแดดอ่อนลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเป็นเงาบาง สายลมอ่อนพัดต้องม่านโปร่งให้ไหวเอน กลิ่นไม้หอมจาง ๆ ลอยคลุ้งทั่วห้องบนเตียงกว้างใต้ผ้าม่านสีอ่อน เสิ่นเหยียนหลัวนอนสงบนิ่งอยู่ครั้นสายลมเย็นสัมผัสปลายผม นางจึงขยับกายเล็กน้อย เปลือกตาสั่นไหวก่อนจะค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆ ดวงตาที่พร่ามัวค่อย ๆ ปรับชัด เห็นภาพเพดานไม้แกะสลักเลือนราง ก่อนจะหันมองไปข้างกายเซียวอวี้เหิงนั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้าคมคายนั้นฟุบลงกับขอบเตียง เขาหลับใหลอย่างไม่รู้ตัว เส้นผมสีดำปรกหน้าผากเล็กน้อย ทว่าแม้ยามหลับ มือใหญ่ของเขากลับกุมมือนางไว้แน่นเสิ่นเหยียนหลัวทอดมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข นางขยับนิ้วเบา ๆ สัมผัสตอบฝ่ามืออุ่นนั้น ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนหวาน นิ้วเรียวขยับเบา ๆ ทำให้บุรุษที่ฟุบหลับอยู่สะดุ้งตื่น เซียวอวี้เหิงลืมตาขึ้นช้า ๆ มองภาพตรงหน้า“เหยียนหลัว… ”น้ำเสียงอ่อนโยนของเขาดังขึ้นพร้อมกับขยับกายลุกขึ้นไปนั่งเคียงข้างนาง มือใหญ่คว้าร่างบางเข้ามาโอบกอดไว้แน่น “ท่านอ๋อง… ”เสิ่นเหยียนหลัวเปล่งเสียงออกมาด้วยความงุนงงเล็กน้อย เซียวอวี้เหิงผละออกมาเล็กน้อย มือใหญ่ย
ตอนพิเศษ 2รอท่านภายในห้องที่เงียบสงบเสิ่นเหยียนหลัวนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะอาหาร สายตาคอยทอดมองไปยังประตูอย่างรอคอย เคียงข้างนางมี เสี่ยวเถากับเสี่ยวฮวายืนอยู่อย่างสำรวม นางทอดมองจานอาหารที่ถูกจัดอย่างประณีตนั้นพลันถอนหายใจแผ่วก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยใจ“เสี่ยวเถานี่ยามใดแล้ว”สาวใช้เงยหน้าเล็กน้อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ เมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนลงมือทำอาหารอย่างตั้งใจและรอเจิ้นเป่ยอ๋องมานานแล้ว“ยามไฮ่แล้วเพคะ”สิ้นถ้อยคำ เสิ่นเหยียนหลัวถอยหายใจแผ่ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เขากลับมีราชกิจมากมายไม่ค่อยว่างมาหานางเลย วันนี้นางตั้งใจทำอาหารที่เขาชอบเป็นพิเศษเพื่อรอเขา แต่เขากลับไม่มาเพียงไม่นานเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นหน้าห้อง นางกำนัลทั้งสองหันไปตามเสียงก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดี“พระชายาเพคะ ท่านอ๋องเสด็จมาแล้วเพคะ”เสิ่นเหยียนหลัวที่นั่งทำหน้าน้อยใจอยู่รีบยืดกายตรงก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาอย่างดีใจ นางรีบจัดอาภรณ์ของตนเองและทรงผมที่ตั้งใจทำมาอย่างเร่งรีบก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งเซียวอวี้เหิงก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางสงบนิ่ง เขาทอดสายตาไปยังอาหารที่ยังคงว
เมืองหลิงซานหนึ่งเดือนต่อมายามรุ่งสาง ขบวนรถม้าหลวงเคลื่อนออกจากประตูวังท่ามกลางม่านหมอกบาง เสียงล้อไม้บดกับพื้นหินดังก้องเป็นจังหวะทุ้มต่ำ คล้ายเสียงกล่องส่งผู้เดินทางสู่หนทางไกล แสงแรกแห่งวันทอดยาวไปตามกำแพงสูงตระหง่าน ราวกับแผ่นฟ้ากำลังเปิดทางให้ขบวนเสด็จค่อย ๆ ลาลับจากเมืองหลวงภายในรถม้า กลิ่นไม้หอมอ่อนลอยอบอวล เสิ่นเหยียนหลัวเอนกายนั่งอย่างสงบ ม่านแพรบางไหวตามแรงสั่นสะเทือนของล้อ ทำให้ลำแสงอรุณลอดเข้ามาเป็นช่วง ๆ นางยกมือแง้มม่านเล็กน้อย สายตาทอดมองเมืองหลวงที่ค่อย ๆ ถอยห่างออกไป เรือนร้านเริ่มเปิดรับวันใหม่ ผู้คนเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา เสียงชีวิตยามเช้าดังเลือนรางอยู่ไกล ๆเซียวอวี้เหิงนั่งตรงข้ามอย่างสงบนิ่ง ดวงตาคมจับจ้องอิริยาบถของนางโดยไม่เอื้อนเอ่ย ครั้นเห็นนางทอดสายตามองภายนอกอยู่เนิ่นนาน เขาจึงกล่าวเสียงต่ำเรียบ“ยังอาลัยสถานที่แห่งนี้หรือ”เสิ่นเหยียนหลัวส่ายหน้าแผ่วเบา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง“มิใช่อาลัย… เพียงแต่มีเรื่องราวมากมายที่ได้เกิดขึ้นที่นี่”สิ้นคำ นางถอนหายใจแผ่ว พลันหันไปทอดมองใบหน้าคมเรียบนิ่งของเขา ก่อนจะขยับเข้าไปนั่งเบียดเขา มือเล็กลูบไล้บนอกกว้างอย
ตอนพิเศษ 1ตำหนักองค์ชายใหญ่ภายในห้องที่เงียบสงบ แสงแดดยามเช้าสาดเข้ามาต้องร่างสองร่างที่กำลังนอนกอดกันอยู่บนเตียงอย่างแนบแน่น สายลมยามเช้าพัดเข้ามาแผ่วเบากระทบร่างบางของเสิ่นเหยียนหลัวที่นอนอยู่บนเตียงกว้าง นางขยับกายเล็กน้อย พลันรับรู้ถึงไออุ่นที่กำลังโอบล้อมร่างนางอยู่ นางลืมตาขึ้นก่อนจะเงยหน้าเล็กน้อยมองใบหน้าคมที่ยังคงหลับใหล เสิ่นเหยียนหลัวทอดมองใบหน้าคมที่กำลังหลับก่อนจะเผยรอยยิ้มบางออกมา มือเล็กยกขึ้น ปลายนิ้วเรียวไล้หว่างคิ้วเข้มลงมาหยุดอยู่ปลายจมูกโด่งอย่างแผ่วเบา ทว่าทันใดนั้นริมฝีปากหยักได้รูปนั้นก็ยกขึ้นมากัดลงบนปลายนิ้วของนิ้วอย่างเบา ๆ เสิ่นเหยียนหลัวหัวเราะแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ตื่นแล้วหรือเพคะ”เซียวอวี้เหิงลืมตาขึ้นก้มลงมองนางด้วยแววตาอ่อนโยน ดวงตากลมใสของนางช่างสะกดเขาจนไม่อาจละสายตาได้ ริมฝีปากเล็กนั้นดึงดูดเขาอย่างไม่อาจห้าม เขาโน้มลงจูบริมฝีปากนางอย่างแผ่วเบาก่อนจะกวาดชิมรสหวานจากปากนางอย่างหลงใหลเสิ่นเหยียนหลัวที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับรสจูบของเขาก็ผละออกเล็กน้อยอย่างห้ามใจ นางเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“สายมากแล้วเพคะ”เซียวอวี้เหิงจูบลง
ตอนที่ 26ตำหนักองค์ชายใหญ่ราตรีเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแผ่วของ เสิ่นเหยียนหลัว ที่หลับสนิทอยู่บนเตียง ม่านบางไหวตามลมยามค่ำคืน เงาจันทร์ทอดผ่านช่องหน้าต่างเป็นริ้วเงินเย็นเยียบทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งเลือนลางก็แทรกกายเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง ฝีเท้าเบาราวภูตผี มันหยุดยืนอยู่ข้างเตียง ดวงตาจับจ้องร่างที่กำลังหลับไหล มือหนึ่งยกผ้าผืนยาวขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนจะก้มลงหมายรัดรอบลำคอแต่ในห้วงวินาทีที่ผ้าสัมผัสผิว เสิ่นเหยียนหลัวพลันสะดุ้งตื่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด มือเรียวคว้าผ้าไว้แล้วบิดตัวหลบ ทั้งสองต่อสู้กันบนเตียงอย่างชุลมุน เสียงหอบหายใจและการกระแทกดังอูอี้ในห้องมืดเสิ่นเหยียนหลัวเอื้อมมือคว้าปิ่นปักผมที่ตกอยู่ใกล้หมอนแทงสวนออกไปโดยไม่ลังเล เสียงกรีดร้องแหลมของสตรีฉีกความเงียบ เงาร่างนั้นผงะถอย มือกุมบาดแผล เมื่อแสงจันทร์สาดต้องใบหน้า เสิ่นเหยียนหลัวจึงเห็นชัด นางคือนางกำนัลที่นำยามาให้และภาพในชาติก่อนพลันผุดขึ้น น้ำแกงไร้บุตรเพคะ นางก็คือคนเดียวกับชาติก่อนจะนำยาพิษมาให้นางดื่ม เหตุใดนางถึงต้องการจะเอาชีวิตของข้าเช่นนี้ นางเป็นผู้ใดกันเสิ่นเหยียนหลัวรีบผละหมายจ
ตอนที่25ภาพอดีต“เสิ่นเหยียนหลัว”เสียงเรียกนั้นปลุกให้ร่างที่กำลังหลับใหลอยู่สะดุ้งเฮือก นางเบิกตากว้างด้วยความเจ็บปวดที่อกข้างซ้ายอย่างรุนแรง นางหันมองรอบกายที่มีแต่ความมืดมิดแต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติภาพมากมายก็พลันปรากฏกายขึ้นอยู่ในห้องหนึ่งภาพเบื้องหน้าคือเซียวอวี้เหิงที่ยืนนิ่งสายตาเยียบเย็นจ้องมองร่างของ เซียวเฉิงอวี่ และเสิ่นเหยียนหลัวที่กำลังเกาะชายอาภรณ์ของเขาอยู่เสิ่นเหยียนหลัวขมวดคิ้วด้วยความงุนงงหรือว่านางได้ย้อนกลับมาเมื่อชาติก่อนหรือ นางก้าวตรงไปหาเซียวอวี้เหิงที่ยืนนิ่งอยู่“องค์ชาย… องค์ชายเพคะ”เสียงของนางราวเป็นเพียงสายลมที่เขาไม่อาจได้ยินมือเล็กของนางเอื้อมไปจับมือเขาแต่กลับได้แต่ความว่างเปล่าไม่สามารถต้องร่างของเขาได้“อวี้เหิงได้โปรด ไว้ชีวิตเขาด้วย”น้ำเสียงอ้อนวอนของเสิ่นเหยียนหลัวที่นั่งอยู่บนพื้นเอ่ยขึ้นแผ่วสั่นทำให้เสิ่นเหยียนหลัวที่เพ่งปรากฏกายหันไปมองภาพเหตุการณ์นี้อย่างงุนงง นางมองตัวเองที่พยายามอ้อนวอนเขาและมองเขาที่พยายาม กลั้นน้ำตาใบหน้าของเขาแสดงออกชัดเจนว่าเจ็บปวดเพียงใดแต่นางในตอนนั้นกลับไม่สังเกตเลยมีดสั้นถูกโยนลงไปเบื้องหน้าของเสิ่นเหยียนหลัวและ
ตอนที่ 8มือสังหารขบวนเสด็จกลับวังเคลื่อนตัวผ่านเส้นทางคดเคี้ยวกลางป่าทึบ แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องสอดเรือนยอดไม้ลงมาเป็นลำ เงาม้าศึกและทหารยาวเหยียดทอดไปตามพื้นดินเซียวอวี้เหิงนั่งอยู่หลังม้า สีหน้าสงบนิ่ง แววตาคมกริบกวาดมองรอบด้านอย่างระแวดระวัง ตงมู่ควบม้าเคียงข้างไม่ห่าง มือใหญ่ของเซียวอวี้เหิงเลื
ตอนที่7เสียสละคุกหลวงภายในคุกหลวง ความเย็นชื้นเย็นเกาะอยู่ตามผนังหิน กลิ่นคาวเลือดและสนิมเหล็กคลุ้งอยู่ในอากาศ เงาเปลวไฟจากคบเพลิงไหววูบวาบ ราวกับกำลังหายใจ ทำให้ห้องทั้งห้องดูคับแคบและอึดอัดยิ่งนักเสิ่นเหยียนหลัวก้าวเข้ามาช้า ๆ เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังก้องเบา ๆ นางหยุดยืนเบื้องหน้า เซียวอวี้เ
ตอนที่5นอนด้วยในงานล่าสัตว์ประจำปี ลานกว้างกลางหุบเขาหลวงถูกจัดตกแต่งอย่างโอ่อ่า ธงหลากสีโบกสะบัดรับสายลมฤดูใบไม้ร่วง เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างนั่งเรียงรายอยู่ใต้กันสาด สนทนาและจิบชากันอย่างคึกคัก เสียงหัวเราะแผ่วเบา ประสานเสียงเครื่องดนตรี สร้างบรรยากาศครึกครื้นทั่วทั้งลานไม่นานนัก เสียงฝีเ
ตั้งแต่วินาทีนั้น ความโง่งมของข้าก็มลายหายไปสิ้น“คุณหนู”เสียงอารั่วดังขึ้นข้างหูทำให้นางสลัดความทรงจำในชาติก่อนทิ้งไปแล้วหันมามองใบหน้าเย็นชาเบื้องหน้าครู่หนึ่งพร้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม“องค์ชาย ข้าหนาวเหลือเกินเพคะ”นางส่งสายตาหวานให้เขา เซียวอวี้เหิงที่นั่งอยู่หันมาสบสายตานางเขาขมวดคิ้ว







