Masukหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในตระกูล ความสัมพันธ์ระหว่างฉิน เสี่ยวเฟิง และพี่ชายต่างมารดาของนาง ฉิน เหวินเจี๋ย ดีขึ้นอย่างมาก
ฉิน เหวินเจี๋ยรู้สึกถึงความซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ได้รับความช่วยเหลือจากน้องสาวที่น่ารักคนนี้ หลังจากที่ฉิน เสี่ยวเฟิงเข้ามาในชีวิตของเขา การทำงานในจวนของนางได้ทำให้เขาหลุดพ้นจากการถูกกลั่นแกล้งจากพี่น้องคนอื่น และลดความหนักหน่วงของชีวิตที่เขาต้องเผชิญ
“ขอบใจมากนะ ฉิน เสี่ยวเฟิง” ฉิน เหวินเจี๋ยกล่าวด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
การที่ฉิน เหวินเจี๋ยได้รับการจ้างงานให้ทำหน้าที่ขับรถม้าในจวนของฉิน เสี่ยวเฟิงทำให้เขารู้สึกถึงความมั่นคงและความปลอดภัยมากขึ้น เขาสามารถหลีกเลี่ยงจากการถูกกลั่นแกล้งและความยากลำบากที่เขาต้องเผชิญในชีวิตก่อนหน้านี้
ฉิน เสี่ยวเฟิงเองก็รู้สึกดีใจที่สามารถช่วยพี่ชายต่างมารดาของตนได้ นางเห็นความสำคัญของการดูแลและช่วยเหลือครอบครัว และรู้ว่าการที่เขามาทำงานในจวนของนางทำให้เขาสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้
การที่ฉิน เหวินเจี๋ยเข้ามาทำงานในจวนของฉิน เสี่ยวเฟิงไม่เพียงแต่ทำให้เขามีความสุขและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องต่างมารดามีความสนิทสนมและเต็มไปด้วยความอบอุ่นมากยิ่งขึ้น
นอกจากการจัดการเรื่องงานในจวนแล้ว ฉิน เสี่ยวเฟิงยังมีความตั้งใจที่จะช่วยให้พี่ชายต่างมารดาของนาง ฉิน เหวินเจี๋ย มีทักษะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นางได้เขียนอธิบายทักษะการต่อสู้ที่นางรู้จักอย่างละเอียดให้กับเขา ซึ่งรวมถึงทักษะการต่อสู้จากโลกดั่งเดิมของนาง เช่น มวยไทยและเทคอนโด้
ฉิน เหวินเจี๋ยรับสมุดการฝึกฝนที่ฉิน เสี่ยวเฟิงจัดเตรียมให้ด้วยความยินดี เขามองเห็นถึงความร้ายกาจและความสามารถที่น่าทึ่งของน้องสาวด้วยสายตาของตัวเอง
“ขอบคุณมากนะ ฉิน เสี่ยวเฟิง” ฉิน เหวินเจี๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง “ข้าจะตั้งใจฝึกฝนอย่างเต็มที่ เพื่อให้สักวันหนึ่งข้าจะสามารถปกป้องเจ้าได้”
ฉิน เหวินเจี๋ยรู้ว่าการฝึกฝนเหล่านี้จะเป็นความท้าทาย แต่เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้าและพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อที่จะสามารถเป็นพี่ชายที่แข็งแกร่งและสามารถปกป้องน้องสาวต่างมารดาของเขาได้ภายในตระกูลแห่งนี้นอกจากท่านแม่ที่เขาเคารพรักเขาก็ยังมีน้องสาวที่น่ารักอยู่หนึ่งคนก็คือนาง ผู้คนภายในตระกูลแห่งนี้จะมีใครสักกี่คนกันที่จะยินดีเป็นพี่เป็นน้องกับเขาจากใจจริงจะมีก็แต่เพียงน้องสาวตัวน้อยคนนี้เท่านั้นลักษณะนิสัยของนางนั้นช่างแปลกประหลาด
ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียนแอบมองบุตรสาวของตน, ฉิน เสี่ยวเฟิง, ฝึกซ้อมต่อสู้อย่างเงียบๆ จากที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของห้องฝึกซ้อม เขาไม่เคยคิดว่าการแอบดูการฝึกซ้อมของนางจะทำให้เขารู้สึกประทับใจเช่นนี้ ทักษะการพลางตัวของท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียนนั้นมีความเฉียบคมและประณีตจนแทบไม่มีใครสามารถจับตามองได้ แต่เมื่อเขาได้เห็นความสามารถของบุตรสาว นางมีทักษะในการเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและพลางตัวได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งไม่ต่างจากความสามารถของเขาเอง
ฉิน เสี่ยวเฟิงฝึกซ้อมด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจเต็มที่ ขณะที่เธอเคลื่อนไหวราวกับเงาในยามค่ำคืน แต่เธอไม่รู้เลยว่าเจ้าพ่อที่มักจะดูเหมือนไม่เอาไหนนั้นกำลังจับตามองการฝึกซ้อมของเธออยู่ ความสามารถที่นางแสดงออกมาทำให้ท่านแม่ทัพต้องตะลึง แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพกำลังเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด
ท่านแม่ทัพเห็นการฝึกซ้อมนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ในตัวบุตรสาวและเริ่มคิดทบทวนถึงบทบาทและอนาคตของนางในตระกูล
เช้าวันถัดมา ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียนเดินทางมายังตำหนักของบุตรสาว ฉิน เสี่ยวเฟิง ด้วยท่าทางที่ดูเรียบเฉยและนิ่งสงบ เขาเข้ามาในตำหนักพร้อมกับความตั้งใจที่จะใช้เวลาทานอาหารเช้าร่วมกับพวกนาง
เมื่อฉิน เสี่ยวเฟิงเห็นพ่อของตนเข้ามาในตำหนัก นางจ้องมองไปที่ท่านแม่ทัพด้วยความเย็นชาและน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์กล่าวถามว่า “ท่านมาทำไม?”
ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียนมีสีหน้าที่เรียบนิ่งและตอบกลับอย่างเรียบง่ายว่า “เช้าวันนี้ข้าก็เพียงแค่อยากมาทานข้าวกับพวกเจ้าสองแม่ลูกเท่านั้น”
คำตอบของท่านแม่ทัพทำให้ฉิน เสี่ยวเฟิงมีท่าทีที่ต้องคิดทบทวน ขณะที่นางกำลังจะพูดขัด แม่ของนางที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มีสีหน้าเต็มไปด้วยความดีใจและตื่นเต้นที่ท่านแม่ทัพมาที่นี่ นางรีบจัดเตรียมโต๊ะอาหารเช้าให้ท่านแม่ทัพด้วยความรักและความอบอุ่น
แม่ของฉิน เสี่ยวเฟิงแสดงความสุขออกหน้าออกตา นางดีใจที่สามารถใช้เวลาร่วมกับท่านแม่ทัพซึ่งปกติแล้วมักจะไม่แสดงความรักหรือเอาใจใส่ นานมากแล้วที่ท่านแม่ทัพไม่ได้แสดงความอบอุ่นหรือความใส่ใจเช่นนี้
เห็นแม่ของนางมีความสุขเช่นนั้น ฉิน เสี่ยวเฟิงจึงตัดสินใจล้มเลิกความคิดที่จะขัดขวางการมาของท่านแม่ทัพ นางยอมให้ท่านแม่ทัพร่วมทานอาหารเช้ากับพวกเขาโดยไม่แสดงความไม่พอใจออกมา
ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียนนั่งทานอาหารเช้ากับฉิน เสี่ยวเฟิงและแม่ของนางในบรรยากาศที่ดูอบอุ่นและเรียบง่าย ระหว่างการทานอาหาร ท่านแม่ทัพพลันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความชื่นชมว่า
“เซียง เหวิน เจ้าสั่งสอนบุตรสาวของเราได้ดีจริงๆ นางช่างเป็นสตรีที่เพียบพร้อม”
ท่านแม่ทัพพูดพร้อมกับส่งสายตาอันเร้าร้อนให้กับเซียง เหวิน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าคืนนี้เขาจะพักที่นี่ด้วย
“หึ!” ฉิน เสี่ยวเฟิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย็นชา ก่อนที่จะลุกขึ้นและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
แม้จะมีอาหารเช้าที่ท่านแม่ทัพจัดเตรียมมาให้อย่างดี แต่ฉิน เสี่ยวเฟิงกลับไม่ได้สัมผัสมันจนหมด นางทิ้งข้าวไว้ไม่เต็มที่แล้วออกไปจากตำหนักด้วยท่าทางที่ไม่ใยดี
การกระทำของฉิน เสี่ยวเฟิงสะท้อนถึงความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเฉยชาและความไม่พอใจต่อท่านแม่ทัพ ความรู้สึกนี้อาจมาจากความสัมพันธ์ที่ขาดการเชื่อมโยงและการแสดงออกที่ท่านแม่ทัพมีต่อครอบครัวในช่วงที่ผ่านมา นางยังคงรู้สึกห่างเหินและไม่คุ้นเคยกับท่าทีที่แสดงถึงความใกล้ชิดหรือความอบอุ่นจากพ่อของตน
ในค่ำคืนที่สงบ ซู เจิ้งเหวินนอนอยู่บนเตียง โดยมีฉิน เสี่ยวเฟิง อยู่เคียงข้าง เขาโอบกอดนางอย่างอบอุ่นและถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและอ่อนโยน“ฉิน เสี่ยวเฟิง เจ้าอยากให้ข้าขึ้นเป็นฮ่องเต้ไหม? เจ้าอยากที่จะเป็นองค์ฮองเฮา หรือไม่?”คำถามของเขาสะท้อนถึงความรู้สึกของเขาที่ต้องการทราบความคิดเห็นและความปรารถนาของนางเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา ซู เจิ้งเหวินรู้ดีว่าการขึ้นเป็นฮ่องเต้หมายถึงการมีอำนาจและความรับผิดชอบที่มากมาย เขาต้องการให้ฉิน เสี่ยวเฟิงรู้สึกสบายใจและมีความสุขในชีวิตของพวกเขาฉิน เสี่ยวเฟิง มองชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน นางตอบกลับด้วยความจริงใจ“ข้าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ข้าเพียงแค่ต้องการใช้ชีวิตกับท่านอย่างสงบเพียงแค่นี้ชีวิตของข้าก็มีความสุขมากแล้ว”คำตอบของนางสะท้อนถึงความเรียบง่ายและความพอใจในชีวิตที่มีอยู่แล้ว นางไม่ต้องการความยิ่งใหญ่หรืออำนาจใด ๆ แต่ต้องการแค่ความสงบสุขและความรักจากคนที่นางรัก ข้อความของนางเป็นการยืนยันถึงความรักที่แท้จริงและความสำคัญของความสงบในชีวิตของพวกเขาซู เจิ้งเหวินรู้สึกอบอุ่นและสงบใจเมื่อได้ยินคำพูดของนาง เขาหัวเราะเบา ๆ และยิ้มให้กั
เช้าวันต่อมา ซู เจิ้งเหวิน เดินทางไปหา องค์ชายซู หย่งชิง ที่ตำหนัก องค์ชายซู หย่งชิงเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยความถือดีและมีท่าทางที่สูงส่ง แม้ว่าเขาจะมีความสามารถไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แต่ความทะเยอทะยานในใจของเขากลับเต็มเปี่ยม การได้รับการสนับสนุนจากแม่ตั้งแต่เด็กช่วยหล่อหลอมความมั่นใจและความทะเยอทะยานในตัวเขาองค์ชายซู หย่งชิงได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทใหม่ ๆ จึงมักแสดงท่าทางที่แสดงถึงศักดิ์ศรีและความสำคัญของตำแหน่ง เขาสวมเสื้อคลุมหรูหราและเดินด้วยท่าทีที่ดูแข็งแกร่งและมีอำนาจ ในการพบปะกับพี่ชายของเขา เขามักจะมีท่าทางที่แสดงถึงความเป็นผู้นำและความมั่นใจในตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์ที่สูงส่งซู หย่งชิงมองด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความถือดี ขณะถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความอำนาจ “ท่านพี่มาหาน้องแต่เช้าไม่ทราบว่าท่านมีเรื่องอะไร” ซู เจิ้งเหวินหลับตาในขณะที่คำพูดของเขาดังออกมาอย่างหนักแน่น “ตำแหน่งองค์รัชทายาทของเจ้าจะถูกปลดออก จากนี้ไปเจ้าจะต้องแข่งขันกับซู เฟยหลงเพื่อแสดงความสามารถของเจ้าอย่างตรงไปตรงมา”คำประกาศนี้ทำให้ซู หย่งชิงถึงกับเดือดดาลอย่างถึงที่สุด เขารู้ดีว่าตนได้ร
ในห้องขังที่เงียบสงัด มหาเสนาบดี หลี่ เฟิง นั่งอยู่บนพื้นเย็นยะเยือก มือของเขาผสานกันอยู่บนตัก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหม่นหมองและความขมขื่น ความรักที่เขาเคยมีต่อเหม่ยหย่ง องค์ฮองเฮา และความเจ็บปวดที่เขาต้องเผชิญในช่วงท้ายของชีวิต ได้สะท้อนออกมาในบทพูดที่เขากำลังจะบรรยาย“นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้พบกัน ข้าและเหม่ยหย่งเคยเป็นคู่รักที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน แต่โชคชะตากลับบีบบังคับให้เราแยกจากกัน ท่านพ่อท่านแม่ของนางไม่เคยเห็นคุณค่าของเรา นางถูกส่งไปยังซู เจินเฉิง ฮ่องเต้ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเพียงรัชทายาท พวกเขาทำลายความรักของเราด้วยการบังคับให้นางแต่งงานกับเขา”เหม่ยหย่งเคยร้องขอให้ ซู เจินเฉิง ปฏิเสธเธอ เพราะเธอมีคนรักอยู่แล้ว แต่การขอร้องของเธอกลับถูกเมินเฉยและไม่เป็นที่สนใจ ซู เจินเฉิงไม่เพียงแต่ไม่รับฟังคำขอของเหม่ยหย่งเท่านั้น แต่ยังทำร้ายและข่มขืนนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลของการกระทำเหล่านี้ทำให้เหม่ยหย่งต้องสูญเสียความสุขในชีวิตและกลายเป็นเครื่องมือของโชคชะตาที่เธอไม่ต้องการเด็กชายที่เกิดจากการกระทำเหล่านี้ คือ องค์ชายใหญ่ ซู เจิ้งเหวิน และซู เฟยหลง เป็นที่มาของความเจ็บปวดแล
เมื่อเหม่ยหย่ง องค์ฮองเฮาและมหาเสนาบดีหลี่ เฟิง ฟื้นคืนจากสติ พวกเขาพบว่าตัวเองถูกคุมขังด้วยกุญแจมือและเครื่องพันธนาการที่แน่นหนามหาเสนาบดีหลี่ เฟิง แม้จะถูกจับและสวมกุญแจมือ แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเงียบสงบ เขาดูเหมือนจะไม่แสดงความรู้สึกตื่นตกใจหรือหวาดกลัวใดๆ เขารู้สึกถึงความอึดอัดและไม่เชื่อว่าสถานการณ์ที่เขาต้องเผชิญอยู่ในตอนนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่เขามีกำลังพลนับพันนับหมื่นและเคยมีอำนาจมากมาย แต่กลับถูกจับกุมในสภาพที่ไม่คาดคิดในทางกลับกัน เหม่ยหย่ง องค์ฮองเฮานั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและวิตกกังวล นางรู้สึกไม่เชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับตัวนาง นางถูกคุมด้วยเครื่องพันธนาการที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องประสบกับตัวเอง"ซู เจิ้งเหวิน ข้าเป็นแม่ของเจ้านะ เจ้าทำร้ายแม่ของเจ้าได้อย่างไรกัน?" เสียงของเหม่ยหย่งสั่นไหวไปด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้น นางไม่สามารถยอมรับได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้นเป็นผลจากการกระทำของบุตรชายของตนซู เจิ้งเหวินยืนอยู่ในมุมหนึ่งของห้อง พร้อมกับฉิน เสี่ยวเฟิง เขามองไปที่เหม่ยหย่งด้วยความรู้สึกที่สับสนและไม่แน่ใจ แต่เขาตอบกลับด้วยความมุ่งมั
เช้าวันถัดมา ข่าวเรื่องการบาดเจ็บสาหัสขององค์ชายซู เฟยหลง ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งวังหลวง ราวกับไฟลามทุ่ง ทว่าผู้คนกลับไม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้ มีเพียงซู เจิ้งเหวิน เพียงผู้เดียวที่รับรู้เรื่องนี้อย่างละเอียดลออ เพราะในคืนก่อนหน้านั้น องค์ชายซู เฟยหลง ได้มาชักชวนเขาให้เข้าร่วมในแผนการที่ดูเสี่ยงและอันตรายเกินไปซู เจิ้งเหวิน ตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอของน้องชายด้วยเหตุผลที่ชัดเจนว่า แผนการนั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไปเกินกว่าที่จะยอมรับได้ แต่ถึงแม้จะทำตามเหตุผลที่เขาเลือก ความรู้สึกของเขากลับยังเต็มไปด้วยความรู้สึกกังวลและล่วงลึกถึงใจ องค์ชายซู เฟยหลงซึ่งมักจะมีความแข็งแกร่งและมั่นคงในสายตาของเขา กลับต้องเผชิญกับอันตรายที่ไม่คาดคิดแต่ทว่ามหาเสนาบดีหลี่ เฟิง นั้นเป็นบุรุษผู้ที่เก่งกาจทั้งด้านบุ๋นและบู้ การที่องค์ชายชายซู เฟยหลง รอดกับมาได้ก็นับว่าดีมากแล้ว ซู เจิ้งเหวิน ในฐานะพี่ชายคนโตเขาคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องชายคนนี้จะรู้จักใช้หัวคิดบ้างฉิน เสี่ยวเฟิง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลและความเป็นห่วง "ต่อไปท่านต้องระวังตัวให้มากรู้ไหม”หลังข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก
ลานกว้างภายในตำหนักของมหาเสนาบดี หลี่ เฟิง ถูกทำให้สว่างไสวด้วยแสงจากตะเกียงที่ถูกจุดขึ้นทั่วทั้งพื้นที่ ขณะนี้ ความสว่างทำให้กลุ่มผู้บุกรุกที่สวมชุดดำรู้สึกถึงความไม่สบายใจ พวกเขายืนอึ้งอยู่กลางลานกว้าง ดูเหมือนว่าพวกตนนั้นจะหลงติดกับเข้าให้แล้ว กำลังพลของมหาเสนาบดี หลี่ เฟิง ที่ทำการปิดล้อมนั้นน่าจะมีอยู่ประมาณ 300 กว่าคน ส่วนขององค์ชายซู เฟยหลงมีเพียงแค่ 100 คนเท่านั้น"พวกเราจะเอาอย่างไรดีองค์ชาย ซู เฟยหลง?" เสียงของฉิน เจียงหลงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้ใบหน้าของเขานั้นจะอยู่ภายใต้หน้ากากแต่ก็ไม่สามารถที่จะปิดบังความหวาดกลัวได้พ้นภายใต้แสงที่สว่างจ้า และบรรยากาศที่ตึงเครียดนั้น ทุกการเคลื่อนไหวและเสียงกระทบกระทั่งมีความสำคัญต่อชีวิตของพวกเขา องค์ชาย ซู เฟยหลง ยืนอยู่ตรงกลางกลุ่ม ปัญหาตอนนี้คือการหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่คับขันนี้ ในขณะที่ผู้บุกรุกมีแนวโน้มที่จะตกใจและไม่แน่ใจในทิศทางที่ควรไปการตัดสินใจขององค์ชายจะต้องรวดเร็วและเด็ดขาด หากไม่สามารถหาทางออกหรือหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงได้ อาจจะต้องพิจารณาใช้กลยุทธ์อื่น ๆ เพื่อสร้างความสับสนให้กับศัตรูและหาทางออกที่ปลอดภัย







