INICIAR SESIÓN...เบญรดารู้สึกเหมือนสมองหยุดทำงานชั่วขณะหรือเรียกง่ายๆ ว่าไปไม่เป็นนั่นเอง จึงได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาแข็งกร้าวนั่น เมื่อลองเหลือบมองก็ยังเห็นว่าสายตาคู่นั้นยังจ้องมาอย่างไม่ลดละ
“หึ!! จำชื่อตัวเองไม่ได้งั้นเหรอ!! แต่จำได้ว่าไปเห็นพวกนั้นส่งของผิดกฏหมายกัน จำได้ว่าหนึ่งในนั้นทำงานโรงพยาบาล แล้วมีคนเจ็บที่ไหนที่ไม่อยากรักษาตัวเอง คำพูดของคุณเจตนาปกปิดบางอย่าง ผมไม่รู้หรอกว่าคุณไปทำอะไรมาหรือกำลังจะทำอะไร แต่ตอนนี้เมื่อผมกำลังให้การช่วยเหลือคุณอยู่ตามหลักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว ถ้าคุณทำให้ผมเดือดร้อนล่ะก็...หึ หึ...ผมจะเอาเรื่องคุณให้ถึงที่สุด!!” ...เสียงห้าวเข้มแกมขู่นั้นจริงจังมาก ไหนจะใบหน้าที่เคร่งขรึมนั่นอีกเล่า ...เบญรดาฟังแล้วหายใจหายคอไม่ค่อยสะดวก เมื่อเรื่องราวจับพลัดจับผลูมาขนาดนี้แล้วก็ต้องดำเนินเรื่องต่อไปให้ได้จนกว่าจะขอความช่วยเหลือไปยังส่วนกลางได้ แต่ตอนนี้ขออย่าให้หนีเสือมาปะจระเข้เลย “คุณคะ!!! ฉันสารภาพตามตรงก็ได้ค่ะว่าฉันจำไม่ได้จริงๆ ว่าตัวเองชื่ออะไร และที่บอกได้เพราะมันเหมือนหรือคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นอย่างนั้น ฉันพยายามปะติดประต่อเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้ฉันยังปวดหัวอยู่ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวด ฉันไหว้ล่ะค่ะ!! ขอเวลาฉันสักวันสองวันนะคะ และรับรองว่าคุณจะไม่เดือดร้อนแน่ๆ ตรงกันข้ามค่ะ!! ฉันจะให้ทาง...เอ่อออ..อ่า คะ คะ คือออ ถ้ากลับถึงบ้านเมื่อไหร่จะให้แม่โทรมาขอบคุณอีกครั้งนะคะ!! หรือฉันจะให้ที่บ้านโอนเงินเป็นการตอบแทนที่มาอยู่มากินที่นี่ก็ได้ค่ะ” ...เธอพยายามใช้ความสามารถด้านการแสดงทั้งหมดเพื่อทำให้เขาไม่คาดคั้นไปมากกว่านี้และยังคงยกมือไหว้ขอร้องเขาครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ...โอมมองเธอด้วยสายตาดุๆ เพื่อให้เธอรู้ว่าถึงเขาจะใจดีช่วยเธอไว้แต่เขาก็พร้อมจะหิ้วเธอไปส่งตำรวจหากการมีเงื่อนงำนี้นำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย “ก็ได้!!! ผมจะให้เวลาคุณสองวันสำหรับคิดหรือจัดการทุกอย่างตามที่คุณบอกและไม่ต้องเอาเงินมาให้ผมหรอก ถือว่านี่คือน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ก็เหมือนการทำบุญนั่นแหละ เอาล่ะถ้าคุณจะโทรหาใครก็บอกผม แต่ไอ้เรื่องนาฬิกานี่ยังไม่ตอบผมเลยนะ!!! ตอนแรกคิดว่าของก็อบปี้เสียอีกแต่พอดูจริงๆ นี่มันของแท้เลยนะ แล้วเมืองไทยก็มีกลุ่มคนไม่มากที่ใช้ของแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นทหารหรือนักรบ หรือนักกีฬาสายบู๊ เขาถึงใช้นาฬิกาพันธุ์อึดแบบนี้กัน ไม่ทราบว่าคุณจัดอยู่ในประเภทไหนเหรอครับ!!” ...ทุกอย่างทำท่าจะไปได้สวยอยู่แล้วเชียวแต่มาติดแหง็กกับนาฬิกาเจ้ากรรมนี่อีกจนได้ แต่ถึงเขาจะฉลาดที่ดูอะไรออกหลายอย่าง ทว่าก็มีช่องว่างให้เธอเอาตัวรอดอย่างเนียนๆ ได้เช่นกัน “อื่มมมม!!! โอ๊ยยยย!!! ทำไมเวลาคิดนี่มันปวดจริงๆ เลยนะ!!” ...คนเจ็บแสร้งทำเป็นปวดแผลจนต้องก้มลงแล้วยกมือกุมขมับไว้ “น่าจะนักกีฬานะคะ อ๋อออ!! ใช่ๆ ถ้าจำไม่ผิดฉันเป็นนักดำน้ำค่ะ อื่มมม!! ใช่ป่ะวะ!! โอยยยย!!! ปวดๆๆ ไม่ไหวแล้วอ่ะ!! คิดไม่ไหวแล้ว ปวดมากเลย!!” ...อาการพยายามคิดแต่ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวตุบๆ นี่ทำให้เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าเธอปวดจริงหรือแหกตากันแน่ “เอาล่ะๆ ไม่เป็นไร!! เดี๋ยวกินข้าวกินยาแล้วพักผ่อนซะ!! อยากได้อะไรก็บอกแสงดาว แล้วอย่าทะเล่อทะล่าเดินออกไปล่ะ ยังมองไม่ค่อยชัดไม่ใช่เหรอ!! เดี๋ยวได้พลาดหกล้มเจ็บมากกว่าเดิมอีก เอ้าโน่นข้าวมาพอดี” ...เขารีบตัดบทเพราะสับสนตัวเองเหมือนกันว่าจะเชื่อดีหรือไม่กับอาการที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าตอนนี้ อยากจะช่วยแต่ก็เกรงจะเป็นประเภทงูเห่ากับชาวนา จะไม่ช่วยก็กระไรอยู่เพราะดูทรงแล้วคงไม่มีใครในระแวกนี้ที่จะช่วยเธอได้ นอกจากเขา ...แล้วโอมก็ปล่อยให้คนเจ็บกินข้าวและพักผ่อนโดยให้แสงดาวคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนเขาก็ออกไปทำงานต่อแต่ยังเน้นย้ำกับแสงดาวว่าหากมีอาการรุนแรงขึ้นก็ให้รีบบอกเขา .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







