FAZER LOGIN...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก
...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา “ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ” “ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ” “คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ” ...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ “อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ” ...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น “คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรงว่าถ้าคุณไปก็จะเสียเที่ยวน่ะครับ” “จัดการเรื่องสำคัญมากเหรอครับ!! แล้วเบญ....เอ่อ แล้วเขาลาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” “ลาวันนี้ล่ะครับ แล้วปิดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดด้วยครับ บอกแค่ว่าหากมีอะไรสำคัญให้ฝากบอกคุณอีฟไว้แล้วคุณวีรวิทย์จะโทรคุยกับคุณอีฟอีกทีครับ อ้อขอโทษทีครับคุณโอม พอดีมีสายซ้อนเข้ามาจากลูกค้านะครับ ไว้เดี๋ยวผมจะโทรกลับมาคุยเรื่องงานใหม่นะครับ สวัสดีครับ” ...คนที่บอกว่าชื่อศิรวัฒน์วางสายไปแล้ว แต่โอมก็ยังนั่งงงและคิดถึงที่มาที่ไปว่าอะไรทำให้เกิดการเปลี่ยนคนประสานงานกระทันหันแบบนี้ (คุณวิท คุณก็รู้ว่าผมรอฟังข่าวเบญรดาอยู่ แล้วทำไมคุณไม่ติดต่อกลับบ้าง ทำไมคุณเลือกจะทำแบบนี้!!)...โอมรู้สึกเครียดจนหายใจติดขัด แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกคนที่น่าจะให้คำตอบเขาได้ เขาคนนั้นเป็นเพื่อนเก่าและเป็นตำรวจด้วย วินาทีนั้นโอมไม่รอช้าที่จะโทรติดต่อหาเพื่อนเก่าคนนั้น “ฮัลโหล เฮ้ยแทนฉันเองนะเว้ย!! แกรู้เรื่องที่เขาจับพ่อเลี้ยงทรงพลบ้างหรือเปล่าวะ!! ได้ข่าวไปจับที่โกดังเหรอ!! เขาจับอะไรกัน!!” ...โอมแกล้งถามไปเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลย “อ้าววว!! โอม!! ทำไมไม่ดูทีวีวะ ออกข่าวแล้วนี่หว่าว่ามีการจับยาเสพติดล็อตใหญ่ในโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แล้วก็พ่อเลี้ยงขัดขืนการจับกุมเลยโดนยิงตายคาที่เลยเว้ย” ...โอมได้ยินก็ถึงกับอึ้ง แม้จะคาดเดาไว้บ้างแล้วว่าหากพ่อเลี้ยงขัดขืนขึ้นมาก็อาจมีการเจ็บการตายกันบ้างล่ะ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริงก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน “เฮ้ยยย!! พ่อเลี้ยงโดนตำรวจวิสามัญเลยเหรอ!! มิน่าเมื่อตอนเช้ามืดเสียงเฮลิคอปเตอร์ดังสนั่นเลย หรือมีทหารมาด้วยเหรอ!!” “ไม่ใช่เว้ย!! คนที่ยิงพ่อเลี้ยงเป็นเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางว่ะ พ่อเลี้ยงโดนเจาะไปสองนัดคาที่เลย ที่ขานัดนึงแล้วก็ตรงหน้าผากกลางแสกหน้าอีกนัด แต่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าหน้าที่ส่วนกลางมาได้ยังไงเพราะงานนี้โดนท่านผอบอตอรอสั่งให้จัดการเงียบๆ นี่ตำรวจในเชียงใหม่ส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องเลยนะเว้ย แล้วผู้กำกับสิงห์ก็ไปเอากำลังตำรวจมาจาก สภ.อื่น ฉันก็ยังงงอยู่เนี่ยว่าทำไมเป็นแบบนี้ แล้วเฮลิคอปเตอร์น่ะไม่ได้ขนทหารมาหรอก แต่มารับเจ้าหน้าที่ที่โดนพ่อเลี้ยงยิง คงดวลกันแหละมั้ง แล้วรุ่นพี่บอกว่าร่างเจ้าหน้าที่คนนั้นร่วงลงไปในเหวหลังโกดังนั่นแหละ กว่าจะนำศพขึ้นมาได้ก็ทุลักทุเลน่าดู เลยมีการประสานงานให้ฮอมารับศพพร้อมกับทีมที่มาจากส่วนกลางกลับไปกรุงเทพทันทีเลย ที่นี่ก็ไม่มีข้อมูลเลยว่าอะไรเป็นอย่างไร รอผู้กำกับสิงห์ประชุมอยู่เนี่ย แล้วพรุ่งนี้จะแถลงข่าวเรื่องนี้แหละ อ้อๆ ผู้กำกับมาแล้ว เท่านี้ก่อนนะโอม ฉันต้องประชุมแล้วล่ะ” ...ขณะที่แทนเพื่อนที่เป็นตำรวจบอกเล่าเรื่องราวจนจบและวางสายไปแล้วนั้น โอมนั่งนิ่งเหมือนถูกถอดจิตออกจากร่าง แล้วอาการที่ตามาคือหูอื้อตาพล่า ลำคอตีบตันแห้งผาก เนื้อตัวเย็นวาบจนอึดอัด แล้วชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่ก็เกิดอาการสั่นสะท้านเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากได้ยินประโยคที่ว่าร่างเจ้าหน้าที่คนนั้นตกลงไปในเหวและกว่าจะนำศพขึ้นมาได้ก็ทุลักทุเลน่าดู
(ร่างนั้นที่แทนบอกคือใคร!! เขาหมายถึงใคร!!)
...โอมเอนหลังลงพิงกับพนักเก้าอี้โซฟาอย่างหมดอาลัยตายอยาก สมองทุกส่วนไม่สามารถสั่งการให้คิดอะไรได้อีกแล้วเพราะตื้อไปหมด มีเพียงดวงตาว่างเปล่าเท่านั้นที่มองขึ้นไปยังเพดาน กับแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหายใจเท่านั้นที่บอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ...เขากลายเป็นคนที่ไม่มีอะไรมาช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจได้เลย นอกจากความคิดลมๆ แล้งๆ ที่ส่งไปยังคนซึ่งอยู่กันคนละภพภูมิ) (พี่ออม สิ่งที่พี่ต้องการมันสำเร็จแล้ว แต่...สิ่งที่ผมต้องการล่ะอยู่ที่ไหน!! ผมจะทวงบุญคุณกับพี่ได้มั้ย!! ในเมื่อผมช่วยให้สิ่งที่พี่ร้องขอได้บรรลุผลแล้ว พี่ก็ต้องช่วยผมบ้างสิ!! เอาเธอกลับมาให้ผม ได้ยินมั้ยพี่ออม ช่วยพาเธอกลับมาให้ผมที) ...โอมนั่งคิดเหมือนคนเสียสติ ........................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไ
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







