تسجيل الدخول...อินตาซึ่งยืนดูอยู่นานแล้วเดินย่องเบาๆ มายืนข้างเตียง ตาก็มองคนเจ็บเพราะเขาก็วิตกเหมือนเจ้านายว่าเธอจะเป็นอะไรมากกว่าที่เห็นหรือเปล่า และดูจังหวะแล้วว่าน่าจะพอถามไถ่อะไรได้บ้าง
“สุม๊าเต๊อะคับ!! คุณจื้อหยังคับ!!” ...อินตาโน้มตัวลงมาถามอย่างห่วงใย ...แต่เบญรดาใจกระตุกทันที เอาล่ะสิจากที่อยากจะโกหกมั่วๆ กว้างๆ ให้ผ่านๆ ไปก็ต้องมาสะดุดกับการต้องบอกชื่ออีก แต่ในเมื่อละครเรื่องนี้มีฉากและมีบทเสริมเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัวก็ต้องเล่นตามน้ำต่อไป “หือออ!!! ฉันชื่ออะไรเหรอ!!” ...เบญรดาพูดทวนคำถามแล้วทำหน้าอย่างครุ่นคิด ยกมือขึ้นกุมขมับแล้วพยายามคิด คิด คิด “ฉันชื่ออะไร!!! เฮ้ยยย!! นั่นสิฉันชื่ออะไรคะ!!” ...เธอพูดพร้อมกับชี้นิ้วหาตัวเองแล้วทำหน้าเหวอๆ เอ๋อๆ จนอินตาและโอมรู้สึกตระหนกขึ้นอีกครั้ง “พุทโธธัมโมสังโฆ!! ตายแล่วก๋าครูบาศรีวิชัย!! เปิ้นจำตัวเก่าบ่าได้คับนาย สงสัยสมองได้ฮับกระทบกระเทือนอย่างแฮงน่ะก่ะ” ...อินตาอุทานยาวพรืด หน้าตาเลิ้กลั้กและกระวนกระวายกับอาการของเธอ ...โอมเห็นแล้วถึงกับต้องนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมอีกครั้งเพื่อจะดูอาการของเธอให้แน่ชัด “คุณจำชื่อตัวเองไม่ได้เหรอ!!” ...น้ำเสียงค่อนข้างกังวลของเขาทำให้เบญรดาถึงกับสะดุ้งในใจว่าอาจทำให้เรื่องไปกันใหญ่ “เอ่อออ...คืออออ...อ่า ใช่ๆ...จำชื่อไม่ได้ค่ะ!!” ...แต่เพราะละครเริ่มไปแล้วและยากเกินกว่าจะพลิกบทกลับไปกลับมาเสียแล้ว จึงได้แต่ทำตัวตามน้ำไป สายตาเขาที่จ้องนิ่งอยู่นี่เหมือนกำลังคิดหรือวิเคราะห์และพินิจอย่างเอาจริงเอาจังจนเบญรดาละอายใจเกินกว่าจะสู้หน้าได้ เลยได้แต่ก้มหน้าเพื่อหลบสายตาคู่นั้น “ทนหิวได้มั้ย!!! ผมว่าเรารีบไปโรงพยาบาลก่อนเหอะเดี๋ยวค่อยไปหาอะไรทานที่โน่นนะครับ!! พี่อินตาไปถอยรถมารอที่หน้าบ้านเหอะ เร็ว!!” ...เขาพูดเร็วอย่างร้อนใน ส่วนอินตาเมื่อนายสั่งก็เผ่นแผล็วออกไปทันทีตาม แล้วเขาก็โน้มเข้ามาทำท่าจะช่วยพยุงเธอโดยจับต้นแขนเธอไว้ “ดะ...เดี๋ยวค่ะ!! คุณใจเย็นๆ นะคะ ฟังฉันพูดหน่อยได้มั้ย!!” ...คนเจ็บรีบบอกเขาและประกบมือลงยังมือเขาที่จะช่วยประคองร่างเธอให้ลุกขึ้น โอมเลยต้องหยุดที่จะออกแรงพยุงเธอขึ้นมาแล้วมองหน้าคนเจ็บเพื่อรอฟังสิ่งที่เธอจะพูด“ว่าไงครับ!!”
“ฉันขอร้องคุณได้มั้ยคะ!! ว่าอย่าพาฉันไปโรงพยาบาล อย่าเพิ่งทำอะไรทั้งนั้น ขอเวลาฉันคิดจัดการสักวันได้มั้ย!! คุณไม่ต้องห่วงค่ะฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ ขอความกรุณานะคะ!!! อย่าเพิ่งพาฉันไปและไม่ต้องติดต่อหรือบอกใครทั้งนั้น ให้รู้กันแค่นี้ว่าฉันอยู่ที่นี่ ได้มั๊ยคะ!!” ...น้ำเสียงขอร้องและบีบมือเขาเบาๆ เพื่อเน้นหนักการขอร้องนั้นทำให้โอมเกิดข้อสงสัยว่าทำไมเธอถึงไม่อยากไปโรงพยาบาล สายตาที่อ้อนวอนนั่นทำให้คลางแคลงและอยากรู้ว่าเธอคือใคร ทำไมไม่ยอมไปรับการรักษา “ทำไมล่ะครับ!! คุณบาดเจ็บก็ต้องไปรักษา ทำไมไม่ยอมไป!! หรือคุณไปทำผิดอะไรมาหรือเปล่า!!” ...เขาถามไปตามที่สงสัยและมองหน้าคนเจ็บที่เหมือนกำลังคิดหรือกำลังจับต้นชนปลายเรื่องราวอยู่ ...เบญรดาลดมือที่กุมมือเขาไว้แล้วคิดวิธีที่จะหยุดเขาไม่ให้พาเธอไปไหนทั้งนั้น แล้วเธอก็ค่อยๆ กระเถิบร่างมานั่งตรงริมเตียงใหญ่ก่อนจะหย่อนขาทั้งสองข่างลงเหยียบพื้นไม้และทำท่านั่งตัวตรงพร้อมกับยกมือขึ้นพนมไหว้เขา ซึ่งคิดว่าวิธีนี้น่าจะได้ผล “ขอร้องนะคะ!! อย่าเพิ่งพาฉันไปไหน ฉันขอเวลาไม่นานแล้วจะติดต่อให้คนมารับ แต่ตอนนี้ขอแค่คุณอย่าเพิ่งให้ใครรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่!! และฉันขอพูดด้วยเกียรติค่ะว่าฉันไม่ได้ทำผิดอะไรและไม่ได้เป็นคนร้าย เพียงแต่มีความจำเป็นบางอย่างที่ยังบอกคุณไม่ได้ นะคะ!! ได้โปรด!!!” ...โอมอึ้งกับคำขอร้องอ้อนวอนนั่น ไหนจะมือที่ยังยกพนมค้างไว้ก็ยิ่งทำให้สิ่งที่สงสัยนั้นมีมากขึ้นไปอีก ...แต่เมื่อครู่เธอบอกว่าไม่ใช่คนร้ายและไม่ได้ทำผิดอะไรก็ทำให้เขาเบาใจลงระดับหนึ่ง แต่ทว่าคิดอีกทีคนสมัยนี้มีวิธีการหลอกล่อร้อยแปดพันเก้าเพื่อไม่ให้ความผิดถูกเผยออกมา แล้วจะทำอย่างไรละเนี่ย หรือรอดูท่าทีไปก่อนเพราะเธอก็ขอร้องขนาดนี้แล้ว เขาเริ่มสับสนกับพฤติกรรมของคนเจ็บ แต่ก็คงต้องให้ตามร้องขอไปก่อน ...โอมนั่งลงยังเก้าอี้อีกครั้งนั่นทำให้สายตาทั้งคู่มองประสานกัน “โอเคครับ!! ถ้าคุณมั่นใจว่าไม่เป็นอะไรมากผมก็จะยังไม่พาคุณไปและจะไม่บอกใครเรื่องคุณอยู่ที่นี่ ว่าแต่ผมจะไว้ใจคุณได้อย่างไรว่าคุณไม่ได้ทำผิดมาหรือไม่ได้เป็นคนร้ายอย่างที่บอก” ...โอมใจอ่อนและมองใบหน้าที่ห่างแค่ศอกอย่างไตร่ตรอง ...คนเจ็บยิ้มออกมาด้วยความดีใจและยกมือไหว้เขาอีกครั้ง “ขอบคุณนะคะ!! ขอบคุณมากถ้าฉันได้กลับบ้านเมื่อไหร่จะให้ม๊า เอ้ยยย...จะส่งของมาขอบคุณอีกทีนะคะ” ...เสียงพูดและรอยยิ้มสดใสนั้นเกิดจากความโล่งใจจนทำให้คนฟังยิ้มตอบ แต่โอมก็ไม่ชอบให้มีความคลางแคลงใจอยู่กับเขานานๆ “คุณจำชื่อตัวเองไม่ได้ แต่บอกผมไม่ให้บอกใครเหมือนรู้ว่าจะมีผลอย่างไร แสดงว่าคุณจำได้และรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ คุณมีความจำเป็นอะไรที่ต้องปกปิดตัวเองขนาดนี้!! ช่วยบอกผมผู้ซึ่งให้ความช่วยเหลือคุณให้หายข้องใจสักนิดได้มั้ยครับ” ...คำพูดและคำถามปนรอยยิ้มรู้ทันของเขานั้น ทำเอาคนเจ็บหุบยิ้มทันที และอยากจะแกล้งสลบลงต่อหน้าต่อตาเสียอีกครั้ง เพราะดันพลาดตกหลุมพรางที่ตัวเองขุดไว้จนเกิดช่องว่างให้อีกฝ่ายจับได้ว่าเธอแกลังทำเป็นจำอะไรไม่ได้ ...การถูกจับได้ทำให้คนเจ็บรู้สึกปวดแผลตุบๆ จนเงอะๆ งะๆ ไม่รู้จะพลิกลิ้นอย่างไรดี “อ่า...เอ่ออออ อ๋ออออ!! ฉันจำไม่ได้จริงๆ ว่าชื่ออะไรแต่พยายามนึกว่าก่อนเกิดเหตุฉันทำอะไรอยู่ที่ไหนและไม่รู้ว่ามันจะส่งผลยังไงเลย แล้ว...แล้วก้อออออ เอ่อออ...” “หยุดเหอะ!!! คุณเป็นใครบอกผมมาเดี๋ยวนี้!!” ...เขารีบแทรกขึ้นมาเสียงดังทีเดียวโดยไม่รอให้เธอนึกเรื่องโกหกให้จบ และหน้าตาท่าทางที่จริงจังนั่นทำให้คนเจ็บรู้ว่าเขารู้เชิงเธอ ...โอมล้วงบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อคลุมทหารของเขา แล้วโชว์สิ่งนั้นให้เธอดู “คนปกติทั่วไปไม่ใช้นาฬิกาแบบนี้ บอกผมมาว่าคุณเป็นใคร!!” ...น้ำเสียงที่กร้าวขึ้นกับดวงตาคาดคั้นทำให้คนเจ็บเกิดอาการอึ้ง จุก คอหอยตีบตันจนกลืนน้ำลายไม่ลง แล้วเริ่มสั่น ประหม่า เหมือนเด็กที่โดนผู้ใหญ่จับได้ว่าไปแอบก่อเรื่องไว้ .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่

![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





