FAZER LOGIN...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม
...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี
...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น
...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัทไปบอกอัญชิกาว่าอย่าติดต่อเขาอีกและไม่ต้องมาที่นี่อีกด้วย เพราะเขาไม่ต้องการพบใครทั้งนั้น
....................
...บ่ายวันนี้ขณะโอมนั่งทำงานอยู่ในกระท่อมปีกไม้ เขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาเหมือนจะเป็นไข้ ยิ่งช่วงนี้อากาศค่อนข้างแปรปรวนเพราะเป็นรอยต่อของฤดูกาลปลายฝนต้นหนาว ประกอบกับร่างกายและจิตที่อยู่ในภาวะเครียดสะสมมาหลายเดือนจึงรู้ตัวว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้ก็อาจเป็นไข้ได้...เขาจัดการปิดคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คแล้วหยิบแฟ้มงานไปวางซ้อนกันตรงมุมโต๊ะทำงาน ใจก็คิดว่าจะกลับขึ้นไปข้างบนแล้วหายาทานแล้วจะนอนพักสักตื่น
...ทว่าสายตาก็เหลือบไปเห็นใบประกาศเกียรติคุณพลเมืองดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งมาเมื่อเดือนที่แล้ว มันวางอยู่บนแฟ้มงานเก่าตรงมุมโต๊ะอีกด้านที่เขาไม่ได้ใส่ใจกับมันเลยตั้งแต่ได้รับมา
...เขาเอื้อมไปหยิบมันมาดูอีกครั้งแล้วอ่านทุกบรรทัดจนจบ แล้วสายตาก็สิ้นสุดลงตรงลายเซ็นของท่าน ผบ.ตร. ใบประกาศใบนี้ทำจากกระดาษเนื้อดีสีเหลืองทอง และท่าน ผบ.ตร. ก็บรรจงเซ็นชื่อให้อย่างงดงามทีเดียว...แต่กระดาษใบนี้ไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเขา มันไม่ได้ส่งผลทางจิตใจหรืออะไรทั้งนั้น การถูกเชิดชูว่าเป็นพลเมืองดีช่วยให้เบาะแสและรายละเอียดตามวันเวลาที่ทำให้เกิดการจับกุมครั้งใหญ่ขึ้นในวันนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีใจหรือภูมิใจเลยแม้แต่นิดเดียว
...เพราะเขาต้องสูญเสียใครคนหนึ่งซึ่งมีส่วนสำคัญในการจับกุมและเป็นคนปลิดชีพพ่อเลี้ยงทรงพลจนเป็นที่มาของกระดาษใบนี้ต่างหาก ที่เขาอยากได้คืนมาทดแทนความดีความชอบทั้งหมด
...ทุกคนทอดทิ้งเขาให้จมอยู่กับความทุกข์ความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แล้วจะมาใช้กระดาษบางๆ เพียงใบเดียวเพื่อเยียวยาเขาอย่างนั้นหรือ สุดท้ายแล้วไม่มีใครรู้ใครเข้าใจเลยว่าผลกระทบที่เขาได้รับนั้นมันรุนแรงและเลวร้ายแค่ไหน
...ที่เขาต้องอยู่ในสภาพนี้ก็เพราะเขาถูกทิ้งถูกปล่อยให้วันเวลาเป็นตัวสมานแผลเขาเอง แต่ไม่มีใครเข้าใจเขาเลยว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรจะมารักษาหรือเยียวยาเขาได้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่จะช่วยให้เขามีลมหายใจต่อไปได้ก็ไม่อยู่แล้ว เธอคนนั้นไม่อยู่สวมมงกุฎกล้วยไม้ให้เขาแอบมองได้อีกแล้ว
...โอมร่อนกระดาษใบนั้นกลับไปที่เดิมอย่างไม่แยแสแล้วเดินออกจากกระท่อมเพื่อจะกลับขึ้นบ้านพัก แต่เขาเห็นคนงานกำลังแบกกระบะใส่กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสผ่านหน้าไป เขาเลยเดินตามไปยังโซนที่ปลูกฟาแลนนอปซิส
...ชายหนุ่มร่างสูงแต่ดูซูบลงถนัดตามายืนมองกระถางฟาแลนนอปซิสที่วางอยู่เรียงรายบนโต๊ะคัดแยก ยิ่งมองหัวใจเขาก็ยิ่งหดหู่ร้าวลึกจนยากจะบอกใคร
...โอมหยิบกรรไกรตัดดอกที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาแล้วค่อยๆ เอื้อมมือไปจับก้านดอกฟาแลนนอปซิสก่อนจะตัดมันอย่างบรรจง แล้วตัดอีกก้าน แล้วก็ตัดอีกก้าน จนประมาณได้ว่าน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับสิ่งที่อยากจะทำขึ้นมาตอนนี้ ...เขาจับก้านดอกแต่ละก้านมาไขว้เข้าหากันแล้วค่อยๆ ดึงแล้วหมุนก้านเพื่อให้ดอกของแต่ละก้านมาบรรจบกันจนเป็นอันเสร็จสิ้น แล้วโอมก็ได้มงกุฎกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสที่สวยงามจากฝีมือของเขาเอง ...โอมเดินถือมงกุฎกลับขึ้นข้างบนและบอกให้แสงดาวจัดยาลดไข้ไปให้เขาในห้องนอน เมื่อเข้าไปยังห้องนอนเขาก็วางมงกุฎกล้วยไม้ลงบนที่นอนแล้วจัดการถอดเสื้อคลุมออกตามด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวจนเหลือแค่เสื้อยืดสีขาวตัวเดียว แล้วเปลี่ยนกางเกงยีนส์เป็นกางเกงวอร์มสำหรับใส่นอน จนแสงดาวมาเคาะประตูห้องแล้วนำยาพร้อมน้ำดื่มมาให้แล้วออกไป...โอมจัดการทานยาแล้วทอดร่างลงนอนบนฟูกหนาใหญ่แล้วดึงผ้าห่มมาคลุมไว้ครึ่งตัว ตามด้วยหยิบมงกุฎกล้วยไม้มาถือไว้ สิ่งที่วิ่งเข้ามาในความนึกคิดตอนนี้คือ หากจะนอนหลับไหลโดยไม่มีการตื่นขึ้นมาอีกก็คงจะดี เพราะทุกวันนี้ที่ตื่นขึ้นมาก็ไม่เคยมีปาฏิหาริย์ตามที่ร้องขอสักวัน จึงคิดว่าหากหลับแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกก็น่าจะดีที่สุดแล้วสำหรับเขา
...แล้วความอ่อนเพลียของร่างกายและจิตใจรวมทั้งยาลดไข้ที่ทานเข้าไปทำก็ค่อยๆ ทำให้โอมหลับไหลไปอย่างไม่รู้ตัว...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไ
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







