Masukกลิ่นเหม็นเน่าของเนื้อตายตลบอบอวลไปทั่วห้องโถงชั้นล่างของหอโอสถเซียว แม้แต่กลิ่นปูนขาวที่ทาใหม่ก็ไม่อาจกลบมันได้มิด เซียวหลัน สั่งให้อาหลงนำโต๊ะไม้สักตัวยาวมาวางกลางห้องพร้อมเช็ดทำความสะอาดด้วยเหล้าแรงแล้วนำผ้าขาวมาปูทับ
"เสี่ยวชุน ต้มมีดมีดสั้นและเข็มเงินในน้ำเดือด อาหลงเตรียมกะละมัง ถังน้ำสะอาด และผ้าพันแผลให้มากที่สุด"
คำสั่งของนางเฉียบขาดและรวดเร็ว ชายผู้เป็นพ่อของเด็กหนุ่มมองดูการเตรียมการที่แปลกประหลาดด้วยความหวาดหวั่น
"ทะ... ท่านหมอ ท่านจะทำอะไรกับลูกข้า"
"ขาของเขาเน่าเฟะจนถึงกระดูก" เซียวหลันตอบโดยไม่เงยหน้า ขณะกำลังล้างมือด้วยเหล้า "เนื้อที่ตายแล้วคืออาหารของเชื้อโรค มันปล่อยพิษเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ลูกเจ้าไข้ขึ้นสูงและชักเกร็ง ทางเดียวที่จะรอดคือต้องตัดเนื้อเน่าพวกนั้นทิ้งให้หมด"
"ตะ... ตัดทิ้ง!" ชายคนนั้นหน้าซีดเผือด "หมายถึงตัดขาทิ้งหรือ!"
“ถ้าเจ้ายังชักช้า ข้าคงต้องตัดขา แต่ถ้าเจ้าหุบปากแล้วถอยไปยืนเงียบๆ ข้าอาจจะเก็บขาเขาไว้ได้ แต่เนื้อส่วนที่เน่าต้องเฉือนออก" เซียวหลันตวัดสายตาดุ "เลือกเอา!"
ชายผู้นั้นกลืนน้ำลายเอือก ยอมถอยหลังไปยืนตัวสั่นพิงกำแพง
เซียวหลันหันมาสนใจคนไข้ เด็กหนุ่มวัยรุ่นนอนหายใจรวยริน เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ขากระตุกเป็นระยะจากพิษบาดทะยัก นางไม่มียาชาแบบฉีด แต่ในย่ามยาที่นางปรุงเตรียมไว้ มีผงมาเฟยที่นางพยายามจำลองสูตรโบราณผสมกับสมุนไพรฤทธิ์กดประสาท
นางละลายผงยากับเหล้ากรอกเข้าปากเด็กหนุ่ม รอสักพักจนลมหายใจของเขาเริ่มแผ่วลงและสม่ำเสมอ
"อาหลงจับขาเขาไว้ให้แน่น อย่าให้ขยับเด็ดขาด” เซียวหลันสั่งแล้วหยิบมีดสั้นเล่มเล็กที่เพิ่งขึ้นจากน้ำเดือด ไอความร้อนยังลอยกรุ่น นางสูดหายใจลึกปรับโหมดสายตาเป็นศัลยแพทย์ผู้ไร้ความรู้สึก
ฉึก!
ปลายมีดกรีดลงไปบนรอยต่อระหว่างเนื้อดีและเนื้อเน่า เลือดสีดำคล้ำผสมหนองทะลักออกมาทันที กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณจนเสี่ยวชุนต้องเบือนหน้าหนีและยกมือปิดจมูก แต่เซียวหลันไม่กะพริบตา นางลงมีดอย่างแม่นยำและรวดเร็ว เฉือนก้อนเนื้อสีดำคล้ำที่ไร้ชีวิตชีวาออกทีละชิ้น ทีละชิ้น ราวกับกำลังปอกผลไม้อยู่
“อื้อออ!" เด็กหนุ่มครางในลำคอด้วยสัญชาตญาณความเจ็บปวด แม้ฤทธิ์ยาจะช่วยกดประสาทไว้ แต่ความเจ็บปวดจากการถูกกรีดเนื้อสดๆ นั้นรุนแรงนัก
"จับไว้แน่นๆ!" เซียวหลันสั่งเสียงเครียด “ถึงชั้นกล้ามเนื้อแล้ว ต่อไปคือกระดูก"
เมื่อเปิดแผลกว้างขึ้น สิ่งที่ปรากฏคือกระดูกหน้าแข้งที่มีจุดสีดำด่างๆ เกาะอยู่ เชื้อโรคได้ลุกลามไปถึงเยื่อหุ้มกระดูกแล้ว นี่คือสาเหตุที่ทำให้เด็กหนุ่มปวดทรมานเหมือนตายทั้งเป็น
“ข้าต้องขูดมันออก" เซียวหลันบอกก่อนจะเปลี่ยนเครื่องมือเป็นมีดใบหนาที่มีลักษณะคล้ายสิ่ว นางจรดคมมีดลงบนกระดูกแล้วเริ่มขูดทันที
ครืด... ครืด...
เสียงโลหะครูดกับกระดูกดังก้องกังวานในห้องโถงที่เงียบสงัด เสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจของผู้ที่ได้ยิน พ่อของเด็กหนุ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาหน้าเขียวคล้ำแล้วอาเจียนออกมาตรงมุมห้องก่อนจะเป็นลมล้มพับไป
เซียวหลันไม่สนใจสิ่งรอบข้าง สมาธิของนางจดจ่ออยู่กับการขจัดสิ่งสกปรกออกจากกระดูกขาวโพลน เลือดแดงฉานเริ่มไหลออกมาแทนที่เลือดดำ
นับเป็นสัญญาณที่ดี
“เนื้อดีเริ่มปรากฏแล้ว เส้นเลือดใหญ่ยังปลอดภัย"
นางใช้เวลาอีกหนึ่งก้านธูปในการแต่งแผล ล้างแผลด้วยน้ำเกลือเข้มข้นซึ่งทำให้เด็กหนุ่มกระตุกเฮือกด้วยความแสบ แล้วราดทับด้วยผงยาสมานแผลสูตรพิเศษที่นางคิดค้นขึ้น
จนกระทั่งมาถึงขั้นตอนสุดท้าย นั่นก็คือการเย็บปิดปากแผล
เข็มเงินร้อยไหมโค้งงอเกี่ยวรั้งผิวหนังเข้าหากัน ฝีเข็มของนางยังคงงดงามและประณีตเหมือนงานศิลปะ เมื่อผูกปมสุดท้ายเสร็จสิ้นขาที่เคยดูเหมือนท่อนไม้เน่าก็กลับมาดูเป็นรูปเป็นร่าง แม้จะมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่แต่ก็นับว่าน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
"เสร็จแล้ว" เซียวหลันวางมีดลงในถาด เสื้อผ้าฝ้ายของนางชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและเลือดกระเซ็น “อาหลง ปลุกพ่อเขาขึ้นมา"
หนึ่งชั่วยามต่อมา...
เด็กหนุ่มนอนหลับสนิทอยู่บนฟูกสะอาด ลมหายใจสม่ำเสมอ ไข้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด พ่อของเขาที่เพิ่งได้สติรีบคลานเข้าไปดูขาของลูกชาย แล้วหันมาก้มกราบเซียวหลันไม่หยุด
"ท่านหมอเทวดา! ท่านหมอเทวดา! ขอบคุณที่ช่วยชีวิตลูกข้า! ข้า... ข้าไม่มีเงินทองมากมาย แต่ข้าสัญญาว่าจะหามาจ่ายให้ครบ!"
เซียวหลันนั่งเช็ดมีดอยู่อีกมุมหนึ่งแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ค่ารักษาครั้งนี้ 20 ตำลึง"
"20 ตำลึง!" ชายผู้นั้นหน้าเสีย "ข้า... ข้ามีติดตัวมาแค่ 5 ตำลึงเท่านั้น"
"ข้ารู้" เซียวหลันเงยหน้ามอง "ข้าถึงมีข้อเสนอ เจ้าเป็นพ่อค้าเร่ใช่หรือไม่"
"ใช่... ใช่ขอรับ ข้าขายเครื่องเทศตามตลาดนัด"
“ดี! งั้น 5 ตำลึงนี้ข้าขอรับไว้เป็นค่ายา" นางกวาดเงินลงกระเป๋า "ส่วนที่เหลือ 15 ตำลึง ข้าจะให้เจ้าจ่ายด้วยปากของเจ้า"
"ปากงั้นหรือ"
“ใช่! จงไปป่าวประกาศให้ทั่วตลาดว่าหอโอสถเซียว ณ เรือนท้ายตลาดที่เคยว่ากันว่าผีดุ บัดนี้มีหมอปีศาจมาสถิตอยู่ หมอผู้ที่กล้ากรีดเนื้อขูดกระดูกเพื่อแย่งชิงคนจากพญายม" เซียวหลันยิ้มมุมปากที่ดูงดงามแต่แฝงความน่าเกรงขาม "บอกพวกเขาว่าถ้าไม่อยากตายเพราะโรคที่หมออื่นส่ายหน้าก็ให้แบกสังขารมาที่นี่แต่ต้องเตรียมใจและเตรียมเงินมาให้พร้อม"
พ่อค้าเร่กลืนน้ำลายมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความยำเกรง "ข้าจะทำขอรับ! ข้าจะบอกทุกคนว่าท่านเก่งกาจแค่ไหน!"
คืนนั้นข่าวลือเรื่องหมอหญิงปีศาจขูดกระดูกแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลี่เฉิงราวกระแสลม บ้างก็ว่านางเป็นนางจิ้งจอกจำแลงที่กินเลือดเนื้อเป็นอาหาร บ้างก็ว่านางใช้วิชาไสยเวทต่อแขนต่อขา แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนพูดตรงกันคือ เด็กหนุ่มที่ขาเน่าจนหนอนขึ้นกลับเดินกะเผลกออกจากร้านได้ในอีกสามวันต่อมา
แสงเทียนในหอโอสถเซียวส่องสว่างจนดึกดื่น
เซียวหลันนั่งนับเงิน 5 ตำลึงแรกจากการเปิดร้านอย่างเป็นทางการ นางมองดูอาหลงและเสี่ยวชุนที่กำลังหลับใหลด้วยความเหนื่อยอ่อน
"ก้าวแรกสำเร็จแล้ว" นางพึมพำกับตัวเอง
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของยามวิกาล
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เซียวหลันขมวดคิ้ว “ใครกันมาเอาป่านนี้" นางคว้ามีดสั้นซ่อนไว้ในแขนเสื้อแล้วเดินไปที่ประตู "ร้านปิดแล้ว ถ้าไม่อยากไส้ไหลก็มาพรุ่งนี้!"
"ขออภัยที่มารบกวนยามวิกาล" เสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าและอ่อนแรงดังลอดเข้ามา "แต่ข้าเกรงว่า... ข้าคงรอถึงพรุ่งนี้ไม่ไหว"
เซียวหลันเปิดประตูออกเพียงแง้มเล็กน้อย ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน ใบหน้าของเขาซ่อนอยู่ใต้หมวกปีกกว้างแต่สิ่งที่เห็นชัดเจนคือมือข้างหนึ่งที่เกาะขอบประตูไว้แน่น มือที่ผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำและมีไอเย็นแผ่ออกมาราวกับน้ำแข็ง
"พิษไอเย็น" เซียวหลันอุทานเบาๆ
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวที่ฉายแววทรมานแสนสาหัสก่อนที่ร่างสูงจะทรุดฮวบลงแทบเท้านาง
"ช่วย... ข้า...” ยังพูดไม่ทันจบเขาก็สลบไป
กาลเวลา... คือสายน้ำที่ไหลเรื่อยไปอย่างไม่หยุดยั้ง มันพัดพาเอาความรุ่งโรจน์ ความสูญเสีย และความทรงจำให้จางหายไปตามแรงลม ทว่าสำหรับบางคน กาลเวลากลับเป็นพยานหลักฐานเดียวที่ยืนยันว่า "รัก" และ "การเสียสละ" นั้นมีอยู่จริงสิบปีผ่านไป...ประดุจชั่วพริบตาของสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านยอดเขาชิงฝู ความเปลี่ยนแปลงได้คืบคลานเข้าสู่แผ่นดินจินหลิงทว่าในทิศทางที่งดงามขึ้น มหานครจินหลิงในวันนี้มิใช่สมรภูมิแห่งการแย่งชิงพลังงานเร้นลับอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นตำนานแห่งความรุ่งเรืองที่เล่าขานกันว่ามีรากฐานมาจากยุคสมัยที่ หมอเทวดา ผู้มาจากแดนไกล และ แม่ทัพพยัคฆ์ ผู้เกรียงไกร ยอมสละลาภยศและอำนาจเหนือคนทั้งปวง เพื่อวางรากฐานการแพทย์ที่ยั่งยืนให้แก่ราษฎรโรงเรียนแพทย์ที่อ๋องสิบเอ็ดจัดตั้งขึ้นตามโครงร่างวิจัยที่เซียวหลันทิ้งไว้ได้ผลิตหมอรุ่นใหม่ที่เข้าใจหลักการพื้นฐานที่เคยเป็นเรื่องเหลือเชื่อในยุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือชำระเชื้อโรคด้วยแอลกอฮอล์ การแยกกักโรคอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันโรคระบาด หรือการปรุงยาด้วยหลักการสัณฐานวิทยาและเคมีพื้นฐาน นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้อัตราการตายของราษฎรลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ และทำ
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านประหนึ่งกระแสน้ำในแม่น้ำสายใหญ่ที่ไม่เคยหยุดนิ่งและไม่เคยไหลย้อนกลับ หลายเดือนผ่านพ้นไปแล้วนับตั้งแต่วันที่รถม้าคันเล็กซอมซ่อลอบเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองมหานครจินหลิง ท่ามกลางแสงสลัวอันเหน็บหนาวของรุ่งสาง เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจบนบัลลังก์เลือด กลิ่นคาวของการทรยศ และเทคโนโลยีล้ำยุคที่แฝงตัวมาในคราบของปาฏิหาริย์ บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพจำที่พร่าเลือนและห่างไกลออกไปทุกทีในความรู้สึกของคนทั้งสี่ภายใต้หุบเขาชิงฝูซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปตรงรอยต่อของชายแดนทางทิศใต้ ภูมิประเทศที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนประหนึ่งป้อมปราการธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ห่างไกลจากความวุ่นวายของราชสำนัก หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมลำธารใสแจ๋ว รายล้อมด้วยไร่ชาสีเขียวขจีที่ทอดตัวตามแนวเขาและป่าไผ่ที่ลู่ตามลมจนเกิดเสียงซ่าๆ บัดนี้ได้กลายเป็นที่พำนักแห่งใหม่และถาวรของอดีตหมอปีศาจผู้พลิกแผ่นดินและแม่ทัพพยัคฆ์ผู้เกรียงไกรที่นี่... ในหมู่บ้านชิงฝู ไม่มีผู้ใดรู้จักชื่อของเซียวหลันในฐานะสตรีผู้กุมความลับแห่งกาลเวลาและพลังเหนือธรรมชาติ ไม่มีใครรู้ว่านางคือผู้ที่เคยยืนหยัดต่อกรกับก
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วอุโมงค์ใต้ดินที่เย็นเยียบ ร่างของไป๋อวิ๋นทรุดลงในอ้อมแขนของหลี่หยาง ขณะที่กระบี่ของอ๋องสิบเอ็ดยังคงปักคาอยู่ที่หน้าอก แสงสว่างจากคบเพลิงบนผนังวูบไหวสะท้อนดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนของหัวหน้าหอเมฆาผู้อยู่เบื้องหลังความสงบสุขของจินหลิงมาเนิ่นนาน"เจ้า... เจ้าคนทรยศ!" อ๋องสิบเอ็ดตะโกนด้วยเสียงที่สั่นเครือ พระหัตถ์ที่กำด้ามกระบี่ยังคงสั่นเทาด้วยความโกรธาและตระหนก "เจ้ากล้าเอาชีวิตมาแลกกับนังหมอโอหังนี่งั้นรึ!"ไป๋อวิ๋นกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ เขาพยายามฝืนยิ้มที่มุมปาก "ฝ่าบาท... กระบี่ที่แทงข้า... คือกระบี่ที่ท่านใช้ปกป้องราษฎร... มิใช่กระบี่เพื่อกิเลส... ข้าเพียงช่วย... ให้ท่านไม่หลงผิดไปมากกว่านี้..."สิ้นคำพูดสุดท้ายมือที่กุมคมกระบี่ไว้แน่นก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นหิน ดวงตาของไป๋อวิ๋นปิดสนิทลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่จากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งประหนึ่งขุนเขาถล่มทับหัวใจของทุกคนในที่นั้นเซียวหลันน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม นางมองดูร่างของสหายผู้จงรักภักดีด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ทว่าในความโศกเศร้านั้นกลับมีความเด็ดเดี่ยวผุดขึ้นมา นางยันกายลุกขึ้นยืนประจันหน้า
ภายในห้องปฏิบัติการลับของสภาโอสถหลวง แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของเซียวหลันที่กำลังหมกมุ่นอยู่หน้าเตากลั่นยาที่ดัดแปลงขึ้นใหม่ นางทำงานติดต่อกันมาสามวันสามคืนโดยไม่ได้พักผ่อน ริมฝีปากที่เพิ่งได้สัมผัสถึงรสชาติของน้ำชาบัดนี้แห้งผาก ทว่าแววตาของนางกลับฉายความมุ่งมั่นประหนึ่งประกายเพชรในความมืดเป้าหมายของนางไม่ใช่การปรุงโอสถอมตะตามรับสั่งของอ๋องสิบเอ็ด แต่คือการสกัดยาถอนพิษพันธุกรรม ยาที่จะทำให้พลังงานสีม่วงจากมุกมังกรในเลือดของนางและหลี่หยางเสื่อมสภาพลงจนกลับกลายเป็นเลือดมนุษย์ธรรมดา"มันต้องใช้กรดที่กัดกร่อนระดับเซลล์ แต่ต้องมีตัวกลางเป็นเมือกของกบภูเขาเพื่อไม่ให้ทำลายเนื้อเยื่อหลัก..." เซียวหลันพึมพำกับตัวเองขณะหยดของเหลวสีเขียวใสลงในหลอดทดลอง เสียงฟู่และควันบางๆ ลอยขึ้นมา นางยิ้มอย่างพึงพอใจ "สำเร็จ... มันเสถียรแล้ว"ขณะเดียวกันอ๋องสิบเอ็ดเริ่มไม่ไว้ใจความเคลื่อนไหวในห้องแล็บ พระองค์ทรงส่งองครักษ์เงาที่มีความสามารถในการพรางตัวระดับสูงไปสอดแนมเซียวหลันตลอดเวลา"กราบทูลฝ่าบาท นางไม่ได้ปรุงยาส่งเสริมพลังเลยพ่ะย่ะค่ะ... แต่ดูเหมือนนางกำลังปรุงยาที่ออกฤทธิ์สลายสิ่งเร้นลับในตัวนางเอง!" องครั
สายหมอกยามเช้าเหนือทะเลสาบจินหลิงค่อยๆ เลือนหายไปทิ้งไว้เพียงผิวน้ำที่สงบนิ่งประหนึ่งกระจกเงาบานยักษ์ที่คอยปกปิดความลับดำมืดใต้ก้นบึ้งไว้ตลอดกาล เซียวหลันนั่งอยู่ริมตลิ่งพลางทอดสายตามองดูเหล่าทหารที่กำลังเก็บกวาดซากเรือและอุปกรณ์ที่หลงเหลือจากการปะทะ แม้ร่างกายของนางจะได้รับการเยียวยาด้วยพลังแห่งมุกมังกรจนไร้ร่องรอยบาดแผล ทว่าความเหนื่อยล้าทางจิตใจกลับหนักอึ้งประหนึ่งแบกขุนเขาเอาไว้นางก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง แสงแดดที่ตกกระทบผิวทำให้เห็นเส้นเลือดจางๆ ที่ไหลเวียนด้วยประกายสีม่วงอ่อนลึกลับ นางรู้สึกได้ถึงจังหวะของพลังงานที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับหลี่หยางที่นั่งพักอยู่อีกด้านหนึ่ง"มันจบแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะ?" เสี่ยวชุนกระซิบขณะยื่นน้ำขิงอุ่นๆ ให้ "เครื่องจักรนั่นพังแล้ว อาซานก็ตายแล้ว... เราจะได้กลับไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่โรงหมอเหมือนเดิมใช่ไหมเจ้าคะคุณหนู?"เซียวหลันไม่ได้ตอบแต่นางสังเกตเห็นทหารม้าเร็วกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดเกราะเต็มยศของวังหลวงกำลังมุ่งหน้าตรงมายังจุดที่พวกนางพักอยู่ พร้อมกับธงสีเหลืองอร่ามขององค์เหนือหัว"ราชโองการมาถึงแล้ว!" เสียงประกาศของขันทีหลวงดังก้องไปทั่วชายฝั่งหลี่หยางย
สายลมยามรุ่งสางพัดกระโชกเหนือพื้นผิวน้ำอันกว้างใหญ่ของทะเลสาบจินหลิงทว่าความหนาวเหน็บในครานี้กลับผิดแผกไปจากธรรมชาติ น้ำในทะเลสาบที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับหมุนวนเป็นน้ำวนขนาดมหึมาหลายจุด แสงสีฟ้าหม่นเรืองรองขึ้นมาจากก้นบึ้งประหนึ่งอสุรกายใต้บาดาลกำลังตื่นจากการหลับไหล เสียงหึ่งๆ ของเครื่องจักรที่ทำงานด้วยความถี่สูงสั่นสะเทือนไปถึงผืนดินรอบชายฝั่งจนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมน้ำต้องอพยพหนีตายด้วยความหวาดกลัวเซียวหลันในชุดรัดกุมสีดำทับด้วยผ้าคลุมแพทย์ยืนอยู่บนเรือพายลำเล็กที่กำลังโคลงเคลงท่ามกลางคลื่นลม ข้างกายของนางคือหลี่หยางที่บัดนี้ดูองอาจและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม รอยแผลที่ไหล่ซึ่งเพิ่งถูกสมานด้วยโลหิตสีม่วงหลงเหลือเพียงรอยจางๆ ประหนึ่งปาฏิหาริย์และยังมีไป๋อวิ๋นที่คอยควบคุมทิศทางเรือด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ"นั่นไงเจ้าค่ะ..." เซียวหลันชี้ไปที่ใจกลางน้ำวน "ค่าสนามแม่เหล็กที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดนั่น พาหนะกาลเวลามิได้เป็นเพียงเรือแต่มันคือเครื่องกำเนิดรูหนอนที่ขัดข้อง!"ทันใดนั้นผิวน้ำรอบเรือกลับระเบิดออก ร่างในชุดเกราะสีดำนับสิบพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้พฤกษาใต้น้ำ พวกมันม
เคร้ง! ฉัวะ! เสียงดาบปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวในห้องบรรทมฮ่องเต้ หลี่หยางยืนปักหลักอยู่หน้าประตูบานใหญ่เพียงคนเดียวรับมือกับทหารองครักษ์นับสิบที่กรูเข้ามา ดาบในมือของเขารวดเร็วและแม่นยำ ทุกการตวัดคือหนึ่งชีวิตที่ร่วงหล่น แต่ศัตรูมีมากเกินไปราวกับฝูงมดแตกรัง"ไปเร็วเข้า!" หลี่หยางตะโกนโดยไม่หันมอง "ข
“แป้งหอม?" หัวหน้าแก๊งมังกรดินเลิกคิ้วมองห่อกระดาษในมือหญิงสาวก่อนจะหัวเราะลั่นจนตัวงอ "ฮ่าๆๆ! นังหนูนี่จะมาไม้ไหนกันแน่ จะยั่วยวนข้าหรือไง ไหนๆ เอามาให้พี่ชายดมหน่อยซิ ถ้าหอมถูกใจพี่อาจจะลดค่าคุ้มครองให้ โอ๊ย!"ยังไม่ทันสิ้นเสียงหัวเราะเซียวหลันก็สะบัดข้อมือวูบ ผงสีขาวละเอียดฟุ้งกระจายออกจากห่อปะทะ
กำแพงเมืองสูงตระหง่านก่อด้วยอิฐสีเทาหมองคล้ำตั้งขวางกั้นระหว่างความป่าเถื่อนภายนอกและความศิวิไลซ์จอมปลอมภายใน ป้อมปราการแห่งนี้คือเมืองหลี่เฉิงด่านหน้าสุดขอบชายแดนที่เต็มไปด้วยพ่อค้าวาณิช ทหารหนีทัพ และจอมยุทธ์พเนจรแถวของผู้คนที่รอตรวจเข้าเมืองยาวเหยียดไปจนสุดสายตา ทหารยามหน้าประตูตรวจค้นอย่างละเอี
เจ็ดวันผันผ่าน ค่ายลี้ภัยวัดกุ้ยหลินที่เคยเป็นดั่งขุมนรกบนดิน บัดนี้แปรเปลี่ยนไปจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ กลิ่นเหม็นเน่าจางหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นควันไฟจากการต้มน้ำและสมุนไพร หลุมส้วมถูกขุดและจัดการอย่างเป็นระเบียบ ผู้คนเข้าแถวรับน้ำต้มสุกอย่างเคร่งครัด ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนกฎเหล็กของหมอหน้าผีแม้แต่คนเดียว เพ







