Masukเมื่อหมอสาวจากโลกอนาคตทะลุมิติมาในร่างคุณหนูตกอับแห่งยุทธภพ ภารกิจกอบกู้ตระกูลจึงเริ่มต้นขึ้น แต่ใครจะรู้ว่านางจะตกหลุมพรางขององค์ชายเจ้าเล่ห์และเจ้าสำนักผู้เย็นชาจนถอนตัวไม่ขึ้น!
Lihat lebih banyakท่ามกลางความมืดมิดก่อนรุ่งสาง นครจินหลิงยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราที่เหน็บหนาว แสงดาวริบหรี่บนฟากฟ้าถูกบดบังด้วยหมู่เมฆครึ้มประหนึ่งลางร้ายที่คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เสียงฝีเท้าของม้าศึกที่ถูกพันกีบด้วยผ้าหนาเพื่อลดเสียงฝีเท้าดังสม่ำเสมอไปตามเส้นทางลับหลังวังหลวง หลี่หยางในชุดรัดกุมสีดำสนิทไร้ซึ่งตราตั้งแม่ทัพบูรพาผู้เกรียงไกร จ้องมองไปยังทิศตะวันออกด้วยสายตาที่แน่วแน่และดุดันประหนึ่งพยัคฆ์ที่กำลังออกล่าเหยื่อในคืนมืดในห่อสัมภาระที่สะพายอยู่บนหลังมีเพียงดาบอ่อนคู่กายที่ผ่านศึกมานับร้อยและแผนที่โบราณสีเหลืองซีดที่เซียวเยี่ยมอบให้ด้วยมือที่สั่นเทา บาดแผลที่หน้าอกของเขายังคงแปลบปลาบทุกครั้งที่ม้าโยกย้ายร่างกาย แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในใจที่เขามีต่อสตรีที่ยอมสละรสชาติแห่งชีวิตเพื่อยื้อลมหายใจของเขาไว้"ข้าขอโทษที่ไม่ได้บอกลาด้วยตัวเอง... เซียวหลัน" หลี่หยางพึมพำกับสายลมเย็นที่ปะทะใบหน้า "ข้าไม่อาจทนเห็นแววตาที่ว่างเปล่าของเจ้าได้อีกต่อไป หากการมีชีวิตอยู่ของข้าคือต้นเหตุที่ทำให้เจ้าต้องสูญเสียรสสัมผัส ข้าก็จะขอใช้ชีวิตนี้ทวงคืนมันกลับมาให้เจ้าเอง"เขากระตุกบังเหียนม้าเบาๆ
หลี่หยางยืนนิ่งอยู่หลังบานเฟี้ยมไม้แกะสลักลวดลายเมฆา ดวงตาพยัคฆ์ที่เคยดุดันและกล้าแกร่งบัดนี้กลับสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดที่มิอาจบรรยายเป็นคำพูดได้ ภาพของเซียวหลันที่กำลังลูบปลายนิ้วตนเองอย่างเหม่อลอยบนระเบียง โดยมีเสี่ยวชุนคอยสะอึกสะอื้นอยู่ข้างกายนั้นเป็นภาพที่กรีดลึกลงไปในวิญญาณของเขามากกว่าคมดาบใดๆ ที่เคยสัมผัสมาตลอดชีวิตนักรบเขาก้มมองฝ่ามือของตนเอง... มือที่บัดนี้กลับมามีไออุ่น มีพละกำลัง และรับรู้ถึงลมหนาวที่พัดผ่านทว่าความสมบูรณ์พูนสุขนี้กลับแลกมาด้วยรสชาติแห่งชีวิตของสตรีที่เขารักที่สุด นางยอมกลายเป็นหุ่นเชิดที่ไร้ความรู้สึก ยอมดื่มน้ำแกงที่ร้อนจัดจนลวกคอเพียงเพื่อให้เขายังคงหายใจอยู่บนโลกใบนี้"ข้าช่างเป็นบุรุษที่น่าสมเพชนัก" หลี่หยางพึมพำกับความมืด เสียงของเขาแหบพร่าประหนึ่งเศษหินที่บดเบียดกันเขาสูดลมหายใจลึกรวบรวมสมาธิเพื่อกดทับความเศร้าโศกไว้เบื้องหลังก่อนจะก้าวเดินออกมาจากเงามืดช้าๆ พยายามทำเสียงฝีเท้าให้ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้เซียวหลันสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า นางรีบปาดน้ำตาที่คลอเบ้าออกแล้วหันกลับมายิ้มให้เขา รอยยิ้มนั้นยังคงงดงามประหนึ่งดอกเหมยในเหมันต์
บรรยากาศภายในโถงสภาโอสถหลวงบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างลงมาอาบไล้ควันยาที่พวยพุ่งขึ้นจากเตาสำริดสามขาเบื้องหน้า เซียวหลันยืนนิ่งสงบประหนึ่งรูปสลักทว่าภายในใจกลับพัดกระหน่ำด้วยพายุแห่งความกังวล มือเรียวบางเอื้อมออกไปใกล้ขอบเตาที่ร้อนจัดจนเปลวไฟเลียขึ้นมาเป็นสีส้มแก่หากเป็นคนทั่วไปผิวหนังย่อมสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผดเผา แต่สำหรับเซียวหลันในยามนี้ นางกลับรู้สึกเพียงความว่างเปล่ามันเป็นความว่างเปล่าที่อันตรายที่สุดโดยเฉพาะผู้ที่ต้องคลุกคลีอยู่กับฟืนไฟและตัวยา"แม่นางเซียว เหตุใดจึงนิ่งเฉยเล่า?" หมอหลวงหวังเอ่ยเสียงเรียบ ทว่านัยน์ตาเต็มไปด้วยความจับผิด "สมุนไพรเจ็ดราตรีในหม้อนั้น หากอุณหภูมิไม่สม่ำเสมอเพียงอึดใจเดียว ฤทธิ์ยาจะกลายเป็นพิษทำลายตับทันที ท่านเป็นผู้กำหนดมาตรฐานสภาโอสถใหม่ มิใช่หรือ?"เซียวหลันขบกรามเบาๆ นางรู้ดีว่าหากพึ่งพาสัมผัสทางกายไม่ได้ นางต้องพึ่งพาสายตาและตรรกะที่สั่งสมมาจากโลกอนาคต เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็จ้องมองไปที่ผิวน้ำยาที่กำลังเดือด สายตาของนางสังเกตเห็นฟองอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งนั่นบ่งบอกว่าอุณหภูมิยังสูงเกินไป แปลว่าสารสกัดจากราก
สายลมเหมันต์พัดผ่านผ้าม่านรถม้าที่โบกสะบัดเบาๆ ขณะขบวนเดินทางมุ่งหน้ากลับสู่ทิศใต้ ทิ้งแนวเทือกเขาหิมะอันไกลโพ้นไว้เบื้องหลัง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองรำไรทอแสงเหนือเส้นขอบฟ้า ทว่าสำหรับเซียวหลันนั้นรุ่งอรุณในวันนี้กลับดูแตกต่างไปจากทุกครั้งที่นางเคยสัมผัสมาตลอดชีวิตนางนั่งนิ่งอยู่ข้างกายหลี่หยางที่กำลังหลับใหลด้วยสีหน้าที่เริ่มมีเลือดฝาด มือเรียวบางของนางกุมมือหนาของเขาไว้ ทว่าสิ่งที่นางได้รับกลับมิใช่ไออุ่นที่เคยทำให้หัวใจสั่นไหว มือของเขาที่สัมผัสกับมือนางมันเป็นความรู้สึกเหมือนกับการได้สัมผัสก้อนหินที่เรียบเนียนชิ้นหนึ่งเท่านั้น นางรู้ว่าเขายังมีชีวิต นางรู้ว่าร่างกายของเขาอุ่นขึ้นด้วยไอแห่งปราณที่ฟื้นคืน แต่เส้นประสาทของนางกลับตัดขาดจากการรับรู้ความอบอุ่นนั้นไปโดยสิ้นเชิง"คุณหนูเจ้าคะ ดื่มน้ำแกงอุ่นๆ สักนิดเถิดเจ้าค่ะ" เสี่ยวชุนส่งถ้วยกระเบื้องเคลือบที่ควันกรุ่นขึ้นมาให้ "ข้าเคี่ยวโสมนกกระเรียนที่ท่านอาเซียวเยี่ยจัดไว้ให้ตั้งนาน รสชาติน่าจะเข้มข้นช่วยบำรุงกำลังได้ดีนะเจ้าคะ"เซียวหลันรับถ้วยน้ำแกงมาอย่างเหม่อลอย นางจิบน้ำแกงที่ยังร้อนจัดเข้าไปอึกใหญ่ไอร้อนที่ควรจะลวกชิวห
ในที่สุดอาวุธในตำนานก็ตกอยู่ในมือของเซียวหลัน คันธนูส่องแสงประกายสว่างท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาต้องห้าม พลังอันยิ่งใหญ่ที่ไหลเวียนออกมาจากอาวุธนั้นทำให้ทั้งหลี่หยางและเฉินเหวินรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่น่าเกรงขาม"มันคือ... คันธนูแห่งแสง" เฉินเหวินเอ่ยเสียงแผ
หลังจากความจริงอันน่าตกตะลึงถูกเปิดเผยในคัมภีร์โบราณ เซียวหลันและหลี่หยางก็เข้าใจแล้วว่าชะตากรรมของพวกเขาไม่ได้ผูกพันเพียงแค่การกอบกู้ตระกูล แต่ยังเกี่ยวพันกับสงครามที่จะตัดสินชะตาของโลกเฉินเหวินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศัตรู บัดนี้ได้กลายเป็นพันธมิตรที่ไม่อาจขาดไปได้
วังหลวงที่เคยเป็นเสมือนกรงขัง บัดนี้ได้กลายเป็นสมรภูมิรบที่แท้จริง เซียวหลัน หลี่หยาง และเฉินเหวินเดินทางมาถึงสถานที่ลับของเฉินเหวินที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตำหนักใหญ่ของเขา ที่นั่นมีรูปปั้นมังกรหยกขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นบูชา และด้านหลังของรูปปั้นนั้นก็มีประตูเหล็กที่ปิดแน่น
หลังจากได้อ่านคัมภีร์โบราณแล้ว เซียวหลัน หลี่หยาง และเฉินเหวิน ก็ตระหนักได้ว่าสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของพลังอำนาจ แต่เป็นเรื่องของคำทำนายที่ถูกสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน และพวกเขาทั้งสามก็คือผู้ที่จะต้องเข้ามามีบทบาทในสงครามนี้"ในคัมภีร์ไม่ได้ร











