Masuk
หมู่บ้านต้าหนิวเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ในชนบท ชาวบ้านในหมู่บ้านล้วนมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย หลายครัวเรือนมีความเกี่ยวพันเป็นเครือญาติ แต่ก็มีบางบ้านที่ย้ายมาจากที่อื่นแล้วใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านอย่างกลมกลืน ครอบครัวสกุลจ้าวก็เป็นเช่นนั้น พวกเขาหนีภัยมาจากเมืองหลวงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมีบุตรชายติดตามมาด้วยอีกหนึ่งคน พอเติบใหญ่ขึ้นมาก็แต่งเด็กสาวในหมู่บ้านเป็นภรรยา
พอบุตรชายแต่งภรรยาและมีทายาทสืบสกุลแล้วสองสามีภรรยาสกุลจ้าวก็ทยอยจากโลกใบนี้ไปทีละคน เหลือเพียงบุตรชาย สะใภ้และหลานทั้งสามของพวกเขา พวกเขาไม่ได้ล่วงรู้เลยสักนิดว่าพอพวกเขาจากโลกใบนี้ไปแล้วบุตรชายที่กำลังจะเริ่มต้นสร้างครอบครัวของตนเองต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ทิ้งภรรยาและเด็กทั้งสามเอาไว้ในหมู่บ้านต้าหนิวโดยมิได้ดูแลความเป็นอยู่
เจียงฉิงฟางคือสะใภ้สกุลจ้าวที่ถูกสามีทอดทิ้งไปเป็นทหาร นางต้องเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งสามอย่างยากลำบาก พอทรัพย์สินเงินทองที่สามีทิ้งเอาไว้ให้เริ่มจะร่อยหรอลงไปเรื่อยนางก็ตัดสินใจที่จะทิ้งลูกๆ ของนางไปพร้อมกับทรัพย์สินที่เหลือ น่าเสียดายที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับนางเสียก่อน ทำให้นางต้องจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร
“ต้าฉาง แม่ของเจ้าสิ้นใจไปแล้วพวกเจ้าก็มาอาศัยอยู่กับพวกข้าเถิด แล้วพวกข้าจะช่วยทำพิธีฝังศพให้ท่านแม่ของพวกเจ้า” คำพูดของเจียงฉิงหร่วนทำให้จ้าวฉางเยี่ยนขมวดคิ้วพลางจ้องมองศพของมารดาของเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา เขาหันไปมองน้องชายและน้องสาวฝาแฝดของตนเองแล้วจึงได้เอ่ยกับท่านน้าของตนเองด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“แต่ว่าพวกข้าสิ้นเนื้อประดาตัวแล้วนะขอรับท่านน้า ทรัพย์สินในบ้านถูกท่านแม่เอาติดตัวไปด้วยจนหมดบ้านแล้ว ข้าคิดว่ายามนี้น่าจะไหลตามสายน้ำไปจนหมดแล้ว” เมื่อจ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยเช่นนี้สายตาของเจียงฉิงหร่วนก็พลันมีความสั่นไหว นางพอจะรู้อยู่บ้างว่าบ้านของสามีของพี่สาวของนางมีทรัพย์สินไม่น้อย จึงได้เสนอตัวที่จะเลี้ยงดูลูกๆ ของพี่สาวและคิดจะจัดงานศพให้พี่สาว แต่เมื่อรู้ว่ายามนี้พวกเขาไม่มีทรัพย์สินแล้วนางก็ไม่กล้าหาเรื่องใส่ตัว
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรกันดีเล่า หากพวกเจ้าสิ้นไร้ทรัพย์สินครอบครัวของสามีของน้าก็คงจะไม่พอใจแน่หากรู้ว่าพวกเจ้าไม่มีทรัพย์สินติดตัวเช่นนี้” คำพูดของเจียงฉิงหร่วนทำให้สามพี่น้องสกุลจ้าวเม้มปากแน่น สุดท้ายก็เป็นจ้าวฉางหนิงที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเข้มแข็ง
“เช่นนั้นท่านน้าก็ไม่ต้องพาพวกข้าไปเป็นภาระหรอกเจ้าค่ะ ส่วนศพของท่านแม่เดี๋ยวพวกข้าช่วยกันขุดหลุมฝังกันเอาเอง ท่านน้าไม่ต้องกังวลพวกข้าไม่มีผู้ใดกล้าตำหนิท่านน้าหรอก” คำพูดของจ้าวฉางหนิงทำให้เจียงฉิงหร่วนรีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาแล้วทำท่าทางราวกับว่าเศร้าเสียใจเป็นอย่างมากทั้งที่ในใจของนางเบิกบานเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ต้องรับตัวภาระทั้งสามกลับบ้าน
“ข้าช่างเป็นท่านน้าที่ไม่ได้เรื่อง สงสารก็แต่พวกเจ้าอายุน้อยถึงเพียงนี้แต่กลับต้องใช้ชีวิตกันตามลำพัง ต้องโทษท่านแม่ของพวกเจ้า ตอนอยู่ก็ไม่รู้จักเลี้ยงพวกเจ้าให้ดี ตอนตายก็ยังทำเรื่องไร้ยางอายจนทำให้พวกเจ้าต้องประสบกับเคราะห์กรรมเช่นนี้” คำพูดของเจียงฉิงหร่วนทำให้สามพี่น้องสกุลจ้าวหันไปสบตากันแล้วก็เป็นจ้าวฉางยวนที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันสุขุม
“ถึงอย่างไรท่านแม่ก็จากพวกเราไปแล้ว รบกวนท่านน้าพูดจาให้เกียรติท่านแม่ของข้าด้วย” เมื่อจ้าวฉางยวนเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงหร่วนก็พลันมีสีหน้าไม่พอใจ แต่เมื่อคิดได้ว่านางไม่อยากจะรั้งอยู่ที่ต่อแล้วนางจึงได้เอ่ยกับเด็กทั้งสามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ช่างเถิด หากไม่ใช่เพราะมีคนจำได้ว่าข้าคือน้องสาวของท่านแม่ของพวกเจ้า ข้าก็คงไม่ต้องลำบากจ้างรถม้าเอาศพของท่านแม่ของพวกเจ้ามาส่ง ในเมื่อศพก็ส่งถึงบ้านแล้วก็หมายความว่าข้าทำหน้าที่ของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นต่อจากนี้พวกเจ้าก็จัดการกันเอาเองก็แล้วกัน ข้าไม่ยุ่งแล้ว” เมื่อเอ่ยจบแล้วเจียงฉิงหร่วนก็กวาดตามองรอบๆ บ้านสกุลจ้าวอีกครั้งแล้วก็สะบัดผ้าเช็ดหน้าแล้วเดินจากไปด้วยรอยยิ้มที่สามารถตัดความรับผิดชอบต่อเด็กน้อยสกุลจ้าวทั้งสามไปได้
เมื่อก่อนตอนที่สกุลจ้าวมาสู่ขอพี่สาวของนาง นางเคยริษยาพี่สาวเป็นอย่างมาก จ้าวถิงฟงเป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างหน้าตาดีที่สุดในหมู่บ้านอีกทั้งฐานะของบ้านเขาก็ดีกว่าชายหนุ่มบ้านอื่น เขามีที่นาหลายสิบหมู่ มีบ้านไม้หลังโตให้พักอาศัย ที่สำคัญบ้านของเขามีเนื้อให้กินทุกมื้อ แต่ใช้เวลาแค่เพียงไม่กี่ปีพี่สาวของนางก็ใช้ความเป็นสะใภ้สกุลจ้าวขายที่นาทิ้งไปจนหมดแล้ว ทรัพย์สินในบ้านก็แทบจะไม่มีเหลือแล้ว
ดังนั้นยามนี้สกุลจ้าวก็เหลือแค่เพียงบ้านไม้หลังนี้เพียงเท่านั้น นางเองก็ไม่คิดจะเข้ามายุ่งกับเด็กๆ อีกด้วยกังวลว่าหากจ้าวถิงฟงกลับมาเขาจะโทษว่าเป็นนางที่ทำให้สกุลจ้าวของเขาล่มจม เด็กทั้งสามของสกุลจ้าวหาใช่เด็กน้อยธรรมดา นางเชื่อว่าหลังจากนี้พวกเขาทั้งสามจะต้องสามารถเอาตัวรอดได้ทั้งที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล ดังนั้นนางจึงไม่ได้รู้สึกผิดแต่อย่างไรที่ทิ้งให้หลานชายและหลานสาวต้องอยู่ในบ้านหลังโตตามลำพัง
“พี่หญิง! ท่านก็อย่าได้โทษข้าเป็นท่านเองที่คิดจะทิ้งพวกเขาไป ยามนี้ข้าเองก็จำต้องทอดทิ้งพวกเขาเพื่อเอาตัวรอดเช่นเดียวกัน” เจียงฉิงหร่วนเอ่ยออกมาพลางหันไปจ้องมองบ้านไม้ของสกุลจ้าวอีกครั้งแล้วก็เดินจากไป
“พี่ใหญ่ พวกเราควรทำเช่นไรกันดี” คำถามของจ้าวฉางยวนทำให้จ้าวฉางเยี่ยนขมวดคิ้ว แล้วก็เป็นจ้าวฉางหนิงที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“พวกเราช่วยกันค้นร่างกายของท่านแม่ก่อนเถิด ข้าไม่เชื่อหรอกว่าทรัพย์สินที่นางเอาติดตัวไปจะไหลไปกับน้ำ” เมื่อนางเอ่ยจบก็ยื่นมือน้อยๆ มาปลดสายคาดเอวของมารดา สีหน้าอันซีดเซียวและร่างกายที่แข็งทื่อหาได้ทำให้นางรู้สึกหวั่นเกรงและรู้สึกเศร้าเสียใจ มารดาของนางทำให้จิตใจของนางด้านชาไปนานแล้ว ยามนี้สิ่งที่นางต้องการก็มีแค่เพียงทรัพย์สินที่จะช่วยให้นางและพี่ชายทั้งสองอยู่รอดจนกว่าบิดาของนางจะกลับมาเพียงเท่านั้น
“อืม พวกเธอจะทำอะไร” เสียงพึมพำของสตรีที่นอนอยู่บนพื้นทำให้เด็กทั้งสามที่กำลังช่วยกันค้นหาทรัพย์สินต่างก็นิ่งงันด้วยความคาดไม่ถึงในทันที เจียงฉิงฟางลืมตาไปมองรอบกายแล้วก็นิ่วหน้าเมื่อความทรงจำต่างๆ ของร่างนี้ไหลทะลักเข้ามา แล้วสุดท้ายนางก็กวาดตามองเด็กชายสองคนและเด็กผู้หญิงอีกหนึ่งคนที่กำลังค้นตามร่างกายของนางเพื่อตรวจหาทรัพย์สินแล้วนางก็อุทานออกมาในทันที
“จ้าวฉางเยี่ยน จ้าวฉางยวน จ้าวฉางหนิง สามตัวร้ายแห่งสกุลจ้าว” คำพูดของนางทำให้เด็กทั้งสามหันไปมองหน้ากันแล้วสุดท้ายก็ผละถอยหลังแล้วเอ่ยออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยความหวาดกลัว
“ท่านแม่!” น้ำเสียงและท่าทีของพวกเขาทำให้เจียงฉิงฟางก้มลงไปสำรวจร่างกายของตนเองอีกครั้งแล้วก็อุทานออกมาเสียงเบา
“ไม่น่าจะเป็นไปได้! นี่ฉันกำลังฝันอยู่หรือ”
เจียงฉิงฟางโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงยาวนานหลายปี ในฐานะนักแสดงเธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงกอบโกยรางวัลอย่างมากมาย ในฐานะนักธุรกิจ ธุรกิจของเธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก บริษัทของเธอก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เธอที่เป็นทั้งผู้บริหารสูงสุดและหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์หลักย่อมจะมีความภาคภูมิใจมากกว่าคนอื่น แน่นอนว่าเงินปันผลกำไรที่ได้รับก็ย่อมจะสูงกว่าคนอื่นไปด้วย เจียงฉิงฟางจึงไม่มีความกังวลด้านหน้าที่การงานและด้านทรัพย์สินเงินทองเลย“ฉันเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องใช่ไหมคะ” เจียงฉิงฟางพูดกับสามีเมื่อพบว่าลูกแฝดทั้งสามของเธอไปก่อปัญหาที่โรงเรียนอีกแล้ว“ไม่ใช่ไม่ได้เรื่องหรอก แต่เป็นเพราะลูกๆ ของพวกเราได้รับความใส่ใจมากจนเกินไปต่างหาก” จ้าวถิงฟงพูดกับเธอพร้อมกับดึงร่างของเธอไปโอบกอดเอาไว้ ตอนนี้ทั้งเขาและเธอแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว แถมตอนนี้ยังมีฝาแฝดทั้งสามที่คอยปั่นป่วนชีวิตอันราบเรียบของเขาและเธอก่อนหน้านี้จ้าวถิงฟงเคยอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง ในนิยายเรื่องนั้นเขียนถึงพ่อของตัวละครหลักที่มีชื่อเดียวกันกับเขา คนที่ไม่ได้ชื่นชอบการอ่านหนังสือที่ไร้สาระถึงกับอ่านนิยายเล่มนั้นจนจบ
เจียงฉิงฟางใช้ชีวิตปีแล้วปีเล่าอย่างมีความสุข บุตรชายคนโตจ้าวฉางเยี่ยนเป็นแม่ทัพน้อยผู้องอาจ เมื่อเติบใหญ่ก็ได้หมั้นหมายและแต่งงานกับคุณหนูผู้งดงามจากจวนเสนาบดีลิ่วนามลิ่วเจียหราน ส่วนบุตรชายคนรองจ้าวฉางยวนได้เข้าสำนักราชบัณฑิต เป็นบัณฑิตหลวงผู้ทรงภูมิเมื่อเติบใหญ่ได้หมั้นหมายและแต่งงานกับคุณหนูใหญ่จวนสกุลลู่นามลู่หลิง เป็นคู่เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ที่อยู่ในสายตาของผู้อาวุโสของทั้งสองจวนมาโดยตลอดบุตรสาวคนเดียวอย่างจ้าวฉางหนิง ผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของจวนได้รับราชโองการพระราชทานสมรสแต่งเข้าตำแหนักบูรพา ยามที่องค์ชายสามได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทสิ่งแรกที่กราบทูลขอจากฝ่าบาทก็คือการพระราชทานสมรสกับคุณหนูจวนแม่ทัพอย่างจ้าวฉางหนิง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทุกคนคาดการณ์เอาไว้ได้อยู่แล้วส่วนบุตรชายคนเล็กอย่างจ้าวฉางหยวนก็ได้แต่งกับบุตรสาวของจี้หยางจิ่ว จี้เซวียหลัน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทั้งจ้าวถิงฟงและเจียงฉิงฟางคาดไม่ถึงแต่ตอนที่บุตรชายคนเล็กมาขอให้พวกเขาส่งแม่สื่อไปที่จวนสกุลจี้ พวกเขาก็ต่างพากันยินดี จวนแม่ทัพสกุลจ้าวและจวนสกุลจี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด ยามนี้เมื่อได้เกี่ยวดองเ
ความเจ็บปวดจากการคลอดบุตรทำเจียงฉิงฟางแทบจะสิ้นไร้เรี่ยวแรง ตายามที่ได้เห็นบุตรชายคนเล็กที่แม้ว่าจะคลอดก่อนกำหนดแต่ขนาดเนื้อตัวกลับใหญ่กว่าทารกทั่วไปความเจ็บปวดที่ได้รับก็ดูเหมือนว่าจะคุ้มค่า“แข็งแรงดีทั้งแม่ทั้งลูก ขอท่านแม่ทัพอย่าได้กังวล” เสียงของลู่เหมยทำให้เจียงฉิงฟางได้สติ สตรีวัยกลางคนที่กำลังอุ้มบุตรชายคนเล็กคือลู่เหมยมารดาแท้ๆ ของร่างนี้ จ้าวถิงฟงที่นั่งจับมือนางอยู่ย่อมจะเห็นสายตาของนางเขาจึงเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ท่านแม่ยายเป็นห่วงเจ้า ถึงอย่างไรตอนที่เจ้าคลอดลูกที่หมู่บ้านต้าหนิวนางก็เคยมาอยู่กับเจ้า อีกทั้งนางยังเป็นห่วงเจ้ามากข้าก็เลย...” จ้าวถิงฟงเอ่ยเพื่อแก้ตัว ยามที่เห็นว่าเจียงฉิงฟางต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความเจ็บปวดเขาก็ดูเหมือนว่าจะทำอันใดไม่ถูก พอลู่เหมยบอกว่านางเคยอยู่กับเจียงฉิงฟางตอนที่นางคลอดลูกแฝดทั้งสาม อีกทั้งเขาก็จำได้ว่าตอนคลอดครั้งนั้นลู่เหมยเคยช่วยเจียงฉิงฟางเอาไว้ได้จริงๆ เขาจึงยอมให้นางเข้ามาในห้องคลอดเป็นกรณีพิเศษ“แล้วคนอื่นๆ เล่า” เจียงฉิงฟางเอ่ยถามด้วยสีหน้าหนักอึ้ง จ้าวถิงฟงจึงได้เอ่ยกับนางตามตรง“เจ้าวางใจเถิด ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขามากวนใ
ร้านฮวาเซียงยังคงทำกำไรให้แก่เจียงฉิงฟางอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงหลังมานี้เจียงฉิงฟางจะไม่ได้คิดค้นสูตรเครื่องหอมกลิ่นใหม่ๆ ออกมา แต่เพราะจี้หยางจิ่วขยายร้านสาขามากขึ้นยอดขายและผลกำไรจึงมากขึ้นโดยที่เจียงฉิงฟางไม่ต้องทำอันใด นางเชื่อว่ายามนี้หากไม่นับท้องพระคลังหลวงและจี้หยางจิ่ว คนที่มีเงินมากที่สุดในเมืองหลวงย่อมจะต้องเป็นนาง“มีเงินมากหน่อยนับเป็นเรื่องดี แต่เรื่องที่ควรใส่ใจมากที่สุดก็คือท้องจะต้องอิ่มเข้าไว้” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางมอบถุงเงินให้แก่พ่อบ้านใหญ่สวีไปซื้อที่ดินสำหรับทำการเกษตรเพิ่ม“ขอฮูหยินโปรดวางใจ ที่ดินอีกหลายสิบหมู่ที่ข้าจะซื้อเพิ่มเป็นที่ดินที่ดีเหมาะแก่การเพาะปลูก คนงานที่ข้าว่าจ้างล้วนเป็นกลุ่มชาวบ้านยากจนที่ขยันขันแข็ง ข้าแจ้งกับพวกเขาแล้วว่าขอแค่พวกเขาสามารถทำให้ที่ดินของฮูหยินผลิดอกออกผล ฮูหยินย่อมจะไม่ตระหนี่กับพวกเขา หลังจากนี้ทุกครัวเรือนที่ทำงานให้ฮูหยินจะต้องหลุดพ้นจากความอดอยากกินอิ่มนอนอุ่นทุกครัวเรือนอย่างแน่นอน” เมื่อพ่อบ้านใหญ่สวีเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็พยักหน้า“มีท่านคอยช่วยทำงานให้เช่นนี้ ข้าก็รู้สึกวางใจ” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางยิ้มออกมาคำพูดของนางทำ
เสิ่นไทเฮาทรงเอนพระวรกายอยู่บนแท่นพระบรรทมด้วยสีพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความสงบ ยามนี้จวนชิ่งกั๋วกงไร้อำนาจอย่างแท้จริงแล้ว แม้ว่าคนของพระนางในราชสำนักจะเริ่มเหินห่างแต่คนในวังหลวงยังคงใช้งานได้ดังเดิม สิ่งที่พระนางทรงกำลังครุ่นคิดหาวิธีอยู่ก็คือจะทำอย่างให้อำนาจของจวนชิ่งกั๋วกงคืนกลับมาได้อีกครั้งเพียงเท่านั้น“ฉินซิงเหยาถูกคนขององค์ชายหกปลิดชีพไปแล้วเพคะ” เสียงรายงานของจางหมัวมัวทำให้เสิ่นไทเฮาทรงแย้มพระสรวลออกมา“เห็นทีว่าจะข้าจะเก็บอวิ๋นเอ๋อร์เอาไว้ไม่ได้แล้ว ขนาดคนอยู่ในคุกหลวงเขายังยื่นมือของตนเองลงไปจัดการได้ หากปล่อยเขาเอาไว้วันหน้าเขาอาจจะหันกลับมาทำร้ายข้าก็เป็นได้” เมื่อเสิ่นไทเฮาทรงตรัสเช่นนี้จางหมัวมัวก็ขานรับแล้วหันไปสั่งนางข้าหลวงที่เคยวางยาในกำยานขององค์ชายหกหาวิธีทำให้คนในวังคิดว่าองค์ชายหกทนรับความเจ็บปวดจากการสูญเสียดวงตาไม่ไหวจึงได้ปลิดชีพของตนในตำหนักอย่างเงียบเชียบ นางข้าหลวงรีบขานรับแล้วทำตามวิธีที่พวกนางเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วนในยามที่คิดจะกำจัดคนในตำหนักอันห่างไกลสุดท้ายองค์ชายหกก็ต้องสิ้นพระชนม์ลงด้วยฝีมือของนางข้าหลวงของเสิ่นไทเฮา ความโปรดปรานที่พระนางมีต่อองค์
เสิ่นไทเฮาทรงประชวรจนหมดสติไป แม้ว่าจะมีเรื่องที่เคยขัดแย้งกันแต่ถึงอย่างไรพระนางก็คือพระมารดาผู้ให้กำเนิด เซียวฉีฮ่องเต้จึงทรงเสด็จไปที่ตำหนักโซ่วหัวด้วยพระองค์เอง เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นว่าพระราชมารดาทรงทุกข์พระทัยจนสุขภาพทรุดโทรม เซียวฉีฮ่องเต้ก็พระทัยอ่อนยกเลิกคำสั่งกักบริเวณพระราชมารดาในทันที“หม่อมฉันชรามากแล้วต่อให้ฝ่าบาททรงยกเลิกโทษกักบริเวณหม่อมฉันก็ไปที่ไหนไม่ได้หรอกเพคะ” เสิ่นไทเฮาทรงตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงอ่อนแอ แต่ถ้อยคำของพระนางก็ทำให้ในพระทัยของเซียวฉีฮ่องเต้พลันมืดครึ้มขึ้นมาอีกครั้ง“แล้วเสด็จแม่อยากให้ลูกทำเช่นไร หรือจะให้ลูกยกเลิกเรื่องการเนรเทศสกุลเสิ่นออกจากเมืองหลวง” เซียวฉีฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาด้วยสีพระพักตร์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก ในฐานะที่เป็นพระราชมารดามีหรือที่เสิ่นไทเฮาจะทรงคาดเดาสีพระพักตร์ของเซียวฉีฮ่องเต้ไม่ได้ พระนางจึงรีบปฏิเสธในทันที“หม่อมฉันจะไปขอความเมตตาให้พวกเขาทำไมกันเล่าเพคะ พวกเขาทำให้ฝ่าบาททรงขุ่นเคืองพระทัยย่อมจะต้องได้รับโทษ เพียงแต่ยามนี้หญิงชราเช่นหม่อมฉันรู้สึกว้าเหว่อยู่บ้าง ในใจก็ย่อมจะคิดถึงลูกหลานที่เคยมาเยี่ยมเยียน” เมื่อพระนางตรัสออกมาเช่น







