Masuk“สะใภ้บ้านจ้าวคิดจะหนีตามบุรุษไป แต่สุดท้ายก็จมน้ำเกือบเอาชีวิตไม่รอด สุดท้ายก็ซมซานกลับมาอยู่บ้านด้วยอาการร่อแร่ปางตาย” นี่คือคำนินทาที่ผู้คนในหมู่บ้านต่างเอ่ยถึงเจียงฉิงฟางในช่วงนี้ แต่นางกลับไม่ได้ติดตามไปแก้ข่าวแต่อย่างใด แถมยังเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ยอมออกมาเผชิญหน้าผู้คนอย่างที่นางมักจะทำดังเช่นเมื่อก่อน
“ต้าฉาง เอ้อฉาง เสี่ยวฉาง พวกเจ้ากินอะไรกันแล้วหรือยัง จะเข้ามากินข้าวบ้านข้าก่อนไหม” ป้าเฉินที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามของถนนเดินมาเอ่ยถามพวกเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมีเมตตาแต่เด็กน้อยทั้งสามกลับส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน แล้วก็เป็นจ้าวฉางเยี่ยนที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการเสียดสี
“พวกข้ากินข้าวแล้ว ท่านยายเฉินไม่ต้องคิดจะหลอกถามเรื่องในบ้านของพวกข้าหรอก” คำพูดของจ้าวฉางเยี่ยนทำให้ป้าเฉินพลันมีสีหน้าบูดเบี้ยวแต่แล้วนางก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าจ้าวฉางยวนแบมือมาที่นางด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์
“แต่หากท่านยายยอมจ่ายให้ข้าสักหนึ่งเหวิน ข้าก็ยินดีที่จะเล่าให้ท่านฟังว่าท่านแม่ของข้ายามนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง” เมื่อจ้าวฉางยวนเอ่ยจบป้าเฉินก็ล้วงเหรียญในอกเสื้อออกมาในทันที
“แหม! ข้าก็แค่รู้สึกเป็นห่วงท่านแม่ของพวกเจ้าเพียงเท่านั้น นางเป็นอย่างไรบ้างพวกเจ้าเล่ามาให้ข้าฟังเถิด” นางเอ่ยพลางวางเหรียญลงไปในมือของจ้าวฉางยวน เขายกเหรียญขึ้นมาดูแล้วก็หันพยักหน้าส่งสัญญาณให้จ้าวฉางหนิงเล่าให้ป้าเฉินฟังในทันที
“ช่วงแรกท่านแม่พูดจาแปลกประหลาด เดินไปเดินมาด้วยท่าทีกังวลใจ สภาพของนางหาได้เหมือนคนที่พึ่งจะผ่านพ้นความตายมา นอกจากจะไม่มีอาการเจ็บป่วยแล้วดูเหมือนว่านางยังมีพละกำลังเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนอีกด้วย ช่วงนี้นอกจากนางจะพยายามทำความสะอาดบ้านอย่างบ้าคลั่งแล้วนางยังพยายามอบรมพวกข้าด้วยความเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม” เมื่อจ้าวฉางหนิงเอ่ยเล่าเช่นนี้ป้าเฉินก็พยักหน้าแล้วเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นในทันที
“เช่นนั้นพวกเจ้าก็คงจะถูกนางเฆี่ยนตีหนักกว่าเดิมสินะ จริงสิ! นางได้พูดให้พวกเจ้าได้รับรู้บ้างไหมว่าบุรุษที่นางตั้งใจจะหนีตามไปคือผู้ใด” คำถามของป้าเฉินทำให้เด็กๆ ส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันป้าเฉินทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างไม่พอใจแล้วเอ่ยถามออกมาตามตรง
“แม่หนูเสี่ยวฉาง เมื่อก่อนเจ้าสนิทสนมกับมารดามากที่สุดมิใช่หรือ เหตุใดจึงไม่ลองหลอกถามนางมาเล่า” คำถามของป้าเฉินทำให้จ้าวฉางหนิงส่ายหน้าพลางมีเสียงแทรกขึ้นมาทางด้านหลัง
“จะได้คุ้มค่ากับเงินหนึ่งเหวินที่ท่านจ่ายให้บุตรชายคนรองของข้าใช่หรือไม่ ท่านป้าเฉิน” คำถามของเจียงฉิงฟางทำให้เด็กทั้งสามตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นตระหนก ส่วนป้าเฉินหัวเราะแหะ แหะ พลางเอ่ยแก้ตัวในทันที
“ข้าก็แค่เป็นห่วงเจ้า ได้ยินว่าเจ้าถูกคนผู้หนึ่งหลอกลวงจนทำให้เกือบจะเสียชีวิต” คำพูดของป้าเฉินทำให้ในใจของเจียงฉิงฟางพลันมืดครึ้มนางรู้ดีว่าอีกไม่นานจ้าวถิงฟงก็จะกลับมา ความเหี้ยมโหดของเขาถูกบรรยายเอาไว้ในนิยายหลายหน้ากระดาษ
‘หากเขารู้ว่าภรรยาของเขาเคยคิดจะหนีตามบุรุษไป คนที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้อย่างเราก็คงจะต้องตายตามเจียงฉิงฟางในนิยายไปเป็นแน่’ เจียงฉิงฟางคิดพลางขมวดคิ้ว
นางจำได้ว่าในขณะที่กำลังอ่านนิยายเรื่องหนึ่งอยู่นางก็หมดสติไปพอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งนางก็มาอยู่ในนิยายเรื่องที่นางกำลังอ่านแล้ว มันคงจะน่ายินดีถ้าหากว่านางได้เข้ามาเป็นนางเอกหรือไม่ก็ได้เป็นตัวละครที่ยืนอยู่เคียงข้างฝั่งนางเอก แต่นางกลับมาอยู่ในร่างของตัวละครที่เป็นมารดาของตัวร้าย
แม้ว่าในนิยายตัวละครของนางจะไม่ได้ถูกเอ่ยถึงมากนักเพราะในนิยายเขียนเอาไว้ว่านางจะต้องจมน้ำตายตั้งแต่ตัวร้ายทั้งสามยังเป็นเด็ก แต่ทุกครั้งที่ตัวร้ายทำเรื่องชั่วช้าผู้เขียนก็มักจะระบุว่าเกิดจากความโหดร้ายที่ได้รับจากวัยเยาว์ และผู้ที่ก่อให้เกิดความโหดร้ายในชีวิตของตัวร้ายทั้งสามก็คือมารดาอย่างเจียงฉิงฟาง
ยามนี้เมื่อนางเข้ามาอยู่ในร่างนี้และเป็นมารดาของตัวร้ายทั้งสามอย่างจ้าวฉางเยี่ยน จ้าวฉางยวนและจ้าวฉางหนิง ดังนั้นนางจึงต้องอบรมเลี้ยงดูลูกๆ ให้ดีเพื่อหลีกเลี่ยงจุดจบอันเลวร้ายของลูกๆ ทั้งสาม เพราะถ้าหากเด็กๆ ประสบกับเคราะห์กรรมคนที่เป็นมารดาเช่นนางก็คงจะมีจุดจบที่ไม่ค่อยจะดีนักเช่นเดียวกัน
“ท่านป้าเฉินไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงข้าหรอก ท่านก็เห็นแล้วว่าข้ามิได้เป็นอะไร ส่วนเรื่องที่ว่าข้าถูกคนชั่วหลอกลวงก็เป็นแค่เพียงลมปากของผู้คนภายนอกเพียงเท่านั้น” เจียงฉิงฟางตัดสินใจว่านางควรจะแก้ไขข่าวลือที่ทำให้ชื่อเสียงของนางต้องเสียหาย แม้ว่าเรื่องจริงเจ้าของร่างเดิมจะตั้งใจที่จะหนีตามคนผู้หนึ่งไปจริง แต่ยามนี้คนผู้นั้นหนีกลับเมืองหลวงไปแล้วอีกทั้งคนที่ล่วงรู้ความจริงของเรื่องนี้มีแค่คนผู้นั้นและนาง ดังนั้นหากเขาไม่พูดและนางไม่พูดผู้อื่นจะรู้ความจริงได้อย่างไร
“ท่านป้า ท่านอย่าได้พูดออกไปเชียว” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปท่าทีของคนที่กุมความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้ทำให้ป้าเฉินรีบเงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็นในทันที
“อันที่จริงสาเหตุที่ข้านั่งเรือไปเมืองเทียนเฟิงก็เพราะข้าได้ยินมาว่าที่นั่นมีการขุดพบสายแร่ทองคำ ในใจของข้าอยากจะร่ำรวยจึงได้คิดจะไปดูลู่ทางว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถเข้าไปทำการค้าในเมืองเทียนเฟิงได้ ท่านก็รู้ว่าหากเมืองเทียนเฟิงมีการขุดสายแร่ ทั้งคนงานและเจ้าหน้าที่ของทางการก็คงจะขวักไขว่ หากข้าสามารถไปตั้งแผงขายอาหารที่นั่นได้ ความติดขัดทางการเงินของบ้านข้าก็คงจะดีขึ้น” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้ดวงตาของป้าเฉินก็พลันเบิกกว้างแล้วเอ่ยถามออกมาในทันที
“สายแร่ทองคำ! ที่เจ้าเอ่ยมาเป็นเรื่องจริงหรือ” เมื่อป้าเฉินเอ่ยถามเช่นนี้เช่นนี้เจียงฉิงฟางก็ยักไหล่แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรกันเล่าว่าเป็นเรื่องจริงไหม เพราะข้าดันตกลงไปในน้ำเสียก่อนตั้งแต่ตอนที่เรือยังไม่ทันได้ออกจากท่าเรือเลยกระมัง” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้ป้าเฉินก็พลันมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียดายแต่ถึงกระนั้นก็ยังถามอีกครั้ง
“สายแร่ที่พบเป็นสายแร่ทองคำจริงๆ หรือ” คำถามของป้าเฉินทำให้เจียงฉิงฟางหัวเราะออกมาเบาๆ
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้ท่านป้าอย่าให้ผู้อื่นรู้จะดีกว่า เพราะถ้าหากว่าเป็นสายแร่ทองคำจริงๆ ผู้คนคงจะไปรวมตัวกันที่นั่นแล้วทำให้ทำเลค้าขายถูกจับจองไปจนหมดก่อนที่พวกเราจะไปถึงแน่” คำพูดของเจียงฉิงฟางเต็มไปด้วยรอยยิ้มส่วนป้าเฉินนั้นทั้งพยักหน้ารับและขานตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“แน่นอน ข้าไม่ใช่คนปากสว่างเสียหน่อยเจ้าวางใจได้” เมื่อป้าเฉินเอ่ยจบก็หันกลับไปมองด้านในบ้านของตนเมื่อนางเห็นเงาของสามีก็รีบเอ่ยกับเจียงฉิงฟางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“ท่านลุงเฉินของเจ้าน่าจะหิวแล้ว ข้าไปเตรียมข้าวให้เขาก่อนนะ” เมื่อเอ่ยจบป้าเฉินก็รีบกลับเข้าไปในบ้านทันที ท่าทีของนางไม่ต้องคาดเดาก็พอจะรู้ว่าอีกสักครู่ท่านลุงเฉินจะต้องรู้เรื่องที่เมืองเทียนเฟิงมีคนค้นพบสายแร่ทองคำเป็นแน่
เจียงฉิงฟางโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงยาวนานหลายปี ในฐานะนักแสดงเธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงกอบโกยรางวัลอย่างมากมาย ในฐานะนักธุรกิจ ธุรกิจของเธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก บริษัทของเธอก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เธอที่เป็นทั้งผู้บริหารสูงสุดและหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์หลักย่อมจะมีความภาคภูมิใจมากกว่าคนอื่น แน่นอนว่าเงินปันผลกำไรที่ได้รับก็ย่อมจะสูงกว่าคนอื่นไปด้วย เจียงฉิงฟางจึงไม่มีความกังวลด้านหน้าที่การงานและด้านทรัพย์สินเงินทองเลย“ฉันเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องใช่ไหมคะ” เจียงฉิงฟางพูดกับสามีเมื่อพบว่าลูกแฝดทั้งสามของเธอไปก่อปัญหาที่โรงเรียนอีกแล้ว“ไม่ใช่ไม่ได้เรื่องหรอก แต่เป็นเพราะลูกๆ ของพวกเราได้รับความใส่ใจมากจนเกินไปต่างหาก” จ้าวถิงฟงพูดกับเธอพร้อมกับดึงร่างของเธอไปโอบกอดเอาไว้ ตอนนี้ทั้งเขาและเธอแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว แถมตอนนี้ยังมีฝาแฝดทั้งสามที่คอยปั่นป่วนชีวิตอันราบเรียบของเขาและเธอก่อนหน้านี้จ้าวถิงฟงเคยอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง ในนิยายเรื่องนั้นเขียนถึงพ่อของตัวละครหลักที่มีชื่อเดียวกันกับเขา คนที่ไม่ได้ชื่นชอบการอ่านหนังสือที่ไร้สาระถึงกับอ่านนิยายเล่มนั้นจนจบ
เจียงฉิงฟางใช้ชีวิตปีแล้วปีเล่าอย่างมีความสุข บุตรชายคนโตจ้าวฉางเยี่ยนเป็นแม่ทัพน้อยผู้องอาจ เมื่อเติบใหญ่ก็ได้หมั้นหมายและแต่งงานกับคุณหนูผู้งดงามจากจวนเสนาบดีลิ่วนามลิ่วเจียหราน ส่วนบุตรชายคนรองจ้าวฉางยวนได้เข้าสำนักราชบัณฑิต เป็นบัณฑิตหลวงผู้ทรงภูมิเมื่อเติบใหญ่ได้หมั้นหมายและแต่งงานกับคุณหนูใหญ่จวนสกุลลู่นามลู่หลิง เป็นคู่เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ที่อยู่ในสายตาของผู้อาวุโสของทั้งสองจวนมาโดยตลอดบุตรสาวคนเดียวอย่างจ้าวฉางหนิง ผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของจวนได้รับราชโองการพระราชทานสมรสแต่งเข้าตำแหนักบูรพา ยามที่องค์ชายสามได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทสิ่งแรกที่กราบทูลขอจากฝ่าบาทก็คือการพระราชทานสมรสกับคุณหนูจวนแม่ทัพอย่างจ้าวฉางหนิง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทุกคนคาดการณ์เอาไว้ได้อยู่แล้วส่วนบุตรชายคนเล็กอย่างจ้าวฉางหยวนก็ได้แต่งกับบุตรสาวของจี้หยางจิ่ว จี้เซวียหลัน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทั้งจ้าวถิงฟงและเจียงฉิงฟางคาดไม่ถึงแต่ตอนที่บุตรชายคนเล็กมาขอให้พวกเขาส่งแม่สื่อไปที่จวนสกุลจี้ พวกเขาก็ต่างพากันยินดี จวนแม่ทัพสกุลจ้าวและจวนสกุลจี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด ยามนี้เมื่อได้เกี่ยวดองเ
ความเจ็บปวดจากการคลอดบุตรทำเจียงฉิงฟางแทบจะสิ้นไร้เรี่ยวแรง ตายามที่ได้เห็นบุตรชายคนเล็กที่แม้ว่าจะคลอดก่อนกำหนดแต่ขนาดเนื้อตัวกลับใหญ่กว่าทารกทั่วไปความเจ็บปวดที่ได้รับก็ดูเหมือนว่าจะคุ้มค่า“แข็งแรงดีทั้งแม่ทั้งลูก ขอท่านแม่ทัพอย่าได้กังวล” เสียงของลู่เหมยทำให้เจียงฉิงฟางได้สติ สตรีวัยกลางคนที่กำลังอุ้มบุตรชายคนเล็กคือลู่เหมยมารดาแท้ๆ ของร่างนี้ จ้าวถิงฟงที่นั่งจับมือนางอยู่ย่อมจะเห็นสายตาของนางเขาจึงเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ท่านแม่ยายเป็นห่วงเจ้า ถึงอย่างไรตอนที่เจ้าคลอดลูกที่หมู่บ้านต้าหนิวนางก็เคยมาอยู่กับเจ้า อีกทั้งนางยังเป็นห่วงเจ้ามากข้าก็เลย...” จ้าวถิงฟงเอ่ยเพื่อแก้ตัว ยามที่เห็นว่าเจียงฉิงฟางต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความเจ็บปวดเขาก็ดูเหมือนว่าจะทำอันใดไม่ถูก พอลู่เหมยบอกว่านางเคยอยู่กับเจียงฉิงฟางตอนที่นางคลอดลูกแฝดทั้งสาม อีกทั้งเขาก็จำได้ว่าตอนคลอดครั้งนั้นลู่เหมยเคยช่วยเจียงฉิงฟางเอาไว้ได้จริงๆ เขาจึงยอมให้นางเข้ามาในห้องคลอดเป็นกรณีพิเศษ“แล้วคนอื่นๆ เล่า” เจียงฉิงฟางเอ่ยถามด้วยสีหน้าหนักอึ้ง จ้าวถิงฟงจึงได้เอ่ยกับนางตามตรง“เจ้าวางใจเถิด ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขามากวนใ
ร้านฮวาเซียงยังคงทำกำไรให้แก่เจียงฉิงฟางอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงหลังมานี้เจียงฉิงฟางจะไม่ได้คิดค้นสูตรเครื่องหอมกลิ่นใหม่ๆ ออกมา แต่เพราะจี้หยางจิ่วขยายร้านสาขามากขึ้นยอดขายและผลกำไรจึงมากขึ้นโดยที่เจียงฉิงฟางไม่ต้องทำอันใด นางเชื่อว่ายามนี้หากไม่นับท้องพระคลังหลวงและจี้หยางจิ่ว คนที่มีเงินมากที่สุดในเมืองหลวงย่อมจะต้องเป็นนาง“มีเงินมากหน่อยนับเป็นเรื่องดี แต่เรื่องที่ควรใส่ใจมากที่สุดก็คือท้องจะต้องอิ่มเข้าไว้” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางมอบถุงเงินให้แก่พ่อบ้านใหญ่สวีไปซื้อที่ดินสำหรับทำการเกษตรเพิ่ม“ขอฮูหยินโปรดวางใจ ที่ดินอีกหลายสิบหมู่ที่ข้าจะซื้อเพิ่มเป็นที่ดินที่ดีเหมาะแก่การเพาะปลูก คนงานที่ข้าว่าจ้างล้วนเป็นกลุ่มชาวบ้านยากจนที่ขยันขันแข็ง ข้าแจ้งกับพวกเขาแล้วว่าขอแค่พวกเขาสามารถทำให้ที่ดินของฮูหยินผลิดอกออกผล ฮูหยินย่อมจะไม่ตระหนี่กับพวกเขา หลังจากนี้ทุกครัวเรือนที่ทำงานให้ฮูหยินจะต้องหลุดพ้นจากความอดอยากกินอิ่มนอนอุ่นทุกครัวเรือนอย่างแน่นอน” เมื่อพ่อบ้านใหญ่สวีเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็พยักหน้า“มีท่านคอยช่วยทำงานให้เช่นนี้ ข้าก็รู้สึกวางใจ” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางยิ้มออกมาคำพูดของนางทำ
เสิ่นไทเฮาทรงเอนพระวรกายอยู่บนแท่นพระบรรทมด้วยสีพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความสงบ ยามนี้จวนชิ่งกั๋วกงไร้อำนาจอย่างแท้จริงแล้ว แม้ว่าคนของพระนางในราชสำนักจะเริ่มเหินห่างแต่คนในวังหลวงยังคงใช้งานได้ดังเดิม สิ่งที่พระนางทรงกำลังครุ่นคิดหาวิธีอยู่ก็คือจะทำอย่างให้อำนาจของจวนชิ่งกั๋วกงคืนกลับมาได้อีกครั้งเพียงเท่านั้น“ฉินซิงเหยาถูกคนขององค์ชายหกปลิดชีพไปแล้วเพคะ” เสียงรายงานของจางหมัวมัวทำให้เสิ่นไทเฮาทรงแย้มพระสรวลออกมา“เห็นทีว่าจะข้าจะเก็บอวิ๋นเอ๋อร์เอาไว้ไม่ได้แล้ว ขนาดคนอยู่ในคุกหลวงเขายังยื่นมือของตนเองลงไปจัดการได้ หากปล่อยเขาเอาไว้วันหน้าเขาอาจจะหันกลับมาทำร้ายข้าก็เป็นได้” เมื่อเสิ่นไทเฮาทรงตรัสเช่นนี้จางหมัวมัวก็ขานรับแล้วหันไปสั่งนางข้าหลวงที่เคยวางยาในกำยานขององค์ชายหกหาวิธีทำให้คนในวังคิดว่าองค์ชายหกทนรับความเจ็บปวดจากการสูญเสียดวงตาไม่ไหวจึงได้ปลิดชีพของตนในตำหนักอย่างเงียบเชียบ นางข้าหลวงรีบขานรับแล้วทำตามวิธีที่พวกนางเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วนในยามที่คิดจะกำจัดคนในตำหนักอันห่างไกลสุดท้ายองค์ชายหกก็ต้องสิ้นพระชนม์ลงด้วยฝีมือของนางข้าหลวงของเสิ่นไทเฮา ความโปรดปรานที่พระนางมีต่อองค์
เสิ่นไทเฮาทรงประชวรจนหมดสติไป แม้ว่าจะมีเรื่องที่เคยขัดแย้งกันแต่ถึงอย่างไรพระนางก็คือพระมารดาผู้ให้กำเนิด เซียวฉีฮ่องเต้จึงทรงเสด็จไปที่ตำหนักโซ่วหัวด้วยพระองค์เอง เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นว่าพระราชมารดาทรงทุกข์พระทัยจนสุขภาพทรุดโทรม เซียวฉีฮ่องเต้ก็พระทัยอ่อนยกเลิกคำสั่งกักบริเวณพระราชมารดาในทันที“หม่อมฉันชรามากแล้วต่อให้ฝ่าบาททรงยกเลิกโทษกักบริเวณหม่อมฉันก็ไปที่ไหนไม่ได้หรอกเพคะ” เสิ่นไทเฮาทรงตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงอ่อนแอ แต่ถ้อยคำของพระนางก็ทำให้ในพระทัยของเซียวฉีฮ่องเต้พลันมืดครึ้มขึ้นมาอีกครั้ง“แล้วเสด็จแม่อยากให้ลูกทำเช่นไร หรือจะให้ลูกยกเลิกเรื่องการเนรเทศสกุลเสิ่นออกจากเมืองหลวง” เซียวฉีฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาด้วยสีพระพักตร์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก ในฐานะที่เป็นพระราชมารดามีหรือที่เสิ่นไทเฮาจะทรงคาดเดาสีพระพักตร์ของเซียวฉีฮ่องเต้ไม่ได้ พระนางจึงรีบปฏิเสธในทันที“หม่อมฉันจะไปขอความเมตตาให้พวกเขาทำไมกันเล่าเพคะ พวกเขาทำให้ฝ่าบาททรงขุ่นเคืองพระทัยย่อมจะต้องได้รับโทษ เพียงแต่ยามนี้หญิงชราเช่นหม่อมฉันรู้สึกว้าเหว่อยู่บ้าง ในใจก็ย่อมจะคิดถึงลูกหลานที่เคยมาเยี่ยมเยียน” เมื่อพระนางตรัสออกมาเช่น







