LOGINเมื่อป้าเฉินเดินกลับเข้าไปในบ้านของนางแล้วเจียงฉิงฟางก็หันมาจ้องมองลูกของนางในทันทีแล้วจึงได้เอ่ยกับเด็กๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พวกเจ้ากลับเข้าบ้านกันก่อนเถิด ต่อไปอย่าได้คิดหาเงินด้วยวิธีนี้อีก” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เด็กๆ นิ่วหน้าแล้วก็เป็นจ้าวฉางเยี่ยนก็เอ่ยคัดค้านคำพูดของนางด้วยสีหน้าดื้อดึง
“แล้วจะให้พวกข้าหาเงินด้วยวิธีไหน หรือว่าท่านแม่จะยินยอมมอบเงินในมือของท่านให้พวกข้าเล่า” คำพูดของเขาทำให้เจียงฉิงฟางเลิกคิ้วขึ้น นางจ้องมองเด็กอายุเจ็ดขวบทั้งสามคนที่ในยามนี้กำลังแสดงอาการต่อต้านนางอย่างเต็มที่
“อีกทั้งต่อให้พวกข้าไม่พูด คนเหล่านั้นก็ล้วนรู้เรื่องของท่านแม่ดี ชิ! สายแร่ทองคำอะไรนั่นก็แค่ข้ออ้างของท่านแม่ที่จะนำมาแก้ตัวเรื่องที่ท่านทำลงไปเพียงเท่านั้น” จ้าวฉางยวนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดูแคลนส่วนจ้าวฉางหนิงก็ไม่น้อยหน้าพี่ๆ เอ่ยวาจาต่อต้านนางออกมาเช่นเดียวกัน
“ใช่แล้ว! หากมีคนค้นพบสายแร่ทองคำจริงแล้วท่านแม่รู้คนอย่างท่านแม่ไม่มีทางบอกให้ผู้อื่นรู้หรอก เพราะท่านแม่เคยบอกกับข้าเองว่าหากอยากจะปล่อยข่าวลือสักเรื่องก็แค่ทำให้ดูลึกลับเข้าไว้แล้วบอกกับผู้อื่นว่า อย่าบอกใครนะ แล้วหลังจากนั้นทุกคนก็จะได้รับรู้เรื่องที่พวกเราต้องการจะปล่อยข่าวลือ” คำพูดของจ้าวฉางหนิงทำให้เจียงฉิงฟางทอดถอนใจออกมา
เจียงฉิงฟางที่อยู่ในนิยายเป็นสตรีที่เห็นแก่ตัว มีความเฉลียวฉลาดและมีความงามเป็นเลิศ สกุลจ้าวจึงได้เลือกนางมาเป็นสะใภ้ ข้อเสียที่ในนิยายเขียนเอาไว้ก็คือนางเป็นคนเห็นแก่ตัว และรักแต่ตนเอง ความเจ้าเล่ห์และร้ายกาจของเด็กๆ ล้วนเป็นนางที่ปลูกฝัง เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาเด็กน้อยทั้งสามจึงได้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่บิดเบี้ยว ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเองไม่เคยสนใจชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อื่น จึงได้กลายเป็นตัวร้ายที่คอยติดตามทำร้ายพระเอกกับนางเอกเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง
“พวกเจ้าล้วนเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาด แต่น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้พวกเจ้าได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างผิดๆ แต่ช่างเถิดต่อจากนี้ข้าจะเป็นคนชี้แนะพวกเจ้าเอง พวกเจ้าจะได้รู้ว่าการอยู่ร่วมกับผู้อื่นต้องรู้จักคำนึงถึงคำว่าใจเขาใจเราด้วย” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เด็กๆ มีสีหน้ามึนงงด้วยไม่เข้าใจคำพูดของนาง แต่เจียงฉิงฟางหาได้สนใจพวกเขา ยามนี้สิ่งที่นางต้องการจะทำก็คือลดอคติที่เด็กๆ มีต่อมารดาของพวกเขาก่อนแล้วค่อยๆ ปลูกฝังความคิดที่อยู่ในร่องในรอยให้แก่เด็กๆ
“ช่างเถิด! วันนี้พวกเจ้าไม่ต้องออกไปเล่นข้างนอกแล้ว มาช่วยแม่จัดการกับลานบ้านกันดีกว่า” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามคนก็หันไปมองหน้ากันแล้วก็เป็นจ้าวฉางเยี่ยนที่ทดลองเอ่ยปากปฏิเสธออกมา
“หากพวกข้าอยากออกไปเล่นเล่า” ที่เขากล้าถามก็เพราะตั้งแต่มารดาของพวกเขาฟื้นคืนสติขึ้นมาจากการจมน้ำ นางก็ไม่เคยดุด่าพวกเขาด้วยถ้อยคำหยาบคาย อีกทั้งยังไม่เคยลงมือตีพวกเขาอย่างที่นางมักจะทำก่อนที่นางจะฟื้นคืนสติขึ้นมาจากการจมน้ำในแม่น้ำ
“หากพวกเจ้าอยากออกไปเล่นก็ย่อมจะได้ เพียงแต่ก่อนจะออกไปพวกเจ้าช่วยงานแม่ก่อน” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กทั้งสามมีทีท่าว่าจะขัดขืน แต่เมื่อเจียงฉิงฟางเริ่มเท้าเอวพวกเขาก็รีบเดินกลับข้าไปในบ้านทันที
“พวกเจ้าช่วยแม่ถอนหญ้าบริเวณนี้ให้เสร็จแล้วจึงค่อยออกไปก็แล้วกัน” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี่เด็กทั้งสามก็เบิกตากว้างแล้วเอ่ยออกมาพร้อมกันในทันที
“เมื่อไหร่จะเสร็จ” คำพูดจองพวกเขาทำให้เจียงฉิงฟางยิ้มออกมาในทันทีแล้วจึงเอ่ยกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“รีบลงมือเถิดหากมัวชักช้าแล้วฟ้ามืดขึ้นมาจะออกไปเล่นไม่ได้แล้วนะ” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กทั้งสามก็รีบลงมือถอนหญ้าบริเวณลานหน้าบ้านในทันที ส่วนเจียงฉิงฟางก็ลงมือเก็บกวาดลานบ้าน จัดการกับสวนที่รกร้างให้กลับมาสะอาดเอี่ยมอย่างเช่นในความทรงจำของนางอีกครั้ง ในนิยายไม่ได้เขียนเอาไว้ว่าจ้าวถิงฟงกลับมารับลูกๆ ของเขาเข้าเมืองหลวงเมื่อไหร่ ดังนั้นนางที่ต้องเลี้ยงดูเด็กสามคนตามลำพังจะต้องพยายามทำให้พวกเขาอยู่ดีกินดีมากที่สุด โชคดีที่เจ้าของร่างเก่ารู้จักซุกซ่อนเงินทองเอาไว้ก่อนที่จะตกน้ำ ทำให้นางยังพอเหลือเงินอยู่บ้าง แม้ว่าจะเหลืออยู่ไม่มากแต่หากรู้จักกินรู้จักใช้ย่อมจะไม่มีทางอดตายอย่างแน่นอน
“ท่านแม่ ท่านทำอะไร” คำถามของจ้าวฉางเยี่ยนทำให้เจียงฉิงฟางยิ้มออกมาแล้วเอ่ยกับเด็กๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ข้าก็กำลังปลูกผักเอาไว้กินอย่างไรเล่า แปลงเก่าของท่านปู่ท่านย่าของพวกเจ้าถูกปล่อยทิ้งร้างมานานแล้ว ถึงเวลาที่จะพลิกฟื้นขึ้นมาเพาะปลูกอีกครั้งพอดี” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เด็กน้อยทั้งสามนิ่วหน้า
“ท่านแม่เคยบอกกับข้าว่า ผักและเนื้อพวกเราสามารถซื้อกินได้ ไม่จำเป็นต้องเพาะปลูกให้ลำบาก มิใช่หรือเจ้าคะ” คำถามของจ้าวฉางหนิงทำให้เจียงฉิงฟางขมวดคิ้ว แล้วนางจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงจัง
“นั่นเป็นเพราะเมื่อก่อน แม่ไม่รู้จักชีวิตดีพอ ยามนี้แม่รู้แล้วว่าเงินไม่ได้ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ผักและเนื้อก็ไม่อาจจะซื้อหาได้หากไม่มีเงินดังนั้นหากช่วงนี้พวกเรายังหาเงินไม่ได้ก็จำต้องลดรายจ่ายลง” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางปัดดินออกจากมือและเสื้อผ้าแล้วจึงทำการรดน้ำลงไปบนแปลงผักที่พึ่งจะโปรยเมล็ดผักลงไป
“เงินของท่านแม่หมดแล้วจริงๆ ด้วย” จ้าวฉางหนิงอุทานออกมาแล้วจึงหันไปมองจ้าวฉางเยี่ยนและจ้าวฉางยวนด้วยสีหน้ากังวล
“ผู้ใดบอกว่าเงินของแม่หมดแล้ว ไป! วันนี้พวกเราแม่ลูกออกไปใช้เงินกันดีกว่า พวกเจ้ายังถอนหญ้าไม่เสร็จก็ไม่เป็นไรเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยทำก็แล้วกัน” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็จ้องมองนางด้วยความประหลาดใจในทันที
“ไปใช้เงินหรือพวกข้าไม่เคยได้ใช้เงินของท่านแม่เลย” เมื่อจ้าวฉางยวนเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็ร้องฮึ! ออกมาในทันที
“เจ้าเด็กพวกนี้ ข้าไม่ได้พาพวกเจ้าออกไปใช้เงินด้วยก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยใช้เงินซื้อของให้พวกเจ้านี่ มาเถิด วันนี้ข้าใจดีจะซื้อเสื้อผ้าให้พวกเจ้าอีกคนละสองชุด” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางมองดูเสื้อผ้าที่ทั้งเก่าและสั้นเต่อของเด็กน้อยทั้งสาม ในใจก็คิดตำหนิผู้เป็นเจ้าของร่างนี้ที่รักแต่ตัวเอง เสื้อผ้าของนางทั้งใหม่และงดงาม นางซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ให้ตนเองแทบจะทุกฤดูกาล ในขณะที่เสื้อผ้าของลูกๆ ของนาง นางซื้อให้พวกเขาสวมใส่ก็แค่เพื่อป้องกันคำครหาจากผู้คนภายนอกเพียงเท่านั้น สาเหตุที่เมื่อโตขึ้นเด็กทั้งสามกลายเป็นตัวร้ายในนิยายน่าจะเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูในวัยเด็กอยู่ไม่น้อยเลย
“พี่ใหญ่ทำไมช่วงนี้ท่านแม่จึงได้เปลี่ยนไป” จ้าวฉางยวนหันไปกระซิบถามพี่ชายเสียงเบา จ้าวฉางเยี่ยนจึงได้เอ่ยตอบน้องชายด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“นางจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้สักกี่วัน เจ้ารอดูเถิดนางหายจากอาการขวัญเสียเมื่อไหร่ก็คงจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมแน่” คำพูดของจ้าวฉางเยี่ยนเจียงฉิงฟางย่อมจะได้ยิน แต่นางไม่คิดจะแก้ตัวให้ตนเองด้วยตัวนางก็ไม่รู้ว่าตนเองจะได้อยู่ในร่างนี้อีกนานเพียงใด
จ้าวถิงฟงจ้องมองภรรยาและลูกด้วยความอิ่มเอมใจ ในใจของเขาเฝ้าฝันถึงการได้กลับมาพบกันนับครั้งไม่ถ้วนของเขา กับภรรยาและลูกๆ แต่เขาก็ไม่เคยคิดเลยว่าการที่ได้กลับมาพบกันจริงๆ แล้วจะก่อให้เกิดความสุขใจได้มากถึงเพียงนี้“ท่านพ่อ ท่านจะกลับมาอยู่กับพวกข้าแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” จ้าวฉางหนิงขยับกายลุกขึ้นแล้วเดินมาจับชายแขนเสื้อของเขาด้วยท่าทีออดอ้อน จ้าวฉางเยี่ยนและจ้าวฉางยวนก็ต่างขยับกายลุกขึ้นแล้วจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง จ้าวถิงฟงจึงได้ยิ้มแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ข้าจะอยู่กับพวกเจ้า แต่พวกเราจะไม่อยู่ที่นี่พ่อจะพาพวกเจ้าเข้าไปอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกัน” เมื่อจ้าวถิงฟงเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็หันมาจ้องมองเจียงฉิงฟางในทันที“แล้วท่านแม่เล่า” เมื่อจ้าวฉางหนิงเอ่ยถามเช่นนี้จ้าวถิงฟงก็หันมาเอ่ยกับเจียงฉิงฟางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนในทันที“ท่านแม่ของพวกเจ้าก็ต้องไปด้วยกันสิ ข้าตั้งใจจะมารับทั้งนางและพวกเจ้าไปอยู่ด้วยกัน ยามนี้พ่อมีจวนเป็นของตนเองอยู่ในเมืองหลวงแล้ว ทั้งใหญ่โตและโอ่อ่า พ่อขอรับรองว่าเมื่อพวกเจ้าไปอยู่ที่นั่นพวกเจ้าจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าอย
หากเป็นไปตามเนื้อหาในนิยาย ยามนี้ที่โรงเตี๊ยมในตลาดคงจะมีผู้ติดตามของจ้าวถิงฟงรออยู่ที่นั่น หนึ่งในผู้ติดตามก็คือฉินซิงเหยาผู้เป็นนางเอกของเรื่องและโจวซิ่วหลันมารดาของนาง สองแม่ลูกคู่นี้คือคนในครอบครัวของผู้มีพระคุณของจ้าวถิงฟง ตอนที่จ้าวถิงฟงมารับลูกๆ กลับเมืองหลวงพวกนางก็ติดตามมารับด้วยตามเนื้อหาในนิยายจ้าวถิงฟงคือแม่ทัพใหญ่ที่ไม่มีฮูหยิน คนที่คอยดูแลจวนแม่ทัพให้เขาก็คือโจวซิ่วหลันภรรยาหม้ายของพี่น้องร่วมสาบานในกองทัพของเขา เดิมทีโจวซิ่วหลันมุ่งหวังที่จะขยับฐานะขึ้นมาเป็นฮูหยินของเขา แต่เพราะลูกๆ ของเขาไม่เห็นด้วยโจวซิ่วหลันจึงเป็นได้แค่คนดูแลจวนให้จ้าวถิงฟงเพียงเท่านั้นสองแม่ลูกอยู่ในจวนแม่ทัพอย่างไร้ฐานะ ถูกดูหมิ่นและถูกกลั่นแกล้งจากเด็กแฝดทั้งสามอยู่เสมอ แม้ว่าจ้าวถิงฟงจะตำหนิลูกๆ ทั้งสามแต่ก็ไม่เคยลงมือลงโทษลูกๆ อย่างจริงจัง ความรักอย่างผิดๆ ที่เขามีต่อเด็กน้อยทั้งสาม ทำให้เด็กน้อยทั้งสามมีความกล้าที่จะลงมือต่อสองแม่ลูกอย่างร้ายกาจและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนสองแม่ลูกไม่อาจจะทนอยู่ในจวนได้อีกต่อไปเมื่อเติบใหญ่ฉินซิงเหยาที่มีความสามารถในการหาเงินก็ได้พบรักกับท่านอ๋องผู้หนึ่ง นาง
ร้านฮวาเซียงที่จี้หยางจิ่วลงทุนเปิดเป็นกิจการลับๆ ของตนเองและเจียงฉิงฟางได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก กลุ่มลูกค้าไม่ใช่แค่เพียงชาวบ้านธรรมดาอย่างที่เคยตั้งเป้าหมายเอาไว้แต่ชนชั้นสูงในเมืองเทียนเฟิงก็ต่างกลายมาเป็นลูกค้าประจำของร้านฮวาเซียง จี้หยางจิ่วจึงดำเนินการเปิดร้านสาขาที่สองในเมืองหลวง จากสาขาแรกเมื่อผ่านไปหลายเดือนก็กลายเป็นหลายสาขา ส่วนแบ่งก็ยังเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ เงินทองที่ได้จากการปันผลทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเจียงฉิงฟางและลูกน้อยทั้งสามดีขึ้นเป็นอย่างมากตั้งแต่เป็นหุ้นส่วนกับจี้หยางจิ่ว เจียงฉิงฟางก็ไม่ได้ออกไปขายของอีก ทุกวันนอกจากดูแลบ้าน ดูแลสวนและคิดค้นสินค้าใหม่ๆ สำหรับร้านฮวาเซียงแล้วนางก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นอีก จ้าวฉางเยี่ยน จ้าวฉางยวนและจ้าวฉางหนิงก็มักจะไปเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านของเจิ้งชวนแทบจะทุกวัน พวกเขาออกจากบ้านแต่เช้ากว่าเจิ้งชวนจะปล่อยกลับบ้านก็เกือบค่ำ ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นไม่ค่อยจะได้พบหน้าพวกนางสี่แม่ลูกเท่าใดนักยามที่จ้าวถิงฟงขี่ม้ากลับมาถึงบ้าน เขาหยุดม้าแล้วจ้องมองบ้านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและรู้สึกผิด เขาจากไปหลายปีส่งค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนและ
เจียงฉิงฟางได้แต่หัวเราะอยู่ในใจ หากจี้หยางจิ่วไม่แนะนำตัวนางก็คงจะไม่รู้ว่าคนผู้นี้คือนายวาณิชย์หลวงผู้สนับสนุนหลักของนางเอกอย่างฉินซิงเหยา ดังนั้นนางจึงได้รู้เรื่องของจี้หยางจิ่วเป็นอย่างดีจี้หยางจิ่วผู้นี้คือบุตรชายคนที่เก้าของสกุลจี้ ถือกำเนิดจากมารดาที่เป็นอนุ ฐานะของเขาในจวนสกุลจี้จึงไม่สูงไม่ต่ำ มุ่งมั่นทำการค้าเพื่อให้ตนเองได้รับการยอมรับจากคนในสกุล จนผลสุดท้ายก็แยกมาเปิดร้านค้าจนประสบความสำเร็จยามนี้เขายังเป็นแค่เพียงหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่ยังหาหนทางของตนเองไม่เจอ แต่วันหน้าเขาจะเป็นท่านเก้าผู้ยิ่งใหญ่ ที่แม้แต่ผู้เป็นใหญ่ในวังหลวงยังต้องเกรงใจ เดิมทีนางก็ตั้งใจว่าจะขายสูตรสบู่และเครื่องหอมแล้วนอนรอนับเงินอยู่ที่บ้านอย่างสบายอกสบายใจ แต่ยามนี้เมื่อได้พบกับว่าที่นายวาณิชย์ใหญ่จิตใจที่รักความสะดวกสบายของนางก็พลันฮึกเหิม นางลงมือแย่งชิงการค้าของนางเอกในนิยายมาอยู่ในมือก่อนแล้วทำไมจะแย่งชิงผู้สนับสนุนหลักของนางเอกในนิยายมาไว้ในมือไม่ได้เล่า“ท่านนำคำพูดของข้ากลับไปคิดและไตร่ตรองให้ดีก่อนเถิด ตัวข้ามีสินค้าแต่ขาดเงินทุน ส่วนตัวท่านนั้นข้ารู้ว่าท่านมีทุนอยู่ในมือเพียงแต่ไม่รู้ว่าท่าน
เจียงฉิงฟางรู้สึกยินดีที่ลูกๆ จะได้เรียนหนังสือกับเจิ้งชวน นางจึงพาลูกๆ แวะเวียนซื้อเนื้อและผักเป็นจำนวนมากเพื่อจะได้นำมาทำเป็นอาหารเลี้ยงฉลองกับลูกๆ พอมาถึงบ้านท้องฟ้าก็เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจก็คือมีแขกสองคนมายืนรอนางและลูกๆ อยู่ตรงหน้าประตูบ้าน“สะใภ้บ้านจ้าว ในที่สุดเจ้าก็กลับมาได้เสียที” ผู้ดูแลร้านสกุลจี้เอ่ยทักออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี เขาเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของเจียงฉิงฟางเขาจึงรีบแนะนำบุรุษที่ยืนเคียงข้างเขาในทันที“ท่านผู้นี้คือนายท่านของข้า นายท่านรู้สึกชื่นชอบสบู่หอมของเจ้าเป็นอย่างมากจึงให้ข้าพามาพบเจ้าเพื่อสอบถามวิธีการทำสบู่หอม และเครื่องหอมของเจ้าเหล่านั้น” คำพูดของผู้ดูแลร้านทำให้เจียงฉิงฟางพลันเลิกคิ้วขึ้น เขาจึงรีบอธิบายต่อในทันที“แน่นอนว่าย่อมจะต้องมีค่าตอบแทนให้เจ้าแน่” เมื่อผู้ดูแลเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็ยิ้มออกแล้วเชื้อเชิญคนทั้งสองให้เข้าไปในบ้านด้วยกัน“เช่นนั้นก็เชิญท่านทั้งสองเข้าไปในบ้านของข้าก่อน” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเปิดประตูรั้วเดินนำเข้าไปในบ้าน“ขอเชิญพวกท่านนั่งรอสักครู่ ข้าจะไปชงชามาให้” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเชื้อเชิ
สบู่หอมของเจียงฉิงฟางขายดีเกินคาด นางไม่ได้ขายแพงมากตั้งราคาที่ชาวบ้านธรรมดาพอจะซื้อหาได้ แม้ว่าสบู่ที่นางทำจะต้องใช้ทั้งถั่วเหลือง สมุนไพรหลายชนิดรวมไปถึงตับอ่อนหมู่ แต่เพื่อให้ขายในราคาที่คนทั่วไปสามารถซื้อได้นางจึงทำเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อลดต้นทุน ประกอบกับเมืองเทียนเฟิงที่อยู่ไม่ไกลเฟื่องฟูเพราะการเปิดเหมืองทองทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหนิวพลอยมีกินมีใช้ตามไปด้วย“ท่านแม่วันนี้สบู่หอมของท่านขายหมดเลย” จ้าวฉางหนิงเอ่ยออกมาด้วยความยินดี ในใจของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความคิดที่ว่าหากพวกนางขายสบู่หอมหมดก็หมายความว่าบ้านของพวกนางจะมีเงินมากยิ่งขึ้น“แต่ธูปหอม น้ำหอมและน้ำมันบำรุงผิวของท่านแม่กลับยังเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก” จ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยพลางนิ่งหน้าและจ้องมองมารดาที่เก็บร้านแล้ว“ท่านแม่ทำไมรีบเก็บร้านเล่าขอรับ ไม่ขายต่อแล้วหรือ” จ้าวฉางยวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย“สินค้าหลักอย่างสบู่หอมขายหมดแล้วก็ถือว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ในวันนี้แล้ว อีกอย่างแม่ตั้งใจว่าวันนี้จะเก็บร้านเร็วอยู่แล้ว” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเก็บของที่เหลือใส่ตะกร้า นางคิดเอาไว้แล้วว่าธูปหอม น้ำหอมและน้ำมันบำรุงผิวที่นางทำจะขาย







