LOGINโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งนอกเมืองหนาน
พ่อค้าจากต่างเมืองที่ผ่านมาแวะพักในโรงเตี๊ยมเล่าข่าวคราวที่บังเอิญได้ยินมาให้คนที่อาศัยอยู่ละแวกนั้นฟัง เสียงเล่าลือว่าคนในหมู่บ้านหงเหลียนทางตอนใต้แคว้นชิงตายด้วยอาการประหลาด
คนที่เหลือรอดมาได้เล่าวกไปวนมาว่าสิ่งที่เข้าทำร้ายพวกเขาต้องไม่ใช่คน ดูไม่มีรูปร่างแต่แววตาแดงฉานฉายชัด ครั้นจะถามต่อว่าเป็นอย่างไรบ้างกลับไม่ได้อะไรเพิ่มเติม คนเหล่านั้นเหมือนสติหลุดพูดจาไม่รู้เรื่องไปเสียแล้ว
เจ้าเมืองจึงต้องส่งคนไปเชิญเซียนสำนักต่าง ๆ เข้ามาตรวจสอบข่าวลือที่ว่าผีปีศาจออกอาละวาดทำร้ายชาวเมืองเป็นเรื่องจริงหรือไม่
กระนั้น หลายเดือนผ่านไปยังไม่มีใครเห็นเซียนที่เข้าไปในหมู่บ้านหงเหลียนออกมาข้างนอก บรรยากาศรอบหมู่บ้านราวกับมีผีสิง อึมครึม เย็นยะเยือก นานวันเข้าจึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หมู่บ้านร้างอีกเลย
“แค่เล่าให้พวกเจ้าฟังก็ขนหัวลุกแล้ว” หนึ่งในคาราวานพ่อค้าเอ่ยปากพลางทำท่าสั่นกลัว
“ไม่ใช่แค่หมู่บ้านหงเหลียนหรอก” ชายคนหนึ่งกระดกแก้วเหล้าอึกใหญ่รำลึกถึงเหตุการณ์เฉียดตายที่พบเจอมาไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น “หมู่บ้านข้าอยู่ไม่ไกลจากที่นั่น วันเกิดเรื่อง คนในหมู่บ้านข้าได้ยินเสียงคำรามดังมาจากทางนั้นด้วย ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็ดูรู้ว่าไม่ใช่เสียงสัตว์ป่า”
“...” ทุกคนที่นั่งล้อมวงตั้งใจฟังสิ่งที่คนตรงหน้าเล่าตาไม่กระพริบ ในใจพลอยหวาดกลัวไปด้วย
“ข้ามาหลบอยู่ใต้ถุนบ้านเพราะกลัวว่าพวกสัตว์ดุร้ายจะบุกเข้ามา แต่พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเห็นอะไรในคืนนั้น” หัวใจของเขาเต้นตึกตักก่อนยกเหล้ามาซดอีกครั้งหนึ่งเพราะความทรงจำในตอนนั้นยังกระจ่างชัด
“ข้ากลัวแต่ว่าข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น ทนไม่ไหวแอบมองผ่านช่องไม้ ข้ามั่นใจว่าข้าไม่ได้ตาฝาด รูปร่างของมันเหมือนหมีตัวใหญ่ราวหนึ่งจั้ง ร่างหนากำยำค่อย ๆ เดินเข้ามาในหมู่บ้านของข้า” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ “มันไม่ได้มีแค่ตัวเดียว ข้าเห็นบางตัวมีเขี้ยวแหลม มีเขายาว ดวงตาของมันสีแดง ขะ...ข้าได้กลิ่นเลือด แล้วตอนนั้นก็มีเสียงร้องของคนในหมู่บ้าน”
“...”
“ข้ากลัวจนขยับตัวไม่ได้ ข้าได้ยินเสียงร้องของพวกเขา แต่ข้าไม่กล้าออกไปช่วย” สายตาของเขาหลุดลอย น้ำตาหยดเพราะความเศร้าใจ “โชคดีที่ตอนนั้นเซียนสำนักหนึ่งผ่านมาพอดีจึงช่วยข้ากับคนในหมู่บ้านที่เหลือได้ พวกเขาบอกว่าให้รีบเดินทางออกจากที่นั่นทันทีที่ฟ้าสางและอย่าได้กลับมาอีก”
อีกฟากหนึ่งของโรงเตี๊ยม
ชายผู้หนึ่งได้ยินเรื่องนั้นแล้วลอบยิ้มอย่างมีเลศนัย “ท่าทางเจ้าพวกนั้นทำงานได้ดีเลยนี่นา” เขาพูดกับสหายที่นั่งอยู่ใกล้กัน
“ไม่ได้เรื่องกันทั้งหมดนั่นแหละ เจ้าไม่รู้หรือว่าผ่านมาสิบแปดปีแล้ว” โจวเหวินหลงถอนหายใจกลัวว่าเจ้านายจะรู้สึกตัวว่าพวกเขาทำงานชักช้าเกินไปแล้ว
“โธ่ ขี้กลัวหัวหดไปได้” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขาดูผ่อนคลาย “เวลาในภพสวรรค์ต่างจากแดนมนุษย์ นายท่านไม่มีทางรู้อย่างแน่นอน”
เฉินซือหยางมั่นใจเพราะรู้ว่าเวลาในแดนมนุษย์หนึ่งร้อยปีเทียบได้กับเวลาในภพสวรรค์ที่ผ่านพ้นไปเพียงแค่หนึ่งปี
“ครั้งหน้าเราไปที่เมืองหลวงเลยดีหรือไม่” เฉินซือหยางเสนอขึ้นมา พวกเขาค่อย ๆ ไล่ตามหาสวีลู่ชิงมาสิบแปดปีแต่กลับไม่รู้เลยว่านางเกิดเป็นผู้ใดและอาศัยอยู่แห่งไหนถึงได้ตามหายากเย็นเพียงนี้
“เจ้าหมายถึงทำลายเมืองหนานน่ะหรือ” โจวเหวินหลงเข้าใจสิ่งที่สหายพูดเป็นอย่างดี โรงเตี๊ยมที่พวกเขาพักในคืนนี้ก็เช่นกัน พอผ่านพ้นวันใหม่ทั้งโรงเตี๊ยม ทั้งคนที่อยู่ที่นี่ย่อมไม่อาจมีชีวิตรอดไปได้
“สวีลู่ชิงผู้นั้นไม่มีทางมาเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดาหรอกกระมัง นางครอบครองโชคชะตาของเทพบรรพกาลมิใช่หรือ อย่างน้อยนางน่าจะเป็นเซียนสำนักหนึ่งนั่นแหละ” เฉินซือหยางคาดเดาได้ถูกต้อง พวกเขาจึงไม่ตามหานางอย่างเงียบ ๆ เหมือนเคย แต่กลับสร้างความปั่นป่วนไปทั่วแดนเพื่อล่อให้นางออกมาติดกับ
“...” โจวเหวินหลงนั่งครุ่นคิดว่าเหตุการณ์ในภพสวรรค์เวลานี้คงวุ่นวายไม่น้อยไปกว่ากันถึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าแดนมนุษย์กำลังถูกเหล่าผีปีศาจก่อความไม่สงบ
หลังจากนั้นทั้งคู่จึงเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงตามแผนที่วางเอาไว้
อีกทางด้านหนึ่งบนภพสวรรค์
สวีต้าเฟิงสู้รบตบมือกับหลิวอิงอิงอย่างไม่มีใครยอมใคร นางมักหลอกล่อเขาด้วยมารยาปีศาจสารพัดอย่างจนเขาเกือบตกหลุมพรางหลายครั้ง
โชคยังดีที่อาวุธเทพคู่กายคอยเตือนสติเพราะไม่ถูกกับพลังปีศาจเช่นนาง การที่สวีต้าเฟิงรอดมาได้ทุกครั้งสร้างความเหนื่อยหน่ายใจให้คู่ต่อสู้เป็นอย่างยิ่งเพราะนางโดนรบเร้าจากเจ้านายไม่หยุดไม่หย่อน
“เจ้าจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เลยใช่หรือไม่” นางตะโกนถามคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม เสื้อผ้าหน้าผมสะบักสะบอมสมกับที่ต้องรับมือกับเทพระดับสูง
“...” อีกฝ่ายนิ่วหน้าเคร่งเครียด “ยอมแพ้ให้เจ้าทำลายดินแดนของข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าใช้สิ่งใดคิดกันเล่า”
“ปากเจ้านี่มันน่าตัดออกไปให้สัตว์อสูรกินเสียนี่ ข้าเกลียดจริง ๆ เลย” หลิวอิงอิงส่ายหน้าถอนหายใจ ไม่รู้ว่านางจะต้องทนฟังคำพูดของเทพปากเปราะไปอีกนานเท่าใด
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมแพ้แล้วถอยทัพมารกลับไปเล่า” ในเมื่อจอมมารเป็นฝ่ายบุกมา เขาจึงเป็นฝ่ายถามบ้าง
“เจ้าถามสิ่งที่รู้คำตอบอยู่แล้วหรืออย่างไร หากพวกเจ้าไม่ทำร้ายนายท่าน มีหรือทัพมารจะบุกมาถึงนี่” สายตาของนางเหยียดหยามสวีต้าเฟิง
“เหตุใดจึงรับบทผู้ถูกกระทำ ไม่เบื่อบ้างหรืออย่างไร” เทพวายุยิ้มมุมปาก “พวกข้าไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น” แล้วสาดพลังเทพใส่นางเต็มกำลังจนร่างปีศาจลอยกระเด็นไปไกลได้ยินเพียงเสียงด่ากราดเกรี้ยวลอยมาตามสายลม
ครั้นสลัดหลิวอิงอิงไปได้ชั่วครู่ เขาจึงรุดหน้ามาดูความเสียหายของต้นไม้แห่งโชคชะตา
“ข้ากับพวกเขาช่วยกันผนึกม่านเอาไว้แล้ว แม้จอมมารจะเข้ามาแทรกแซงดวงชะตาของสวีลู่ชิงก็คงทำได้ไม่ง่าย” เทพองค์หนึ่งพูดกับเขาแล้วเอ่ยปากให้กำลังใจเพราะรู้ดีว่าวันหนึ่งน้องสาวของสวีต้าเฟิงต้องสละชีวิตตัวเอง
“อื้ม” เทพวายุพยักหน้า อยากลงไปดูสวีลู่ชิงที่โลกมนุษย์ยิ่งนักเพราะไม่รู้ว่าป่านนี้แล้วนางจะเป็นเช่นไรอย่างที่เคยทำเมื่อครั้งก่อน เพียงแต่เวลานี้ติดพันกับเหตุการณ์บนสวรรค์จนไม่อาจปลีกตัว
กระนั้นก็โล่งใจไปหนึ่งเปราะเพราะเทพจันทราเคยเล่าเรื่องดวงชะตาของนางให้ฟังมาแล้วคร่าว ๆ ว่าด่านเคราะห์ของสวีลู่ชิงยังคงเป็นปกติทั่วไป
เขารู้ว่านางจะต้องเผชิญด่านเคราะห์เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ต้นไม้แห่งชีวิตและเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุด นางจะต้องพบเจอเรื่องราวหลากหลายอารมณ์ ทั้งยินดี โกรธ เศร้า กลัว เกลียด รัก ใคร่
แม้เรื่องราวในชีวิตจะต้องประสบทั้งทุกข์และสุข แต่นางจะมีชีวิตเซียนยืนยาวเกือบร้อยปี และเมื่อต้องกลับกลายเป็นมนุษย์เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ครั้งสุดท้าย นางจะได้อยู่กับครอบครัวที่มีความสุขและมีลูกชายที่น่ารักหนึ่งคน
ดังนั้น สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้คือปกป้องต้นไม้ของเทพจันทราเอาไว้ให้ดีที่สุดเพื่อที่ว่ากงจื่อเย่จะไม่เข้าไปยุ่งกับโชคชะตาของนาง
ถึงอย่างนั้นแล้ว บางครั้งกงจื่อเย่กลับรู้สึกกลัวขึ้นมาจริง ๆ แม้เมื่อครู่จะเป็นน้ำตาจระเข้แต่เวลานี้กลับเป็นน้ำตาที่หลั่งออกมาจากส่วนลึกในใจ“โอ๊ะ...” เทพดาราประหลาดใจขมวดคิ้วเล็กน้อยที่สัมผัสได้ถึงความเศร้าจริง ๆ ของเขา กระซิบถามด้วยความห่วงใยว่า “ข้าจะทำอย่างไรกับจอมมารที่จิตใจอ่อนไหวง่ายเพียงเพราะกลัวว่าข้าจะไม่รักดีหนอ”“ข้า...”นางเอื้อมมือเช็ดน้ำตาให้เขาอย่างแผ่วเบา เห็นแบบนี้แล้วอยากแกล้งคืนบ้างแต่สุดท้ายต้องยอมใจอ่อนทุกที“จื่อเย่” น้ำเสียงหวานเรียกจอมมาร “ตราบใดที่แก่นวิญญาณของข้ายังคงอยู่ ข้าสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ”“รักข้าหรือไม่ ลู่ชิง”“อืม รักเจ้ามารน้อยทั้งสองด้วย” นางปลอบโยนเขาพลางลูบแผ่นหลังเขาราวกับปลอบใจเด็กน้อย“รักข้ามากกว่าเจ้ามารน้อยนิดหนึ่งได้หรือไม่”“มารปีศาจคิดกันอย่างนี้หรือ” สวีลู่ชิงแกล้งถามเพราะปกติแล้วบิดามารดามักจะรักลูกกว่าผู้ใด แต่นางรู้อยู่แก่ใจว่าผู้ที่ต้องการความรักของนางมากกว่าใครคงจะเป็นเขาผู้นี้“อืม” จอมมารพยักหน้ายอมรับ “เมื่อถึงเวลาอีนั่ว ลี่เซียนและสวีซือจะมีคู่แห่งโชคชะตาอยู่เคียงข้าง เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก”“เมื่อครู่ยังห้ามไม่ให้ลู
จอมมารพาสวีลู่ชิงกลับมายังดินแดนสุญญตาที่เวลานี้แปรเปลี่ยนกลายเป็นบ้านของเราอย่างที่เขาพูด ที่รกร้างกว้างใหญ่แต่เดิมไม่มีอะไรอยู่ข้างในนั้นเลย กลับมาครั้งนี้สวีลู่ชิงได้เห็นว่าเรือนไม้หลังใหญ่สองชั้นลอยโดดเด่นอยู่ใจกลาง ดอกจื่อเถิงสีม่วงขาวเลื้อยประดับห้อยระย้าสวยงามยิ่งนักพื้นน้ำโดยรอบสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้าระยิบระยับ และหากท้องฟ้าสดใสถูกแทนที่ด้วยจันทรา ผืนฟ้าก็จะเต็มไปด้วยละอองดาวกงจื่อเย่เนรมิตสรรพสิ่งขึ้นมาเพื่อรอต้อนรับนางกลับมายังที่ที่เป็นบ้านของเราดินแดนตรงกลางระหว่างภพมารกับภพสวรรค์ บ้านที่พวกเขาจะได้อยู่ร่วมกันชั่วนิรันดร์“อีนั่ว ข้าฝากให้เจ้าดูแลไข่ใบนั้นให้ดี ยังจำได้หรือไม่” จอมมารถามบุตรชายเพราะเห็นเขามักจะพาลี่เซียนเที่ยวเล่นกับเทพจันทรา หายไปทางโน้นที ทางนี้ทีอยู่ร่ำไป“จำได้ขอรับ” มารน้อยพยักหน้าแล้วบอกอีกว่า “นางกำลังหลับใหล ไม่มีเรื่องใดต้องกังวล”“อืม เจ้ารู้แล้วหรือว่าเป็นมังกรตัวเมีย” เจ้าตัวเลิกคิ้วด้วยความสงสัย นึกไว้แล้วว่าอีนั่วมีพลังบางอย่างที่สามารถสัมผัสได้ว่าไข่ใบใหญ่นั้นเป็นไข่มังกร“มังกรผู้หญิงต่างหากเล่า” เจ้าเด็กน้อยแย้งขึ้นมาทันใด “เพียงแต่ว่า
ความกังวลใจหนึ่งเดียวของเขาถูกคลายออกไปในวาระสุดท้ายของชีวิตพอดิบพอดี จอมมารกอดนางอันเป็นที่รักเอาไว้พลางกระซิบบอก “ข้ารักเจ้าลู่ชิง”หญิงสาวซบใบหน้าในอ้อมแขนคนรักพลันได้ยินเสียงหัวใจของกงจื่อเย่เต้นช้าลงเรื่อย ๆ รู้สึกเศร้าอีกครั้งแต่พยายามไม่แสดงออกมาเพราะไม่อยากให้เขาเป็นห่วง“ข้าไปตามหมอมาได้หรือไม่ จื่อเย่”“ข้าอยากอยู่กับเจ้าลู่ชิง” เขาไม่ยอมปล่อยนางและยิ่งกอดแน่นกว่าเดิม “หากข้าไม่อยู่แล้ว อย่ามีผู้ใด ข้าขอร้อง”“...” เจ้าตัวสะอื้นไห้พูดไม่ออกทั้งคู่นั่งอยู่อย่างนั้นตามลำพัง ฟังเสียงสายลมที่พัดผ่านมาในฤดูใบไม้ผลิ กลีบดอกไม้สีชมพูปลิวมาตามทาง โปรยปรายลงมาจากฟ้าราวกับต้องการเอ่ยคำลากงจื่อเย่ไอเป็นเลือดมากขึ้นกว่าเดิมแต่ไม่ยอมปล่อยอ้อมกอดจากสวีลู่ชิงเพราะไม่อยากให้นางเห็นเขาสภาพนั้น“จื่อเย่ ข้า...”“...” ลมหายใจค่อย ๆ แผ่วเบาไปเรื่อย ๆ“ข้ารักเจ้า จื่อเย่” นางพึมพำบอกเขา “ข้ารักเจ้า”จอมมารยิ้มได้เพราะคำบอกรักของนางเหมือนเป็นยาชั้นดีที่ทำให้เขาลืมว่ากำลังเจ็บปวด ก่อนจะรวบรวมแรงฮึดครั้งสุดท้ายเพื่อบอกนางว่า “ข้ารักเจ้ามากกว่าผู้ใด สวีลู่ชิง ภรรยาเพียงคนเดียวของข้า”หนึ่งลมหายใจส
นับตั้งแต่การจากไปของบุตรสาว สวีลู่ชิงตกอยู่ในความเศร้าสร้อย ความรู้สึกของนางในเวลานี้เหมือนกระตุ้นความทรงจำบางอย่างที่หลงลืมไปแล้ว สัมผัสได้เพียงว่าครั้งหนึ่งนางคงเคยสูญเสียลูกไปในช่วงเวลานี้กงจื่อเย่คอยอยู่เคียงข้างและดูแลนางไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ทำหน้าที่สามีเป็นอย่างดีเพื่อให้นางข้ามผ่านความเจ็บปวดครั้งนี้ไปให้ได้หญิงสาวเอนศีรษะพิงไหล่กว้างของคนข้างกาย เอ่ยพึมพำว่า “ลูกสาวของเราคงจะสุขสบายดีอยู่ที่ไหนสักแห่งใช่หรือไม่”สามีของนางจึงตอบอย่างมั่นใจ “อืม ลูกสาวของเรากำลังเล่นสนุกสนานกับเพื่อนใหม่ของนาง ไม่มีเรื่องใดให้เจ้าต้องกังวลเลยลู่ชิง”รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาว “เจ้าช่างสรรหาคำปลอบใจได้แปลกยิ่งนัก ลี่เซียนกำลังเล่นกับเพื่อนใหม่อย่างนั้นหรือ”กงจื่อเย่ไม่ได้พูดคำโป้ปดอันใดเพราะเวลานี้นางกำลังนั่งพูดคุยเจื้อยแจ้วกับหานเยว่ เทพจันทราที่เป็นสหายเพียงคนเดียวของอีนั่ว“เชื่อใจข้าเถอะนะลู่ชิง สักวันหนึ่งเราต้องได้เจอกับลูกอีกครั้งอย่างแน่นอน” เขากุมมือนางไว้แล้วจูบหลังมืออย่างแผ่วเบาสวีลู่ชิงรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป นางจึงกล่าวกับเขาว่า “จื่อเย่ อยู่กับข้านาน ๆ ได้หรือไม่”“.
สุดท้ายแล้ว สวีลู่ชิงก็ไม่ได้ไปตลาดอย่างที่ตั้งใจไว้เพราะกงจื่อเย่ออดอ้อนทำตาเป็นประกายจนนางใจอ่อนอีกตามเคยสามปีต่อมาจู่ ๆ กงลี่เซียนที่สุขภาพแข็งแรงเริ่มเจ็บป่วยจนสวีลู่ชิงร้อนรนใจเป็นห่วงบุตรสาว นางบิดผ้าชุบน้ำหมาด ๆ โปะหน้าผากเด็กน้อยเอาไว้พลางหันมาหากงจื่อเย่ที่นั่งบดสมุนไพรอยู่ข้างกัน“จื่อเย่ ข้าควรทำเช่นไรดี” นางเอ่ยถามผู้เป็นสามี น้ำเสียงเศร้าสร้อยหากแต่กงจื่อเย่ได้แต่ส่ายหน้าแล้วเดินมากอดนางไว้ ปลอบใจว่านางฟ้าตัวน้อยจะหายไข้ในเร็ววัน แม้เขาจะรู้อยู่แก่ใจว่าต้นเหตุที่ทำให้นางป่วยออดแอดเกิดจากอะไรก็ตาม“ท่านพ่อ ท่านแม่” อีนั่วรีบวิ่งมาหาพวกเขาทันทีที่หนีจากเทพวายุมาได้เพราะได้ยินว่าช่วงเวลาสำคัญของน้องสาวจวนเจียนจะมาถึงแล้วเมื่อเห็นว่ามารดาโศกเศร้ามากแค่ไหนจึงกางแขนโอบกอดนางด้วยอีกคน “ท่านแม่ ลี่เซียนจะไม่เป็นอะไรขอรับ”อีนั่วมองบิดาด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย ถามไถ่เขาผ่านกระแสจิตตามประสาพ่อลูก“ไม่ทำเช่นนั้นไม่ได้หรือ ข้ากลัวน้องเจ็บ” ดวงตาสีฟ้ากำลังร้องขอให้ผู้เป็นพ่อใจอ่อนปล่อยผ่าน“ข้าบอกแล้วว่าไม่มีเรื่องใดที่เจ้าต้องกังวล อีกอย่างข้าไม่ทำเหมือนที่เคยทำกับเจ้าหรอก อีนั่ว”
เก้าเดือนต่อมาเด็กครึ่งมารคนที่สองได้ฤกษ์ถือกำเนิด เด็กหญิงตัวน้อยมีดวงตาสีม่วงแดงเหมือนบิดา เรือนผมสีขาวคล้ายมารดา หน้าตาน่ารักน่าชังยิ่งนักสวีลู่ชิงมองหน้าลูกสาวพลางนึกถึงอีนั่วจึงเอ่ยปากบอกสามีที่นั่งอยู่ข้างกัน “เจ้าเคยอยากรู้ว่าลูกสาวของเราจะหน้าตาเหมือนผู้ใดใช่หรือไม่”“อืม” กงจื่อเย่ยิ้มกว้าง“นางหน้าตาเหมือนเจ้าไม่มีผิด” สวีลู่ชิงไล้แก้มเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูทันใดนั้นจึงได้ยินเสียงคุ้นเคยร้องเรียกนางจากหน้าบ้าน สวีลู่ชิงเดินไปดูลาดเลาจึงได้เห็นคนที่ไม่คาดคิดว่าจะได้พบเจออีกครั้ง“ท่านแม่” อีนั่ววิ่งเข้ามากอดนางด้วยความคิดถึงเพราะถูกกักบริเวณจึงแอบออกมาหามารดาไม่ได้เลย ยิ่งเห็นว่ากงจื่อเย่อุ้มเด็กน้อยตาสีม่วงแดงออกมายิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ “น้องสาวข้าหรือ”แม้เขาจะพูดอะไรที่ทำให้สับสนอยู่บ้างแต่สวีลู่ชิงก็ปล่อยไป หากการเล่นละครพ่อแม่ลูกให้เด็กน้อยคนหนึ่งมีความสุขมากถึงเพียงนี้ นางยินดีทำให้ได้“ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องสาวข้ามีนามว่าอันใดหรือ” ดวงตาสีฟ้าของเขาเป็นประกายมองคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า“กงลี่เซียน” จอมมารบอกบุตรชาย “น้องสาวเจ้าหน้าตาน่ารักเหมือนเทพดาราใช่หรือไม่ ข้าจึงตั
จอมมารที่เหลือเพียงเงาดำจาง ๆ เดินทางร่อนเร่กลับภพมารตัวคนเดียว ระหว่างทางคอยสูบกินพลังชั่วร้ายที่ผุดขึ้นมาทีละนิดเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างมารปีศาจของตนเองหากแต่ครั้งนี้ทำไปเพื่อกลับคืนร่างเดิมให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะได้ปกป้องครอบครัวเวลานั้นเขาลืมนึกไปเลยว่าตำแหน่งผู้ปกครองภพมารสามารถสั่นคลอนได้ทุกเมื่อ
บทสนทนาระหว่างเทพวายุกับจอมมารและการต่อสู้ของทั้งสองดำเนินไปอย่างดุเดือด สวีต้าเฟิงเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อถ่วงเวลาให้เทพสงครามได้อย่างแนบเนียนจนอีกฝ่ายสามารถหลอมพลังวิญญาณได้เรียบร้อยกลายเป็นหนึ่งเดียวกับดาบคู่กายของตนเองสายตาที่เทพวายุมองสหายเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อ
ท่ามกลางความโกลาหลตรงเขตชายแดนระหว่างภพมารและภพสวรรค์ เทพจันทราเร่งหลอมรวมวิญญาณและพลังของตนเองเพื่อผนึกลิขิตสวรรค์ในต้นไม้แห่งโชคชะตาไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้แม้จะต้องสละวิญญาณแต่นั่นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องสรรพสิ่งจากหายนะที่คืบคลานเข้ามา ชายชร
ความสงบสุขเรียบง่ายหลายหมื่นปีของภพสวรรค์กำลังถูกสั่นคลอนเพราะมารตนหนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อร้อยปีก่อน ใครเล่าจะคิดว่าสิ่งเล็ก ๆ จากบ่อโคลนของความชั่วร้ายทั้งปวงจะหลอมรวมภัยอันตรายที่สามารถทำลายล้างสวรรค์ให้ราบเป็นหน้ากลองได้ในเวลาไม่นานภพมารแซ่ซ้องสรรเสริญผู้ปกครองดินแดนคนใหม่ ยกขึ้นเป็นนายเหนือ







