Inicio / วาย / มาสคอตที่รัก / บทที่ 4 ของฝากและโน้ตลับ

Compartir

บทที่ 4 ของฝากและโน้ตลับ

last update Fecha de publicación: 2026-08-27 19:29:42

เวลาสามสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับโกหก

สำหรับตุลยากรแล้ว ชีวิตในวันธรรมดาของเขายังคงวนเวียนอยู่ในลูปเดิมๆ ที่แสนจะน่าเบื่อหน่ายและบั่นทอนจิตใจ นั่นคือการตื่นเช้า สวมชุดนักศึกษาหรือชุดเชิ้ตผูกไทที่ดูเป็นทางการ หอบแฟ้มพอร์ตโฟลิโอตระเวนไปสัมภาษณ์งานตามบริษัทต่างๆ และจบลงด้วยการถูกปฏิเสธหรือประโยคคลาสสิกอย่าง ‘แล้วทางเราจะติดต่อกลับไป’ ซึ่งแปลความหมายได้ว่า ‘ไม่ต้องรอหรอก’

ความล้มเหลวซ้ำซากเหล่านั้นค่อยๆ กัดกร่อนความมั่นใจที่เหลืออยู่น้อยนิดของตุลให้ลดลงไปทุกวัน รูปร่างที่อวบอ้วนและแก้มกลมๆ ของตัวเองกลายเป็นสิ่งที่เขารู้สึกเกลียดชังเวลาส่องกระจก เขาเริ่มเก็บตัวอยู่ในห้องเช่าแคบๆ มากขึ้น กินน้อยลงด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าน้ำหนักจะลดลงบ้าง แต่ความเครียดกลับทำให้เขายิ่งบวมน้ำและดูไม่ได้เข้าไปใหญ่

โลกแห่งความเป็นจริงของ ‘ไอ้ตุ่น’ ช่างมืดมนและไร้ทางออก

แต่ทว่า... ท่ามกลางความมืดมิดเหล่านั้น กลับมีแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์รอคอยเขาอยู่ในทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์

วันเสาร์และอาทิตย์กลายเป็นช่วงเวลาที่ตุลยากรเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ไม่ใช่แค่เพราะมันเป็นวันที่เขาจะได้สวมบทบาทเป็น ‘สกู๊ปปี้แบร์’ หมีขาวขวัญใจเด็กๆ เพื่อหลีกหนีจากความจริงอันโหดร้ายเท่านั้น... แต่เป็นเพราะมันคือวันเดียวในสัปดาห์ ที่เขาจะได้พบกับใครบางคน

‘เกอเกอ’ ของน้องหมี

นับตั้งแต่วันที่ชนันภัทร์ประกาศตัวเป็นแฟนคลับเบอร์หนึ่ง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในชุดลำลองราคาแพงก็กลายเป็นขาประจำที่มาปรากฏตัวอยู่หน้าลานน้ำพุของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ทุกบ่ายวันเสาร์อย่างสม่ำเสมอ

ทายไม่ได้เข้ามาวุ่นวายหรือเรียกร้องความสนใจจากสกู๊ปปี้แบร์ตลอดเวลา บางครั้งเขาก็แค่นั่งไขว่ห้างอยู่บนม้านั่งตัวเดิม สวมแว่นกันแดดราคาแพง ในมือถือแท็บเล็ตอ่านเอกสารหรือจิบกาแฟไปเงียบๆ ปล่อยให้ตุลทำงานของตัวเองไป แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ตุลเผลอปรายตาไปมอง เขาก็มักจะพบว่าสายตาที่ซ่อนอยู่หลังเลนส์สีเข้มนั้น กำลังทอดมองมาที่เขาก่อนอยู่แล้วเสมอ

ความสม่ำเสมอของทาย กลายเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจที่แห้งผากของบัณฑิตตกงานอย่างตุลโดยที่เขาเองก็ไม่ทันตั้งตัว

บ่ายวันเสาร์ในสัปดาห์ที่สี่ อากาศภายนอกห้างสรรพสินค้าร้อนอบอ้าวทะลุสามสิบแปดองศา แม้แต่เครื่องปรับอากาศตัวใหญ่ภายในห้างก็ยังแทบจะเอาไม่อยู่

ตุลในชุดมาสคอตหมีขาวกำลังยืนหอบหายใจแฮ่กๆ อยู่หน้าร้านไอศกรีม วันนี้ลูกค้าเยอะเป็นพิเศษ เด็กๆ รุมล้อมเขาจนแทบไม่มีเวลาได้หยุดพักหายใจ เหงื่อไหลเป็นทางยาวลงมาตามแผ่นหลังจนเสื้อยืดข้างในเปียกชุ่มไปหมด ขาป้อมๆ เริ่มสั่นน้อยๆ จากความเมื่อยล้า แต่วิญญาณความเป็นมืออาชีพก็ยังสั่งให้เขาต้องยกอุ้งมือขึ้นมาโบกทักทายและโยกหัวตามจังหวะเพลงต่อไป

“เหนื่อยแย่เลยสิ วันนี้”

น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แสนคุ้นเคยดังก้องขึ้นข้างๆ ตัว พร้อมกับไอเย็นเฉียบที่แนบเข้ากับท่อนแขนฟูฟ่องของชุดมาสคอต

ตุลสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองก็พบกับชนันภัทร์ที่มายืนซ้อนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ วันนี้ทายอยู่ในชุดเสื้อโปโลสีขาวเรียบๆ กับกางเกงสแล็กสีเทาเข้ารูป ดูสบายตาแต่ก็ยังคงความเนี้ยบหรูหราไว้อย่างไร้ที่ติ ใบหน้าหล่อเหลาประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก

ในมือของชายหนุ่มไม่ได้มีแค่แก้วกาแฟอเมริกาโน่ของตัวเองเหมือนทุกที แต่มันกลับมีถุงกระดาษจากร้านคาเฟ่แบรนด์ดังที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของห้าง ภายในถุงมีแก้วพลาสติกใสบรรจุเครื่องดื่มสีเข้มเย็นเจี๊ยบอยู่ด้วย

สกู๊ปปี้แบร์เอียงคอทำท่าสงสัย ชี้นิ้วป้อมๆ ไปที่ถุงกระดาษนั้น

“เกอเกอซื้อมาฝาก” ทายตอบพร้อมกับยื่นถุงกระดาษใบนั้นมาตรงหน้า “เห็นกระโดดหยองๆ มาตั้งแต่บ่ายโมงแล้ว เหงื่อท่วมแล้วมั้งข้างในน่ะ... นี่โกโก้เย็นปั่น หวานน้อยของโปรดเกอเกอเอง เอาไปกินตอนพักเบรกนะ จะได้ชื่นใจ”

หัวใจของคนที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากกระตุกวูบ ตุลยืนนิ่งค้างไปชั่วขณะ ไม่คิดไม่ฝันว่าลูกค้าระดับวีไอพีอย่างทายจะใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ถึงขั้นเดินข้ามฟากห้างไปต่อคิวซื้อเครื่องดื่มแบรนด์ดังมาฝากมาสคอตอย่างเขา

สกู๊ปปี้แบร์รีบยื่นสองอุ้งมือออกไปรับถุงกระดาษใบนั้นมาถือไว้อย่างทะนุถนอม โค้งตัวลงต่ำๆ หลายครั้งเพื่อแสดงความขอบคุณ ทายหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เอื้อมมือมาตบแปะๆ ลงบนหมวกไอศกรีมบนหัวหมีอย่างหมั่นเขี้ยว

“ใกล้เวลาพักแล้วนี่ รีบเข้าไปพักเถอะ เดี๋ยวเกอเกอนั่งรออยู่ตรงนี้นะ” ทายชี้มือไปยังม้านั่งตัวประจำของเขา

ตุลพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินเตาะแตะกลับเข้าไปหลังร้าน ทันทีที่ประตูล็อกสนิท เขาก็รีบถอดหัวไฟเบอร์กลาสออกวางบนโต๊ะ หอบโกยเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด มือที่สั่นน้อยๆ รีบล้วงเข้าไปในถุงกระดาษเพื่อหยิบแก้วโกโก้เย็นปั่นออกมา

และตอนนั้นเอง ที่เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่า... บนข้างแก้วพลาสติกใส มีกระดาษโพสต์อิตสีเหลืองแผ่นเล็กๆ แปะติดอยู่

ลายมือหวัดๆ แต่ดูเป็นระเบียบและทรงพลังแบบฉบับของผู้ชายวัยทำงาน ถูกเขียนด้วยปากกาสีน้ำเงินเข้มเอาไว้ว่า:

‘ให้เด็กดีที่ตั้งใจทำงาน ดื่มให้อร่อยนะครับ – เกอเกอ’

เพียงแค่ประโยคสั้นๆ ไม่กี่คำ แต่กลับมีอานุภาพรุนแรงมหาศาล มันพุ่งตรงเข้ามากระแทกใจกลางความรู้สึกของตุลอย่างจัง เลือดฝาดสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าจนร้อนผ่าวไปถึงใบหู ตุลทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติก มือข้างหนึ่งถือแก้วโกโก้เย็น ส่วนอีกข้างลูบไล้ไปบนแผ่นกระดาษโพสต์อิตสีเหลืองนั้นอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าตัวหนังสือเหล่านั้นจะเลือนหายไป

เขาไม่ใช่ ‘เด็กดี’ ในสายตาของใครมานานมากแล้ว... ในโลกแห่งความเป็นจริง เขาเป็นแค่เด็กจบใหม่ที่ล้มเหลว เป็นไอ้อ้วนที่ไม่มีบริษัทไหนอยากรับเข้าทำงาน แต่ในโลกของมาสคอต ผู้ชายคนนี้กลับมองเห็นความพยายามของเขา และมอบความอ่อนโยนให้เขาอย่างไม่มีเงื่อนไข

ตุลเจาะหลอดแล้วดูดโกโก้เย็นปั่นเข้าปาก รสชาติขมอมหวานและเย็นชื่นใจไหลผ่านลำคอ มันเป็นโกโก้ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสมาในชีวิต ไม่ใช่เพราะมันมาจากร้านแบรนด์ดังราคาแพง... แต่เพราะมันมาจากความใส่ใจของใครบางคน

สิบห้านาทีต่อมา สกู๊ปปี้แบร์ก็กลับออกมาประจำการที่หน้าร้านอีกครั้ง

ทายยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ชายหนุ่มละสายตาจากหน้าจอแท็บเล็ตเมื่อเห็นร่างก้อนกลมสีขาวเดินตรงเข้ามาหา สกู๊ปปี้แบร์หยุดยืนอยู่ตรงหน้าม้านั่ง ยกอุ้งมือขึ้นทำท่าชูนิ้วโป้งสองข้างให้ เป็นสัญลักษณ์บอกว่า ‘โกโก้อร่อยมาก ยอดเยี่ยมไปเลย!’

ทายยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้ม “อร่อยก็ดีแล้ว วันหลังจะได้ซื้อมาฝากอีก”

ตุลส่ายหัวรัวๆ โบกไม้โบกมือเป็นพัลวันเพื่อบอกว่า ‘ไม่ต้องลำบากซื้อมาหรอก เกรงใจ’ แต่ทายกลับทำเป็นไม่สนใจคำปฏิเสธไร้เสียงนั้น ชายหนุ่มตบมือลงบนพื้นที่ว่างบนม้านั่งข้างๆ ตัว

“มานั่งนี่สิ ช่วงนี้คนซาแล้ว นั่งพักสักหน่อยเถอะ”

สกู๊ปปี้แบร์ลังเลเล็กน้อย กฎของการเป็นมาสคอตคือห้ามอู้งาน แต่เมื่อหันไปมองรอบๆ ก็พบว่าลานกิจกรรมโล่งจริงๆ แถมสายตาแกมบังคับของเกอเกอก็ทำให้เขาไม่อาจขัดใจได้ ตุลจึงค่อยๆ หย่อนสะโพกตุ้ยนุ้ยลงนั่งข้างๆ ชายหนุ่ม เว้นระยะห่างไว้เล็กน้อยเพื่อความสุภาพ

บรรยากาศระหว่างพวกเขาทั้งสองเงียบสงบไปครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงเพลงจากร้านไอศกรีมที่ดังคลอเบาๆ ทายเอนหลังพิงพนักม้านั่ง แหงนหน้ามองขึ้นไปบนเพดานห้างสรรพสินค้า ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า

“รู้ไหม...” จู่ๆ ทายก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นราบเรียบ แต่กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง “สัปดาห์นี้... เกอเกอเหนื่อยมากเลย”

สกู๊ปปี้แบร์หันขวับไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่มทันที อุ้งมือฟูๆ ค่อยๆ ยกขึ้นแตะเบาๆ ที่ท่อนแขนของอีกฝ่ายเป็นเชิงปลอบประโลมและรอฟัง

ทายแค่นหัวเราะในลำคอ “งานที่บริษัทมันมีแต่ปัญหาให้ตามแก้ไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งๆ ที่ทำดีแทบตาย วางแผนมาอย่างรัดกุมแค่ไหน สุดท้ายก็ยังมีคนจ้องจะจับผิดและรอเหยียบซ้ำอยู่ดี... บางทีก็เหนื่อยนะ เหนื่อยที่ต้องคอยทำตัวเข้มแข็ง ต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลาเพื่อบ้าอะไรก็ไม่รู้”

คำระบายความในใจที่พรั่งพรูออกมาจากปากของผู้บริหารระดับสูง ทำให้ตุลที่อยู่ใต้หน้ากากถึงกับนิ่งอึ้ง เขาไม่รู้หรอกว่ารายละเอียดความขัดแย้งในบริษัทของทายเป็นอย่างไร แต่เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดและความกดดันมหาศาลที่แบกอยู่บนบ่ากว้างๆ คู่นั้น

“บางครั้ง...” ทายหันมามองหน้ากากหมีขาว นัยน์ตาคมทอประกายวูบไหว “เกอเกอก็อิจฉาหนูนะ”

สกู๊ปปี้แบร์เอียงคอ ทำท่าชี้เข้าหาตัวเอง คล้ายจะถามว่า ‘อิจฉาฉันเนี่ยนะ?’

“อืม... อิจฉาสิ” ทายระบายยิ้มเศร้าๆ “อยู่ในนั้น... ภายใต้หัวยิ้มแฉ่งนั่น ไม่มีใครเห็นว่าหนูกำลังทำหน้ายังไง ตอนที่เหนื่อย ตอนที่โกรธ หรือตอนที่อยากจะร้องไห้... ก็คงไม่มีใครรู้ ไม่มีใครมาคอยจับผิดหรือตัดสิน หน้าของหนูมีแต่รอยยิ้มที่ทำให้คนอื่นมีความสุข... มันคงจะดีนะ ถ้าในชีวิตจริงคนเราจะมีหน้ากากแบบนี้ไว้ใส่หลบภัยบ้าง”

ประโยคนั้นแทงทะลุเข้าไปในความรู้สึกของตุลอย่างจัง

มันเป็นความจริงทุกประการ... หน้ากากใบนี้คือเกราะกำบังชั้นดีที่ซ่อนความอ่อนแอและความไม่มั่นใจของเขาเอาไว้ ทายเองก็คงกำลังโหยหาพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องเสแสร้งเข้มแข็งเหมือนกัน

เมื่อตระหนักได้ดังนั้น ความรู้สึกสงสารและเห็นใจก็ตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก ตุลไม่ได้ทำท่าทางตลกโปกฮาเพื่อเอนเตอร์เทนอีกต่อไป สกู๊ปปี้แบร์ขยับตัวเข้าไปใกล้ทายอีกนิด ลดระยะห่างระหว่างพวกเขาลง ก่อนจะค่อยๆ เอนหัวไฟเบอร์กลาสใบใหญ่ไปซบลงบนลาดไหล่กว้างของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา

มันเป็นการกระทำที่อุกอาจและเสี่ยงต่อการถูกลูกค้าตำหนิที่สุด แต่ตุลก็เลือกที่จะทำ

เขาอยากให้ผู้ชายคนนี้รู้ว่า... อย่างน้อยในโลกที่แสนจะโหดร้ายใบนี้ ทายยังมีหมีขาวตัวอ้วนกลมตัวหนึ่งที่พร้อมจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เสมอ พร้อมจะรับฟัง (แม้จะตอบกลับไม่ได้) และพร้อมจะให้ซบไหล่ในวันที่เหนื่อยล้าจนแทบยืนไม่ไหว

ทายชะงักไปชั่ววินาทีเมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่กดทับลงมาบนไหล่ แต่เมื่อตระหนักได้ว่าน้องหมีกำลังพยายาม ‘ปลอบใจ’ เขาด้วยวิธีของมันเอง ริมฝีปากหยักลึกก็ค่อยๆ คลี่รอยยิ้มที่ผ่อนคลายที่สุดออกมา ชายหนุ่มไม่ได้ผลักไส ทว่ากลับปล่อยให้มาสคอตตัวกลมซบไหล่อยู่อย่างนั้น

เขารับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากชุดหนาๆ และความเงียบสงบที่หาไม่ได้จากที่ไหน

“ขอบใจนะ... น้องหมี” ทายพึมพำเบาๆ มือใหญ่เอื้อมไปลูบหัวไฟเบอร์กลาสนั้นอย่างทะนุถนอม “แค่มีหนูยอมนั่งฟังเกอเกอบ่นงี่เง่าแบบนี้... ก็รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย”

ช่วงค่ำของวันนั้น ภายในห้องพักพนักงานที่ว่างเปล่า

ตุลยากรในชุดลำลองเตรียมตัวกลับบ้าน กำลังนั่งเหม่อลอยมองขวดน้ำเปล่าและแก้วพลาสติกที่บรรจุโกโก้ปั่นซึ่งตอนนี้ละลายจนหมดแล้ว ในมือของเขากำกระดาษโพสต์อิตสีเหลืองแผ่นนั้นไว้แน่น ราวกับว่ามันคือสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต

ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งได้ใกล้ชิด ยิ่งได้เห็นมุมที่เปราะบางของผู้ชายเพอร์เฟกต์อย่างชนันภัทร์ ตุลก็ยิ่งรู้ตัวว่าตัวเองกำลังถลำลึกลงไปในหลุมพรางความรู้สึกที่ไม่มีวันปีนกลับขึ้นมาได้

เขากำลังตกหลุมรักผู้ชายคนนี้... ตกหลุมรัก ‘เกอเกอ’ ที่แสนจะอบอุ่นและใจดีคนนั้นเข้าอย่างจัง

แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก ความจริงอันโหดร้ายก็สาดซัดเข้ามาตีแสกหน้าอีกครั้ง

ภาพของผู้ชายหุ่นอวบระยะสุดท้ายที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรในสังคม ไม่มีความสามารถโดดเด่น และยังคงเตะฝุ่นหางานทำไม่ได้ มันช่างแตกต่างจากภาพของ ‘น้องหมี’ ที่สดใสและคอยเป็นพลังบวกให้กับทายอย่างสิ้นเชิง

‘เขาไม่ได้มานั่งระบายความเครียดให้แกฟังหรอกไอ้ตุล... เขาเล่าให้สกู๊ปปี้แบร์ฟังต่างหาก’

ตุลย้ำเตือนสติตัวเองด้วยความปวดหนึบในอก เส้นแบ่งระหว่างความจริงกับจินตนาการมันชัดเจนเกินกว่าที่เขาจะกล้าก้าวข้ามไป ทายชื่นชอบและรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่กับมาสคอตที่ไร้เสียง ไร้ตัวตน และไร้ข้อกังขา หากวันหนึ่งทายรู้ความจริงว่าคนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดที่เขากอดซบนั้น คือผู้ชายอวบอ้วนที่ไม่น่ามองคนนี้... ความรู้สึกดีๆ ทั้งหมดนั้นคงพังทลายลงไม่เป็นท่า

“แค่ได้เป็นน้องหมีของเขา... ก็พอแล้วมั้ง”

ตุลพึมพำกับตัวเองเสียงสั่น พยายามกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่คอลงไป เขาตัดสินใจพับกระดาษโพสต์อิตสีเหลืองแผ่นนั้นอย่างเบามือ แล้วสอดมันเก็บไว้ในช่องซิปเล็กๆ ด้านในกระเป๋าสตางค์อย่างทะนุถนอมที่สุด

เขาจะเก็บซ่อนความรู้สึกนี้เอาไว้ให้ลึกสุดใจ จะเป็นเพียงแค่ ‘มาสคอต’ ที่คอยรับฟังและมอบความสุขให้กับทายในทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์ จะไม่มีวันล้ำเส้น และจะไม่มีวันเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงนี้ออกไปเด็ดขาด...

เพื่อรักษาพื้นที่ปลอดภัยของเกอเกอ... และเพื่อปกป้องหัวใจที่แสนจะต่ำต้อยของตัวเองไปพร้อมๆ กัน

...

กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างเงียบเชียบ จากหนึ่งสัปดาห์ กลายเป็นหนึ่งเดือนที่วงจรชีวิตของตุลยากรและชนันภัทร์ถูกผูกโยงเข้าหากันด้วยช่วงเวลาสั้นๆ ในทุกบ่ายวันหยุดสุดสัปดาห์

การปรากฏตัวของ ‘เกอเกอ’ กลายเป็นกิจวัตรประจำที่ตุลเฝ้ารอ และทายเองก็ไม่เคยผิดนัดเลยแม้แต่สัปดาห์เดียว ชายหนุ่มยังคงมานั่งอยู่ที่ม้านั่งไม้บิลต์อินตัวเดิม เฝ้ามองการทำงานของมาสคอตหมีขาวด้วยสายตาที่ผ่อนคลาย และที่สำคัญ... เขาไม่เคยมามือเปล่า

สัปดาห์ที่สอง ทายมาพร้อมกับแผ่นเจลลดไข้คูลลิ่งแพดที่ซื้อมาจากร้านขายยา เขาฝากให้พนักงานหน้าร้านนำไปให้ตุลในห้องพักพร้อมกับกระดาษโพสต์อิตสีเหลืองที่เขียนข้อความว่า ‘เกอเกอเห็นว่าวันนี้ร้อนมาก แปะเจลนี่ไว้ข้างในตอนพักเบรกนะ จะได้สดชื่น – เกอเกอ’

สัปดาห์ที่สาม ทายมาพร้อมกับพัดลมห้อยคอตัวจิ๋วสีขาวที่ชาร์จแบตเตอรี่มาจนเต็มเปี่ยม โพสต์อิตแผ่นที่สามถูกแปะติดมาด้วยข้อความ ‘ข้างในชุดมันร้อน (ถึงหนูจะไม่ได้พูดแต่เกอเกอก็รู้) คล้องคอไว้ข้างในชุดนะ อย่าเต้นจนลืมพักล่ะ เกอเกอเป็นห่วง’

และสัปดาห์ที่สี่ ทายก็หิ้วถุงขนมเบเกอรี่ชื่อดังมาฝาก พร้อมกับข้อความสั้นๆ ว่า ‘เติมน้ำตาลหน่อยนะเด็กดี’

ทุกสิ่งของที่ทายมอบให้ ล้วนเป็นของชิ้นเล็กๆ ที่ไม่ได้มีมูลค่ามหาศาลหรือหรูหราฟู่ฟ่า แต่มันเต็มเปี่ยมไปด้วย ‘ความใส่ใจ’ ที่ผ่านการสังเกตและคิดมาอย่างดี ทายรู้ว่ามาสคอตร้อน ทายรู้ว่ามาสคอตเหนื่อย และทายก็พยายามหาวิธีบรรเทาความเหนื่อยล้าเหล่านั้นให้ในขอบเขตที่เขาสามารถทำได้

ตุลไม่เคยทิ้งกระดาษโพสต์อิตสีเหลืองเหล่านั้นเลยแม้แต่แผ่นเดียว เขานำมันกลับมาที่อพาร์ตเมนต์ นำไปรีดให้เรียบ แล้วเก็บสะสมพวกมันไว้ในกล่องคุกกี้สังกะสีใบเก่าอย่างทะนุถนอม กล่องใบนั้นกลายเป็นเหมือนหีบสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิตของบัณฑิตตกงาน ทุกครั้งที่เขารู้สึกท้อแท้จากการถูกปฏิเสธงาน ตุลจะเปิดกล่องใบนี้ อ่านข้อความจากลายมือหวัดๆ ของทายซ้ำไปซ้ำมา เพื่อเติมพลังบวกให้ตัวเองมีแรงลุกขึ้นไปสู้ต่อในวันพรุ่งนี้

“รู้ไหมน้องหมี บางทีเกอเกอก็คิดนะ... ว่าความพยายามของคนเรา มันมีขีดจำกัดอยู่ที่ตรงไหน”

เสียงทุ้มต่ำของทายดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางเสียงจอแจของห้างสรรพสินค้า วันนี้ชายหนุ่มดูเหนื่อยล้ากว่าปกติ ใต้ตาคมเข้มนั้นมีรอยคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงการอดนอนสะสม ทายเอนหลังพิงพนักม้านั่ง แหงนหน้ามองเพดานขณะที่เอ่ยระบายความในใจออกมาให้ก้อนขนสีขาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ฟัง

ตุลในชุดสกู๊ปปี้แบร์นั่งนิ่งตั้งใจฟัง อุ้งมือหนาฟูข้างหนึ่งวางแปะอยู่บนท่อนแขนของทาย คอยตบเบาๆ เป็นจังหวะเพื่อส่งผ่านกำลังใจ

“ทั้งๆ ที่เกอเกอพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบที่สุด ทำงานหนักกว่าคนอื่นเป็นสิบเท่าเพื่ออุดรอยรั่วทุกอย่าง แต่สุดท้าย... ผลงานของเกอเกอก็มักจะถูกมองข้าม หรือไม่ก็ถูกใครบางคนชุบมือเปิบเอาไปเป็นผลงานของตัวเองหน้าตาเฉย โดยที่... คนเป็นพ่อก็เลือกที่จะหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้มันเกิดขึ้นเพียงเพราะว่าหมอนั่นคือลูกที่เกิดจากภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย”

ทายแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูขมขื่นที่สุดเท่าที่ตุลเคยได้ยิน

“เกอเกอเหมือนคนโง่เลยใช่ไหม ที่ยังดันทุรังพยายามพิสูจน์ตัวเองให้คนที่เขาไม่เคยมองเห็นค่าของเรายอมรับ” ทายหันมามองหน้ากากหมี นัยน์ตาสีเข้มทอประกายวูบไหว “ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่า... ต่อให้เกอเกอจะเก่งแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่มีทางสู้สายเลือดที่ถูกต้องได้อยู่ดี”

ตุลฟังแล้วรู้สึกปวดหนึบในหัวใจ เขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับครอบครัวของทาย แต่ความรู้สึกของการ ‘พยายามแทบตายแต่ไม่มีใครเห็นค่า’ เป็นสิ่งที่ตุลเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งที่สุด

สกู๊ปปี้แบร์ส่ายหน้ากากไปมาแรงๆ ปฏิเสธคำพูดที่ดูถูกตัวเองของชายหนุ่ม ตุลขยับตัวเข้าไปใกล้ทาย ยกอุ้งมือทั้งสองข้างขึ้นมาทำท่าปาดอากาศบริเวณใต้ดวงตาของทายเบาๆ คล้ายกับกำลังเช็ดน้ำตาให้ แม้ว่าชายหนุ่มจะไม่ได้ร้องไห้ออกมาก็ตาม

ทายชะงักไปเล็กน้อยกับท่าทางอันแสนอ่อนโยนนั้น ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกจะค่อยๆ คลี่รอยยิ้มออกมา เขาเอื้อมมือไปจับอุ้งมือฟูๆ ข้างหนึ่งของมาสคอตเอาไว้

“เกอเกอไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย” ทายพูดยิ้มๆ น้ำเสียงอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด “แต่ก็... ขอบใจนะที่คอยปลอบ”

ชายหนุ่มบีบอุ้งมือนั้นเบาๆ ความหนักอึ้งในใจที่แบกมาจากที่ทำงานค่อยๆ มลายหายไปทีละน้อยเมื่อได้พูดมันออกมา

“เกอเกอชอบคุยกับหนูนะ...” ทายสารภาพเสียงแผ่ว “เวลาอยู่กับคนอื่น เกอเกอต้องคอยระวังคำพูด ต้องคอยสวมหน้ากากทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลา แต่พออยู่กับหนู... เกอเกอสบายใจที่สุดเลย รู้ไหมว่าทำไม?”

สกู๊ปปี้แบร์เอียงคอรอฟัง

“เพราะหนูพูดไม่ได้ไงล่ะ” ทายยิ้มกว้างขึ้น “หนูรับฟังเกอเกอโดยที่ไม่เคยตัดสิน ไม่เคยสั่งสอน และที่สำคัญที่สุด... หนูไม่มีวันเอาความอ่อนแอของเกอเกอไปเล่าให้ใครฟังได้... หนูคือผู้เก็บความลับที่ปลอดภัยที่สุดของเกอเกอเลยนะ น้องหมี”

ประโยคนั้นทำให้ตุลรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปทั่วร่าง ความไว้ใจที่ทายมอบให้มันยิ่งใหญ่มากเสียจนตุลรู้สึกว่าตัวเองต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษา ‘พื้นที่ปลอดภัย’ นี้เอาไว้ให้ผู้ชายคนนี้ให้ได้ ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

ตกเย็น เมื่อถึงเวลาสิ้นสุดกะการทำงาน

ภายในห้องพักพนักงาน ตุลยากรจัดการถอดหัวและชุดไฟเบอร์กลาสที่หนักอึ้งออก ร่างกายของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเสื้อยืดตัวย้วยแนบติดกับผิวหนัง ตุลหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตา หอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า ทว่ามุมปากกลับประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ เมื่อนึกถึงบทสนทนากับทายเมื่อช่วงบ่าย

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ตุลรีบสวมเสื้อคลุมทับให้เรียบร้อยแล้วเดินไปเปิดประตู

“พี่ตุล! เปลี่ยนชุดเสร็จพอดีเลย”

เสียงใสๆ ของ ‘มิ้นท์’ ดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง หญิงสาวรูปร่างเล็กกะทัดรัด หน้าตาจิ้มลิ้มสไตล์เด็กมหาวิทยาลัย เธอคือพนักงานพาร์ตไทม์ที่ทำหน้าที่ตักไอศกรีมอยู่หน้าร้าน มิ้นท์ยื่นขวดน้ำเกลือแร่เย็นเจี๊ยบส่งให้ตุลด้วยท่าทีขวยเขินเล็กน้อย

“มิ้นท์ซื้อมาเผื่อ เห็นวันนี้พี่ตุลอยู่ข้างนอกนานมาก แดดก็ร้อน คนก็เยอะ เหนื่อยแย่เลยใช่ไหม” เธอมองสำรวจใบหน้าที่แดงก่ำและหยาดเหงื่อตามกรอบหน้าของเด็กหนุ่มด้วยแววตาเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด

“อ้อ... ขอบใจมากนะมิ้นท์” ตุลรับขวดน้ำเกลือแร่มาถือไว้ ยิ้มตอบตามมารยาทแบบซื่อๆ “ก็เหนื่อยแหละ แต่สนุกดี ได้เล่นกับเด็กๆ เยอะเลย”

“พี่ตุลเนี่ยใจดีจังเลยนะ มิน่าเด็กๆ ถึงติดสกู๊ปปี้แบร์กันแจเลย” มิ้นท์หัวเราะคิกคัก มือเล็กๆ บิดชายเสื้อตัวเองไปมา “เอ่อ... เย็นนี้พี่ตุลรีบกลับไหม ไปหาอะไรกินกันก่อนกลับหรือเปล่า แถวนี้มีร้านหมูกระทะเปิดใหม่ด้วยนะ...”

หากเป็นผู้ชายคนอื่น คงจะมองออกทะลุปรุโปร่งตั้งแต่วินาทีแรกแล้วว่าเพื่อนร่วมงานสาวน่ารักคนนี้กำลัง ‘ทอดสะพาน’ และแอบมีใจให้อย่างชัดเจน แต่สำหรับตุลยากร ผู้ซึ่งในหัวตอนนี้มีแต่เรื่องการหางานประจำและใบหน้าของชนันภัทร์ลอยวนเวียนอยู่เต็มไปหมด เขากลับไม่ทันสังเกตเห็นประกายตาคาดหวังของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย

“อ้อ พี่คงไม่ได้ไปหรอกมิ้นท์ พอดีเย็นนี้พี่มีนัดสัมภาษณ์งานออนไลน์กับบริษัทต่างชาติรอบค่ำน่ะ ต้องรีบกลับไปเตรียมตัว” ตุลตอบปฏิเสธอย่างสุภาพพร้อมเหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผล

“อ้าว... งั้นเหรอ” สีหน้าของมิ้นท์สลดลงเล็กน้อย แต่ก็รีบปรับกลับมายิ้มแย้มอย่างรวดเร็ว “ไม่เป็นไรๆ งั้นพี่ตุลสู้ๆ นะ ขอให้สัมภาษณ์ผ่านนะ! ไว้โอกาสหน้าเราค่อยไปกินด้วยกันก็ได้”

“อืม ขอบใจนะมิ้นท์ กลับบ้านดีๆ ล่ะ”

ตุลโบกมือลาเพื่อนร่วมงานสาว ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปเก็บของในห้องพัก ปล่อยให้มิ้นท์ยืนมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปด้วยแววตาชื่นชมสลับกับความเสียดาย โดยที่ตัวตุลเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่า ในขณะที่เขากำลังเฝ้ามองใครบางคนอยู่... ก็มีใครอีกคนกำลังเฝ้ามองเขาในเวอร์ชันที่ไม่มีหน้ากากอยู่เช่นเดียวกัน

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 30 รางวัลของพญาราชสีห์ (ตอนจบ)

    แผ่นหลังกว้างของชนันภัทร์ดันบานประตูไม้โอ๊กให้ปิดลงสนิทพร้อมกับเสียงคลิกของล็อกอัตโนมัติ ตัดขาดโลกภายนอกและภาระหน้าที่ระดับพันล้านทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงโลกใบเล็กๆ ที่มีแค่เขากับคนในอ้อมแขนร่างอวบของตุลยากรถูกวางลงบนเตียงคิงไซซ์ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีเข้มอย่างนุ่มนวลและทะนุถนอม สัมผัสเย็นเฉียบของเนื้อผ้าตัดกับอุณหภูมิร่างกายที่กำลังร้อนผ่าวของทั้งคู่ ทายท้าวแขนทั้งสองข้างลงบนฟูก กักขังคนตัวอวบไว้ใต้ร่าง นัยน์ตาสีเข้มที่ทอดมองลงมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาที่ลึกล้ำและหิวกระหาย จนคนถูกมองแทบจะหลอมละลายนิ้วเรียวยาวของทายเอื้อมไปถอดแว่นตากรอบใสอันใหม่ของตุลยากรออกอย่างเชื่องช้า แล้ววางมันทิ้งไว้บนโต๊ะโคมไฟหัวเตียง“ค... คุณทาย ถอดแว่นผมทำไมครับ ผมมองคุณทายไม่ชัด...” ตุลยากรประท้วงเสียงสั่น ปรือตากลมโตที่เริ่มฉ่ำน้ำมองภาพใบหน้าหล่อเหลาที่พร่ามัวเล็กน้อย“ไม่ต้องใช้สายตาหรอกครับ...” ทายโน้มใบหน้าลงมากระซิบชิดริมฝีปากบาง สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของกันและกัน “คืนนี้... เกอเกออยากให้หนูใช้แค่ ‘ความรู้สึก’ ก็พอ”สิ้นคำพูด ริมฝีปากหยักลึกก็ทาบทับลงมาบดขยี้กลีบปากนุ่มอย่างหนักหน่วงและเร

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 29 เดิมพันของราชสีห์

    บานประตูเหล็กขึ้นสนิมของโกดังร้างถูกเลื่อนเปิดออกช้าๆ ส่งเสียงเสียดสีดังก้องไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัดชนันภัทร์ก้าวเท้าเข้าไปในความมืดมิด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กเตะจมูก แสงไฟสลัวจากหลอดไฟเก่าๆ กลางโกดัง ส่องให้เห็นฝุ่นผงที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ... และภาพตรงหน้า ก็ทำเอาหัวใจของพญาราชสีห์แทบจะหยุดเต้นบริเวณลานกว้างกลางโกดัง ตุลยากรถูกมัดมือไพล่หลังติดกับเก้าอี้ไม้เก่าๆ ร่างอวบสั่นเทาเล็กน้อย ศีรษะยังคงถูกคลุมด้วยถุงผ้าสีดำ และเบื้องหลังเก้าอี้ตัวนั้น... คือปวินที่กำลังยืนถือปืนพกสีดำขลับ จ่ออยู่กลางหลังศีรษะของกุนซือตัวน้อย!“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละไอ้ทาย!” ปวินตะโกนสั่ง เสียงแหบพร่าและคลุ้มคลั่งทายหยุดชะงัก ห่างจากเป้าหมายประมาณสิบเมตร นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ไปด้วยรังสีฆ่าฟัน แต่กระนั้น ชายหนุ่มก็ยังคงรักษามาดของรองประธานบริหารผู้เยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาจะปล่อยให้อารมณ์โกรธครอบงำไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตของตุลยากรปวินแสยะยิ้ม ก่อนจะกระชากถุงผ้าสีดำออกจากศีรษะของตุลยากรอย่างแรง!“แฮ่ก... อึก!”ตุลยากรสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ เด็กหนุ่มสำลักจนหน้าแดงก่ำ ดวงตากลมโ

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 28 จุดบอด

    หลายวันผ่านไปหลังจากชัยชนะในงานประมูลพันล้าน บรรยากาศภายในอัศววัฒน์สกุลเต็มไปด้วยความคึกคักและการเตรียมความพร้อมสำหรับโปรเจกต์ใหญ่การรักษาความปลอดภัยรอบตัวของชนันภัทร์และตุลยากรถูกยกระดับขึ้นถึงขีดสุดตามคำสั่งของท่านรองประธานบริหาร ทายไม่ยอมให้ ‘กุนซือข้างกาย’ ของเขาคลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว ไม่ว่าจะไปทำงาน ทานข้าว หรือแม้แต่ตอนกลับมาพักผ่อนที่เพนต์เฮาส์แต่ในช่วงบ่ายของวันศุกร์ ความจำเป็นบางอย่างก็บีบบังคับให้ทั้งคู่ต้อง ‘แยกจากกัน’ ชั่วคราว“ผมต้องกลับไปเก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่หอพักครับคุณทาย...” ตุลยากรเอ่ยขึ้นขณะยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเจ้านาย “แล้วก็ต้องไปเอาเอกสารตัวจริงเพื่อมาทำประวัติพนักงานให้เสร็จด้วย พี่ฝ่ายบุคคลทวงผมมาสองรอบแล้วนะครับ”ชนันภัทร์ขมวดคิ้วมุ่น นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะอย่างใช้ความคิด “ให้กฤตส่งคนไปเก็บให้ไม่ได้เหรอครับ? หรือไม่ก็รอให้ผมประชุมบอร์ดบริหารเสร็จตอนเย็น แล้วเราค่อยไปด้วยกัน”“คุณทายครับ... ผมไปแค่เก็บของใช้ส่วนตัว แป๊บเดียวก็เสร็จแล้วครับ” ตุลยากรพยายามใช้เหตุผลเข้าสู้ “อีกอย่าง วันนี้คุณทายมีประชุมใหญ่กับบอร์ดบริหารเพื่อเซ็นรับมอบโปรเจก

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 27 อภิสิทธิ์ของน้องหมี

    แสงแดดยามเช้าของวันพฤหัสบดีสาดส่องลอดผ่านมู่ลี่หน้าต่าง ทาบทับลงบนเตียงคิงไซซ์ภายในห้องนอนแขกของเพนต์เฮาส์สุดหรูตุลยากรขยับตัวซุกเข้าหาผ้าห่มผืนหนา เด็กหนุ่มค่อยๆ ปรือตากลมโตขึ้นรับวันใหม่ ทว่าทันทีที่สติสัมปชัญญะกลับมาทำงานครบถ้วน ภาพเหตุการณ์เมื่อคืน... รสชาติของแชมเปญชั้นดี สัมผัสร้อนผ่าวที่ริมฝีปาก และอ้อมกอดที่รัดแน่นจนแทบหลอมละลาย ก็ฉายชัดขึ้นมาในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้ว!ร่างอวบสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู สองมือยกขึ้นปิดหน้าตัวเองแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก‘จูบ... เราจูบกับคุณทาย... แถมยังตกลงคบกันแล้วด้วย!’กุนซือหนุ่มทิ้งตัวลงไปกลิ้งเกลือกบนเตียงด้วยความเขินอายปนสับสน เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า ชีวิตที่เคยมืดมนและเต็มไปด้วยหนี้สินของเด็กจบใหม่คนหนึ่ง จะพลิกผันมาไกลถึงขนาดได้กลายเป็น ‘คนรัก’ ของรองประธานบริหารแห่งอัศววัฒน์สกุล!หลังจากใช้เวลาสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่ ตุลยากรก็ลุกไปจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำ เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงสแล็กพอดีตัวที่ทายซื้อให้เมื่อวันก่อน สวมแว่นตาอัน

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 26 กุนซือข้างกาย

    ความเงียบสงบภายในเพนต์เฮาส์หรูถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศการระดมสมองอันตึงเครียด บริเวณโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารและหน้าจอแท็บเล็ตที่ฉายภาพกราฟข้อมูลชนันภัทร์และตุลยากรกำลังเข้าสู่โหมดวิเคราะห์กลยุทธ์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเตรียมรับมือกับคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่จะปะทุขึ้นในงานประมูลสัมปทานวันพุธที่จะถึงนี้“ถ้าวิชัยกับคุณปวินดึงนักการเมืองระดับรัฐมนตรีเข้ามากดดันบอร์ดประมูลได้จริงๆ... ต่อให้ตัวเลข Valuation ของเราจะสวยงามแค่ไหน หรือซองประมูลเราจะให้ราคาสูงที่สุด เราก็อาจจะโดนปัดตกด้วยข้ออ้างเรื่องความไม่โปร่งใสได้อยู่ดีครับ” ตุลยากรขยับแว่นตาอันใหม่ ดึงภาพโครงข่ายผู้ถือหุ้นขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์“แล้วคุณตุ่นคิดว่า เราควรจะรับมือกับรัฐมนตรีคนนี้ยังไง?” ทายเอ่ยถาม ทดสอบไหวพริบของกุนซือป้ายแดง“ตีงู... ต้องตีที่หัวครับ” ตุลยากรตอบอย่างฉะฉาน แววตาฉายประกายนักสู้ “ผมให้พี่กฤตช่วยเช็กเส้นทางการเงินและการถือหุ้นผ่านนอมินีของรัฐมนตรีท่านนี้อย่างละเอียด... แล้วก็แจ็กพอตครับคุณทาย เราพบว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น ‘ท่อน้ำเลี้ยง’ หลักของเขา มีความเชื่อมโยงกับบอร์ดบริหารบางคนของอินฟินิตี้ เ

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 25 ไร้หน้ากาก

    บรรยากาศภายในห้องโดยสารของรถสปอร์ตยุโรปสีดำสนิทเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางต่ำอย่างทรงพลังและเสียงเครื่องปรับอากาศที่พ่นไอเย็นฉ่ำออกมาหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาเฉียดตายและหลุดพ้นจากขุมนรกของวิชัยมาได้ อะดรีนาลีนในร่างกายที่เคยพลุ่งพล่านก็ค่อยๆ ลดระดับลง สติสัมปชัญญะของตุลยากรเริ่มกลับมาทำงานแจ่มชัดอีกครั้งเด็กหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยบนเบาะหนังแท้ อาการปวดแปลบที่มุมปากและรอยช้ำบนซีกแก้มเริ่มประท้วงให้รู้สึกตัว ตุลกะพริบตาถี่ๆ ปรับโฟกัสสายตาที่พร่ามัวเพราะปราศจากแว่นตาหนาเตอะคู่ใจ ก่อนจะหันมองออกไปนอกหน้าต่างรถคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที เมื่อพบว่าวิวทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกระฟ้าและแสงไฟของย่านธุรกิจใจกลางเมือง... ซึ่งมันไม่ใช่เส้นทางกลับไปยังหอพักชานเมืองของเขาเลย“ค... คุณทาย จะพาผมไปไหนครับ?” ตุลยากรเอ่ยถามเสียงแผ่ว ความตื่นตระหนกเล็กๆ แล่นขึ้นมาในอก “นี่ไม่ใช่ทางกลับหอผมนี่ครับ”ชนันภัทร์ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมาสบตากับคนเจ็บเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับไปบังคับพวงมาลัยต่อ “ผมไม่ได้จะพาคุณกลับหอพักครับ”“อ้าว... แล้วคุณทายจะพาผมไปไหน”“ผมจะพาคุณไปทำแผล... ที่เพนต์

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status