LOGINพิมพ์ชนก หรือ "พิม"นักศึกษาปี 4 คณะนิเทศศาสตร์ ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนบทละครมืออาชีพ เธอเป็นคนฉลาด มีไหวพริบ และมุ่งมั่น เธอเลือกทำงานพาร์ทไทม์ในผับ "Black Velvet" เพื่อหาข้อมูลสำหรับเขียนบทละครส่งอาจารย์ โดยหวังว่างานชิ้นนี้จะเป็นใบเบิกทางสู่วงการบันเทิงโดยไม่รู้เลยว่า เธอกำลังเดินเข้ามาในโลกที่เต็มไปด้วยอันตราย และผู้ชายที่มีอิทธิพล ปกรณ์ มีโครงหน้าเข้มคมชัด หนวดเคราเพิ่มเสน่ห์และความเป็นผู้ใหญ่ ตาแสดงความมั่นใจและดูสุขุม ผมสั้นจัดทรงอย่างดี สวมชุดสูทสีเข้มให้ความรู้สึกภูมิฐานและน่าเชื่อถือ บุคลิกดูสุขุม อบอุ่น แต่แฝงด้วยความมั่นใจในตัวเองเจ้าของผับสุดหรูที่มีชื่อเสียงและอำนาจในวงการกลางคืน ไม่เพียงแต่เป็นเจ้าของผับ"Black Velvet"เท่านั้น แต่เขายังมีธุรกิจหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับ ธุระกิจสีเทาและยังมีบริษัทส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศอีกด้วยและ บริษัทส่งออก ภายใต้ภาพลักษณ์ของชายหนุ่มหล่อที่ดูสุขุมและมีเสน่ห์ เขาคือคนที่ทุกคนต้องเกรงกลัว และในวันที่เขาเห็นพิมพ์ชนกครั้งแรก เขารู้ทันทีว่าเธอจะทำให้เขาไม่สามารถละสายตาได้
View Moreพิมพ์ชนกเดินเข้าไปในผับในชุดเสื้อเซิ้ตและกางเกงยีนส์ธรรมดา เพียงแค่ต้องการเขียนบทละครของคนทำงานในผับเธอ
มาที่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอมาทำงานในสถานที่แบบนี้ก็เห็นคนเต็มไปหมด
เสียงเพลงและเสียงหัวเราะดังไปทั่ว ขณะที่เธอกำลังเดินไปหาพนักงานเพื่อเริ่มงาน
กลับไปเดินชนกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ในมุมมืดของผับ เพราะเธอเองก็ยังไม่ชินกับความมืด
พิมพ์ชนกหันไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ในมุมมืดของผับอีกครั้ง คราวนี้เธอเห็นเขาชัดเจนขึ้น เขาสูงใหญ่ ร่างกายกำยำ
ใบหน้าคมคายที่แฝงความดุ ใบหน้าของเขามีเคราขึ้นจางๆแต่ดวงตาของเขากลับไม่แสดงความโกรธหรือความไม่พอใจแม้แต่น้อย
เพียงแค่จ้องมองเธอด้วยความเย็นชา
"ขอโทษค่ะ" พิมพ์ชนกพูดเสียงต่ำ ยังคงรู้สึกแปลกๆ กับการที่เธอไปชนเขาแบบนี้
เธอเองก็ไม่คิดว่าจะมีคนมายืนอยู่ในที่มืดๆแบบนี้
ชายหนุ่มยักไหล่เบาๆ ก่อนจะตอบกลับมาเสียงทุ้ม "ไม่เป็นไร"
เขาพูดสั้นๆ แล้วมองไปที่เธออย่างแปลกใจ หญิงสาวที่แต่งตัวไม่เหมือนกับคนที่มาเที่ยวกลางคืน
ก่อนที่สายตาของเขาจะไหลไปยังทางอื่นอย่างไม่สนใจ
พิมพ์ชนกมองตามเขาไป ก่อนจะบ่นออกมาด้วยความหัวเสียในใจ
"คนอะไรตัวโตชะมัด"
เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะพยายามทำตัวให้เป็นปกติแล้วเดินไปหาพนักงานเพื่อเริ่มงานต่อ
ในขณะที่เธอเดินออกไปจากจุดนั้น ภาพของชายหนุ่มในมุมมืดก็ยังคงหลอกหลอนอยู่ในหัว
พิมพ์ชนกรู้สึกถึงความไม่ปกติบางอย่างเกี่ยวกับเขา ความเย็นชาที่แฝงไว้ในท่าทางของเขาทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ
แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรีบเดินไปหาผู้จัดการร้านเพื่อจะไปขอเริ่มงาน
พิมพ์ชนกเดินไปถึงเคาน์เตอร์และแนะนำตัวกับพนักงานที่ดูไม่ค่อยมีอารมณ์มากนัก
ก่อนจะถูกพาไปยังหลังร้านเพื่อเริ่มงานเป็นพนักงานเซิร์ฟ เธอพยายามไม่คิดถึงชายหนุ่มในมุมมืดนั้น
แต่เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นจากโต๊ะนั้นก็ยังคงตามติดอยู่ในหู แม้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยเสียงเพลงและผู้คนที่ดูสนุกสนาน
แต่พิมพ์ชนกกลับรู้สึกเหมือนทุกสิ่งรอบตัวกำลังหมุนช้าลง
ขณะที่เธอกำลังเดินไปเสิร์ฟเครื่องดื่มให้กับโต๊ะหนึ่ง เสียงห้าวของชายหนุ่มที่เธอชนเมื่อครู่ดังขึ้นจากข้างหลัง
"คุณทำงานที่นี่เหรอ?ผมขอไวน์อีกแก้ว"
พิมพ์ชนกหันไปเจอเขายืนอยู่ไม่ไกล มือจับแก้วไวน์ไว้ในมือและสายตาที่จ้องมาที่เธออย่างมีอำนาจ
เธอรู้สึกเสียวสันหลัง แต่ก็พยายามรักษามารยาทและยิ้มอย่างอ่อนโยน
"ขอโทษค่ะ รอแป๊บหนึ่งนะคะ" พิมกล่าวพร้อมเดินไปที่บาร์อย่างรวดเร็ว
หัวใจเต้นแรงแต่พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในใจกลับสงสัยว่าเขาคือใครกันแน่
ทำไมถึงดูเหมือนจะมีอำนาจและความน่าเกรงขามขนาดนั้น.
พิมพ์ชนกหันกลับไปมองเมื่อได้ยินเสียงชายหนุ่มเรียกเธอ รู้สึกไม่ค่อยดีนักเมื่อเห็นเขานั่งอยู่ที่โต๊ะมุมมืดนั้นอีกครั้ง
เขายกมือขึ้นเรียกเธออีกครั้ง ท่าทางของเขาน่าเกรงขามผู้ชายหน้าเข้มมาดขรึมแววตาแข็งกระด้างคนนี้เป็นใครกันนะ
"เธอมานี่หน่อย" เขาพูดเสียงทุ้มพร้อมกับมองตรงมาที่เธอ พิมพ์ชนกรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
เธอเดินเข้าไปที่โต๊ะของเขาด้วยท่าทางตั้งใจทำงานต่อไป "ค่ะ ต้องการอะไรคะ?"
พิมพ์ชนกถามเสียงเรียบ พร้อมกับยิ้มแหยๆ พยายามไม่ให้ท่าทีของเธอดูเกร็งเกินไป
เขามองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นมา "พึ่งมาทำงานวันแรกเหรอ?"
พิมพยักหน้าเล็กน้อย "ใช่ค่ะ หนูเพิ่งเริ่มทำงานวันแรกค่ะ" เธอตอบพลางตั้งใจดูแลเครื่องดื่มที่โต๊ะอย่างระมัดระวัง
หลีกเลี่ยงการสบตากับเขานานเกินไป แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเสียงคำถามนั้นแฝงความสนใจอะไรบางอย่าง
ชายหนุ่มนั่งเอนหลังในเก้าอี้ พินิจพิจารณาพิมจากศีรษะจรดปลายเท้าเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
"ระวังตัวหน่อยละกัน " เขาพูดอย่างไม่เร่งร้อน แต่คำพูดของเขากลับทำให้พิมรู้สึกถึงความหมายที่แฝงอยู่
พิมพยักหน้ารับในสิ่งที่เขาพูด "ขอบคุณค่ะ หนูจะระวังตัวค่ะ"
แต่ในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยคำถามเกี่ยวกับเขาและความหมายของคำเตือนนั้น
สิ่งที่เขาพูดเหมือนจะเป็นคำเตือนจริงๆ มากกว่าคำแนะนำทั่วไป
พิมพ์ชนกพยายามเก็บความสงสัยไว้ในใจและเดินกลับไปทำงานตามปกติ
แต่คำพูดของชายหนุ่มยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของเธอ "ระวังตัวหน่อยนะ"
เขาหมายความว่ายังไง? เธอเริ่มสังเกตสิ่งรอบตัวในผับมากขึ้น
และพบว่าลูกค้าหลายคนดูเหมือนจะให้ความเกรงใจชายหนุ่มคนนั้นเป็นพิเศษ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนั่งอยู่ในมุมมืด
เวลาผ่านไปจนใกล้เลิกงาน พิมพ์ชนกกำลังเก็บกวาดโต๊ะและเตรียมตัวกลับห้องพักของเธอ แต่ไม่ทันไร
เธอก็เห็นชายหนุ่มคนนั้นลุกขึ้นและเดินตรงมาที่เธอ เธอรีบหันกลับไปสนใจงานในมือ
พยายามทำเหมือนไม่สังเกตเห็นเขา แต่เสียงทุ้มของเขาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"ทำงานเหนื่อยไหม?" คำถามเรียบง่ายแต่ฟังดูจริงใจทำให้พิมพ์ชนกต้องหยุดมือและหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา
"ก็นิดหน่อยค่ะ แต่พอไหว" เธอตอบพลางพยายามยิ้มให้สุภาพ แม้จะรู้สึกเกร็งกับการที่เขายืนอยู่ใกล้ขนาดนี้
เขามองเธอนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "เธออายุเท่าไหร่ ที่นี่เขารับเด็กอายุต่ำกว่า18ปีมาทำงานเหรอ?"
คำพูดของเขาทำให้พิมรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ เธอพยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกนั้นด้วยการยิ้ม
"เอ่อคือว่าฉันอายุ22แล้วค่ะ"
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ เป็นครั้งแรก แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูเหมือนเขารู้บางอย่างที่เธอไม่รู้ "แล้วเธอทำไมมาทำงานแบบนี้"
ทำไมเขาถึงดูเหมือนจะรู้จักที่นี่ลึกซึ้งนัก และที่สำคัญ ทำไมเขาถึงสนใจเธอมากขนาดนี้
1 ปีต่อมา: ปกรณ์ คุณพ่อมือใหม่สุดวุ่นวายกับลูกสาวตัวน้อยเช้าวันหนึ่งที่บ้านของปกรณ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้และความวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตของมาเฟียผู้เคยเยือกเย็นและสุขุมเสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากห้องเด็กอ่อน“แงงงงงง!”ปกรณ์สะดุ้งตื่นจากเตียงทันที แม้ใบหน้าจะยังงัวเงีย เขารีบหันไปคว้าเบาะรองข้อศอกเพื่อเตรียมตัวให้นมลูกนี่คือกิจวัตรใหม่ที่เขาเริ่มชิน แต่ก็ยังมีความทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย"พิม! ลูกตื่นแล้ว!" ปกรณ์เรียกภรรยาเสียงดังในขณะที่พยายามอุ้มเด็กน้อยที่กำลังดิ้นงอแงอยู่ในเปลพิมพ์ชนกที่เดินออกมาจากห้องน้ำหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสภาพของสามี เธอยื่นมือมารับลูกจากปกรณ์ พลางพูดแซวว่า"พ่อมือใหม่ยังไม่ชินสินะคะ ทำหน้าเหมือนโลกแตกทุกครั้งที่ลูกร้องเลย"ปกรณ์ยิ้มเก้อๆ ก่อนจะเกาท้ายทอยแก้เขิน"มันก็จริงอยู่ แต่ผมว่าลูกเราเสียงดังมากเลยนะ ไม่ต้องมีสัญญาณเตือนภัยบ้าน เราก็ปลอดภัยแล้ว!"ทั้งคู่หัวเราะไปพร้อมกันหลายเดือนต่อมาความอลเวงช่วงสายเมื่อถึ
วันพิธีรับปริญญาของพิมพ์ชนกมาถึงแล้ว บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะของบัณฑิตใหม่ที่มาเฉลิมฉลองความสำเร็จในชีวิตการเรียนของพวกเขา กับครอบครัว เพื่อนสนิทและคนพิเศษที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีพิมพ์ชนกสวมชุดครุยสีขาวตัดดำเข้ารูป เสริมความสง่างามในตัวเธอไปอีกแบบเธอเดินไปยังจุดถ่ายรูปหลักหน้าอาคารประจำมหาวิทยาลัย ใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อเห็นปกรณ์ที่ยืนอยู่พร้อมกับแม่ของเธอและเพื่อนๆ ที่ตั้งใจมาให้กำลังใจเธอในวันนี้“ยินดีด้วยนะคนครับเก่ง” ปกรณ์พูดพร้อมกับยิ้มอบอุ่น เขาสวมสูทสีเทาเรียบหรูแม้จะเรียบง่ายแต่กลับดูดีเกินบรรยาย เขาถือช่อดอกกุหลาบสีชมพูพาสเทลไว้ในมือ ยื่นส่งให้เธอด้วยท่าทีอ่อนโยนพิมพ์ชนกรับช่อดอกไม้มา หัวใจอบอุ่นขึ้นในทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงความใส่ใจที่เขามอบให้เธอเอ่ยคำขอบคุณพร้อมรอยยิ้มหวานๆ ที่ทำให้คนรอบข้างอดไม่ได้ที่จะมองดูทั้งคู่ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม“ลูกแม่เก่งที่สุดเลย” แม่ของพิมพ์ชนกพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พลางดึงลูกสาวมากอดเ
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายที่เคยคุกคามชีวิตเขาและคนที่เขารักได้จบสิ้นลงปกรณ์ก็ใช้เวลาคิดทบทวนถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มตัดสินใจครั้งสำคัญวางมือจากธุรกิจสีเทาอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่สงบสุข และที่สำคัญคือเพื่อปกป้องคนที่เขารักและห่วงใยตอนนี้ปกรณ์หันมาดูแลผับและบริษัทของเขาอย่างจริงจัง โดยเน้นให้กิจการทั้งสองเดินหน้าในกรอบของความถูกต้องตามกฎหมายเขาทุ่มเทให้กับการพัฒนาธุรกิจของตัวเอง หลังจากที่ปกรณ์ตัดสินใจวางมือจากธุรกิจสีเทาเขาหันมาทุ่มเททุกอย่างให้กับการพัฒนาธุรกิจอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงเพื่อความสำเร็จทางการเงินแต่เพื่อต้องการสร้างธุระกิจสำหรับครอบครัวของเขาเย็นวันหนึ่ง ขณะที่พิมพ์ชนกกำลังจัดโต๊ะอาหารที่ระเบียง ปกรณ์เดินออกมาพร้อมกับยิ้มบางๆดวงตาสะท้อนความผ่อนคลายที่หาได้ยากในวันเก่าๆพิมพ์ชนกวางจานในมืออย่างเบามือ พลางหันไปมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและอบอุ่นใจภาพของชายผู้เคยแข็งกร้าวที่เวลานี้ดูอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม ทำให้หัวใจเธอคล้ายถูกโอ
หลังจากที่ทุกคนเฝ้าพิมพ์ชนกจนล่วงเข้าสู่ตอนดึก ขวัญข้าวที่ดูเหนื่อยล้าเอ่ยขึ้นเบาๆ"พวกเราควรผลัดกันพักบ้างนะ คุณอัคคี คุณกลับไปพักเถอะ ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อเอง"อัคคีขมวดคิ้วมองเธอ ก่อนตอบกลับเสียงเรียบ "ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนดีกว่า เธอเองก็ดูเหนื่อยไม่น้อยเหมือนกัน"ขวัญข้าวถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่หันไปมองปกรณ์ที่ยังคงนั่งจับมือพิมพ์ชนกไม่ปล่อยสายตาของเขาจับจ้องเธออย่างมีความหวัง"คุณปกรณ์คุณพักหน่อยไหม" ขวัญข้าวเอ่ยถามเบาๆปกรณ์ส่ายหน้าโดยไม่หันมอง "ไม่เป็นไร ผมอยากอยู่ตรงนี้ ถ้าพิมฟื้นขึ้นมา ผมอยากให้เห็นหน้าพิมเป็นคนแรก"ขวัญข้าวมองดูเพื่อนของเธอด้วยสายตาเศร้า ก่อนจะหันไปบอกอัคคี"เราไปหาอะไรรองท้องกันหน่อยไหม"อัคคียักไหล่อย่างไม่สนใจ แต่ก็พยักหน้าในที่สุด "โอเค "เมื่อทั้งคู่เดินออกไปจากห้อง ความเงียบงันก็ปกคลุมลงมา ปกรณ์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมมือหนาเอื้อมไปปัดเส้นผมที่ปรกใบหน้าพิมพ์ชนกออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสของเขานุ่มนวลราวกับกลัวว่าเธอจะเจ็บ"ขอโทษนะ ที่ปกป้องคุณไม
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่พิมพ์ชนกกลับมาบ้าน เธอหลีกเลี่ยงไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้กับแม่ เพราะกลัวว่ามันจะทำให้แม่เป็นห่วงและเธอเองก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองทั้งหมด"พิม...คุณปกรณ์เขาไม่ใช่คนที่จะมาดีกับลูกของแม่แบบง่ายๆ นะ เขามีประวัติ...แม่ทำงานกับเขามานานนะลูก"แม่ของเธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพู
ปกรณ์นั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามพิมพ์ชนกในห้อง VIP เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายๆ แต่สายตาที่มองมานั้นเจือแววจริงจัง"พิมพ์ชนก" เสียงทุ้มนุ่มของเขาทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย"คะ?" เธอเงยหน้ามองเขาอย่างระวัง"ฉันมีคำถามที่อยากรู้" เขาเริ่มขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สายตาของเขานั้นไม่ธรรมดา"เรื่องที่เธอ
เตโชขับรถมารับพิมพ์ชนกตามปกติในเช้าวันใหม่และไปรับหลังจากเธอเสร็จสิ้นการเรียนที่มหาวิทยาลัยแต่วันนี้จุดหมายปลายทางไม่ใช่หอพักของเธอเหมือนเดิม"วันนี้คุณปกรณ์ให้ผมพาคุณไปที่บริษัทครับ" เตโชพูดขึ้นขณะเลี้ยวรถออกจากมหาวิทยาลัย"บริษัท? มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?" พิมพ์ชนกถามด้วยความสงสัย"อันนี้ผมไม่ทร
ค่ำคืนเดียวกัน ปกรณ์นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวของผับรอบโต๊ะใหญ่มีชายหนุ่มอีกสามคนที่แต่ละคนล้วนเป็นนักธุรกิจชื่อดังในแวดวงสังคมแต่ภายใต้ภาพลักษณ์เหล่านั้น ทุกคนต่างเป็นคนสำคัญในโลกธุรกิจมืด"นายดูไม่ค่อยมีสมาธิเลยนะกรณ์" หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น เป็นชายหนุ่มผมยาวเรียบแปล้ในชุดสูทไร้ที่ติชื่อว่า ธีรธร เขาเ