LOGINพิมพ์ชนก หรือ "พิม"นักศึกษาปี 4 คณะนิเทศศาสตร์ ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนบทละครมืออาชีพ เธอเป็นคนฉลาด มีไหวพริบ และมุ่งมั่น เธอเลือกทำงานพาร์ทไทม์ในผับ "Black Velvet" เพื่อหาข้อมูลสำหรับเขียนบทละครส่งอาจารย์ โดยหวังว่างานชิ้นนี้จะเป็นใบเบิกทางสู่วงการบันเทิงโดยไม่รู้เลยว่า เธอกำลังเดินเข้ามาในโลกที่เต็มไปด้วยอันตราย และผู้ชายที่มีอิทธิพล ปกรณ์ มีโครงหน้าเข้มคมชัด หนวดเคราเพิ่มเสน่ห์และความเป็นผู้ใหญ่ ตาแสดงความมั่นใจและดูสุขุม ผมสั้นจัดทรงอย่างดี สวมชุดสูทสีเข้มให้ความรู้สึกภูมิฐานและน่าเชื่อถือ บุคลิกดูสุขุม อบอุ่น แต่แฝงด้วยความมั่นใจในตัวเองเจ้าของผับสุดหรูที่มีชื่อเสียงและอำนาจในวงการกลางคืน ไม่เพียงแต่เป็นเจ้าของผับ"Black Velvet"เท่านั้น แต่เขายังมีธุรกิจหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับ ธุระกิจสีเทาและยังมีบริษัทส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศอีกด้วยและ บริษัทส่งออก ภายใต้ภาพลักษณ์ของชายหนุ่มหล่อที่ดูสุขุมและมีเสน่ห์ เขาคือคนที่ทุกคนต้องเกรงกลัว และในวันที่เขาเห็นพิมพ์ชนกครั้งแรก เขารู้ทันทีว่าเธอจะทำให้เขาไม่สามารถละสายตาได้
View More“It would be better if the two of you got a divorce… just for a while.”
The words shot out of Efendi’s mouth—Anna’s adoptive father—like lightning cracking straight across her chest. Anna froze. The world seemed to stall mid-spin. She stared at Efendi, waiting for him to take it back, to laugh, to say it was all some twisted joke. But he didn’t. He was serious. Dead serious. “Dad… don’t joke like that,” Anna whispered, her voice trembling, barely audible. “I’m not joking, Anna. Lusi is pregnant. And you know what that means—she’s a model.” Efendi’s gaze was sharp, immovable. “Rendy has to marry her. It’s the only way to keep our family from being disgraced.” Anna blinked at him, horrified. “She got pregnant by another man—why should my husband be the one to marry her?” Her voice rose in disbelief; none of this made sense. “Lusi’s boyfriend refuses to take responsibility. So please, Anna, listen to us,” Renata murmured softly, almost in a whisper. “We’ve raised you like our own daughter for years. Now we need your help. Think of it as… repayment.” Repayment? The word cut deeper than any blade. Rendy sat beside her, silent. Too silent. Anna turned to her husband—still clinging to the wild hope that he would refuse, defend her, say anything. But his lips stayed sealed. Lusi began to cry softly. “Anna… please. I don’t want my career ruined. I’m begging you…” And finally, Rendy spoke. “For now… we need to separate. Once everything calms down, I promise… I’ll come back to you.” A sharp, painful crack tore through Anna’s chest. Her breath caught. He had actually said it. “Ren, what are you talking about?” Anna’s voice spiked, raw with hurt. “Our marriage is fine! Why are you agreeing to this?!” “Because our marriage is fine, sweetheart,” Rendy said, reaching for her hand. “That’s why we’ll come back together later.” “No!” Anna’s voice broke. “I will never agree to a divorce!” “Don’t be selfish, Anna!” Efendi snapped, as if she were the one destroying the room. Before Anna could answer, Lusi’s body suddenly collapsed. “LUSI!” Renata screamed, frantically grabbing her daughter. Rendy jumped to his feet, his hand slipping from Anna’s like it had never mattered at all. Anna called out softly, “Ren…” but he didn’t look back. Not even once. “Anna, check on her! Quickly!” Rendy barked as he lifted Lusi toward the bedroom. “Anna! Why are you just standing there?!” he shouted—his voice cutting toward her for the first time. And all of it… for another woman. Another woman. A blade twisted through her chest. “Stop acting like a child, Anna! You’re a doctor!” Efendi snapped so harshly that Anna flinched, her body locking up. With unsteady steps, Anna examined Lusi. The room buzzed with panic—but the sharpest, deepest worry came from Rendy. The way he watched Lusi made Anna want to scream. “How is she?” Rendy asked, breathless, desperate. “She’s… just exhausted,” Anna murmured. A moment later, Lusi’s eyes fluttered open—and she burst into hysterical sobs. “I don’t want to live anymore! I want to die!” she cried. Rendy lunged toward her. His arm struck Anna hard, knocking her off balance. Whether it was intentional or not—the pain was real. “Lusi, calm down… we’ll get married. I promise,” Rendy whispered to her, his voice gentler than any tone he had used with Anna in weeks. Anna stared at him, wide-eyed. “Ren?!” “Don’t be selfish, Anna! Lusi’s unstable!” Rendy barked again. “Rendy’s right, Anna. Please understand her condition,” Efendi added without sparing a glance in her direction. Anna held her breath. Her throat burned. “Why… why is it always me who has to understand her? Why won’t any of you try to understand me?” Lusi screamed again. “You’re right! We’re all selfish! Fine, let me die then!” She grabbed a fruit knife from the bedside table. “Lusi! Stop! Stop!” Rendy pulled her into his arms—so tightly, so protectively—as if she were someone he couldn’t bear to lose. Anna stepped back, slowly, her body numb. The tears she’d been holding finally broke free. She watched her husband… holding another woman. Protecting another woman. Fighting for another woman. “You all should leave,” Rendy said without looking at her, still clinging to Lusi. “I’ll calm her down.” “Anna, come on…” Renata tugged gently on her hand. But Anna didn’t move. She couldn’t. Rendy turned his head just enough to shoot her a sharp look. “Don’t be childish, Anna!”1 ปีต่อมา: ปกรณ์ คุณพ่อมือใหม่สุดวุ่นวายกับลูกสาวตัวน้อยเช้าวันหนึ่งที่บ้านของปกรณ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้และความวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตของมาเฟียผู้เคยเยือกเย็นและสุขุมเสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากห้องเด็กอ่อน“แงงงงงง!”ปกรณ์สะดุ้งตื่นจากเตียงทันที แม้ใบหน้าจะยังงัวเงีย เขารีบหันไปคว้าเบาะรองข้อศอกเพื่อเตรียมตัวให้นมลูกนี่คือกิจวัตรใหม่ที่เขาเริ่มชิน แต่ก็ยังมีความทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย"พิม! ลูกตื่นแล้ว!" ปกรณ์เรียกภรรยาเสียงดังในขณะที่พยายามอุ้มเด็กน้อยที่กำลังดิ้นงอแงอยู่ในเปลพิมพ์ชนกที่เดินออกมาจากห้องน้ำหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสภาพของสามี เธอยื่นมือมารับลูกจากปกรณ์ พลางพูดแซวว่า"พ่อมือใหม่ยังไม่ชินสินะคะ ทำหน้าเหมือนโลกแตกทุกครั้งที่ลูกร้องเลย"ปกรณ์ยิ้มเก้อๆ ก่อนจะเกาท้ายทอยแก้เขิน"มันก็จริงอยู่ แต่ผมว่าลูกเราเสียงดังมากเลยนะ ไม่ต้องมีสัญญาณเตือนภัยบ้าน เราก็ปลอดภัยแล้ว!"ทั้งคู่หัวเราะไปพร้อมกันหลายเดือนต่อมาความอลเวงช่วงสายเมื่อถึ
วันพิธีรับปริญญาของพิมพ์ชนกมาถึงแล้ว บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะของบัณฑิตใหม่ที่มาเฉลิมฉลองความสำเร็จในชีวิตการเรียนของพวกเขา กับครอบครัว เพื่อนสนิทและคนพิเศษที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีพิมพ์ชนกสวมชุดครุยสีขาวตัดดำเข้ารูป เสริมความสง่างามในตัวเธอไปอีกแบบเธอเดินไปยังจุดถ่ายรูปหลักหน้าอาคารประจำมหาวิทยาลัย ใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อเห็นปกรณ์ที่ยืนอยู่พร้อมกับแม่ของเธอและเพื่อนๆ ที่ตั้งใจมาให้กำลังใจเธอในวันนี้“ยินดีด้วยนะคนครับเก่ง” ปกรณ์พูดพร้อมกับยิ้มอบอุ่น เขาสวมสูทสีเทาเรียบหรูแม้จะเรียบง่ายแต่กลับดูดีเกินบรรยาย เขาถือช่อดอกกุหลาบสีชมพูพาสเทลไว้ในมือ ยื่นส่งให้เธอด้วยท่าทีอ่อนโยนพิมพ์ชนกรับช่อดอกไม้มา หัวใจอบอุ่นขึ้นในทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงความใส่ใจที่เขามอบให้เธอเอ่ยคำขอบคุณพร้อมรอยยิ้มหวานๆ ที่ทำให้คนรอบข้างอดไม่ได้ที่จะมองดูทั้งคู่ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม“ลูกแม่เก่งที่สุดเลย” แม่ของพิมพ์ชนกพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พลางดึงลูกสาวมากอดเ
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายที่เคยคุกคามชีวิตเขาและคนที่เขารักได้จบสิ้นลงปกรณ์ก็ใช้เวลาคิดทบทวนถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มตัดสินใจครั้งสำคัญวางมือจากธุรกิจสีเทาอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่สงบสุข และที่สำคัญคือเพื่อปกป้องคนที่เขารักและห่วงใยตอนนี้ปกรณ์หันมาดูแลผับและบริษัทของเขาอย่างจริงจัง โดยเน้นให้กิจการทั้งสองเดินหน้าในกรอบของความถูกต้องตามกฎหมายเขาทุ่มเทให้กับการพัฒนาธุรกิจของตัวเอง หลังจากที่ปกรณ์ตัดสินใจวางมือจากธุรกิจสีเทาเขาหันมาทุ่มเททุกอย่างให้กับการพัฒนาธุรกิจอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงเพื่อความสำเร็จทางการเงินแต่เพื่อต้องการสร้างธุระกิจสำหรับครอบครัวของเขาเย็นวันหนึ่ง ขณะที่พิมพ์ชนกกำลังจัดโต๊ะอาหารที่ระเบียง ปกรณ์เดินออกมาพร้อมกับยิ้มบางๆดวงตาสะท้อนความผ่อนคลายที่หาได้ยากในวันเก่าๆพิมพ์ชนกวางจานในมืออย่างเบามือ พลางหันไปมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและอบอุ่นใจภาพของชายผู้เคยแข็งกร้าวที่เวลานี้ดูอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม ทำให้หัวใจเธอคล้ายถูกโอ
หลังจากที่ทุกคนเฝ้าพิมพ์ชนกจนล่วงเข้าสู่ตอนดึก ขวัญข้าวที่ดูเหนื่อยล้าเอ่ยขึ้นเบาๆ"พวกเราควรผลัดกันพักบ้างนะ คุณอัคคี คุณกลับไปพักเถอะ ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อเอง"อัคคีขมวดคิ้วมองเธอ ก่อนตอบกลับเสียงเรียบ "ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนดีกว่า เธอเองก็ดูเหนื่อยไม่น้อยเหมือนกัน"ขวัญข้าวถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่หันไปมองปกรณ์ที่ยังคงนั่งจับมือพิมพ์ชนกไม่ปล่อยสายตาของเขาจับจ้องเธออย่างมีความหวัง"คุณปกรณ์คุณพักหน่อยไหม" ขวัญข้าวเอ่ยถามเบาๆปกรณ์ส่ายหน้าโดยไม่หันมอง "ไม่เป็นไร ผมอยากอยู่ตรงนี้ ถ้าพิมฟื้นขึ้นมา ผมอยากให้เห็นหน้าพิมเป็นคนแรก"ขวัญข้าวมองดูเพื่อนของเธอด้วยสายตาเศร้า ก่อนจะหันไปบอกอัคคี"เราไปหาอะไรรองท้องกันหน่อยไหม"อัคคียักไหล่อย่างไม่สนใจ แต่ก็พยักหน้าในที่สุด "โอเค "เมื่อทั้งคู่เดินออกไปจากห้อง ความเงียบงันก็ปกคลุมลงมา ปกรณ์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมมือหนาเอื้อมไปปัดเส้นผมที่ปรกใบหน้าพิมพ์ชนกออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสของเขานุ่มนวลราวกับกลัวว่าเธอจะเจ็บ"ขอโทษนะ ที่ปกป้องคุณไม
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่พิมพ์ชนกกลับมาบ้าน เธอหลีกเลี่ยงไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้กับแม่ เพราะกลัวว่ามันจะทำให้แม่เป็นห่วงและเธอเองก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองทั้งหมด"พิม...คุณปกรณ์เขาไม่ใช่คนที่จะมาดีกับลูกของแม่แบบง่ายๆ นะ เขามีประวัติ...แม่ทำงานกับเขามานานนะลูก"แม่ของเธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพู
ปกรณ์นั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามพิมพ์ชนกในห้อง VIP เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายๆ แต่สายตาที่มองมานั้นเจือแววจริงจัง"พิมพ์ชนก" เสียงทุ้มนุ่มของเขาทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย"คะ?" เธอเงยหน้ามองเขาอย่างระวัง"ฉันมีคำถามที่อยากรู้" เขาเริ่มขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สายตาของเขานั้นไม่ธรรมดา"เรื่องที่เธอ
เตโชขับรถมารับพิมพ์ชนกตามปกติในเช้าวันใหม่และไปรับหลังจากเธอเสร็จสิ้นการเรียนที่มหาวิทยาลัยแต่วันนี้จุดหมายปลายทางไม่ใช่หอพักของเธอเหมือนเดิม"วันนี้คุณปกรณ์ให้ผมพาคุณไปที่บริษัทครับ" เตโชพูดขึ้นขณะเลี้ยวรถออกจากมหาวิทยาลัย"บริษัท? มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?" พิมพ์ชนกถามด้วยความสงสัย"อันนี้ผมไม่ทร
ค่ำคืนเดียวกัน ปกรณ์นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวของผับรอบโต๊ะใหญ่มีชายหนุ่มอีกสามคนที่แต่ละคนล้วนเป็นนักธุรกิจชื่อดังในแวดวงสังคมแต่ภายใต้ภาพลักษณ์เหล่านั้น ทุกคนต่างเป็นคนสำคัญในโลกธุรกิจมืด"นายดูไม่ค่อยมีสมาธิเลยนะกรณ์" หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น เป็นชายหนุ่มผมยาวเรียบแปล้ในชุดสูทไร้ที่ติชื่อว่า ธีรธร เขาเ