LOGINภายในห้องทำงานในคฤหาสน์หลังโต หลังจากที่พาลูกชายเข้านอนธีรชลรีบเข้ามา บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศ
เขานั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ใบหน้าคมคายเย็นชาราวกับไร้อารมณ์ แต่สายตาของเขากลับจ้องข้อมูลบนหน้าจอไอแพดไม่วางตา
“เอมลิรินทร์ ศุภธีรกุล” เขาอ่านชื่อนั้นซ้ำไปซ้ำมา
โดยเฉพาะนามสกุลศุภธีรกุล ยิ่งมองคิ้วเข้มก็ยิ่งขมวดแน่น เพราะเขารู้จักตระกูลนี้ดี ตระกูลเก่าแก่ที่มีอิทธิพลไม่น้อยในวงการอสังหาฯ และที่สำคัญบ้านหลังนั้นมีลูกชายเพียงคนเดียว
“ผมสืบมาแล้วในบ้านหลังนั้นมีลูกชายเพียงคนเดียว ถ้าเดาในทางที่ไม่ดีคือคุณเอมลิรินทร์น่าจะเป็นภรรยา...” ปราชญ์ชะงักเมื่อเห็นสายตาเย็นจัดของเจ้านาย
ปัง!
เสียงไอแพดถูกกระแทกลงบนโต๊ะดังสนั่น ปราชญ์สะดุ้งทันที เส้นเลือดบนมือของธีรชลปูดขึ้นชัด เมื่อเขากำเครื่องในมือแน่นจนแทบแตก
“หุบปากซะ!” เสียงตวาดดังลั่นห้อง ดวงตาคมแดงก่ำไปด้วยอารมณ์ที่กดไว้ไม่อยู่
เขาไม่อยากได้ยิน ไม่อยากแม้แต่จะคิดว่าผู้หญิงคนนั้นอาจเป็นภรรยาของใครอีกคน ทั้งที่ครั้งหนึ่งเธอเคยบอกว่าจะรักเขาคนเดียว ชายหนุ่มหายใจแรง ก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างสมเพชตัวเองเกือบสามปีแล้ว แต่เขายังเจ็บเหมือนวันแรก
“ผู้หญิงสารเลว กล้าลืมลูกตัวเองได้ยังไง” เสียงต่ำแหบพร่าดังขึ้นในห้องเงียบๆ
ภาพที่เห็นลูกชายงอแงจะหาแม่ทำให้เขาปวดใจแค่ไหน เขาเลี้ยงลูกชายมาตามลำพังด้วยความรักความใส่ใจ แต่อีกฝ่ายเป็นแม่แท้ๆ กลับทำให้ลูกร้องไห้
“เจ้านายเป็นอะไรครับ” ปราชญ์เห็นเจ้านายกุมขมับ จึงรีบเข้ามาถามอาการ
“ไปพักผ่อนได้แล้ว”
“เจ้านายรีบไปพักผ่อนดีกว่าครับ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้ว”
เขาพยักหน้า สายตายังจับจ้องไปที่ไอแพดหญิงสาวกำพร้าที่สู้ชีวิต จู่ๆ วันนี้กลับกลายเป็นคนของตระกูลผู้ดี เขาก็รวยล้นฟ้าไม่แพ้บ้านนั้น เผลอๆ มีมากด้วยซ้ำไป แต่เอมลิรินทร์กลับไม่รักดี
“เดี๋ยว!” เขาเรียกลูกน้องไว้
“ครับ”
“โครงการลงทุนที่หัวหินกับศุภธีรากรุปชะลอไว้ก่อน” เขาเอ่ยเสียงนิ่งในเมื่อเขาเจ็บ ผู้หญิงคนนั้นต้องชดใช้ในความเจ็บปวดของเขากับลูกชาย
“โครงการนี้เราลงทุนไปเกือบ 50% แล้วนะครับ”
“ทำตามที่ฉันบอก” เขาเอ่ยเสียงเข้ม พร้อมกับแผนการร้ายทันที
“รับทราบครับ” ปราชญ์ไม่มีสิทธิ์เอ่ยอะไรอีก เพราะเป็นความต้องการของเจ้านาย
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว เอมลิรินทร์นอนจมอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ ร่างทั้งร่างไร้เรี่ยวแรง เลือดสีแดงสดไหลออกจากศีรษะจนเปียกพื้น
ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปหมดเธอพยายามขยับตัว แต่แม้แต่ปลายนิ้วก็แทบไม่มีแรง เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆ
“มันจะตายมั้ย” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะมีอีกเสียงตอบกลับมาอย่างเย็นชา
“ถ้าตายก็ดีจะได้จบเรื่อง”
หญิงสาวเบิกตากว้างทันทีเธอพยายามมอง แต่เห็นเพียงเงาร่างเรือนลาง ของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความมืด
“ชะ ช่วย…” เสียงของเธอแหบพร่าแทบไม่ได้ยิน น้ำตาไหลออกมาช้าๆ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ดับวูบลง
“เฮือก!”
หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก ห้องทั้งห้องมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาเล็กน้อย หญิงสาวหอบหายใจแรง มือรีบกุมหน้าอกตัวเองไว้ เหงื่อซึมเต็มไรผม แม้เครื่องปรับอากาศจะเย็นจัด หัวใจเต้นแรงจนเจ็บไปหมด
“นี่เราฝันอีกแล้วเหรอ” เธอพึมพำเสียงเบา
ฝันแบบนี้ตามหลอกหลอนเธอมาหลายปีแล้ว แล้วก็ความรู้สึกเจ็บปวดจนแทบขาดใจ เอมลิรินทร์ยกมือกุมขมับทันที เมื่ออาการปวดหัวเริ่มแล่นขึ้นมาอีกครั้ง
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านกระจกบานใหญ่ของคฤหาสน์ศุภธีรกุล บรรยากาศในห้องอาหารกลับเงียบผิดปกติ
เอมลิรินทร์เดินลงบันไดมาช้าๆ หลังจากแทบไม่ได้นอนทั้งคืน ภาพของเด็กน้อยที่ร้องเรียกเธอว่าแม่ ยังติดอยู่ในหัวไม่หาย รวมถึงสายตาของผู้ชายคนนั้นสายตาที่ทั้งเจ็บปวดและโกรธแค้นในเวลาเดียวกัน
“พี่ทัพมีเรื่องอะไรเหรอคะ” เธอเอ่ยถามเมื่อเห็นพี่ชายนั่งกดขมับอยู่ที่โต๊ะอาหาร เอกสารหลายชุดถูกวางกระจัดกระจายตรงหน้า
“โครงการที่หัวหิน จู่ๆ ก็ถูกระงับ ไม่เข้าใจว่า The Metha Empire คิดจะทำอะไร” กองทัพเงยหน้าขึ้น สีหน้าดูเคร่งเครียดชัดเจน เขาหงุดหงิดขึ้นมา
“เกิดอะไรขึ้นคะ” เธอขมวดคิ้ว
ชื่อบริษัทนั้นทำให้มือของหญิงสาวชะงักทันที หัวใจเต้นแรงอย่างไม่มีสาเหตุ The Metha Empireบริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด และเจ้าของบริษัทคือธีรชล พิสิฐเมธากร
ภาพใบหน้าหล่อเหลาของเขาผุดขึ้นมาในหัวทันที โดยเฉพาะสายตาคมเข้มเมื่อคืน เอมลิรินทร์รีบหลบสายตาตัวเองลงต่ำ
“ใจเย็นก่อนนะคะพี่ทัพ” เธอเดินเข้าไปนั่งข้างพี่ชาย พยายามปลอบทั้งที่ใจตัวเองก็วุ่นวายไม่ต่างกัน
“มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่” เขาหยิบเอกสารขึ้นมาโยนลงบนโต๊ะ
“เหมือนอีกฝ่ายตั้งใจบีบเรา”
“อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ได้ค่ะ”
หญิงสาวเม้มปากเงียบ หัวใจเธอเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมผู้ชายคนนั้นถึงมองเธอด้วยสายตาแบบนั้น
“น้องเพลงช่วยเข้าประชุมกับพี่หน่อยนะ ทางนั้นนัดประชุมบ่ายนี้แล้ว”
“ได้สิคะ” เธอตอบรับทันที
หลังการจากไปของคุณพ่อเมื่อสองปีก่อน กองทัพจำต้องขึ้นมารับตำแหน่งบริหาร แม้ประสบการณ์ยังไม่มากนัก เขาจึงยังต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญกว่า และหากศุภธีรกุลได้ร่วมงานกับ The Metha Empire ก็ย่อมช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของบริษัทในวงการธุรกิจอย่างมหาศาล
ซันเดย์นั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้เด็ก ใบหน้าป่องๆ งอง้ำชัดเจนเมื่อเห็นพ่อเดินเข้ามาในห้องอาหารตั้งแต่เมื่อคืน เด็กน้อยยังไม่ยอมคุยกับพ่อดีๆ เลย
“ทานข้าวเที่ยงกันครับ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ราวกับไม่สนใจว่าลูกชายจะยังโกรธอยู่แค่ไหน
“ซันอยากเจอแม่” ซันเดย์เบือนหน้าหนีทันที
คำพูดสั้นๆ ทำให้มือของธีรชลชะงักไปเล็กน้อย แต่เขายังคงรักษาสีหน้าเรียบนิ่ง
“อยากเจอต้องกินข้าว เดี๋ยวพ่อพาไปทำงานด้วย” เขานั่งลงตรงข้ามลูก ก่อนเลื่อนจานอาหารไปให้ เขารู้ดีว่า ช่วงบ่ายเอมลิรินทร์ต้องเข้าประชุมที่บริษัท
“จริงเหรอ!” ดวงตากลมโตของซันเดย์เป็นประกายขึ้นมาทันที เด็กน้อยรีบลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้อย่างตื่นเต้น
“วันนี้ซันต้องแต่งตัวหล่อๆ แม่จะได้รักซันเยอะๆ” เด็กน้อยก้มลงมองชุดตัวเอง ก่อนยิ้มกว้าง
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงทันที ชายหนุ่มนิ่งไปหัวใจเหมือนถูกบีบแน่นอย่างช้าๆ เขามองลูกชายที่กำลังยิ้มอย่างมีความหวัง ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าผู้หญิงคนนั้นจำตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ มือใหญ่กำช้อนแน่นขึ้นเล็กน้อย
“คุณพ่อเป็นอะไรครับ”
“เปล่าครับ รีบกินดีกว่าเดี๋ยวพ่อเข้าบริษัทสาย”
“ทำไมทุกคนถึงพูดว่าแม่หนีไปกับชู้” ซันเดย์ยังคงจำคำนี้ได้แม่น แต่ไม่รู้ความหมายของมัน
“ใครพูดให้ลูกได้ยิน” เขาหน้าเสียทันที
“คุณอา กับคุณย่าครับ”
สองแม่ลูกนั้นกล้าดียังไงถึงพูดเรื่องพวกนั้นต่อหน้าลูกชายของเขา ที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดไล่พวกเธอออกจากบ้าน ก็เพียงเห็นแก่ดวงวิญญาณของผู้เป็นพ่อเท่านั้น
“ลูกอยู่ห่างๆ จากสองคนนั้นหน่อยนะ”
“ซันไม่ชอบครับ” ซันเดย์รับรู้ว่าสองแม่ลูกไม่ชอบเขาเช่นกัน
“แม่ของลูกเขาไม่ใช่คนแบบนั้น” เขาพยายามฝืนยิ้มให้ลูกชาย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคำถามเหล่านี้มักวนเวียนอยู่ในหัวตลอด เขาอยากหญิงสาวกลับมาพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้หนีไปกับชายชู้อย่างที่คนอื่นพูด แต่วันนี้เขาพอจะรู้แล้ว
แสงแดดยามเช้าสาดผ่านผ้าม่านเข้ามาภายในห้องนอน ขณะที่ธีรชลยังนอนกอดเอมลิรินทร์อยู่ไม่ห่าง หลังจากได้นอนหลับเต็มอิ่มเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แต่ความสงบในเช้าวันหยุดอยู่ได้ไม่นาน“พ่อครับ ซันหิว” เสียงใสของซันเดย์ดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กๆ ที่ปีนขึ้นมาบนเตียงอย่างคล่องแคล่ว เด็กชายนั่งลงข้างพ่อ ก่อนเขย่าตัวเขาเบาๆ“ซันเดย์ อย่ามากวนพ่อ” เขาพลิกตัวหนี ซุกหน้าลงกับหมอนราวกับยังไม่อยากตื่น แต่ซันเดย์ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ“ซันอยากให้พ่อทำกับข้าวให้” เมื่อเห็นว่าพ่อยังเงียบ เด็กชายจึงยื่นมือไปกระชากผมพ่อสุดแรง“โอ๊ย!” เขาสะดุ้งลุกขึ้นทันที มือรีบยกขึ้นลูบศีรษะตัวเองป้อยๆ ก่อนหันไปมองลูกชายด้วยสายตาง่วงงุน“ซันพ่อนอนอยู่นะ”“แม่ตื่นมาดูน้องตั้งแต่เช้า พ่อลงไปทำกับข้าวให้ซันหน่อย” ซันเดย์กะพริบตาปริบๆ ก่อนยิ้มกว้างเขาถอนหายใจออกมาแม่บ้านมีเป็นสิบคน แต่ลูกชายเลือกที่จะมาวอแวกับเขา ชายหนุ่มขยี้เปลือกตาก่อนจะลุกขึ้น“โอเคครับ คุณชายซันเดย์วันนี้อยากกินอะไร”“แพนเค้กรูปไดโนเสาร์!” ดวงตากลมโตของเด็กชายเป็นประกายทันที“เอารูปหัวใจไปก่อนแล้วกัน” เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง“ก็ได้ครับ!” ซันเดย์ตอบเสียงดัง ก่อนรี
เสียงหาวหวอดเบาๆ ดังขึ้นจากเปลเด็กอ่อนที่วางอยู่ข้างเตียง เอมลิรินทร์ยิ้มบางพลางมองลูกชายคนเล็กที่เพิ่งลืมตาตื่นได้ไม่นาน เด็กชายภัทรพล หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า “น้องซีโน่” กำลังขยับมือเล็กๆ ไปมาอย่างน่าเอ็นดูแต่ก่อนที่เธอจะได้อุ้มลูกชายคนเล็ก ก็มีเจ้าตัวน้อยอีกคนวิ่งเข้ามาเกาะขอบเตียงเสียก่อน“แม่ครับ เมื่อไหร่น้องจะตื่น”คำถามเดิมที่ซันเดย์ถามซ้ำแทบทุกชั่วโมง ทำให้คนเป็นแม่หัวเราะออกมาเบาๆ“ซันอย่าไปปลุกน้องนะลูก” เธอเอ่ยเตือนลูกชายคนโตที่นั่งเฝ้าน้องไม่ห่างตั้งแต่เช้า“ซันไม่มีเพื่อนเลย เมื่อไหร่น้องจะวิ่งได้” เด็กชายเม้มริมฝีปากอย่างเสียดาย ก่อนจะชะโงกหน้าไปมองน้องอย่างระมัดระวัง“รอน้องโตกว่านี้ก่อนนะ ตอนนี้น้องยังเป็นเบบี๋อยู่เลย” ประโยคใสซื่อทำให้หญิงสาวอดยิ้มไม่ได้ เธอดึงซันเดย์เข้ามากอดไว้ข้างตัว แล้วลูบผมนุ่มของลูกชายเบาๆ“อีกนานไหมครับ”“ไม่นานหรอก เดี๋ยวแป๊บเดียวน้องก็คลานตามพี่ซันแล้ว”“จริงเหรอครับ! งั้นซันจะสอนน้องเตะบอล สอนต่อเลโก้ แล้วก็แบ่งขนมให้น้องด้วย” ดวงตากลมโตของซันเดย์เป็นประกายขึ้นมาทันที“แบ่งจริงหรือเปล่า”“จริงครับ แต่ถ้าเป็นช็อกโกแลตซันขอเก็บไว้ครึ่
งานวิวาห์ของธีรชลและเอมลิรินทร์ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิม เขาไม่อยากให้ภรรยาต้องเหนื่อยมาก หากปล่อยให้ครรภ์โตไปกว่านี้งานถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่อบอุ่น ท่ามกลางแขกคนสนิทและคนในครอบครัวที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในวันสำคัญ แสงไฟสีอบอุ่นเสียงดนตรีคลอเบาๆ และรอยยิ้มของทุกคน ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขหลังเสร็จพิธี ธีรชลยืนคุยกับเพื่อนสนิทอยู่มุมหนึ่งของงาน ขณะที่สายตายังคงมองไปหาเจ้าสาวที่กำลังพูดคุยกับแขกไม่ห่าง“ยินดีอีกครั้งนะเพื่อน” ชนะศึกยกแก้วน้ำขึ้นชนกับแก้วของเขาเบาๆ พร้อมส่งยิ้มให้“ยินดีกับมึงด้วย” ธีรชลยิ้มตอบเบาๆ“ยินดีอะไรกูไม่ได้แต่งงาน” ชนะศึกขมวดคิ้วทันที“ดีใจที่มึงมีเมีย พร้อมมีลูกด้วยไง” คนเป็นเจ้าบ่าวหัวเราะในลำคอช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชนะศึกหายเงียบไปจากกลุ่ม เพราะต้องจัดการปัญหาครอบครัว ถึงเจ้าตัวจะไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ธีรชลรู้ดีว่าเพื่อนผ่านอะไรมาหนักไม่น้อย“ไร้สาระ” ชนะศึกส่ายหน้าอย่างเอือมระอา“เอาน่า อย่าน้อยเมียมึงก็เลี้ยงลูกได้ดีแหละ”“หุบปาก” ชายหนุ่มโกรธเป็นฟืนเป็นไฟยามที่คนอื่นพูดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นเมียของเขา เขาจำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำไป“ไม่พูดเล่น
ธีรชลนั่งกอดอกอยู่ปลายเตียง สีหน้าตึงเครียดจนแทบไม่มีรอยยิ้มให้เห็นตลอดหลายวันที่ผ่านมา ตั้งแต่เอมลิรินทร์เริ่มมีอาการแปลกๆเธอก็ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้สักเท่าไร ทุกครั้งที่เขาเดินเข้าไปหา หญิงสาวจะขมวดคิ้ว ทำหน้าเหมือนพะอืดพะอม ก่อนผลักไหล่เขาออกเบาๆ จากที่เคยนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกัน กลายเป็นว่าเธอขยับหนีทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้“พ่อมานั่งทำอะไรตรงนี้” ซันเดย์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินเข้ามาในห้อง ก่อนจะปีนขึ้นเตียงมานั่งข้างผู้เป็นพ่อ“แม่เราน่ะสิ ไม่ยอมให้พ่อเข้าใกล้เลย” เขาถอนหายใจยาว“อ๋อ แม่บอกเหม็นขี้หน้าพ่อ” เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหัวเราะออกมา“แม่พูดแบบนั้นจริงเหรอ” คนเป็นพ่อหันขวับมามองลูกชายทันที“จริงครับ”ยิ่งฟังสีหน้าของชายหนุ่มก็ยิ่งหม่นลง หรือว่าเขาทำอะไรผิดไปโดยไม่รู้ตัว หรือช่วงนี้เขาทำงานหนักจนละเลยเธอ“หรือจะแอบมีคนอื่น” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ จนซันเดย์ต้องหันมามองด้วยความสงสัย“คนอื่นอะไรพ่อ”“เปล่าไม่มีอะไร” เขาสะดุ้งรีบส่ายหน้า แต่ในใจกลับคิดวนเวียนไม่หยุดหญิงสาวเปลี่ยนไปมากจริงๆ เธอไม่ยอมให้เขาแตะตัว ไม่อยากกินอาหารเหมือนเดิม บางวันก็เวียนหัว บางวันก็อารมณ์แปรปรวนจนเ
หลังผ่านเรื่องราวเลวร้ายมามากมาย ในที่สุดครอบครัวเล็กๆ ของพวกเขาก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งค่ำวันนี้ธีรชลและเอมลิรินทร์ตั้งใจจัดงานฉลองวันเกิดย้อนหลังให้ซันเดย์อย่างเรียบง่ายที่ร้านอาหาร ซันเดย์ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ ดวงตากลมโตเป็นประกายเมื่อมองเทียนบนหน้าเค้ก“อธิษฐานก่อนสิลูก” เธอพูดพลางลูบผมนุ่มเบาๆเด็กน้อยพยักหน้า ก่อนหลับตาลงยกมือประสานกันอย่างตั้งใจ แม้ไม่มีใครรู้ว่าเขาขออะไร แต่รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กๆ ก็ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่อดยิ้มตามไม่ได้ เมื่ออธิษฐานเสร็จ ซันเดย์ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเป่าเทียนจนดับลง“เย้!” เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกัน หญงิสาวดึงลูกชายเข้ามากอด ก่อนจูบแก้มเบาๆ“ลูกแม่โตขึ้นอีกปีแล้วนะครับ”“ซันรักแม่นะครับ” ซันเดย์ยิ้มกว้าง ก่อนหันมากอดแม่แน่นหัวใจของเอมลิรินทร์อบอุ่นจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เด็กน้อยคนนี้ต้องเติบโตมาโดยไม่มีเธออยู่ข้างกายนานหลายปี และวันนี้เขากลับมากอดเธอพร้อมรอยยิ้มที่สดใสที่สุด“ไม่รักพ่อบ้างเหรอ” เขาที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำหน้างอนเล็กน้อย“ซันเห็นหน้าพ่อทุกวันแล้ว” ซันเดย์หันมองพ่อ ก่อนตอบด้วยสีหน้าจริงจังคำตอบนั้นทำเอ
หลังออกจากโรงพยาบาล เอมลิรินทร์กลับมาพักฟื้นที่บ้าน อาการของเธอดีขึ้นตามลำดับ แม้จะยังต้องพักผ่อนให้มาก แต่สิ่งที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นลูกชายตัวน้อยที่คอยวนเวียนอยู่ข้างกายไม่ห่างซันเดย์คอยหยิบน้ำให้แม่บ้าง เอาผ้าห่มมาคลุมให้บ้าง จนเธออดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ ช่วงบ่ายขณะที่เธอนั่งอ่านนิทานอยู่บนโซฟา เด็กน้อยก็ขยับเข้ามาซุกข้างๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นถามด้วยสีหน้าจริงจัง“แม่ครับ ทำไมแม่ยังไม่มีน้อง”“หนูอยากมีน้องเหรอครับ” เธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหันมามองลูกชาย“คุณลุงก็ยังไม่มีเบบี๋ พ่อก็ไม่มีน้ำยาจะทำน้องอีก” ซันเดย์พยักหน้าหงึกหงักทันที“ซันเดย์! ใครสอนลูกพูดแบบนี้” เธอเรียกชื่อลูกเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรผิด ตอนที่พูดเรื่องนี้กับพ่อก็ทำหน้าตาแบบนี้ หรือคำพวกนี้จะห้ามพูด“ซันแค่ถามเองครับ” เด็กน้อยขยับเข้ามากอดแขนแม่ไว้แน่น ก่อนทำหน้าหงอย“แม่ไม่ได้ว่าอะไร”“แม่มีน้องให้ซันหน่อยนะครับ ซันเหงา” น้ำเสียงออดอ้อนปนเศร้านั้นทำให้หัวใจของคนเป็นแม่อ่อนยวบลงทันที“ตอนนี้ซันมีพ่อกับแม่อยู่ทั้งคนนะครับ ทำไมถึงเหงาล่ะ” เธอดึงล







