تسجيل الدخولกองทัพและเอมลิรินทร์เดินทางมาถึงสำนักงานใหญ่ของ The Metha Empire ในช่วงสาย ตึกสูงหรูหราตั้งตระหง่านกลางเมือง
“พี่ทัพเข้าไปก่อนเลยค่ะ เพลงขอเข้าห้องน้ำก่อน” หญิงสาวหันไปบอกพี่ชาย พลางส่งแฟ้มเอกสารให้เลขาฯ ถือแทน
“พี่เข้าไปรอ” กองทัพพยักหน้า ก่อนเดินตรงไปยังห้องประชุมพร้อมเลขาคนสนิททันที
ส่วนเอมลิรินทร์เดินแยกออกมาอีกทาง เธอพยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ แต่หัวใจกลับเต้นแรงแปลกๆ ตั้งแต่มาถึงที่นี่
หญิงสาวเดินเลี้ยวตรงทางเดินหน้าห้องน้ำหญิง จังหวะเดียวกันนั้นร่างเล็กๆ พุ่งชนเธอเต็มแรงจนเกือบเสียหลักเอมลิรินทร์รีบคว้าไหล่เด็กน้อยไว้ทัน
“ขอโทษครับ!” เสียงใสดังขึ้นอย่างรีบร้อน แต่ทันทีที่เด็กชายเงยหน้าขึ้นดวงตากลมโตก็เบิกกว้างทันที
“น้องซันเดย์”
“แม่ครับ เจอกันอีกแล้ว” ซันเดย์ยิ้มกว้างเมื่อพ่อไม่ได้หลอก
“มาทำอะไรตรงนี้ค่ะ” เธอย่อตัวลงเพื่อคุยกับเด็กน้อยตรงหน้า พร้อมกับยกมือลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู
“ซันมาทำงานกับพ่อ ซันอยากเจอแม่”
“พอดีน้าติดงานจ้ะ” เธอเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเอง
“แม่ไปส่งซันหน่อยนะ” ไม่รอให้ผู้ใหญ่ตอบซันเดย์จับมือแม่ แล้วพาเดินออกไปทันที
หญิงสาวไม่กล้าขัดกลัวว่าซันเดย์จะเสียใจเหมือนเมื่อคืน จึงไม่กล้าทำร้ายจิตใจอีก เธอเดินตามเรื่อยๆ จนมาหยุดที่ห้องผู้บริหารระดับสูง
“น้องซันเดย์เข้าไปเลยจ้ะ”
“แม่ไม่เข้าไปด้วยกันเหรอ พ่อไม่อยู่หรอก”
“น้าต้องไปทำงานจ้ะ” เธอพูดย้ำอีกรอบ แต่โล่งใจที่บอกว่าเขาคนนั้นไม่อยู่
“เข้าไปส่งซันหน่อยนะ” ซันเดย์ไม่ยอมแพ้ จนหญิงสาวยอมเดินเข้าไปด้านใน
แต่เธอต้องผิดหวังเพราะเจอเขานั่งอยู่ในห้องทำงาน จังหวะนั้นที่เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอ จนต้องหลบสายตา
“พ่อครับ ผมพาแม่มาแล้ว”
“ซันเดย์ ไปพาใครเข้ามา” เขาเอ่ยเสียงเข้ม พลางก้าวเข้ามาใกล้ช้าๆ
ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าสวยตรงหน้าไม่วางตา ราวกับคนกระหายน้ำที่เฝ้าตามหามานานหลายปี แม้จะพยายามเก็บอาการแค่ไหน แต่สายตาของเขากลับเผยความโหยหาออกมาชัดเจน
“ทำไมพ่อพูดแบบนั้นนี่แม่ของซัน” เด็กน้อยขมวดคิ้วใส่พ่ออย่างไม่พอใจ
“น้องซันเดย์น้าไม่ใช่แม่ของหนูจริงๆ นะ” เธอเอ่ยขึ้นมา ไม่อยากให้ความหวัง
“แต่แม่จำซันได้แล้วนี่ เมื่อกี้แม่ยังลูบหัวซันอยู่เลย” เด็กน้อยพูดเสียงเบา
เอมลิรินทร์ชะงักไปทันทีมือเรียวค่อยๆ กำเข้าหากันแน่น เพราะแม้แต่ตัวเธอเอง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเผลอทำแบบนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ
“น้าต้องไปทำงานแล้วนะจ๊ะ” เธอพยายามฝืนยิ้ม แม้ในใจจะหนักอึ้งอย่างประหลาด
เธอยังคงยืนยันคำเดิมเพราะยิ่งอยู่ใกล้เด็กคนนี้มากเท่าไร หัวใจของเธอก็ยิ่งสับสนมากขึ้นเท่านั้น หญิงสาวค่อยๆ หันตัวจะเดินออกไป
“ฮึก แม่อย่าทิ้งซันไปเลยนะ” ซันเดย์รีบวิ่งเข้ามากอดขาเธอไว้แน่นทันทีเสียงร้องไห้ดังลั่นทางเดิน เด็กน้อยกอดเธอแน่นจนตัวสั่น
“ซันจะเป็นเด็กดี ฮือ แม่อย่าไป…”
“น้องซันเดย์” หญิงสาวถึงกับชะงักหัวใจเหมือนถูกบีบจนเจ็บ เธอรีบย่อตัวลงด้วยความตกใจ มือเรียวลูบหลังเล็กๆ เพื่อปลอบ
แต่ยิ่งปลอบเด็กน้อยก็ยิ่งร้องหนักกว่าเดิม ธีรชลยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ก่อนสุดท้ายจะเบือนหน้าหนี เขาไม่อยากเห็นภาพนั้น ไม่อยากเห็นลูกชายร้องไห้อ้อนวอนหาแม่ ทั้งที่อีกฝ่ายพยายามผลักไสอย่างชัดเจน
มือใหญ่กำแน่นอยู่ข้างลำตัวเส้นเลือดขึ้นชัดจนเลียมที่ยืนอยู่ไกลๆ ยังไม่กล้าเข้าใกล้ผ่านไปพักใหญ่ ธีรชลจึงพูดขึ้นเสียงเรียบ
“ถ้าไม่เป็นการรบกวนฝากคุณดูแลลูกชายผมด้วย อย่าคิดปฏิเสธเลยบางทีผมจะพิจารณาโครงการที่หัวหิน ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่คุณ”
“คะ?” เธอเงยหน้าจ้องเขาเหมือนเป็นคำถาม
“ผมพูดชัดเจนทุกคำ” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้น
ประโยคนั้นทำให้หญิงสาวนิ่งไป เธอรู้ดีว่าโครงการนั้นสำคัญกับพี่ชายมากแค่ไหน หญิงสาวเม้มปากแน่นเธอควรโกรธที่ถูกกดดัน แต่พอได้ยินเสียงสะอื้นเล็กๆ ของซันเดย์ หัวใจกลับอ่อนยวบอีกครั้ง เด็กน้อยเงยหน้ามองเธอทั้งน้ำตา
“แม่อยู่กับซันนะ”
เสียงนั้นเบาจนแทบขาดใจ และสุดท้ายเอมลิรินทร์ก็เผลอยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เขาอย่างอ่อนโยน
ธีรชลเดินเข้ามาด้วยสีหน้าสุขุมในชุดสูทสีเข้ม รังสีความน่าเกรงขาม ทำให้บรรยากาศทั้งห้องเงียบลงทันที ผู้บริหารและทีมงานที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วต่างลุกขึ้นยืนเพื่อทำความเคารพ
“สวัสดีครับคุณธีรชล”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย ก่อนเดินไปนั่งหัวโต๊ะอย่างสงบนิ่ง แต่สายตาคมกลับเหลือบไปมองกองทัพที่ดูเหมือนกำลังมองหาใครบางคนอยู่ตลอดเวลา
“คุณมองหาอะไรเหรอ” น้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงแรงกดดันอย่างชัดเจน
“เอมลิรินทร์อยู่ไหน” กองทัพชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบตรงๆ
ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ดวงตาของธีรชลก็เข้มขึ้นเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงนิ่ง เขาเอนตัวพิงเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
“ผมให้อยู่กับลูกชายผม คุณมีปัญหาอะไรมั้ย”
คำถามนั้นเหมือนการกดดันกลายๆ มากกว่าการถามจริงๆ กองทัพเม้มปากแน่น ไม่เข้าใจทำไมครั้งนี้อีกฝ่ายถึงทำเหมือนไม่ชอบหน้าเขา
“ไม่มีครับ”
ธีรชลมองอีกฝ่ายเงียบๆ ราวกับอ่านความคิดออกทั้งหมด ก่อนจะค่อยๆ เปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า
“คุณมีอะไรจะถามเกี่ยวกับโครงการ” น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบเหมือนเดิม แต่ลึกๆ แล้วในหัวกลับไม่ได้คิดถึงเรื่องงานเลยแม้แต่น้อย
“คุณสั่งระงับทำไมครับ” กองทัพเข้าเรื่องทันที
“เหล็กที่นำเข้ามาคุณได้ตรวจสอบดีไหม แล้วจำนวนเงินที่ใช้ไปคุณเคยรู้อะไรหรือเปล่า ผมไม่อยากร่วมงานกับคนที่ไม่มีไหวพริบ”
นอกจากเรื่องส่วนตัวแล้ว แน่นอนว่าเรื่องนี้เขารับไม่ได้เช่นกัน หากโครงการสร้างเสร็จวันข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นมา มันไม่คุ้มที่เขาจะต้องเสียชื่อเสียง
“ผม...” กองทัพชะงักไปเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าความผิดพลาดครั้งนี้เกิดจากการตรวจสอบที่ไม่รอบคอบพอ
“พ่อคุณสร้างทุกอย่างมาอย่างดี คุณควรรีบเรียนรู้” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่กลับกดดันจนทั้งห้องเงียบสนิท
“ผมจะจำไว้”
“ผมสั่งระงับชั่วคราวเพื่อตรวจสอบผู้รับเหมา หากมีความคืบหน้าจะแจ้งไปอีกครั้ง”
คำพูดนั้นทำให้กองทัพถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยังไม่ได้ตัดความร่วมมือโดยสมบูรณ์ เพราะนี่คือผลงานชิ้นที่ราคาแพงที่สุดของกองทัพ
“คุณมองหน้าผมทำไม” กองทัพรู้สึกกดดันจากสายตาที่เขามองมา
“คุณแต่งงานตั้งแต่เมื่อไหร่” เขาถามนิ่งๆ รอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
“ครับ? นี่เรื่องที่จะประชุมเหรอ” กองทัพมองไปรอบๆ ซึ่งไม่ได้มีแค่พวกเขาตามลำพัง ยังมีกรรมการผู้บริหารอีกหลายคน
“แต่ผมคุ้นเคยกับผู้ช่วยของคุณมากเลยนะ”
“ครับ”
กองทัพตอบกลับอย่างอึดอัด เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมน้ำเสียงเรียบนิ่งของอีกฝ่ายถึงให้ความรู้สึกกดดันจนน่าหวั่นเกรง มือหนาจึงยกขึ้นคลายเนกไทออกเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มตอบกลับไป
“ผมพูดเล่นครับ” เขาหัวเราะเบาๆ พยายามทำให้บรรยากาศในห้องประชุมผ่อนคลายลง หลังถูกสายตาคมของอีกฝ่ายกดดันอยู่ตลอดเวลา
“เรื่องที่คุณพูดมาผมจะไปตรวจสอบอีกครั้ง”
“คุณควรเด็ดขาดให้มากกว่า การขึ้นมาบนที่สูงยิ่งต้องแข็งแกร่ง”
หลังจบการประชุม กองทัพเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขายกมือคลายกระดุมสูทเล็กน้อยราวกับเพิ่งผ่านแรงกดดันมหาศาลมา
“ไปตามน้องเพลงมา” เขาหันไปสั่งเลขาเสียงเข้ม เพราะตั้งใจจะพาน้องสาวกลับทันที
“ผมลืมคุยกับคุณอีกเรื่อง”
เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นจากด้านหลังกองทัพหันกลับไปมองทันที ก่อนพบธีรชลเดินตามออกมาช้าๆ สีหน้าสุขุมเช่นเดิม
“เรื่องอะไรครับ”
“ให้ผู้ช่วยของคุณมาเรียนรู้งานกับผม” ธีรชลหยุดยืนตรงหน้าอีกฝ่าย
“ทำไมผมต้องทำแบบนั้น” คำพูดนั้นทำให้กองทัพชะงัก
“มือใหม่กันทั้งคู่มีแต่จะพากันลำบาก หรือคุณกลัวอะไร?” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งเหมือนกำลังพูดเรื่องงานทั่วไป แต่สายตากลับจริงจังจนยากจะปฏิเสธ
“แต่น้องเพลง...”
“ถือว่าผมช่วยคุณแล้วนะ”
ธีรชลพูดแทรกขึ้นทันที ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อหญิงสาวอย่างสนิทสนม
มือของเขาค่อยๆ กำแน่นอยู่ข้างลำตัว เส้นกรามขึ้นชัดเล็กน้อย เขาไม่ชอบเลย ไม่ชอบที่ผู้ชายคนอื่นเรียกชื่อเธอแบบนั้น
“ผมจะถามน้อง เอ่อ ถามผู้ช่วยผมก่อน”
“ผมไม่ชอบความผิดหวัง” เขาทิ้งท้ายก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปที่ห้องทำงาน
เอมลิรินทร์กลับเข้ามาที่บริษัทหลังจากไปส่งซันเดย์ที่โรงเรียนเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาทักเธอพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร“สวัสดีครับ ผมเป็นหัวหน้าฝั่งเลขา”“สวัสดีค่ะ ฉันเอมลิรินทร์ เรียกเพลงก็ได้” เธอรีบยกมือไหว้เล็กน้อย หญิงสาวส่งยิ้มให้อย่างสุภาพ หวังจะสร้างมิตรภาพกับคนในที่ทำงาน เพราะเธอเองก็ยังไม่คุ้นกับที่นี่นัก“ผมเมธาครับ” อีกฝ่ายตอบกลับพร้อมมองเธอด้วยสายตาสนใจเล็กน้อย“คุณเพลงนี่เอง”“คะ?”“ก็คนที่ท่านประธานพาไปส่งลูกชายด้วยตัวเองไงครับ” เมธาหัวเราะเบาๆ “ทั้งบริษัทกำลังพูดถึงอยู่เลย คุณเป็นแม่ของ...”“มันไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิดนะคะ” เธอหน้าเจื่อนลงทันที“ผมไม่ได้ว่าอะไรครับ แค่แปลกใจที่คุณซันเดย์เรียกคุณว่าแม่” เขารีบยกมือขึ้นเหมือนกลัวเธออึดอัด“แค่เด็กค่ะ”“ครับ แล้วคุณเข้ามาทำงานที่นี่ได้ยังไง” เมธาเกิดความสนใจในตัวหญิงสาวขึ้นมา ไม่รู้ว่าเป็นเด็กของท่านประธานหรือเปล่า“พอดีมีเรื่องนิดหน่อยค่ะ” เธอตอบเลี่ยงๆ พร้อมส่งยิ้มบางกลับไป“ถ้าตอนเที่ยงยังไม่มีคนทานข้าวด้วย ลงไปทานพร้อมผมได้นะครับ” เมธายิ้มให้“ขอบคุณค่ะ”แต่ทั้งสองไม่ทันสังเกตเลยว่า ป
“แม่ของซันนี่สวยจริงๆ”ซันเดย์นั่งกอดกรอบรูปใบเล็กไว้บนตัก ดวงตากลมโตจ้องภาพผู้หญิงในรูปทุกคืนก่อนนอนเหมือนเป็นกิจวัตร แต่คืนนี้ต่างออกไป เพราะแม่ในรูปกลับมาแล้วจริงๆธีรชลที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำมองภาพนั้นเงียบๆ ก่อนหัวใจจะหน่วงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาบอกลูกเสมอว่าแม่เป็นใครไม่เคยปิดบังลูก“นอนได้แล้วครับ” เขาเดินไปนั่งข้างลูก ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้“พ่อครับทำไมแม่ถึงไม่มานอนกับเรา” ซันเดย์ยังไม่ยอมนอนง่ายๆ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นถามด้วยความไร้เดียงสาคำถามนั้นทำให้ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย เขาหลุบตาลง ก่อนตอบเสียงเบา “แม่ติดงาน”เป็นคำโกหกที่แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกเจ็บซันเดย์ก้มมองรูปในมืออีกครั้ง เขารู้ว่าพ่อโกหกเพื่อให้เขาสบายใจ ก่อนถามต่อเสียงแผ่ว“แล้วทำไมแม่จำซันไม่ได้อ่ะ ซันไม่น่ารักเหรอ” เสียงเล็กๆ เริ่มเศร้าลงเรื่อยๆ จนหัวใจคนเป็นพ่อแทบแตกสลาย ธีรชลรีบดึงลูกชายเข้ามากอดแน่นทันที“ใครบอกว่าลูกพ่อไม่น่ารัก ลูกพ่อน่ารักที่สุดในโลกเลย” เขาลูบผมนุ่มเบาๆ พยายามซ่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง ซันเดย์ซุกหน้าลงกับอกพ่อเงียบๆ ส่วนเขาก็ได้แต่กอดลูกไว้แน่น“ทำไมแม่ไม่กลับมาอยู่กับเราล่ะ”“เอา
“คุณพ่อทำอะไรแม่” ซันเดย์ยืนกอดอกอยู่ปลายเตียง ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความจริงจัง ดวงตากลมโตจ้องธีรชลเขม็งเหมือนกำลังสอบสวนผู้ร้าย“พ่อไม่ได้ทำอะไร” เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนมองลูกชายที่ตอนนี้เอาแต่นั่งเฝ้าเอมลิรินทร์ไม่ห่าง“ไม่เชื่อ งั้นทำไมแม่เป็นแบบนี้” ซันเดย์รีบเถียงทันทีเด็กน้อยหันกลับไปมองหญิงสาวที่ยังนอนหลับอยู่บนเตียงในห้องพักส่วนตัวของพ่อ สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ตั้งแต่แม่หมดสติ ซันเดย์ก็แทบไม่ยอมไปไหนเลย“แม่เขาแค่ไม่สบาย” เขายกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ“แล้วพ่อทำให้แม่ไม่สบายรึเปล่า”“ซันเดย์” น้ำเสียงทุ้มเริ่มจริงจังขึ้น แต่เด็กน้อยกลับไม่กลัวแม้แต่นิดเดียว“โรงเรียนไม่รู้จักไป วันๆ เอาแต่จับผิดพ่อ” ธีรชลมองลูกชายอย่างเหนื่อยใจ“ซันจะอยู่กับแม่ พ่อไปเรียนแทนซันเลย” ซันเดย์เม้มปาก ก่อนตอบกลับหน้าตาเฉยธีรชลเดินออกมาจากห้องพักเงียบๆ ปล่อยให้ซันเดย์นอนเฝ้าเอมลิรินทร์อยู่ด้านใน ทันทีที่ประตูปิดลง คุณหมอประจำตัวของเขาที่รออยู่ก่อนแล้วก็เดินเข้ามา“เพลงอาการเป็นยังไงบ้างครับ”“คนไข้น่าจะพักผ่อนน้อยสะสมครับ” คุณหมอเปิดแฟ้มดูอาการ “พอเกิดความเครียดหรือกระทบกระเทือนทางอารมณ์ เลยหน้ามืดจ
“กรี๊ดดดดด! คุณโซ่พาอีผู้หญิงร่านที่ไหนมาพลอดรักในห้องทำงาน!”เสียงกรีดร้องแหลมดังลั่นห้อง ทำให้เอมลิรินทร์สะดุ้งสุดตัว เธอรีบผลักธีรชลออกทันที ใบหน้าแดงจัดด้วยความตกใจ ชายหนุ่มหันขวับไปมองคนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาสีหน้าไม่พอใจ“เธอเป็นบ้าอะไร!” น้ำเสียงตะคอกแข็งกร้าวจนลินินหน้าซีดแต่ทันทีที่สายตาเธอหันมาเห็นผู้หญิงตรงหน้า โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน เหมือนถูกผีหลอกกลางวันแสกๆ ลินินมองอีกฝ่าย“เอมลิรินทร์...” เสียงนั้นหลุดออกจากริมฝีปากเบาๆ อย่างไม่อยากเชื่อเข่าของลินินแทบทรุดใบหน้าของผู้หญิงคนนี้ ไม่มีทางที่เธอจะจำผิด หญิงสาวถอยหลังไปสองก้าวอย่างเสียอาการ พยายามตั้งสติ ทั้งที่หัวใจเริ่มเต้นแรงด้วยความตื่นกลัว“เลียม! นายปล่อยให้คนนอกเข้ามาทำไม!” เขาตะโกนเรียกลูกน้อง“คุณรู้จักฉันเหรอ” เอมลิรินทร์ไม่ได้หูฝาด เธอได้ยินอีกฝ่ายพูดชื่อเธอออกมา และเธอไม่ทราบว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“กรี้ดดดด” ลินินกรีดร้องออกมาอีกครั้ง จนเลขาพากันมาลากตัวออกไปเอมลิรินทร์ปิดหูพออีกฝ่ายถูกลากออกไปแล้ว เธอค่อยๆ ลดมือลง ก่อนที่จะหันมามองธีชลด้วยแววตาที่เริ่มสับสน“แฟนคุณเหรอคะ” เธอเอ่ยถามขึ้นหลังจากลินินเดินออกไปแล้ว
“แม่มาไม่บอกซันเลย” ซันเดย์พูดทั้งที่แก้มยังตุ่ยไปด้วยอาหาร เด็กน้อยดีใจจนหุบยิ้มไม่ได้ เมื่อคืนนี้กลายเป็นว่าพ่อกับแม่มานั่งกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้า“กินให้หมดก่อนค่อยพูดเดี๋ยวสำลัก” เธอหยิบทิชชูเช็ดมุมปากให้เด็กชายอย่างเป็นธรรมชาติ จนคนที่นั่งมองอยู่ฝั่งตรงข้ามเผลอนิ่งไปชั่วขณะ“ดึกแล้วทำไมคุณถึงพาน้องซันเดย์ออกมา เด็กควรนอนไวไม่ใช่เหรอคะ” เธอเงยหน้ามองเขาอย่างตำหนิ“ผมไม่ซีเรียส” ชายหนุ่มยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ก่อนตอบหน้าตาเฉยหญิงสาวขมวดคิ้วทันที แต่คนพูดกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่ความจริง ทันทีที่ลูกน้องโทรมารายงานว่าหญิงสาวออกมาทานข้าวกับผู้ชาย เขาก็รีบอุ้มลูกขึ้นรถแทบจะทันทีต่อให้ต้องใช้ลูกเป็นข้ออ้าง เขาก็จะมาอย่างน้อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้เธอนั่งหัวเราะกับผู้ชายคนอื่นต่อหน้าเขา“พ่ออยากมาเองต่างหาก ตอนซันจะนอนพ่อรีบปลุกซันเลย” ซันเดย์รีบฟ้องทันที“ซันเดย์”ธีรชลเรียกลูกเสียงเรียบ แต่เด็กน้อยกลับหัวเราะคิกคักอย่างไม่กลัว เขาทำหน้าเคร่มขรึมทันทีกลัวว่าหญิงสาวจะจับได้“กินอิ่มแล้วไปนอนนะคะ” เธอยิ้มบางๆ พลางหันไปมองซันเดย์ที่กำลังนั่งกินของหวานอย่างเอร็ดอร่อยยิ่งมองใกล้ๆ เธอก็ยิ่งชะงั
เอมลิรินทร์กลับมาถึงบ้านด้วยสภาพอ่อนล้า ความปวดหนึบในศีรษะยังไม่หายไปง่ายๆ ราวกับสมองกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ภาพซันเดย์ยังวนอยู่ในหัวจนเธอแทบหายใจไม่ออก“น้องเพลง พี่มีเรื่องจะคุยด้วย” เสียงของกองทัพดังขึ้นจากห้องนั่งเล่น ชายหนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ ราวกับกำลังกังวลอะไรบางอย่างอยู่“พี่ทัพเมื่อสามปีก่อน เกิดอะไรขึ้นกับเพลงกันแน่” เธอเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาสับสน“ทำไมน้องเพลงถามพี่แบบนั้น” กองทัพชะงักไปทันที“เพลงแค่อยากจำทุกอย่างได้”ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนนั่งลงตรงข้ามเธอตอนที่เขาเจอน้องสาวครั้งแรก หญิงสาวอาการสาหัสพอตื่นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้แล้ว“พี่...”“เราไม่เคยอยู่ด้วยกันใช่มั้ย” เพราะเธอสัมผัสได้ว่าไม่เคยมีความผูกพันกันเลยสักนิด“น้องเพลงเป็นลูกนอกสมรสของคุณพ่อ พวกเราเจอน้องเมื่อสามปีก่อน ตอนที่โรงพยาบาลติดต่อมาขอบริจาคเลือด” เพราะตระกูลพวกเขามีกรุ๊ปเลือดพิเศษ ความบังเอิญทำให้คุณพ่อรับรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีแค่ลูกชาย“แล้วเมื่อก่อนเพลงอยู่กับใคร”“พี่ไม่รู้เหมือนกันแม่ของน้องเพลงเอาลูกไปทิ้งไว้ที่บ้านเด็กกำพร้า”เอมลิรินทร์ยิ่งปวดขมับเมื่อพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งห







