Masukกองทัพและเอมลิรินทร์เดินทางมาถึงสำนักงานใหญ่ของ The Metha Empire ในช่วงสาย ตึกสูงหรูหราตั้งตระหง่านกลางเมือง
“พี่ทัพเข้าไปก่อนเลยค่ะ เพลงขอเข้าห้องน้ำก่อน” หญิงสาวหันไปบอกพี่ชาย พลางส่งแฟ้มเอกสารให้เลขาฯ ถือแทน
“พี่เข้าไปรอ” กองทัพพยักหน้า ก่อนเดินตรงไปยังห้องประชุมพร้อมเลขาคนสนิททันที
ส่วนเอมลิรินทร์เดินแยกออกมาอีกทาง เธอพยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ แต่หัวใจกลับเต้นแรงแปลกๆ ตั้งแต่มาถึงที่นี่
หญิงสาวเดินเลี้ยวตรงทางเดินหน้าห้องน้ำหญิง จังหวะเดียวกันนั้นร่างเล็กๆ พุ่งชนเธอเต็มแรงจนเกือบเสียหลักเอมลิรินทร์รีบคว้าไหล่เด็กน้อยไว้ทัน
“ขอโทษครับ!” เสียงใสดังขึ้นอย่างรีบร้อน แต่ทันทีที่เด็กชายเงยหน้าขึ้นดวงตากลมโตก็เบิกกว้างทันที
“น้องซันเดย์”
“แม่ครับ เจอกันอีกแล้ว” ซันเดย์ยิ้มกว้างเมื่อพ่อไม่ได้หลอก
“มาทำอะไรตรงนี้ค่ะ” เธอย่อตัวลงเพื่อคุยกับเด็กน้อยตรงหน้า พร้อมกับยกมือลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู
“ซันมาทำงานกับพ่อ ซันอยากเจอแม่”
“พอดีน้าติดงานจ้ะ” เธอเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเอง
“แม่ไปส่งซันหน่อยนะ” ไม่รอให้ผู้ใหญ่ตอบซันเดย์จับมือแม่ แล้วพาเดินออกไปทันที
หญิงสาวไม่กล้าขัดกลัวว่าซันเดย์จะเสียใจเหมือนเมื่อคืน จึงไม่กล้าทำร้ายจิตใจอีก เธอเดินตามเรื่อยๆ จนมาหยุดที่ห้องผู้บริหารระดับสูง
“น้องซันเดย์เข้าไปเลยจ้ะ”
“แม่ไม่เข้าไปด้วยกันเหรอ พ่อไม่อยู่หรอก”
“น้าต้องไปทำงานจ้ะ” เธอพูดย้ำอีกรอบ แต่โล่งใจที่บอกว่าเขาคนนั้นไม่อยู่
“เข้าไปส่งซันหน่อยนะ” ซันเดย์ไม่ยอมแพ้ จนหญิงสาวยอมเดินเข้าไปด้านใน
แต่เธอต้องผิดหวังเพราะเจอเขานั่งอยู่ในห้องทำงาน จังหวะนั้นที่เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอ จนต้องหลบสายตา
“พ่อครับ ผมพาแม่มาแล้ว”
“ซันเดย์ ไปพาใครเข้ามา” เขาเอ่ยเสียงเข้ม พลางก้าวเข้ามาใกล้ช้าๆ
ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าสวยตรงหน้าไม่วางตา ราวกับคนกระหายน้ำที่เฝ้าตามหามานานหลายปี แม้จะพยายามเก็บอาการแค่ไหน แต่สายตาของเขากลับเผยความโหยหาออกมาชัดเจน
“ทำไมพ่อพูดแบบนั้นนี่แม่ของซัน” เด็กน้อยขมวดคิ้วใส่พ่ออย่างไม่พอใจ
“น้องซันเดย์น้าไม่ใช่แม่ของหนูจริงๆ นะ” เธอเอ่ยขึ้นมา ไม่อยากให้ความหวัง
“แต่แม่จำซันได้แล้วนี่ เมื่อกี้แม่ยังลูบหัวซันอยู่เลย” เด็กน้อยพูดเสียงเบา
เอมลิรินทร์ชะงักไปทันทีมือเรียวค่อยๆ กำเข้าหากันแน่น เพราะแม้แต่ตัวเธอเอง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเผลอทำแบบนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ
“น้าต้องไปทำงานแล้วนะจ๊ะ” เธอพยายามฝืนยิ้ม แม้ในใจจะหนักอึ้งอย่างประหลาด
เธอยังคงยืนยันคำเดิมเพราะยิ่งอยู่ใกล้เด็กคนนี้มากเท่าไร หัวใจของเธอก็ยิ่งสับสนมากขึ้นเท่านั้น หญิงสาวค่อยๆ หันตัวจะเดินออกไป
“ฮึก แม่อย่าทิ้งซันไปเลยนะ” ซันเดย์รีบวิ่งเข้ามากอดขาเธอไว้แน่นทันทีเสียงร้องไห้ดังลั่นทางเดิน เด็กน้อยกอดเธอแน่นจนตัวสั่น
“ซันจะเป็นเด็กดี ฮือ แม่อย่าไป…”
“น้องซันเดย์” หญิงสาวถึงกับชะงักหัวใจเหมือนถูกบีบจนเจ็บ เธอรีบย่อตัวลงด้วยความตกใจ มือเรียวลูบหลังเล็กๆ เพื่อปลอบ
แต่ยิ่งปลอบเด็กน้อยก็ยิ่งร้องหนักกว่าเดิม ธีรชลยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ก่อนสุดท้ายจะเบือนหน้าหนี เขาไม่อยากเห็นภาพนั้น ไม่อยากเห็นลูกชายร้องไห้อ้อนวอนหาแม่ ทั้งที่อีกฝ่ายพยายามผลักไสอย่างชัดเจน
มือใหญ่กำแน่นอยู่ข้างลำตัวเส้นเลือดขึ้นชัดจนเลียมที่ยืนอยู่ไกลๆ ยังไม่กล้าเข้าใกล้ผ่านไปพักใหญ่ ธีรชลจึงพูดขึ้นเสียงเรียบ
“ถ้าไม่เป็นการรบกวนฝากคุณดูแลลูกชายผมด้วย อย่าคิดปฏิเสธเลยบางทีผมจะพิจารณาโครงการที่หัวหิน ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่คุณ”
“คะ?” เธอเงยหน้าจ้องเขาเหมือนเป็นคำถาม
“ผมพูดชัดเจนทุกคำ” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้น
ประโยคนั้นทำให้หญิงสาวนิ่งไป เธอรู้ดีว่าโครงการนั้นสำคัญกับพี่ชายมากแค่ไหน หญิงสาวเม้มปากแน่นเธอควรโกรธที่ถูกกดดัน แต่พอได้ยินเสียงสะอื้นเล็กๆ ของซันเดย์ หัวใจกลับอ่อนยวบอีกครั้ง เด็กน้อยเงยหน้ามองเธอทั้งน้ำตา
“แม่อยู่กับซันนะ”
เสียงนั้นเบาจนแทบขาดใจ และสุดท้ายเอมลิรินทร์ก็เผลอยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เขาอย่างอ่อนโยน
ธีรชลเดินเข้ามาด้วยสีหน้าสุขุมในชุดสูทสีเข้ม รังสีความน่าเกรงขาม ทำให้บรรยากาศทั้งห้องเงียบลงทันที ผู้บริหารและทีมงานที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วต่างลุกขึ้นยืนเพื่อทำความเคารพ
“สวัสดีครับคุณธีรชล”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย ก่อนเดินไปนั่งหัวโต๊ะอย่างสงบนิ่ง แต่สายตาคมกลับเหลือบไปมองกองทัพที่ดูเหมือนกำลังมองหาใครบางคนอยู่ตลอดเวลา
“คุณมองหาอะไรเหรอ” น้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงแรงกดดันอย่างชัดเจน
“เอมลิรินทร์อยู่ไหน” กองทัพชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบตรงๆ
ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ดวงตาของธีรชลก็เข้มขึ้นเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงนิ่ง เขาเอนตัวพิงเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
“ผมให้อยู่กับลูกชายผม คุณมีปัญหาอะไรมั้ย”
คำถามนั้นเหมือนการกดดันกลายๆ มากกว่าการถามจริงๆ กองทัพเม้มปากแน่น ไม่เข้าใจทำไมครั้งนี้อีกฝ่ายถึงทำเหมือนไม่ชอบหน้าเขา
“ไม่มีครับ”
ธีรชลมองอีกฝ่ายเงียบๆ ราวกับอ่านความคิดออกทั้งหมด ก่อนจะค่อยๆ เปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า
“คุณมีอะไรจะถามเกี่ยวกับโครงการ” น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบเหมือนเดิม แต่ลึกๆ แล้วในหัวกลับไม่ได้คิดถึงเรื่องงานเลยแม้แต่น้อย
“คุณสั่งระงับทำไมครับ” กองทัพเข้าเรื่องทันที
“เหล็กที่นำเข้ามาคุณได้ตรวจสอบดีไหม แล้วจำนวนเงินที่ใช้ไปคุณเคยรู้อะไรหรือเปล่า ผมไม่อยากร่วมงานกับคนที่ไม่มีไหวพริบ”
นอกจากเรื่องส่วนตัวแล้ว แน่นอนว่าเรื่องนี้เขารับไม่ได้เช่นกัน หากโครงการสร้างเสร็จวันข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นมา มันไม่คุ้มที่เขาจะต้องเสียชื่อเสียง
“ผม...” กองทัพชะงักไปเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าความผิดพลาดครั้งนี้เกิดจากการตรวจสอบที่ไม่รอบคอบพอ
“พ่อคุณสร้างทุกอย่างมาอย่างดี คุณควรรีบเรียนรู้” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่กลับกดดันจนทั้งห้องเงียบสนิท
“ผมจะจำไว้”
“ผมสั่งระงับชั่วคราวเพื่อตรวจสอบผู้รับเหมา หากมีความคืบหน้าจะแจ้งไปอีกครั้ง”
คำพูดนั้นทำให้กองทัพถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยังไม่ได้ตัดความร่วมมือโดยสมบูรณ์ เพราะนี่คือผลงานชิ้นที่ราคาแพงที่สุดของกองทัพ
“คุณมองหน้าผมทำไม” กองทัพรู้สึกกดดันจากสายตาที่เขามองมา
“คุณแต่งงานตั้งแต่เมื่อไหร่” เขาถามนิ่งๆ รอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
“ครับ? นี่เรื่องที่จะประชุมเหรอ” กองทัพมองไปรอบๆ ซึ่งไม่ได้มีแค่พวกเขาตามลำพัง ยังมีกรรมการผู้บริหารอีกหลายคน
“แต่ผมคุ้นเคยกับผู้ช่วยของคุณมากเลยนะ”
“ครับ”
กองทัพตอบกลับอย่างอึดอัด เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมน้ำเสียงเรียบนิ่งของอีกฝ่ายถึงให้ความรู้สึกกดดันจนน่าหวั่นเกรง มือหนาจึงยกขึ้นคลายเนกไทออกเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มตอบกลับไป
“ผมพูดเล่นครับ” เขาหัวเราะเบาๆ พยายามทำให้บรรยากาศในห้องประชุมผ่อนคลายลง หลังถูกสายตาคมของอีกฝ่ายกดดันอยู่ตลอดเวลา
“เรื่องที่คุณพูดมาผมจะไปตรวจสอบอีกครั้ง”
“คุณควรเด็ดขาดให้มากกว่า การขึ้นมาบนที่สูงยิ่งต้องแข็งแกร่ง”
หลังจบการประชุม กองทัพเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขายกมือคลายกระดุมสูทเล็กน้อยราวกับเพิ่งผ่านแรงกดดันมหาศาลมา
“ไปตามน้องเพลงมา” เขาหันไปสั่งเลขาเสียงเข้ม เพราะตั้งใจจะพาน้องสาวกลับทันที
“ผมลืมคุยกับคุณอีกเรื่อง”
เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นจากด้านหลังกองทัพหันกลับไปมองทันที ก่อนพบธีรชลเดินตามออกมาช้าๆ สีหน้าสุขุมเช่นเดิม
“เรื่องอะไรครับ”
“ให้ผู้ช่วยของคุณมาเรียนรู้งานกับผม” ธีรชลหยุดยืนตรงหน้าอีกฝ่าย
“ทำไมผมต้องทำแบบนั้น” คำพูดนั้นทำให้กองทัพชะงัก
“มือใหม่กันทั้งคู่มีแต่จะพากันลำบาก หรือคุณกลัวอะไร?” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งเหมือนกำลังพูดเรื่องงานทั่วไป แต่สายตากลับจริงจังจนยากจะปฏิเสธ
“แต่น้องเพลง...”
“ถือว่าผมช่วยคุณแล้วนะ”
ธีรชลพูดแทรกขึ้นทันที ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อหญิงสาวอย่างสนิทสนม
มือของเขาค่อยๆ กำแน่นอยู่ข้างลำตัว เส้นกรามขึ้นชัดเล็กน้อย เขาไม่ชอบเลย ไม่ชอบที่ผู้ชายคนอื่นเรียกชื่อเธอแบบนั้น
“ผมจะถามน้อง เอ่อ ถามผู้ช่วยผมก่อน”
“ผมไม่ชอบความผิดหวัง” เขาทิ้งท้ายก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปที่ห้องทำงาน
แสงแดดยามเช้าสาดผ่านผ้าม่านเข้ามาภายในห้องนอน ขณะที่ธีรชลยังนอนกอดเอมลิรินทร์อยู่ไม่ห่าง หลังจากได้นอนหลับเต็มอิ่มเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แต่ความสงบในเช้าวันหยุดอยู่ได้ไม่นาน“พ่อครับ ซันหิว” เสียงใสของซันเดย์ดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กๆ ที่ปีนขึ้นมาบนเตียงอย่างคล่องแคล่ว เด็กชายนั่งลงข้างพ่อ ก่อนเขย่าตัวเขาเบาๆ“ซันเดย์ อย่ามากวนพ่อ” เขาพลิกตัวหนี ซุกหน้าลงกับหมอนราวกับยังไม่อยากตื่น แต่ซันเดย์ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ“ซันอยากให้พ่อทำกับข้าวให้” เมื่อเห็นว่าพ่อยังเงียบ เด็กชายจึงยื่นมือไปกระชากผมพ่อสุดแรง“โอ๊ย!” เขาสะดุ้งลุกขึ้นทันที มือรีบยกขึ้นลูบศีรษะตัวเองป้อยๆ ก่อนหันไปมองลูกชายด้วยสายตาง่วงงุน“ซันพ่อนอนอยู่นะ”“แม่ตื่นมาดูน้องตั้งแต่เช้า พ่อลงไปทำกับข้าวให้ซันหน่อย” ซันเดย์กะพริบตาปริบๆ ก่อนยิ้มกว้างเขาถอนหายใจออกมาแม่บ้านมีเป็นสิบคน แต่ลูกชายเลือกที่จะมาวอแวกับเขา ชายหนุ่มขยี้เปลือกตาก่อนจะลุกขึ้น“โอเคครับ คุณชายซันเดย์วันนี้อยากกินอะไร”“แพนเค้กรูปไดโนเสาร์!” ดวงตากลมโตของเด็กชายเป็นประกายทันที“เอารูปหัวใจไปก่อนแล้วกัน” เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง“ก็ได้ครับ!” ซันเดย์ตอบเสียงดัง ก่อนรี
เสียงหาวหวอดเบาๆ ดังขึ้นจากเปลเด็กอ่อนที่วางอยู่ข้างเตียง เอมลิรินทร์ยิ้มบางพลางมองลูกชายคนเล็กที่เพิ่งลืมตาตื่นได้ไม่นาน เด็กชายภัทรพล หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า “น้องซีโน่” กำลังขยับมือเล็กๆ ไปมาอย่างน่าเอ็นดูแต่ก่อนที่เธอจะได้อุ้มลูกชายคนเล็ก ก็มีเจ้าตัวน้อยอีกคนวิ่งเข้ามาเกาะขอบเตียงเสียก่อน“แม่ครับ เมื่อไหร่น้องจะตื่น”คำถามเดิมที่ซันเดย์ถามซ้ำแทบทุกชั่วโมง ทำให้คนเป็นแม่หัวเราะออกมาเบาๆ“ซันอย่าไปปลุกน้องนะลูก” เธอเอ่ยเตือนลูกชายคนโตที่นั่งเฝ้าน้องไม่ห่างตั้งแต่เช้า“ซันไม่มีเพื่อนเลย เมื่อไหร่น้องจะวิ่งได้” เด็กชายเม้มริมฝีปากอย่างเสียดาย ก่อนจะชะโงกหน้าไปมองน้องอย่างระมัดระวัง“รอน้องโตกว่านี้ก่อนนะ ตอนนี้น้องยังเป็นเบบี๋อยู่เลย” ประโยคใสซื่อทำให้หญิงสาวอดยิ้มไม่ได้ เธอดึงซันเดย์เข้ามากอดไว้ข้างตัว แล้วลูบผมนุ่มของลูกชายเบาๆ“อีกนานไหมครับ”“ไม่นานหรอก เดี๋ยวแป๊บเดียวน้องก็คลานตามพี่ซันแล้ว”“จริงเหรอครับ! งั้นซันจะสอนน้องเตะบอล สอนต่อเลโก้ แล้วก็แบ่งขนมให้น้องด้วย” ดวงตากลมโตของซันเดย์เป็นประกายขึ้นมาทันที“แบ่งจริงหรือเปล่า”“จริงครับ แต่ถ้าเป็นช็อกโกแลตซันขอเก็บไว้ครึ่
งานวิวาห์ของธีรชลและเอมลิรินทร์ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิม เขาไม่อยากให้ภรรยาต้องเหนื่อยมาก หากปล่อยให้ครรภ์โตไปกว่านี้งานถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่อบอุ่น ท่ามกลางแขกคนสนิทและคนในครอบครัวที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในวันสำคัญ แสงไฟสีอบอุ่นเสียงดนตรีคลอเบาๆ และรอยยิ้มของทุกคน ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขหลังเสร็จพิธี ธีรชลยืนคุยกับเพื่อนสนิทอยู่มุมหนึ่งของงาน ขณะที่สายตายังคงมองไปหาเจ้าสาวที่กำลังพูดคุยกับแขกไม่ห่าง“ยินดีอีกครั้งนะเพื่อน” ชนะศึกยกแก้วน้ำขึ้นชนกับแก้วของเขาเบาๆ พร้อมส่งยิ้มให้“ยินดีกับมึงด้วย” ธีรชลยิ้มตอบเบาๆ“ยินดีอะไรกูไม่ได้แต่งงาน” ชนะศึกขมวดคิ้วทันที“ดีใจที่มึงมีเมีย พร้อมมีลูกด้วยไง” คนเป็นเจ้าบ่าวหัวเราะในลำคอช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชนะศึกหายเงียบไปจากกลุ่ม เพราะต้องจัดการปัญหาครอบครัว ถึงเจ้าตัวจะไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ธีรชลรู้ดีว่าเพื่อนผ่านอะไรมาหนักไม่น้อย“ไร้สาระ” ชนะศึกส่ายหน้าอย่างเอือมระอา“เอาน่า อย่าน้อยเมียมึงก็เลี้ยงลูกได้ดีแหละ”“หุบปาก” ชายหนุ่มโกรธเป็นฟืนเป็นไฟยามที่คนอื่นพูดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นเมียของเขา เขาจำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำไป“ไม่พูดเล่น
ธีรชลนั่งกอดอกอยู่ปลายเตียง สีหน้าตึงเครียดจนแทบไม่มีรอยยิ้มให้เห็นตลอดหลายวันที่ผ่านมา ตั้งแต่เอมลิรินทร์เริ่มมีอาการแปลกๆเธอก็ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้สักเท่าไร ทุกครั้งที่เขาเดินเข้าไปหา หญิงสาวจะขมวดคิ้ว ทำหน้าเหมือนพะอืดพะอม ก่อนผลักไหล่เขาออกเบาๆ จากที่เคยนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกัน กลายเป็นว่าเธอขยับหนีทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้“พ่อมานั่งทำอะไรตรงนี้” ซันเดย์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินเข้ามาในห้อง ก่อนจะปีนขึ้นเตียงมานั่งข้างผู้เป็นพ่อ“แม่เราน่ะสิ ไม่ยอมให้พ่อเข้าใกล้เลย” เขาถอนหายใจยาว“อ๋อ แม่บอกเหม็นขี้หน้าพ่อ” เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหัวเราะออกมา“แม่พูดแบบนั้นจริงเหรอ” คนเป็นพ่อหันขวับมามองลูกชายทันที“จริงครับ”ยิ่งฟังสีหน้าของชายหนุ่มก็ยิ่งหม่นลง หรือว่าเขาทำอะไรผิดไปโดยไม่รู้ตัว หรือช่วงนี้เขาทำงานหนักจนละเลยเธอ“หรือจะแอบมีคนอื่น” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ จนซันเดย์ต้องหันมามองด้วยความสงสัย“คนอื่นอะไรพ่อ”“เปล่าไม่มีอะไร” เขาสะดุ้งรีบส่ายหน้า แต่ในใจกลับคิดวนเวียนไม่หยุดหญิงสาวเปลี่ยนไปมากจริงๆ เธอไม่ยอมให้เขาแตะตัว ไม่อยากกินอาหารเหมือนเดิม บางวันก็เวียนหัว บางวันก็อารมณ์แปรปรวนจนเ
หลังผ่านเรื่องราวเลวร้ายมามากมาย ในที่สุดครอบครัวเล็กๆ ของพวกเขาก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งค่ำวันนี้ธีรชลและเอมลิรินทร์ตั้งใจจัดงานฉลองวันเกิดย้อนหลังให้ซันเดย์อย่างเรียบง่ายที่ร้านอาหาร ซันเดย์ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ ดวงตากลมโตเป็นประกายเมื่อมองเทียนบนหน้าเค้ก“อธิษฐานก่อนสิลูก” เธอพูดพลางลูบผมนุ่มเบาๆเด็กน้อยพยักหน้า ก่อนหลับตาลงยกมือประสานกันอย่างตั้งใจ แม้ไม่มีใครรู้ว่าเขาขออะไร แต่รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กๆ ก็ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่อดยิ้มตามไม่ได้ เมื่ออธิษฐานเสร็จ ซันเดย์ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเป่าเทียนจนดับลง“เย้!” เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกัน หญงิสาวดึงลูกชายเข้ามากอด ก่อนจูบแก้มเบาๆ“ลูกแม่โตขึ้นอีกปีแล้วนะครับ”“ซันรักแม่นะครับ” ซันเดย์ยิ้มกว้าง ก่อนหันมากอดแม่แน่นหัวใจของเอมลิรินทร์อบอุ่นจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เด็กน้อยคนนี้ต้องเติบโตมาโดยไม่มีเธออยู่ข้างกายนานหลายปี และวันนี้เขากลับมากอดเธอพร้อมรอยยิ้มที่สดใสที่สุด“ไม่รักพ่อบ้างเหรอ” เขาที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำหน้างอนเล็กน้อย“ซันเห็นหน้าพ่อทุกวันแล้ว” ซันเดย์หันมองพ่อ ก่อนตอบด้วยสีหน้าจริงจังคำตอบนั้นทำเอ
หลังออกจากโรงพยาบาล เอมลิรินทร์กลับมาพักฟื้นที่บ้าน อาการของเธอดีขึ้นตามลำดับ แม้จะยังต้องพักผ่อนให้มาก แต่สิ่งที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นลูกชายตัวน้อยที่คอยวนเวียนอยู่ข้างกายไม่ห่างซันเดย์คอยหยิบน้ำให้แม่บ้าง เอาผ้าห่มมาคลุมให้บ้าง จนเธออดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ ช่วงบ่ายขณะที่เธอนั่งอ่านนิทานอยู่บนโซฟา เด็กน้อยก็ขยับเข้ามาซุกข้างๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นถามด้วยสีหน้าจริงจัง“แม่ครับ ทำไมแม่ยังไม่มีน้อง”“หนูอยากมีน้องเหรอครับ” เธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหันมามองลูกชาย“คุณลุงก็ยังไม่มีเบบี๋ พ่อก็ไม่มีน้ำยาจะทำน้องอีก” ซันเดย์พยักหน้าหงึกหงักทันที“ซันเดย์! ใครสอนลูกพูดแบบนี้” เธอเรียกชื่อลูกเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรผิด ตอนที่พูดเรื่องนี้กับพ่อก็ทำหน้าตาแบบนี้ หรือคำพวกนี้จะห้ามพูด“ซันแค่ถามเองครับ” เด็กน้อยขยับเข้ามากอดแขนแม่ไว้แน่น ก่อนทำหน้าหงอย“แม่ไม่ได้ว่าอะไร”“แม่มีน้องให้ซันหน่อยนะครับ ซันเหงา” น้ำเสียงออดอ้อนปนเศร้านั้นทำให้หัวใจของคนเป็นแม่อ่อนยวบลงทันที“ตอนนี้ซันมีพ่อกับแม่อยู่ทั้งคนนะครับ ทำไมถึงเหงาล่ะ” เธอดึงล







