LOGINเสียงแมลงยามค่ำคืนขับกล่อมแข่งกับเสียงลมพัดอ้อยอิ่งผ่านยอดไม้ภายในป่าใหญ่ กลิ่นฝนหลังหยุดตกอีกครั้งยังคลุ้งอยู่ทั่วผืนป่า อวี้เซียนเดินไปตามเส้นทางที่แฉะชื้นเท้าเหยียบดินโคลนจนเปื้อนชายกระโปรงแต่แววตานางยังนิ่งเช่นเคย
ในที่สุดนางก็หยุดเดินและนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ขาล้าเกินกว่าจะเดินต่อแล้ว
“คืนนี้คงต้องค้างในป่าจริง ๆ สินะ”
เสียงพึมพำเบาราวลมหายใจ ก่อนจะก้มลงเก็บใบไม้แห้งที่ค้างอยู่ใต้กิ่งใหญ่ซึ่งน้ำฝนซะไม่ถึง ใช้เศษไม้หอมในถุงหอมของตนมาเป็นเชื้อเพลิง แล้วจึงค่อยจัดเรียงเป็นกองเท่าที่หาได้
หาหินที่สามารถใช้จุดไฟได้มากระทบกันจนเกิดประกายไฟใช้ลมหายใจเป่าช้า ๆ จนเกิดเปลวไฟเล็ก ๆ ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากความพยายามนั้น
ขอบคุณชาติก่อนที่นางชอบเข้าป่าไปพักผ่อนกายและใจ นางและป่าจึงเปรียบเสมือนเป็นเพื่อนกันมากกว่าศัตรูที่น่ากลัว...
ไป๋เจี้ยนหงยืนอยู่ไกลออกไปภายใต้ความมืด สายตาคมมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆคิ้วขมวดมุ่นอยู่ตลอด...
เขาไม่ได้ตามมาเพราะห่วงนาง แต่ตามมาเพราะอยากเห็นว่านางจะเล่นตัวต่ออย่างไร สตรีที่พูดว่าจะกลับเองจากป่าทึบในยามค่ำคงอยากเรียกร้องความสนใจตามนิสัยเดิม เขาเพียงไม่อยากให้ใครเดือดร้อนออกตามหาอีกก็เท่านั้น
ทว่าเมื่อตามมองอยู่นาน เขากลับไม่เห็นแม้แต่เงาแห่งความเสแสร้ง นางไม่ได้เดินวนหาทางหรือร่ำร้องเอะอะอย่างที่คิด กลับตรงกันข้ามสิ้นเชิง ทุกการเคลื่อนไหวของนางมุ่งมั่นไม่หวั่นเกรงผู้ใด ราวเคยทำเช่นนี้มาก่อน ราวนางไม่ใช่สตรีในห้องหอแต่คือทหารที่ผ่านการใช้ชีวิตอยู่ในป่าอย่างไรอย่างนั้น
ขณะนี้สตรีในชุดเปื้อนดินกำลังนั้นนั่งคุกเข่าข้างกองไฟ ใช้มีดเล็กฝานเศษไม้แห้งที่ได้มาอย่างใจเย็น ท่าทีเงียบสงบจนเหมือนเป็นอีกคน ไม่ใช่คุณหนูผู้เคยอยู่แต่ในเรือนหอ เขามองนิ่งไม่ได้เข้าไปหานาง
เปลวไฟเริ่มโชนขึ้นช้า ๆ แสงสีส้มอบอุ่นสะท้อนบนผมเปียกชื้นของนาง ใบหน้าเรียบแต่แฝงความมุ่งมั่นระบายยิ้มเล็กน้อย ตอนนี้นางฉีกชายแขนเสื้อออกเพื่อจัดการกับหัวไหล่ราวคนที่มีบาดแผล!
ไป๋เจี้ยนหงมองภาพนั้นนิ่ง ความสงสัยกลืนกินความคิดเดิมในใจเขาทีละน้อย สตรีที่เขาเคยคิดว่าเย่อหยิ่ง เสแสร้ง และอ่อนแอ...กลับดูเหมือนกำลังต่อสู้กับแผ่นดินทั้งผืนอยู่เพียงคนเดียว
เขาเอนหลังพิงต้นไม้ เปลวไฟสะท้อนในดวงตา จู่ ๆ ความร้อนบางอย่างก็แผ่ขึ้นในอกโดยไม่เข้าใจ สุดท้ายเปลือกตาที่หนักอึ้งก็ปิดลงช้า ๆ และเขาหลับไปอย่างไม่รู้ตัว...
หยดน้ำจากปลายใบไม้เย็นเฉียบตกใส่แก้มทำให้เจี้ยนหงสะดุ้งตื่นขึ้น เขาหันมองรอบตัวด้วยสัญชาตญาณระวังตัว ก่อนจะพบว่ามีใครบางคนยืนอยู่ตรงหน้า
“ตื่นแล้วหรือ?” เสียงเรียบนิ่งดังขึ้น
อวี้เซียนยืนอยู่นั่นเอง แสงอาทิตย์ยามเช้าไล้กรอบหน้าที่ซีดเซียวฉายสาดส่องสะท้อนดวงตานิ่งสงบ ในมือข้างหนึ่งของนางถือกระบอกน้ำของเขาอยู่
“ข้าดื่มน้ำของท่านหมดแล้วขออภัยด้วย”
อวี้เซียนกล่าวจบก็ยื่นกระบอกน้ำคืนให้ เสียงพูดไม่ได้ล้อเลียนแต่กลับคล้ายบอกอย่างจริงใจจนเขาชะงัก เขารีบลุกขึ้นยืดหลังตรงอย่างคนร้อนตัว
“เอ่อ ข้าแค่...ผ่านมาแถวนี้เท่านั้นไม่ได้มาตามเจ้า”
“เช่นนั้นหรือ?” ริมฝีปากของนางโค้งขึ้นเพียงนิด “ผ่านมาแล้วบังเอิญนั่งหันมาทางข้าจนหลับเชียวหรือ”
ไป๋เจี้ยนหงนิ่งไปเส้นเลือดที่ขมับเต้นวูบ ก่อนเอ่ยเสียงต่ำอย่างจริงจังกลบเกลื่อน “เจ้าคิดจะอยู่ที่นี่ต่อหรือกลับจวน?”
“กลับสิ” นางตอบพลางยกมือแตะหัวเข่า “แต่ข้าเดินมาทั้งคืน เมื่อยขาจนเดินไม่ไหวแล้ว ขอนั่งม้าท่านกลับด้วยได้ไหม”
เขาชะงักหางคิ้วขยับ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ามีม้า”
“ถ้าไม่มีแล้วท่านจะกลับได้อย่างไร?” อวี้เซียนตอบพลางเดินนำไปทางที่เขาผูกม้าไว้ราวกับรู้ตำแหน่งนั้นตั้งแต่ต้น “ทางนี้ใช่ไหม?”
เขามองแผ่นหลังเล็กท่ามกลางแสงเช้าชัด ๆ บรรยากาศรอบตัวเริ่มอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด ความเหนื่อยจากคืนทั้งคืนเหมือนคลายลงนิดหนึ่ง เขาไม่เข้าใจว่าทำไม แต่กลับรู้สึก...โล่งในอกอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน
ม้าตัวใหญ่ก้าวอย่างเชื่องช้าไปตามแนวป่าที่ถูกหมอกบางคลุมไว้ รุ่งอรุณเริ่มแทรกผ่านกิ่งไม้เป็นเส้นแสงสีเงินจาง ๆ กลิ่นดินเปียกหลังฝนตกยังคงข้นแน่นในอากาศ เสียงเกือกม้ากระทบดินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวเสียงหายใจของผืนป่า
อวี้เซียนนั่งอยู่ด้านหน้าคนขี่อย่างสงบนิ่ง หลังตรงไม่เอนพิงคนด้านหลังแม้แต่น้อย ใบหน้าเล็กนิ่งค้างทว่าศีรษะเริ่มเอนลงต่ำ ดวงตาปิดราวคนที่หมดแรงจะฝืนสู้กับอะไรอีกต่อไปแล้ว ลมหายใจของนางเบาและเป็นจังหวะยาวขึ้น...
ไป๋เจี้ยนหงมองตรงไปข้างหน้า ทว่าความคิดกลับไม่หยุดไหววน เขาบอกตัวเองว่ากำลังพาสตรีที่เขาเกลียดชังกลับจวนเท่านั้น ไม่ได้คิดอย่างอื่น ไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรเลย...
แต่เมื่อก้มหน้ามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของนาง ภาพที่เห็นกลับรบกวนสายตาอย่างประหลาด นางนั่งนิ่งแต่สั่นน้อย ๆ ตามจังหวะม้า เสื้อที่เคยเปียกฝนเมื่อคืนแห้งกรังจนแข็ง เส้นผมเปียกบางส่วนยังคงแนบแก้ม และที่หัวไหล่...เลือดแห้งกรังเป็นรอยคล้ำ บาดแผลที่เขาเห็นนางทำเมื่อคืนแม้จะพันไว้ดี ตอนนี้กลับมีรอยสีแดงซึมจาง ๆ
เขาขมวดคิ้วพลางเบือนสายตาหนี ...เรื่องของนาง...เขาไม่จำเป็นต้องยุ่ง เขาคิดในใจกล่อมตนเองเหมือนจะใช้เหตุผลตอกย้ำตัวเองให้คิดเช่นนั้น
แต่ยิ่งคิด หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงราวมีอะไรบางอย่างดันให้เขาเบนกลับไปมองอีกครั้ง
อวี้เซียนเอนไหล่ขวาเล็กน้อยเพราะจังหวะม้าที่เปลี่ยนไป ท่านั้นทำให้เขาเกือบยื่นมือประคองแต่ก็ชะงักไว้กลางอากาศเพราะนางขยับตัวกลับได้เองและกลับสู่นิทราอีกครั้งเอง
“...หนาว...”
เสียงนั้นแผ่วจนเกือบกลืนไปกับลมที่พัดผ่านแต่กลับดังชัดในหัวของเขา เหมือนมีมือบางอย่างบีบแน่นหัวใจแน่นอีกคราอย่างทรมาน
ไป๋เจี้ยนหงเม้มปาก ขบกรามแน่นชั่วอึดใจ ก่อนจะถอนหายใจเงียบ ๆ แล้วขยับมือข้างหนึ่งดึงร่างที่นั่งเซมาทางตนเบา ๆ อวี้เซียนสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ตื่นเต็มตาปล่อยกายเอนพิงเขา
เขาปล่อยให้ร่างนั้นพิงอกตน มืออีกข้างค่อย ๆ ดึงชายเสื้อคลุมของตัวเองขึ้นคลุมให้นาง ความอบอุ่นจากกายทั้งสองแทรกผ่านเนื้อผ้า ความชื้นจากฝนที่ยังหลงเหลืออยู่ถูกแทนด้วยไอร้อนอ่อน ๆ จากลมหายใจของเขาและความอุ่นของกายแกร่ง
ไม่มีคำพูด ไม่มีคำถาม มีเพียงเสียงฝีเท้าม้ากับลมหายใจสองจังหวะที่สอดประสานกันในความเงียบช้า ๆ
สายตาเขาอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกบางอย่างที่เกือบถูกกลบด้วยอคติเริ่มดิ้นรนขึ้นมาทีละน้อย...
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามพวกเขาออกมาจากป่ากันแล้ว แผ่นหลังที่เคยเอนพิงเขาเมื่อครู่ค่อย ๆ ยืดตรงขึ้น เสียงลมหายใจของนางกลับมามีชีวิตชีวาขึ้น นั่นเป็นสัญญาณว่าอวี้เซียนตื่นแล้ว
“พวกโจรที่ลักพาตัวพวกเจ้า...ถูกพบเป็นศพหมดแล้วตั้งแต่เมื่อวาน”
เสียงนางดังขึ้นเบา ๆ ราวกับเอ่ยคุยกับตนเอง “อืม นั่นแสดงว่าคนที่จ้างพวกมันมามีจุดประสงค์ซ่อนเร้นใหญ่กว่าที่คิด...”
ไป๋เจี้ยนหงเหลือบตามองเล็กน้อย ความสงบในน้ำเสียงนั้นกลับทำให้รู้สึกขัดใจ “เจ้าไม่แปลกใจเลยหรือ?”
อวี้เซียนหยักยิ้มเล็กน้อย ดวงตานิ่งสงบจนยากจะอ่านมองไปข้างหน้าก่อนพูดราวเป็นเรื่องธรรมดา
“...ท่านคงกำลังคิดว่า ข้านี่แหละเป็นคนสั่งฆ่าพวกนั้นสินะ”
เจี้ยนหงชะงักทันใด แวบแรกเขาคิดจริงแต่ก็ไม่ได้สรุปว่านางจะทำเช่นนั้น ทว่าพอถูกนางอ่านความคิดออกมุมปากก็กระตุกเล็กน้อย ความเงียบแผ่ขยายจนแม้แต่เสียงใบไม้นั้นยังได้ยินชัดเจน
“หากเจ้าไม่ได้ทำก็บอกว่าไม่ได้ทำ ไม่เห็นต้องประชมข้าเลย”
“ข้าพูดไม่พูดจะสำคัญอย่างไร ในเมื่อคนเรามักตัดสินผู้อื่นจากสิ่งที่ตนก่อนจะสืบหาอยู่แล้ว ข้าชินแล้วกับสายตาเช่นนั้น...”
คำพูดนั้นiบเรียบแต่กลับทิ้งรอยในใจเขาอย่างน่าประหลาด ไป๋เจี้ยนหงเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของนางอีกครั้ง แววตาที่ไม่หลบหนี ไม่ขอความเข้าใจใด ๆ ริมฝีปากเขาขยับแต่กลับไม่เอ่ยอะไรออกมา
เสียงฝีเท้าม้าดังสลับกับเสียงลมผ่านกิ่งไม้ ความเงียบที่ยืดยาวนั้นกลับไม่อึดอัด มีเพียงบางสิ่งที่ทั้งคู่ไม่ยอมพูดออกมา
เมื่อทิวทัศน์จากป่ากลายเป็นเส้นทางสู่เมืองหลวง อวี้เซียนก็เปิดปากเอ่ยอีกครั้ง
“พอใกล้ถึงหน้าประตูเมือง... เราควรแยกกัน ข้าไม่อยากให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าข้าขี่ม้ากลับเมืองมากับท่าน”
ไป๋เจี้ยนหงปรายตามอง ริมฝีปากขยับน้อย ๆ ราวจะยิ้มหรือไม่ยิ้ม “แล้วเจ้าจะกลับเองอย่างไร?”
“ขอเงินสักสองตำลึง ข้าจะจ้างรถม้ารับจ้างกลับเอง”
เขาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะควักถุงเงินส่งให้โดยไม่พูดอะไร ปลายนิ้วเย็นของนางแตะผ่านหลังมือเขาเพียงวูบเดียวแต่กลับทิ้งรอยอุ่นประหลาดที่เขาไม่เข้าใจ
ก่อนจะรับถุงเงินอวี้เซียนก็พูดบอกเขาราวเล่าเรื่องธรรมดา
“พวกโจรนั้น...ข้าคิดว่าถูกใครบางคนจ้างมาอย่างมีจุดประสงค์ไม่ดีต่อทั้งตระกูลหลินและตระกูลไป๋ ไม่ใช่แค่เพื่อทรัพย์สินแน่ ๆ”
ดวงตาคมของเขาหันมาสบตรง “เจ้ารู้อะไรอีกบอกข้ามา”
อวี้เซียนยิ้มบางแฝงความลึกลับ “ข้าเหนื่อยแล้ว...ไว้เมื่อถึงเวลา หากท่านอยากรู้ก็จงมาถามข้าอีกทีแล้วกัน”
นางพูดจบก็ลาจากเขา ขยับชายผ้าคลุมที่เปื้อนดินให้เข้าที่อย่างเรียบร้อย แล้วหมุนตัวเดินจากไปไม่หันกลับมองอีก...
บทที่ 18ความจริงเปิดเผยสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดลอดม่านแพบางเบา กลิ่นชาผสมกลิ่นไม้จันทน์จากเตาไฟอ้อยอิ่งในอากาศ อวี้เซียนนั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้กลม มือเรียวค่อยพลิกหน้าหนังสือ เสียงกระดาษเสียดกันเบา ๆ เป็นเสียงเดียวในเรือนเงียบสงัดหลังเข้ามาอยู่ในจวนไป๋ในฐานะอนุของไป๋เจี้ยนหง นางไม่เคยพบหน้าสามีอีกเลยแม้แต่ในคืนเข้าพิธีที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ ทุกอย่างเงียบงันราวน้ำในบ่อที่ถูกปิดทับด้วยแผ่นไม้ใหญ่ ไม่มีระลอก ไม่มีแม้เงาคนตักน้ำนางคิดในใจว่าก็ดีเช่นนั้น ยิ่งไม่พบหน้า ยิ่งไม่ต้องพยายามพูดสิ่งที่ไม่มีใครอยากฟังแก่กันสิ่งที่น่าขมยิ่งกว่าความว่างเปล่า คือนางต้องไปคารวะแม่สามี เสียงมนทนาที่เจือการเย้ยบาง ๆ ทุกครั้งที่ไปทำให้สิ่งนี้คือเรื่องเดียวที่ไม่ดีตั้งแต่งมา“อนุหลิน” ฮูหยินไป๋ยิ้มสง่างามอย่างผู้ดี “ตอนนี้แต่งเข้ามาจวนไป๋แล้วเจ้าควรถือเป็นแบบอย่างอวี้เยี่ยนนะ นางอ่อนโยน เรียบร้อย สมกับเป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลไป๋ยิ่งนัก”อวี้เซียนพยักหน้าเช่นเคย“เจ้าค่ะ” เสียงราบเรียบเหมือนผิวน้ำยามไร้ลมนางเลือกจะนิ่ง ปล่อยให้คำพูดของคนอื่นลอยผ่านเหมือนเสียงลม แต่ความนิ่งของนางกลับยิ่งทำให้ผู้คนอยากล
บทที่ 17แต่งเป็นอนุยามกลุ่มผู้มาใหม่มาถึงเรือนท้ายจวนเสียงบางอย่างก็ดังลอดออกมาจากเรือนท้ายจวน... แผ่วช้าแต่ชัดเจน เสียงหอบหายใจติดขัดสลับกับเสียงกระทบกันแผ่วเบา ใครบางคนกลืนน้ำลาย เสียงไฟในคบเพลิงที่บ่าวถือมาเหมือนดังขึ้นพร้อมแรงลมหวิวในใจทุกคนหลินเจิ้งหาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงทุ้มของเขาจะแผ่วลงจนแทบกลืนไปกับลม“เปิดประตู!”เสียงไม้เก่าเสียดสีกันดังครืด แสงไฟทะลักเข้าท่วมทั้งห้อง กลิ่นธูปหอมแรงจนแทงจมูก คนที่อยู่ใกล้ที่สุดถึงกับยกมือขึ้นปิดปากปิดจมูกทันใดบนเตียงกลางห้อง ร่างสองร่างทาบซ้อนกันอยู่ใต้ผ้าห่มที่หลุดรุ่ย ผมยาวดำสยายพันกัน บนผิวผ้าขาวจางเห็นรอยแดงแต้มบางจุด แสงไฟสะท้อนเงาขยับเบา ๆ ก่อนทุกอย่างจะนิ่งสนิท สิ่งที่เกิดกระทันหันนี้เรียกสติสองคนบนเตียงได้เป็นอย่างดีความเงียบถาโถมลงในพริบตา ไม่มีใครขยับ ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจปลายนิ้วของอวี้เยี่ยนสั่นจนจับชายแขนเสื้อว่าที่สามีแบไม่อยู่นางแทบทรุดลง มือยกขึ้นปิดปากทั้งน้ำตา หลินเจิ้งหลิงยืนนิ่ง เหมือนร่างแข็งค้างอยู่ตรงนั้น“หลินอวี้เซียน...” เสียงของหลินเจิ้งหาวดังขึ้นช้า ๆ ทว่าเย็นเยียบเสียจนผนังไม้ยังสั่นสะเทือน “เจ้
บทที่ 16ผลแห่งการกระทำโหดร้ายกว่าที่คิดกลิ่นกำยานหวานลึกแผ่ซ่านในอากาศ ราวหมอกที่ค่อย ๆ บดบังสติสัมปชัญญะ อวี้เซียนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเริ่มโยกคลอน เสียงลมหายใจของตนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงแปลกประหลาดนางขยับถอย แต่ฝ่ามือของเขากลับรั้งไว้แน่นกว่าเดิม ร่างสูงที่เคยเยือกเย็นบัดนี้กลับอบอ้าวร้อนระอุ ลมหายใจเขาแตะต้นคอนางแผ่วเบาในตอนแรก ก่อนจะกลายเป็นไฟลามที่ไม่มีที่สิ้นสุด“ไป๋เจี้ยนหง! มีสติ...”เสียงนางขาดห้วง พยายามเรียกสติ แต่เขาไม่ตอบ มีเพียงแรงบีบของมือที่กดอยู่บนคอของนางอวี้เซียนพยายามผลักเขาออกแต่กลับอ่อนแรงเหมือนต้องมนต์ นางมองเห็นเพียงดวงตาคมเข้มที่ตอนนี้เต็มไปด้วยบางสิ่งที่ทั้งเผาไหม้และว่างเปล่าเขากระซิบข้างหูนางเสียงทุ้มแผ่วต่ำ “เจ้านัดข้ามาไม่ใช่หรือ…”“ข้าไม่ อื้อ...”ถ้อยคำนั้นจบลงพร้อมแรงดึงตัวนางเข้าหาฉับพลัน ริมฝีปากของเขาปิดทับเสียงของนางที่จะเอ่ยปฏิเสธ ลมหายใจของทั้งสองเริ่มแปรปรวน สัมผัสอุ่นที่ริมฝีปากแตะต้องกันเพียงชั่วครู่กลับกลายเป็นแรงดึงที่ไม่อาจปล่อยได้นางพยายามเอ่ยชื่อเขาอีกครั้ง แต่เสียงนั้นกลับจมหายไปในความใกล้ชิดที่เข้ามาแทนที่ ทุกอย่างพร่ามัวลมหายใจ เสีย
บทที่ 15กลิ่นหอมเหียนที่เวียนหัวเสียงพิณจากลานใหญ่ดังลอดมาตามลม แว่วปะปนกับเสียงหัวเราะและเสียงพูดจารื่นเริงของเหล่าขุนนางและสตรีแต่งกายเต็มยศ กลิ่นเหล้าอบอวลผสมกลิ่นดอกเหมยที่โปรยทั่วเรือนหลวงจนแทบหายใจไม่ออกหลินอวี้เซียนวางพู่กันในมือ เงยหน้ามองม่านแดงที่ตกแต่งทั่วจวนคืนนี้คือคืนที่อวี้เยี่ยนน้องสาวร่วมบิดาเป็นเจ้างาน ที่จวนกำลังเฉลิมฉลองก่อนจะถึงวันแต่งงาน เสียงชื่นชมจากทั่วเมืองดังถึงหูไม่เว้นวัน สตรีผู้มีบุญวาสนา...ถ้อยคำที่ใคร ๆ ก็พูด แต่สำหรับอวี้เซียนแล้ว มันกลับกลายเป็นเสียงแหลมบาดหูซูม่านยกถ้วยชามาให้ “คุณหนูเจ้าคะ ลองดื่มหน่อยเถิดเจ้าค่ะ จะได้ไม่เวียนหัวจากกลิ่นควันไฟพวกนั้น”“ไม่ต้อง” นางตอบเรียบ ลุกขึ้นพลางจัดเสื้อคลุม “เสียงพิณนั่นก้องอยู่ในหัวข้าเกินพอแล้ว”“แต่ตอนนี้งานยังไม่เลิกนะเจ้าคะ หากมีใครเห็นเข้าว่าคุณหนูฝืนคำสั่งออกไป--”“เห็นก็เห็นสิ” น้ำเสียงของนางนิ่งจนเยือก “ข้าไม่คิดจะไปขัดขวางงานใคร แค่ไม่อยากอยู่ในที่ที่เสียงพวกนั้นกวนสมาธิข้าก็เท่านั้น”ซูม่านเม้มปากลุกขึ้นจะตามเจ้านายสาวไปทว่าอวี้เซียนก็ยกมือห้ามทันใด“ไม่ต้อง ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก”นางเดินลัด
บทที่ 14น้องสี่มีแผนฟ้าสางวันใหม่แต่ภายในเรือนหลินอวี้เซียนยังคล้ายจมอยู่ในเงาแห่งรัตติกาล กลิ่นขมของยาที่เย็นชืดลอยอบอวลอยู่เหนือโต๊ะไม้ นางมองมันนิ่งราวกับจ้องเถ้าธุลีของบางสิ่งที่ตายไปแล้วในใจตนนอกหน้าต่าง เสียงฝนที่ตกเมื่อคืนยังคงทิ้งร่องรอยไว้บนใบ หยดน้ำร่วงกระทบพื้นหินทีละหยด ทั้งเรือนมีเงาคนคุมเฝ้ายามสับเปลี่ยนกันเดินเป็นระยะ เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับเตือนว่าตอนนี้นางไม่ต่างจากนักโทษผู้รอวันพิพากษา“คุณหนูเจ้าคะ กินหน่อยเถิด” ซูม่านเอ่ยเสียงเบา ขณะยื่นช้อนให้ “ท่านยังไม่ได้แตะอะไรเลยตั้งแต่เมื่อวาน”อวี้เซียนเหลือบตาขึ้น ริมฝีปากขยับเพียงน้อย “ข้าไม่หิว”เสียงของนางแห้งพร่า จนเหมือนสิ้นแรงจะปลอมแปลงความรู้สึกใด ๆ อีกต่อไป ซูม่านมองผู้เป็นนายอย่างกังวล แต่อวี้เซียนกลับหันมองออกไปนอกหน้าต่างแทน เหมือนกำลังรอให้บางสิ่งในหัวใจค่อย ๆ จางไปพร้อมฝนจากเมื่อคืนไม่ใช่เพราะเสียใจที่ถูกสั่งให้เสียสละเพราะนั่นไม่ใช่ชีวิตที่แท้จริงของนางอยู่แล้ว สิ่งที่กัดกินอยู่ในอกคือความรู้สึก พลาด ทั้งที่เพียงอีกก้าวเดียว นางอาจรู้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง ทุกอย่างที่ลงทุนว
บทที่ 13ยุติทุกอย่างพร้อมกลับมาเริ่มใหม่“คุณหนูสามกับคุณชายรองไป๋...ได้ของสำคัญไปแล้วขอรับ”พู่กันในมือหลินเจิ้งหาวหยุดนิ่งกลางอากาศทันที หยดหมึกสีดำร่วงลงบนกระดาษตรงหน้าเป็นจุดกลมก่อนแผ่ซึมออกช้า ๆ ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่พักหนึ่ง เขาเพียงเงยหน้าขึ้นดวงตาที่มักนิ่งสงบกลับคมดั่งคมมีด“เจ้ามันไร้ความสามารถ” เสียงของเขาไม่ดังนักแต่แผ่วเย็นจนอีกฝ่ายตัวแข็งทื่อ “ของนั่น...คืออันใด?”ชายชุดดำกลืนน้ำลาย “ไม่ทราบขอรับ คราวนี้คุณชายใหญ่มิได้แจ้งให้ท่านทราบก่อนเราเลยไม่ทันได้ไปสำรวจที่กระท่อมนั่น นายท่าน แต่ข้าเกรงว่า...หากพวกนั้นสืบลึกกว่านี้ เรื่องอาจลุกลาม ควบคุมไม่อยู่ขอรับ”หลินเจิ้งหาวหัวเราะในลำคอ เสียงแห้งเย็นราวเหล็กขูดหินจนกร่อน “เจ้าคิดไม่ทันแม้เด็กกลุ่มหนึ่ง เล้ยงไว้เสียข้าวสุกนัก”เขาลุกขึ้นอย่างช้า เงาเสื้อคลุมยาวลากไปบนพื้นไม้ เสียงผ้าลากดังครืดเบา นิ้วมือแตะขอบโต๊ะขณะหมุนตัวกลับมามองผู้รายงาน แววตาสว่างวาบขึ้นชั่วขณะก่อนจะกลับมามืดสงัด“ไป” น้ำเสียงเรียบ แต่ชัดทุกถ้อยคำ “จัดการชิงของนั่นให้มาให้ได้ ...ครานี้ห้ามผิดพลาดเด็ดขาด ส่วนเรื่องหลังจากนี้ข้าจัดการเอง”ชายชุดดำสะดุ้งรีบ







