Masukเสียงแมลงยามค่ำคืนขับกล่อมแข่งกับเสียงลมพัดอ้อยอิ่งผ่านยอดไม้ภายในป่าใหญ่ กลิ่นฝนหลังหยุดตกอีกครั้งยังคลุ้งอยู่ทั่วผืนป่า อวี้เซียนเดินไปตามเส้นทางที่แฉะชื้นเท้าเหยียบดินโคลนจนเปื้อนชายกระโปรงแต่แววตานางยังนิ่งเช่นเคย
ในที่สุดนางก็หยุดเดินและนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ขาล้าเกินกว่าจะเดินต่อแล้ว
“คืนนี้คงต้องค้างในป่าจริง ๆ สินะ”
เสียงพึมพำเบาราวลมหายใจ ก่อนจะก้มลงเก็บใบไม้แห้งที่ค้างอยู่ใต้กิ่งใหญ่ซึ่งน้ำฝนซะไม่ถึง ใช้เศษไม้หอมในถุงหอมของตนมาเป็นเชื้อเพลิง แล้วจึงค่อยจัดเรียงเป็นกองเท่าที่หาได้
หาหินที่สามารถใช้จุดไฟได้มากระทบกันจนเกิดประกายไฟใช้ลมหายใจเป่าช้า ๆ จนเกิดเปลวไฟเล็ก ๆ ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากความพยายามนั้น
ขอบคุณชาติก่อนที่นางชอบเข้าป่าไปพักผ่อนกายและใจ นางและป่าจึงเปรียบเสมือนเป็นเพื่อนกันมากกว่าศัตรูที่น่ากลัว...
ไป๋เจี้ยนหงยืนอยู่ไกลออกไปภายใต้ความมืด สายตาคมมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆคิ้วขมวดมุ่นอยู่ตลอด...
เขาไม่ได้ตามมาเพราะห่วงนาง แต่ตามมาเพราะอยากเห็นว่านางจะเล่นตัวต่ออย่างไร สตรีที่พูดว่าจะกลับเองจากป่าทึบในยามค่ำคงอยากเรียกร้องความสนใจตามนิสัยเดิม เขาเพียงไม่อยากให้ใครเดือดร้อนออกตามหาอีกก็เท่านั้น
ทว่าเมื่อตามมองอยู่นาน เขากลับไม่เห็นแม้แต่เงาแห่งความเสแสร้ง นางไม่ได้เดินวนหาทางหรือร่ำร้องเอะอะอย่างที่คิด กลับตรงกันข้ามสิ้นเชิง ทุกการเคลื่อนไหวของนางมุ่งมั่นไม่หวั่นเกรงผู้ใด ราวเคยทำเช่นนี้มาก่อน ราวนางไม่ใช่สตรีในห้องหอแต่คือทหารที่ผ่านการใช้ชีวิตอยู่ในป่าอย่างไรอย่างนั้น
ขณะนี้สตรีในชุดเปื้อนดินกำลังนั้นนั่งคุกเข่าข้างกองไฟ ใช้มีดเล็กฝานเศษไม้แห้งที่ได้มาอย่างใจเย็น ท่าทีเงียบสงบจนเหมือนเป็นอีกคน ไม่ใช่คุณหนูผู้เคยอยู่แต่ในเรือนหอ เขามองนิ่งไม่ได้เข้าไปหานาง
เปลวไฟเริ่มโชนขึ้นช้า ๆ แสงสีส้มอบอุ่นสะท้อนบนผมเปียกชื้นของนาง ใบหน้าเรียบแต่แฝงความมุ่งมั่นระบายยิ้มเล็กน้อย ตอนนี้นางฉีกชายแขนเสื้อออกเพื่อจัดการกับหัวไหล่ราวคนที่มีบาดแผล!
ไป๋เจี้ยนหงมองภาพนั้นนิ่ง ความสงสัยกลืนกินความคิดเดิมในใจเขาทีละน้อย สตรีที่เขาเคยคิดว่าเย่อหยิ่ง เสแสร้ง และอ่อนแอ...กลับดูเหมือนกำลังต่อสู้กับแผ่นดินทั้งผืนอยู่เพียงคนเดียว
เขาเอนหลังพิงต้นไม้ เปลวไฟสะท้อนในดวงตา จู่ ๆ ความร้อนบางอย่างก็แผ่ขึ้นในอกโดยไม่เข้าใจ สุดท้ายเปลือกตาที่หนักอึ้งก็ปิดลงช้า ๆ และเขาหลับไปอย่างไม่รู้ตัว...
หยดน้ำจากปลายใบไม้เย็นเฉียบตกใส่แก้มทำให้เจี้ยนหงสะดุ้งตื่นขึ้น เขาหันมองรอบตัวด้วยสัญชาตญาณระวังตัว ก่อนจะพบว่ามีใครบางคนยืนอยู่ตรงหน้า
“ตื่นแล้วหรือ?” เสียงเรียบนิ่งดังขึ้น
อวี้เซียนยืนอยู่นั่นเอง แสงอาทิตย์ยามเช้าไล้กรอบหน้าที่ซีดเซียวฉายสาดส่องสะท้อนดวงตานิ่งสงบ ในมือข้างหนึ่งของนางถือกระบอกน้ำของเขาอยู่
“ข้าดื่มน้ำของท่านหมดแล้วขออภัยด้วย”
อวี้เซียนกล่าวจบก็ยื่นกระบอกน้ำคืนให้ เสียงพูดไม่ได้ล้อเลียนแต่กลับคล้ายบอกอย่างจริงใจจนเขาชะงัก เขารีบลุกขึ้นยืดหลังตรงอย่างคนร้อนตัว
“เอ่อ ข้าแค่...ผ่านมาแถวนี้เท่านั้นไม่ได้มาตามเจ้า”
“เช่นนั้นหรือ?” ริมฝีปากของนางโค้งขึ้นเพียงนิด “ผ่านมาแล้วบังเอิญนั่งหันมาทางข้าจนหลับเชียวหรือ”
ไป๋เจี้ยนหงนิ่งไปเส้นเลือดที่ขมับเต้นวูบ ก่อนเอ่ยเสียงต่ำอย่างจริงจังกลบเกลื่อน “เจ้าคิดจะอยู่ที่นี่ต่อหรือกลับจวน?”
“กลับสิ” นางตอบพลางยกมือแตะหัวเข่า “แต่ข้าเดินมาทั้งคืน เมื่อยขาจนเดินไม่ไหวแล้ว ขอนั่งม้าท่านกลับด้วยได้ไหม”
เขาชะงักหางคิ้วขยับ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ามีม้า”
“ถ้าไม่มีแล้วท่านจะกลับได้อย่างไร?” อวี้เซียนตอบพลางเดินนำไปทางที่เขาผูกม้าไว้ราวกับรู้ตำแหน่งนั้นตั้งแต่ต้น “ทางนี้ใช่ไหม?”
เขามองแผ่นหลังเล็กท่ามกลางแสงเช้าชัด ๆ บรรยากาศรอบตัวเริ่มอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด ความเหนื่อยจากคืนทั้งคืนเหมือนคลายลงนิดหนึ่ง เขาไม่เข้าใจว่าทำไม แต่กลับรู้สึก...โล่งในอกอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน
ม้าตัวใหญ่ก้าวอย่างเชื่องช้าไปตามแนวป่าที่ถูกหมอกบางคลุมไว้ รุ่งอรุณเริ่มแทรกผ่านกิ่งไม้เป็นเส้นแสงสีเงินจาง ๆ กลิ่นดินเปียกหลังฝนตกยังคงข้นแน่นในอากาศ เสียงเกือกม้ากระทบดินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวเสียงหายใจของผืนป่า
อวี้เซียนนั่งอยู่ด้านหน้าคนขี่อย่างสงบนิ่ง หลังตรงไม่เอนพิงคนด้านหลังแม้แต่น้อย ใบหน้าเล็กนิ่งค้างทว่าศีรษะเริ่มเอนลงต่ำ ดวงตาปิดราวคนที่หมดแรงจะฝืนสู้กับอะไรอีกต่อไปแล้ว ลมหายใจของนางเบาและเป็นจังหวะยาวขึ้น...
ไป๋เจี้ยนหงมองตรงไปข้างหน้า ทว่าความคิดกลับไม่หยุดไหววน เขาบอกตัวเองว่ากำลังพาสตรีที่เขาเกลียดชังกลับจวนเท่านั้น ไม่ได้คิดอย่างอื่น ไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรเลย...
แต่เมื่อก้มหน้ามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของนาง ภาพที่เห็นกลับรบกวนสายตาอย่างประหลาด นางนั่งนิ่งแต่สั่นน้อย ๆ ตามจังหวะม้า เสื้อที่เคยเปียกฝนเมื่อคืนแห้งกรังจนแข็ง เส้นผมเปียกบางส่วนยังคงแนบแก้ม และที่หัวไหล่...เลือดแห้งกรังเป็นรอยคล้ำ บาดแผลที่เขาเห็นนางทำเมื่อคืนแม้จะพันไว้ดี ตอนนี้กลับมีรอยสีแดงซึมจาง ๆ
เขาขมวดคิ้วพลางเบือนสายตาหนี ...เรื่องของนาง...เขาไม่จำเป็นต้องยุ่ง เขาคิดในใจกล่อมตนเองเหมือนจะใช้เหตุผลตอกย้ำตัวเองให้คิดเช่นนั้น
แต่ยิ่งคิด หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงราวมีอะไรบางอย่างดันให้เขาเบนกลับไปมองอีกครั้ง
อวี้เซียนเอนไหล่ขวาเล็กน้อยเพราะจังหวะม้าที่เปลี่ยนไป ท่านั้นทำให้เขาเกือบยื่นมือประคองแต่ก็ชะงักไว้กลางอากาศเพราะนางขยับตัวกลับได้เองและกลับสู่นิทราอีกครั้งเอง
“...หนาว...”
เสียงนั้นแผ่วจนเกือบกลืนไปกับลมที่พัดผ่านแต่กลับดังชัดในหัวของเขา เหมือนมีมือบางอย่างบีบแน่นหัวใจแน่นอีกคราอย่างทรมาน
ไป๋เจี้ยนหงเม้มปาก ขบกรามแน่นชั่วอึดใจ ก่อนจะถอนหายใจเงียบ ๆ แล้วขยับมือข้างหนึ่งดึงร่างที่นั่งเซมาทางตนเบา ๆ อวี้เซียนสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ตื่นเต็มตาปล่อยกายเอนพิงเขา
เขาปล่อยให้ร่างนั้นพิงอกตน มืออีกข้างค่อย ๆ ดึงชายเสื้อคลุมของตัวเองขึ้นคลุมให้นาง ความอบอุ่นจากกายทั้งสองแทรกผ่านเนื้อผ้า ความชื้นจากฝนที่ยังหลงเหลืออยู่ถูกแทนด้วยไอร้อนอ่อน ๆ จากลมหายใจของเขาและความอุ่นของกายแกร่ง
ไม่มีคำพูด ไม่มีคำถาม มีเพียงเสียงฝีเท้าม้ากับลมหายใจสองจังหวะที่สอดประสานกันในความเงียบช้า ๆ
สายตาเขาอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกบางอย่างที่เกือบถูกกลบด้วยอคติเริ่มดิ้นรนขึ้นมาทีละน้อย...
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามพวกเขาออกมาจากป่ากันแล้ว แผ่นหลังที่เคยเอนพิงเขาเมื่อครู่ค่อย ๆ ยืดตรงขึ้น เสียงลมหายใจของนางกลับมามีชีวิตชีวาขึ้น นั่นเป็นสัญญาณว่าอวี้เซียนตื่นแล้ว
“พวกโจรที่ลักพาตัวพวกเจ้า...ถูกพบเป็นศพหมดแล้วตั้งแต่เมื่อวาน”
เสียงนางดังขึ้นเบา ๆ ราวกับเอ่ยคุยกับตนเอง “อืม นั่นแสดงว่าคนที่จ้างพวกมันมามีจุดประสงค์ซ่อนเร้นใหญ่กว่าที่คิด...”
ไป๋เจี้ยนหงเหลือบตามองเล็กน้อย ความสงบในน้ำเสียงนั้นกลับทำให้รู้สึกขัดใจ “เจ้าไม่แปลกใจเลยหรือ?”
อวี้เซียนหยักยิ้มเล็กน้อย ดวงตานิ่งสงบจนยากจะอ่านมองไปข้างหน้าก่อนพูดราวเป็นเรื่องธรรมดา
“...ท่านคงกำลังคิดว่า ข้านี่แหละเป็นคนสั่งฆ่าพวกนั้นสินะ”
เจี้ยนหงชะงักทันใด แวบแรกเขาคิดจริงแต่ก็ไม่ได้สรุปว่านางจะทำเช่นนั้น ทว่าพอถูกนางอ่านความคิดออกมุมปากก็กระตุกเล็กน้อย ความเงียบแผ่ขยายจนแม้แต่เสียงใบไม้นั้นยังได้ยินชัดเจน
“หากเจ้าไม่ได้ทำก็บอกว่าไม่ได้ทำ ไม่เห็นต้องประชมข้าเลย”
“ข้าพูดไม่พูดจะสำคัญอย่างไร ในเมื่อคนเรามักตัดสินผู้อื่นจากสิ่งที่ตนก่อนจะสืบหาอยู่แล้ว ข้าชินแล้วกับสายตาเช่นนั้น...”
คำพูดนั้นiบเรียบแต่กลับทิ้งรอยในใจเขาอย่างน่าประหลาด ไป๋เจี้ยนหงเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของนางอีกครั้ง แววตาที่ไม่หลบหนี ไม่ขอความเข้าใจใด ๆ ริมฝีปากเขาขยับแต่กลับไม่เอ่ยอะไรออกมา
เสียงฝีเท้าม้าดังสลับกับเสียงลมผ่านกิ่งไม้ ความเงียบที่ยืดยาวนั้นกลับไม่อึดอัด มีเพียงบางสิ่งที่ทั้งคู่ไม่ยอมพูดออกมา
เมื่อทิวทัศน์จากป่ากลายเป็นเส้นทางสู่เมืองหลวง อวี้เซียนก็เปิดปากเอ่ยอีกครั้ง
“พอใกล้ถึงหน้าประตูเมือง... เราควรแยกกัน ข้าไม่อยากให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าข้าขี่ม้ากลับเมืองมากับท่าน”
ไป๋เจี้ยนหงปรายตามอง ริมฝีปากขยับน้อย ๆ ราวจะยิ้มหรือไม่ยิ้ม “แล้วเจ้าจะกลับเองอย่างไร?”
“ขอเงินสักสองตำลึง ข้าจะจ้างรถม้ารับจ้างกลับเอง”
เขาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะควักถุงเงินส่งให้โดยไม่พูดอะไร ปลายนิ้วเย็นของนางแตะผ่านหลังมือเขาเพียงวูบเดียวแต่กลับทิ้งรอยอุ่นประหลาดที่เขาไม่เข้าใจ
ก่อนจะรับถุงเงินอวี้เซียนก็พูดบอกเขาราวเล่าเรื่องธรรมดา
“พวกโจรนั้น...ข้าคิดว่าถูกใครบางคนจ้างมาอย่างมีจุดประสงค์ไม่ดีต่อทั้งตระกูลหลินและตระกูลไป๋ ไม่ใช่แค่เพื่อทรัพย์สินแน่ ๆ”
ดวงตาคมของเขาหันมาสบตรง “เจ้ารู้อะไรอีกบอกข้ามา”
อวี้เซียนยิ้มบางแฝงความลึกลับ “ข้าเหนื่อยแล้ว...ไว้เมื่อถึงเวลา หากท่านอยากรู้ก็จงมาถามข้าอีกทีแล้วกัน”
นางพูดจบก็ลาจากเขา ขยับชายผ้าคลุมที่เปื้อนดินให้เข้าที่อย่างเรียบร้อย แล้วหมุนตัวเดินจากไปไม่หันกลับมองอีก...
บทพิเศษ 3สายลมหนาวพัดแทรกกลิ่นดินเข้าสู่โพรงจมูก หลินเจิ้งหลิงขยับปกเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น พลางก้าวผ่านตลาดชายแดนที่อึกทึกด้วยเสียงเรียกลูกค้าและเสียงตีเหล็กจากช่างตีดาบ กลิ่นขนมอบและควันไม้ลอยคลุ้ง เขาเดินช้า ๆ เหมือนคนไม่รู้จุดหมาย“ใต้เท้าหลิน ช่วงนี้ดูซูบไปมากนะขอรับ” สหายข้างกายเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจเจิ้งหลิงยกมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มแผ่วจนแทบมองไม่เห็น “อาหารที่นี่มันยังไม่คุ้นปาก...ข้ากำลังปรับตัวน่ะ” เสียงของเขาแห้งไร้อารมณ์เหมือนคนพูดกับลมขณะสายตาเหม่อลอยผ่านผู้คน กลับสะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่งในหมู่ฝูงชน หญิงสาวในชุดผ้าสีอ่อนกำลังเลือกผลไม้ ท่วงท่าเรียบง่ายนั้นกลับแทงเข้ามาในหัวใจ การเอียงหน้าฟังพ่อค้าด้วยแววตาจริงจัง รอยยิ้มที่เหมือนแสงแดดยามสาย... คล้ายเหลือเกินกับใครบางคนที่เขาเฝ้าคะนึงถึงทุกค่ำคืน“อวี้เซียน...” เสียงนั้นหลุดจากปากโดยไม่รู้ตัวขาเขาเริ่มขยับก่อนสมองจะสั่ง วิ่งฝ่าเสียงผู้คนที่บ่นด่าตามหลังไป มือเหยียดออกตรงหน้า ราวกับระยะเพียงแค่คืบจะกลายเป็นคำขอโทษที่รอมานาน แต่เมื่อหญิงสาวหันกลับมา ใบหน้านั้นไม่ใช่เพียงวินาทีนั้น อากาศรอบตัวเหมือนหยุดไหล เขาถอนมือช้า ๆ ปลา
บทพิเศษ 2 ncมือเล็กที่วางอยู่บนอกเขาเริ่มขยับเบา ๆ นิ้วเรียวลากไล้วนอย่างอ้อยอิ่ง ราวกับกำลังวาดลวดลายลงบนเนื้อผ้าสีเข้มที่ขวางกั้นความร้อนใต้ผิวกายเจี้ยนหงสะดุ้งทุกคราทุกจุดที่นางแตะผ่าน...อวี้เซียนเลิกคิ้วมองเขา ขณะมือข้างหนึ่งเลื่อนไปที่สายคาดเอวของเขา ช้า ๆ และคลายมันออกเจี้ยนหงปรายตามองการกระทำนั้น ไม่เอ่ยห้ามหรือขยับตัวหลบ ใบหน้าเขานิ่งแต่ดวงตาแฝงเงาร้อน ลึกล้ำและหนักกว่าเสียงหอบหายใจยามนี้เสียอีก“เจ้ามีอารมณ์เร็วเกินไปนะข้ายังไม่ทันทำอันใดเลย”นางกระซิบหลังปลดสายคาดเอวของเขาออกหมด เขาตอบสนองนางเพียงยกมือขึ้น ลูบเบา ๆ ตรงบั้นเอวนาง ไล้นิ้วไปมาอย่างซุกซนจนเจ้าของร่างขนลุกวาบอวี้เซียนหยุดมือกดนิ้วลงเบา ๆ บนอกเขา “อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวนี้ ข้าบอกแล้วนี่ว่าข้าง้อเจ้าเอง...”เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ยอมว่านอนสอนง่าย นอนนิ่งตามคำขอ ปล่อยให้นางควบคุมทุกจังหวะอวี้เซียนโน้มตัวลง ริมฝีปากแตะข้างแก้มเขาเบา ๆ แล้วเลื่อนช้า ๆ มาหยุดที่ปลายคาง ก่อนถอนหายใจแผ่ว “เราห่างเรื่องพวกนี้กันนานแค่ไหนแล้วนะ…”เขาไม่ได้ตอบอะไรแต่กลืนน้ำลายอย่างเงียบเชียบยามนึกถึงคืนคราสุดท้ายก็ตอนที่เขาถูกพิษกำหนัดเข้าค
บทพิเศษ 1แสงยามบ่ายอ่อนรินจากฟ้าเหนือเมืองเล็ก กลิ่นชาและเสียงคนหัวเราะจากโรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งกำจายอยู่ในอากาศ อวี้เซียนในชุดบุรุษสีน้ำเงินเข้ม คาดผ้าสีครามที่หน้าผาก ผมมัดรวบสูงอย่างเรียบง่าย ดวงหน้าละอ่อนนั้นดูสะอาดสะอ้านจนเถ้าแก่โรงเตี๊ยมยังเหลียวมองสองครั้งนางวางห่อสัมภาระลงบนโต๊ะไม้ข้างประตู เจี้ยนหงเดินไปต่อรองราคากับเถ้าแก่ด้านหน้า ส่วนตนก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างสบาย“คุณชายเดินทางมาคนเดียวหรือ?”เสียงหนึ่งดังขึ้นจากโต๊ะข้าง ๆ ชายหนุ่มในชุดดำพกกระบี่พาดบ่า รอยยิ้มของเขาดูเจนประสงการณ์แต่ก็ไม่ถึงกับหยาบคาย “หน้าตาอย่างท่าน...จะว่าเป็นบัณฑิตก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นมือสังหารก็ยังดูอ่อนโยนไป จะบอกว่าเป็นชาวยุทธภพก็ดูมือใหม่นัก”อวี้เซียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมสะท้อนแสงแดดลอดหน้าต่าง “ข้าเป็นชาวยุทธนั่นล่ะ ข้าเพิ่งรู้นะว่าชาวยุทธมีใหม่มีเก่าด้วย”“ก็ไม่ขนาดนั้น เพียงแต่เจ้าดูสะอาดสะอ้านเกินไปก็เท่านั้น” เขาหัวเราะเบาๆ แล้วรินชาใส่ถ้วยอีกใบเลื่อนไปให้นางอย่างเป็นมิตร “เดินทางเดียวดายมิควรยิ่ง มิสู้ร่วมทางกับข้า--”นางรับถ้วยมารีบตัดบททันใด “แน่นอนว่าข้ามีสหายร่วมทาง”คำตอบยังไม่ทันจบดี เสียงก้
บทส่งท้ายโรงเตี๊ยมกลางเมืองยังพลุกพล่านเช่นทุกวัน กลิ่นเหล้าและควันกำยานหอมคลุ้งเหนือศีรษะ เสียงถ้วยกระทบโต๊ะสลับเสียงหัวเราะ แต่ท่ามกลางความครึกครื้นนั้น มีบทสนทนาหนึ่งที่ค่อย ๆ ดึงความสนใจของผู้คนรอบข้างให้เงียบลงฟัง“ได้ยินหรือยัง...เรื่องคุณหนูรองตระกูลหลินนั่นน่ะ”ชายวัยกลางคนในชุดพ่อค้าเอนตัวกระซิบกับสหาย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคันปากอยากคุย“ใครจะไม่รู้เล่า” อีกคนตอบ พลางเทเหล้าลงจอก เสียงเหลวใสไหลกระทบขอบถ้วยเบา ๆ “นางที่แทงอกตายกลางงานวันเกิดไทเฮาใช่ไหม ข้าอยู่ในเมืองหลวงมาทั้งชีวิต ไม่เคยเห็นเรื่องเช่นนี้มาก่อน”หญิงสาวโต๊ะข้าง ๆ หันมาปรายตาพูดอย่างอคติ “ถึงอย่างไรก็เป็นการลบหลู่เบื้องสูง วันสำคัญของไทเฮาแท้ ๆ ใครทำแบบนั้น...สมควรแล้วที่จะตายไป”ชายหนุ่มในชุดคุณชายอีกโต๊ะหนึ่งหัวเราะแผ่วก่อนเอ่ยค้าน“แต่ก็มีคนพูดนะว่านางทำไปทั้งหมดเพียงอยากพิสูจน์ความจริง ฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า...บางทีสิ่งที่นางทำอาจน่ายกย่องเทียบเท่าทหารไปออกศึกก็ได้”โต๊ะรอบ ๆ เงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนเสียงกระซิบเริ่มไหลวนอีกครั้ง“ว่าแต่คุณชายรองตระกูลไป๋...เขาถูกปลดจากสำนักตรวจการจริงหรือ?”“ปลดอะไร ข้าได้
บทที่ 24 ขอใช้ชีวิตพิสูจน์ความจริง อากาศในลานหนักอึ้งทันใด ฮ่องเต้ที่เงียบและไร้ความสนใจมาตลอดงานกลับมานั่งตัวตรง สายพระเนตรของพระองค์เป็นเงามืดที่เคลื่อนช้าราวคลื่นน้ำลึก น้ำชาบนโต๊ะสั่นระริก จากเรื่องราวของความอยุติธรรมของนกตัวหนึ่งไฉนกลายเป็นการเปิดเผยเรื่องราวของสำนักตรวจการในตำนานไปอย่างไม่มีใครคาดคิดเสียได้ นางเปิดเผยความจริงว่าบัดนี้ฮ่องเต้แคว้นกำลังฟื้นคืนสำนักตรวจการในอำนาจมาเพื่อควบคุมเหล่าขุนนาง นั่นเท่ากับว่าอวี้เซียนปิดทางมีชีวิตของตนเองแล้วเช่นกัน อวี้เซียนก้มศีรษะช้า ๆ ดวงตาเงียบสงบราวกับว่านางไม่ได้กำลังลบหลู่ผู้มีอำนาจมากที่สุดในแคว้นอยู่ “และแล้วนกน้อยตัวนั้นก็ตายลงท่ามกลางความอยุติธรรม... นี่คือเรื่องของนกน้อยตัวหนึ่งเพคะไทเฮา” คำพูดจบนานแล้วแต่หลายคนเหมือนยังอยู่ในเรื่องราวเหล่านั้นไม่ออกมา เรื่องราวของนกตัวนั้นเข้าไปแตะหัวใจของนางอย่างตั้งใจ เพราะชีวิตนางกำนัลต่ำต้อนก็ถูกอำนาจกดข่มเช่นกันเพียงแต่นางมีจุดจบคือผู้ชนะเท่านั้น ลานพิธีที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงสรวลกลับเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจสะท้อนกลับจากผนังหินเย็น ไทเฮาเอนพระวรกายไปข้างหน้า พระเนตรคม
บทที่ 23เรื่องราวของนกตัวหนึ่งเสียงฆ้องประกาศเริ่มพิธีดังก้องกังวานทั่วลาน พระราชวังใหญ่แต่งแต้มด้วยแพรผ้าและโคมแดงอ่อนแสดงความเป็นสิริมงคลอวี้เซียนเดินเคียงไป๋เจี้ยนหง ก้าวเท้าอย่างสงบ พื้นหินเย็นเฉียบสะท้อนเสียงส้นรองเท้ากระทบดังแผ่วในโถงกว้าง นางไม่พูด ไม่แสดงสีหน้า อารมณ์ในใจนิ่งเรียบเหมือนผืนน้ำที่ไม่อาจมองเห็นความลึกขณะผ่านคนคุ้นเคยจากตระกูลหลินเสียงคุ้นหูดังขึ้น “เจ้ากล้าทักทายข้าได้คงไม่สำนึกเรื่องที่เจ้าทำลายอนาคตของน้องสาวเจ้าสินะ”อวี้เซียนหันไปพบสายตาแข็งกร้าวของหลินเจิ้งหาว ดวงหน้าเงยขึ้นเล็กน้อย “บิดาก็เช่นกัน ยังรักษาหน้าได้ดีไม่น้อย ตอนข้าท่านก็ตัดได้อย่างง่ายดาย พอเป็นน้องสี่ก็ถูกท่านจับแต่งไปเป็นนางบำเรอเพื่อความก้าวหน้าท่านอีก ช่างใจกล้าไม่เปลี่ยน...”อีกฝ่ายชักสีหน้าทันใด “เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือ!?”เจี้ยนหงที่ยืนข้าง ๆ ขยับเล็กน้อย แต่ไม่พูดเพราะถูกอวี้เซียนรั้งไว้ ก่อนนางจากไปก็ไม่ลืมอวยพร“ขอให้ตระกูลหลินรุ่งเรืองดังปณิธานท่านก็แล้วกันเจ้าค่ะ”นางเดินผ่านไปโดยไม่หันกลับ รอยยิ้มจางไปกับเสียงฝีเท้าในลาน บิดาที่เคยยืนตระหง่านในสายตาเด็กหญิง...บัดนี้เหลือเพียงเศษเ







