LOGINพอพวกมันเห็นเงาสตรีนางหนึ่งตรงหน้าผสานกับความเร่งร้อนก็รีบผลีผามกระโจนมาทางด้านหน้าทันที สามคนตกลงในหลุมลึกที่นายพรานขุดไว้รอดมาหนึ่งอย่างน่าเสียดาย
โจรคนสุดท้ายตกใจ พยายามชักมีดออกมาและมองรอบข้างอย่างหวดระแวง มันรีบเดินเบี่ยงหลบและพุ่งเข้าจัดการอวี้เซียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแรงแค้น
โจรหนึ่งคนนี้สำหรับนางถือว่าพอรับมือได้ไม่ยาก อวี้เซียนในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็จัดการอีกคนให้เซล้มหน้าคะมำและถูกนางจับมัดตัวลากมันไปผูกติดกับต้นไม้ได้
เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย อวี้เซียนถอยออกมา มองรอบป่ายามค่ำที่ฝนยังเทลงมาไม่หยุด มือเปื้อนดินและโคลนบดบังรอยเลือดที่ได้มาจากพลาดถูกมีดของโจรนั่นปาดบริเวณไหล่ก็คลายความเจ็บลงเพราะความเย็นเหล่านี้
นางเร่งฝีเท้ากลับไปยังแนวหินที่ให้อวี้เยี่ยนและอวี้หนิงหลบไว้ นางกลับมาถึงฝนก็ตกซาลงแล้ว
“ข้าเอง”
อวี้เยี่ยนผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกก่อนค่อย ๆ โผล่หน้าออกมา “พี่รอง...กลับมาแล้ว”
อวี้หนิงรีบแทรกเสียงสูงทันที “นึกว่าจะหนีไปคนเดียวเสียอีก”
อวี้เซียนปรายตาเพียงครู่อย่างไม่ใส่ใจ
“ปากดีเช่นนี้คงเดินไหวแล้วละมั้ง รีบลุกรีบเดินทางต่อเถอะ” น้ำเสียงราบแต่เฉียบจนอีกฝ่ายหน้าชาทันใด
อวี้เยี่ยนลุกขึ้นปัดโคลนตรงก้นแล้วก็หันมามองเห็นเลือดไหลซึมจากหัวไหล่อวี้เซียน “พี่รองบาดเจ็บ...”
“ข้าไม่เป็นไร” นางตอบสั้น ๆ “ตอนนี้ต้องไปจากที่นี่ก่อนข้ากลัวพวกโจรจะมีคนมาเสริม”
นางจำได้ว่าพวกนั้นรอเวลาเพื่อแผนการถัดไปบางอย่าง...
อวี้เซียนหันไปมองทิศเหนือที่มีแสงสั้น ๆ ของดาวดวงหนึ่งสะท้อนในดวงตาเหมือนประกายแห่งความ
“ตามข้ามา” นางชี้ไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ “เดินตามดาวเหนือไป”
อวี้เยี่ยนมองตามสายตาอย่างลังเลเพราะป่าไม่ว่าทางไหนก็เหมือนๆกันไปหมด “พี่รองมั่นใจหรือ?”
“ฟ้าไม่เคยหลอกคน”
อวี้เซียนตอบสั้นเดินแหวกพุ่มไม้ไปก่อนโดยไม่รอใคร ทั้งสามเดินฝ่าความมืดไปเรื่อย ๆ อาศัยเพียงแสงจากดวงจันทร์มองทางเท่านั้น เสียงฝีเท้าเหยียบบนพื้นดินเกิดเป็นจังหวะช้า ๆ เมื่อเวลาผ่านไปร่างกายก็เริ่มอ่อนแรง อวี้เซียนเหลียวมองสองคนที่ฝืนเดินจนหน้าไม่เหลือสีเลือดจึงตัดสินใจให้หยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
“คืนนี้พักที่นี่แล้วกัน”
อวี้เยี่ยนพยักหน้าแล้วหาที่นั่งและทรุดตัวลงทันที ข้าง ๆ ก็มีอวี้หนิงที่นั่งทำหน้าบูดบึ้งเหลือบมองพี่สาวอีกคนที่ทำตัวราวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวก้มเดี๋ยวมองรอบ ๆ ไม่หยุดนิ่ง
“แล้วนั่นจ้าทำอันใดอีก..”
“มีกลุ่มคนและฝีเท้าม้ากำลังมาทางนี้!” อวี้เซียนพูดขณะหูแนบพื้นอยู่
อวี้หนิงตาโตรีบลุกขึ้นลืมความเมื่อยล้าทันใด “พวกโจรเหรอ!”
อวี้เซียนยกมือขึ้นชี้ไปโดยไม่ตอบอันใด “หลังพุ่มไม้ ไป!”
สั้นแต่เฉียบขาดทำให้สองคนรีบทำตามทันที ทั้งสามแอบอยู่ในเงาใบไม้ทึบ ขณะเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
แสงคบเพลิงพาดผ่านผืนดินวูบหนึ่ง เสียงสั่งการดังขึ้น “หาแถวนี้ให้ดี!”
หัวใจของอวี้เยี่ยนเต้นแรงจนแทบหลุดจากอก อวี้หนิงน้ำตาไหลคลออย่างไร้เสียง แต่เมื่อแสงจากคบเพลิงเลี้ยวส่องกระทบเหล่าผู้มาใหม่ความดีใจก็พุ่งพลวดทันที
“ท่านพี่!” เสียงอวี้หนิงตะโกนออกโดยไม่คิด
อวี้เซียนหันคว้าข้อมือแต่ไม่ทัน นางวิ่งพรวดออกไปแล้ว เสียงร้องไห้ดังขึ้นทันที “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ ข้าอยู่ที่นี่!”
หลินเจิ้งหลิงหันขวับมาทางเสียง ก่อนรีบขี่ม้ามาและลงเข้าไปรับน้องสาวที่วิ่งมาหาและกอดไว้แน่น “หนิงเอ๋อร์!” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ดวงหน้าเต็มไปด้วยความโล่งใจไม่ต่างกัน
คนในขบวนเริ่มเคลื่อนไหว องครักษ์จวนของสองตระกูลรีบเข้ามาล้อม พอเห็นว่าพวกสตรีปลอดภัย เสียงพูดคุยแผ่วลงกลายเป็นความดีใจผสมความวุ่นวายไปหมด
อวี้เยี่ยนก้าวตามออกมาไม่ทันไรก็ถูกไป๋อี้เหวินเข้าประคองไว้ “เจ้าเป็นอะไรไหม เยี่ยนเอ๋อร์” น้ำเสียงเขาอ่อนลง
ภาพเหล่านั้นอยู่ในสายตาของอวี้เซียนทั้งหมด ความอบอุ่นระหว่างสายเลือดและคนรัก ความโล่งใจที่แลกเปลี่ยนทางสายตา และเสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความห่วงหา
ส่วนนาง...กลับยืนอยู่นอกสุด ลมหอบใหญ่พัดผ่านไป ความเหน็บหนาวค่อย ๆ แทรกเข้ามาใต้ผิวจนถึงกลางอกทั้งที่ฝนหยุดตกไปแล้ว
ทุกคนมีคนให้พึ่งพิง แต่นางกลับไม่มีแม้เงาใครอยู่เคียงข้าง
อวี้เซียนขยับถอยออกจากเขตแสงจากคบเพลิงหนึ่งก้าวอย่างเงียบงัน ดวงตาสะท้อนแสงไฟวูบหนึ่งก่อนดับลง เหมือนเปลวเทียนใกล้สิ้นไส้
ในเงามืดนั้น ไป๋เจี้ยนหงยืนอยู่ห่าง ๆ แสงคบเพลิงจับร่างเขาไว้เพียงครึ่ง เงาบนใบหน้าเยือกเย็นมองไปยังสตรีนางหนึ่งที่ยืนอยู่ลำพังท่ามกลางความมืด
ห้ามสงสาร ห้ามเห็นใจ แต่ตอนนี้เขากลับมองนางที่ยืนอยู่เดียวดายไม่ละสายตาไปไหน ความโดดเดี่ยวที่นางได้รับก็มาจากสิ่งที่นางกระทำไป คู่ควรแล้ว เขาไม่ควรรู้สึกอะไรทั้งสิ้น!
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่” ไป๋อี้เหวินเอ่ยถามขึ้น “ทำไมพวกเจ้ามาอยู่ในป่าลึกเช่นนี้ แล้วพวกโจรเล่า!”
อวี้หนิงชิงตอบก่อนใครทันที ตอบทั้งที่น้ำเสียงสั่นระคนสะอื้น
“พวกโจร... มาดักปล้นระหว่างทาง พวกเราถูกจับไว้ในกระท่อมกลางป่าเจ้าค่ะ แต่โชคดีที่หนีออกมาได้ ตอนนี้เดินหลงในป่าอยู่ยังดีที่เจอพวกท่าน...”
นางเล่าไปก็เหลือยสาบตามองอวี้เซียนผ่านๆอย่างตั้งใจ นางข้ามเรื่องทั้งหมดที่อวี้เซียนช่วงไว้ด้วยความกระอักกระอ่วน
อวี้เยี่ยนเองก็เงียบเฉยหลบตาเช่นกัน ส่วนอวี้เซียนยังยืนนิ่งพิงต้นไม้ ไม่ปฏิเสธ ไม่แก้ต่าง นางรู้ว่าไม่จำเป็นต้องพูดในเมื่อไม่มีใครอยากฟังอยู่แล้ว
ไป๋อี้เหวินพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจับมือคนรักของตนเตรียมยกขึ้นม้า
“ตอนนี้ดึกมาก รีบออกจากป่ากันก่อน เรื่องอื่นค่อยว่าทีหลัง”
“ส่งคนตามรอยยังทางที่พวกเราเดินผ่านมาด้วย” อวี้เซียนเอ่ยเรียบเสียงไม่ดังแต่ชัดเจน “พวกโจรตกบ่วงนายพรานแถวนั้น อาจรู้ว่าใครเป็นคนบงการ...”
ความเงียบแผ่ซ่านทุกสายตาหันมามองอวี้เซียน บางคู่เฉยชา บางคู่เย็นยะเยือกมองนางราวไม่ใช่พวกเดียวกัน
หลินเจิ้งหลิงจ้องน้องสาวเนิ่นนานแววตาอ่านยากว่าเชื่อคำนางหรือไม่สุดท้ายก็พยักหน้าก่อนเอ่ยเสียงต่ำสั่งการแก่ลูกน้องไป
“ทำตามที่นางว่า”
เสียงฝีเท้าทหารเริ่มเคลื่อนไหว บางส่วนแยกแกะรอยไปตามทาง แสงคบเพลิงเคลื่อนห่างไปทีละดวง
ไป๋อี้เหวินประคองอวี้เยี่ยนขึ้นหลังม้าอย่างระมัดระวัง มือใหญ่โอบกอดร่างบอบบางที่เปียกชื้นจากตากฝนไว้ในอ้อมแขนแล้วก็ออกตัวจากไป ตามด้วยหลินเจิ้งหลิงที่ขึ้นม้าอีกตัวก่อนดึงอวี้หนิงให้ตาม น้องสาวร่ำไห้สะอึกสะอื้นซบอกพี่ไม่ขลาด เสียงนั้นสั่นฟังแล้วน่าสงสารยิ่งนัก
อวี้เซียนยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ม้าทุกตัวมีคนขึ้นหมดแล้ว มีเพียงนางที่ยังอยู่ที่เดิม สายตาเลื่อนไปตามแถวหลังม้าที่เรียงต่อกัน ภาพนั้นเรียบง่ายแต่มันกลับกัดลึกลงในอกอย่างช้า ๆ
“แล้วข้ากลับกับใครได้บ้างล่ะ?” เสียงนางเบา เรียบเกินกว่าจะถือว่าเรียกร้องด้วยซ้ำ
ทุกคนหันมามองพร้อมกันแต่ไม่มีเสียงตอบหรืออาสา มีเพียงความเงียบที่หนักราวโซ่เหล็กพันรอบหัวใจที่เยือกแข็งนี้
ไป๋อี้เหวินขยับบังอวี้เยี่ยนไว้ราวไม่อยากให้เห็นภาพตรงหน้า หลินเจิ้งหลิงเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาหลบหนีไม่สบสายตานางผู้เป็นน้องเลยแม้แต่ครู่เดียว ส่วนเจี้ยนหง... เขาเพียงนั่งนิ่งบนม้าของตนไม่ทันมองนางด้วยซ้ำ
“ม้าทุกตัวมีคนแล้ว”
อวี้เซียนหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงนั้นแทบไม่ได้ออกมาเป็นเสียงหัวเราะ แต่คล้ายลมหายใจของคนที่หมดแรง แม้จะเจ็บปวดอีกต่อไป
“ข้าเข้าใจแล้ว”
ฝีเท้าของนางขยับออกจากวงแสงคบเพลิงทีละก้าว โคลนหนืดหน่วงเหมือนพยายามเหนี่ยวรั้งไว้ แต่นางกลับดึงขาออกอย่างรวดเร็วราวกับต้องการยืนยันกับตัวเองว่าขายังมีแรงพอจะเดินต่อ
“พวกท่านกลับไปกันเถิด ข้าจะหาทางออกจากป่านี้เอง”
เสียงนางสงบ ไม่สั่นไหว แต่ในอกกลับแน่นราวไฟลามเงียบ ๆ นางเดินออกมาแล้ว ไม่มีเสียงห้าม ไม่มีใครขยับเข้ามา...
ฝนเริ่มโปรยเม็ดเล็ก ๆ กระทบไหล่เย็นเฉียบอีกครา นางก้มหน้าลง เห็นโคลนเปื้อนปลายกระโปรงและเลือดที่แห้งกรังบนผ้า ความจริงทั้งหมดบอกเพียงอย่างเดียวว่า
...นางคือคนนอกในทุกที่ที่ยืนอยู่ ไม่ว่าจะยามเป็นมาเฟียที่ยืนบนยอดอย่างหนาวเหน็บ หรือจะยามเป็นนางร้ายที่ยืนอยู่จุดต่ำสุด ความเดียวดายก็ล้วนเคียงคู่อยู่กับนาง
เบื้องหลัง เสียงฝีเท้าม้าค่อย ๆ ไกลออกไป
ข้างหน้า มีเพียงป่าชื้นฝน และความมืดที่ไม่รู้จบ
บทพิเศษ 3สายลมหนาวพัดแทรกกลิ่นดินเข้าสู่โพรงจมูก หลินเจิ้งหลิงขยับปกเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น พลางก้าวผ่านตลาดชายแดนที่อึกทึกด้วยเสียงเรียกลูกค้าและเสียงตีเหล็กจากช่างตีดาบ กลิ่นขนมอบและควันไม้ลอยคลุ้ง เขาเดินช้า ๆ เหมือนคนไม่รู้จุดหมาย“ใต้เท้าหลิน ช่วงนี้ดูซูบไปมากนะขอรับ” สหายข้างกายเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจเจิ้งหลิงยกมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มแผ่วจนแทบมองไม่เห็น “อาหารที่นี่มันยังไม่คุ้นปาก...ข้ากำลังปรับตัวน่ะ” เสียงของเขาแห้งไร้อารมณ์เหมือนคนพูดกับลมขณะสายตาเหม่อลอยผ่านผู้คน กลับสะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่งในหมู่ฝูงชน หญิงสาวในชุดผ้าสีอ่อนกำลังเลือกผลไม้ ท่วงท่าเรียบง่ายนั้นกลับแทงเข้ามาในหัวใจ การเอียงหน้าฟังพ่อค้าด้วยแววตาจริงจัง รอยยิ้มที่เหมือนแสงแดดยามสาย... คล้ายเหลือเกินกับใครบางคนที่เขาเฝ้าคะนึงถึงทุกค่ำคืน“อวี้เซียน...” เสียงนั้นหลุดจากปากโดยไม่รู้ตัวขาเขาเริ่มขยับก่อนสมองจะสั่ง วิ่งฝ่าเสียงผู้คนที่บ่นด่าตามหลังไป มือเหยียดออกตรงหน้า ราวกับระยะเพียงแค่คืบจะกลายเป็นคำขอโทษที่รอมานาน แต่เมื่อหญิงสาวหันกลับมา ใบหน้านั้นไม่ใช่เพียงวินาทีนั้น อากาศรอบตัวเหมือนหยุดไหล เขาถอนมือช้า ๆ ปลา
บทพิเศษ 2 ncมือเล็กที่วางอยู่บนอกเขาเริ่มขยับเบา ๆ นิ้วเรียวลากไล้วนอย่างอ้อยอิ่ง ราวกับกำลังวาดลวดลายลงบนเนื้อผ้าสีเข้มที่ขวางกั้นความร้อนใต้ผิวกายเจี้ยนหงสะดุ้งทุกคราทุกจุดที่นางแตะผ่าน...อวี้เซียนเลิกคิ้วมองเขา ขณะมือข้างหนึ่งเลื่อนไปที่สายคาดเอวของเขา ช้า ๆ และคลายมันออกเจี้ยนหงปรายตามองการกระทำนั้น ไม่เอ่ยห้ามหรือขยับตัวหลบ ใบหน้าเขานิ่งแต่ดวงตาแฝงเงาร้อน ลึกล้ำและหนักกว่าเสียงหอบหายใจยามนี้เสียอีก“เจ้ามีอารมณ์เร็วเกินไปนะข้ายังไม่ทันทำอันใดเลย”นางกระซิบหลังปลดสายคาดเอวของเขาออกหมด เขาตอบสนองนางเพียงยกมือขึ้น ลูบเบา ๆ ตรงบั้นเอวนาง ไล้นิ้วไปมาอย่างซุกซนจนเจ้าของร่างขนลุกวาบอวี้เซียนหยุดมือกดนิ้วลงเบา ๆ บนอกเขา “อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวนี้ ข้าบอกแล้วนี่ว่าข้าง้อเจ้าเอง...”เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ยอมว่านอนสอนง่าย นอนนิ่งตามคำขอ ปล่อยให้นางควบคุมทุกจังหวะอวี้เซียนโน้มตัวลง ริมฝีปากแตะข้างแก้มเขาเบา ๆ แล้วเลื่อนช้า ๆ มาหยุดที่ปลายคาง ก่อนถอนหายใจแผ่ว “เราห่างเรื่องพวกนี้กันนานแค่ไหนแล้วนะ…”เขาไม่ได้ตอบอะไรแต่กลืนน้ำลายอย่างเงียบเชียบยามนึกถึงคืนคราสุดท้ายก็ตอนที่เขาถูกพิษกำหนัดเข้าค
บทพิเศษ 1แสงยามบ่ายอ่อนรินจากฟ้าเหนือเมืองเล็ก กลิ่นชาและเสียงคนหัวเราะจากโรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งกำจายอยู่ในอากาศ อวี้เซียนในชุดบุรุษสีน้ำเงินเข้ม คาดผ้าสีครามที่หน้าผาก ผมมัดรวบสูงอย่างเรียบง่าย ดวงหน้าละอ่อนนั้นดูสะอาดสะอ้านจนเถ้าแก่โรงเตี๊ยมยังเหลียวมองสองครั้งนางวางห่อสัมภาระลงบนโต๊ะไม้ข้างประตู เจี้ยนหงเดินไปต่อรองราคากับเถ้าแก่ด้านหน้า ส่วนตนก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างสบาย“คุณชายเดินทางมาคนเดียวหรือ?”เสียงหนึ่งดังขึ้นจากโต๊ะข้าง ๆ ชายหนุ่มในชุดดำพกกระบี่พาดบ่า รอยยิ้มของเขาดูเจนประสงการณ์แต่ก็ไม่ถึงกับหยาบคาย “หน้าตาอย่างท่าน...จะว่าเป็นบัณฑิตก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นมือสังหารก็ยังดูอ่อนโยนไป จะบอกว่าเป็นชาวยุทธภพก็ดูมือใหม่นัก”อวี้เซียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมสะท้อนแสงแดดลอดหน้าต่าง “ข้าเป็นชาวยุทธนั่นล่ะ ข้าเพิ่งรู้นะว่าชาวยุทธมีใหม่มีเก่าด้วย”“ก็ไม่ขนาดนั้น เพียงแต่เจ้าดูสะอาดสะอ้านเกินไปก็เท่านั้น” เขาหัวเราะเบาๆ แล้วรินชาใส่ถ้วยอีกใบเลื่อนไปให้นางอย่างเป็นมิตร “เดินทางเดียวดายมิควรยิ่ง มิสู้ร่วมทางกับข้า--”นางรับถ้วยมารีบตัดบททันใด “แน่นอนว่าข้ามีสหายร่วมทาง”คำตอบยังไม่ทันจบดี เสียงก้
บทส่งท้ายโรงเตี๊ยมกลางเมืองยังพลุกพล่านเช่นทุกวัน กลิ่นเหล้าและควันกำยานหอมคลุ้งเหนือศีรษะ เสียงถ้วยกระทบโต๊ะสลับเสียงหัวเราะ แต่ท่ามกลางความครึกครื้นนั้น มีบทสนทนาหนึ่งที่ค่อย ๆ ดึงความสนใจของผู้คนรอบข้างให้เงียบลงฟัง“ได้ยินหรือยัง...เรื่องคุณหนูรองตระกูลหลินนั่นน่ะ”ชายวัยกลางคนในชุดพ่อค้าเอนตัวกระซิบกับสหาย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคันปากอยากคุย“ใครจะไม่รู้เล่า” อีกคนตอบ พลางเทเหล้าลงจอก เสียงเหลวใสไหลกระทบขอบถ้วยเบา ๆ “นางที่แทงอกตายกลางงานวันเกิดไทเฮาใช่ไหม ข้าอยู่ในเมืองหลวงมาทั้งชีวิต ไม่เคยเห็นเรื่องเช่นนี้มาก่อน”หญิงสาวโต๊ะข้าง ๆ หันมาปรายตาพูดอย่างอคติ “ถึงอย่างไรก็เป็นการลบหลู่เบื้องสูง วันสำคัญของไทเฮาแท้ ๆ ใครทำแบบนั้น...สมควรแล้วที่จะตายไป”ชายหนุ่มในชุดคุณชายอีกโต๊ะหนึ่งหัวเราะแผ่วก่อนเอ่ยค้าน“แต่ก็มีคนพูดนะว่านางทำไปทั้งหมดเพียงอยากพิสูจน์ความจริง ฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า...บางทีสิ่งที่นางทำอาจน่ายกย่องเทียบเท่าทหารไปออกศึกก็ได้”โต๊ะรอบ ๆ เงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนเสียงกระซิบเริ่มไหลวนอีกครั้ง“ว่าแต่คุณชายรองตระกูลไป๋...เขาถูกปลดจากสำนักตรวจการจริงหรือ?”“ปลดอะไร ข้าได้
บทที่ 24 ขอใช้ชีวิตพิสูจน์ความจริง อากาศในลานหนักอึ้งทันใด ฮ่องเต้ที่เงียบและไร้ความสนใจมาตลอดงานกลับมานั่งตัวตรง สายพระเนตรของพระองค์เป็นเงามืดที่เคลื่อนช้าราวคลื่นน้ำลึก น้ำชาบนโต๊ะสั่นระริก จากเรื่องราวของความอยุติธรรมของนกตัวหนึ่งไฉนกลายเป็นการเปิดเผยเรื่องราวของสำนักตรวจการในตำนานไปอย่างไม่มีใครคาดคิดเสียได้ นางเปิดเผยความจริงว่าบัดนี้ฮ่องเต้แคว้นกำลังฟื้นคืนสำนักตรวจการในอำนาจมาเพื่อควบคุมเหล่าขุนนาง นั่นเท่ากับว่าอวี้เซียนปิดทางมีชีวิตของตนเองแล้วเช่นกัน อวี้เซียนก้มศีรษะช้า ๆ ดวงตาเงียบสงบราวกับว่านางไม่ได้กำลังลบหลู่ผู้มีอำนาจมากที่สุดในแคว้นอยู่ “และแล้วนกน้อยตัวนั้นก็ตายลงท่ามกลางความอยุติธรรม... นี่คือเรื่องของนกน้อยตัวหนึ่งเพคะไทเฮา” คำพูดจบนานแล้วแต่หลายคนเหมือนยังอยู่ในเรื่องราวเหล่านั้นไม่ออกมา เรื่องราวของนกตัวนั้นเข้าไปแตะหัวใจของนางอย่างตั้งใจ เพราะชีวิตนางกำนัลต่ำต้อนก็ถูกอำนาจกดข่มเช่นกันเพียงแต่นางมีจุดจบคือผู้ชนะเท่านั้น ลานพิธีที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงสรวลกลับเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจสะท้อนกลับจากผนังหินเย็น ไทเฮาเอนพระวรกายไปข้างหน้า พระเนตรคม
บทที่ 23เรื่องราวของนกตัวหนึ่งเสียงฆ้องประกาศเริ่มพิธีดังก้องกังวานทั่วลาน พระราชวังใหญ่แต่งแต้มด้วยแพรผ้าและโคมแดงอ่อนแสดงความเป็นสิริมงคลอวี้เซียนเดินเคียงไป๋เจี้ยนหง ก้าวเท้าอย่างสงบ พื้นหินเย็นเฉียบสะท้อนเสียงส้นรองเท้ากระทบดังแผ่วในโถงกว้าง นางไม่พูด ไม่แสดงสีหน้า อารมณ์ในใจนิ่งเรียบเหมือนผืนน้ำที่ไม่อาจมองเห็นความลึกขณะผ่านคนคุ้นเคยจากตระกูลหลินเสียงคุ้นหูดังขึ้น “เจ้ากล้าทักทายข้าได้คงไม่สำนึกเรื่องที่เจ้าทำลายอนาคตของน้องสาวเจ้าสินะ”อวี้เซียนหันไปพบสายตาแข็งกร้าวของหลินเจิ้งหาว ดวงหน้าเงยขึ้นเล็กน้อย “บิดาก็เช่นกัน ยังรักษาหน้าได้ดีไม่น้อย ตอนข้าท่านก็ตัดได้อย่างง่ายดาย พอเป็นน้องสี่ก็ถูกท่านจับแต่งไปเป็นนางบำเรอเพื่อความก้าวหน้าท่านอีก ช่างใจกล้าไม่เปลี่ยน...”อีกฝ่ายชักสีหน้าทันใด “เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือ!?”เจี้ยนหงที่ยืนข้าง ๆ ขยับเล็กน้อย แต่ไม่พูดเพราะถูกอวี้เซียนรั้งไว้ ก่อนนางจากไปก็ไม่ลืมอวยพร“ขอให้ตระกูลหลินรุ่งเรืองดังปณิธานท่านก็แล้วกันเจ้าค่ะ”นางเดินผ่านไปโดยไม่หันกลับ รอยยิ้มจางไปกับเสียงฝีเท้าในลาน บิดาที่เคยยืนตระหง่านในสายตาเด็กหญิง...บัดนี้เหลือเพียงเศษเ







