เข้าสู่ระบบเช้าวันต่อมา...
บีมก็ออกเวรที่โรงพยาบาลแล้วกลับมาถึงบ้านก็เจ็ดโมงครึ่งแล้ว เขาก็เห็นว่าแฟนของเขายังไม่ลงมา เขาก็เข้าครัวไปเตรียมอาหารให้เธอไปกินที่ทำงานตอนเที่ยง “กลิ่นหอมๆอะไรคะเนี่ย หอมไปถึงข้างบนเลย....กลับมาเหนื่อยๆทำไมไม่ขึ้นไปพักล่ะคะ มาทำอาหารอีกทำไมคะ หนูอุ่นอาหารที่พี่ทำไว้เมื่อวานกินก็ได้ค่ะ” ลินดาเดินลงมาแล้วเข้าไปอ้อนแฟนของเธอแบบน่ารัก ก่อนจะเข้าไปโอบกอดเขาจากด้านหลังแล้วเอาหัวซบหลังของเขา “พี่อุ่นให้แล้วล่ะ เรากินได้เลย ส่วนนี่พี่ทำไว้ให้เราไปกินตอนเที่ยง เราจะได้ไม่ต้องออกไปหาอะไรกินไง เพราะแค่ทำงานเราก็แทบจะไม่มีเวลากินข้าวอยู่แล้ว” บีมยิ้มออกมาอย่างชอบใจที่เธอมาอ้อนเขาแบบนี้ ก่อนจะพูดบอกไป “ทำไมน่ารักแบบนี้คะเนี่ย แบบนี้ต้องให้รางวัลแล้วล่ะค่ะ จุ๊บ...จุ๊บ...อื้ม..ชื่นใจจังเลยค่ะ...มีกำลังใจทำงานขึ้นมาเยอะเลย” ลินดาถอนกอดมาแล้วเอามือโน้มตัวเขามาหอมแก้มแล้วจุ๊บปากไปแบบรักใคร่ “เรานี่นะ ขี้อ้อนจริงๆเลย...แล้ววันนี้อย่ากลับดึกแบบเมื่อคืนอีกนะ พี่เป็นห่วง..” บีมบอกเธอไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ค่ะ วันนี้ไม่ดึกแล้วค่ะ เสร็จงานปุ๊บจะรีบกลับมาบ้านเลย หนูจะได้มาเจอพี่บีมก่อนพี่ไปทำงานไงคะ...เราไม่ได้ทำอะไรกันมาหลายวันแล้วนะคะ..หนูอยากแล้วอ่ะ..” ลินดาบอกเขาแล้วก็ส่งสายตายั่วๆไปให้ เพราะช่วงนี้เธอและแฟนยุ่งมาก จนไม่มีเวลาทำเรื่องแบบนั้นกันเลย “หึๆ...พี่ก็อยากเหมือนกัน...งั้นก็รีบกลับมานะครับพี่จะรอ...” บีมบอกไปก็มองเธออย่างหลงใหล เพราะเธอขี้อ้อนและน่ารักขนาดนี้จะไม่ให้เขาหลงได้ยังไงล่ะ “โอเคค่ะ หนูจะรีบกลับมาหาพี่บีมเลยค่ะ ตอนนี้ขอมัดจำไว้ก่อนนะค จุ๊บ...จุ๊บ...” ลินดาบอกไปก็จุ๊บปากเขาแบบหยอกล้อ “อื้อ...จุ๊บ....ทานข้าวเถอะ เดี๋ยวก็ไปทำงานสายหรอก เดี๋ยวเอากับข้าวใส่กล่องให้ ” บีมบอกไปแล้วเอามือขยี้ผมเธออย่างเอ็นดู “ค่ะ...” ลินดาพยักหน้าตอบเขา แล้วเธอก็ไปนั่งที่เค้าน์เตอร์บาร์อีกฝั่ง ซึ่งเขาเตรียมอาหารไว้ให้เธอทานแบบพร้อมแล้ว แล้วเธอก็นั่งทานข้าวไปมองเขาเตรียมอาหารใส่กล่องให้เธอแบบมีความสุข ส่วนบีมก็ตั้งใจทำเอาอาหารใส่กล่องให้เธอไปทานที่ทำงาน แล้วก็เตรียมน้ำและผลไม้ให้เธอด้วย พอลินดาทานเสร็จเขาก็ออกไปส่งเธอที่หน้าบ้าน พอเธอออกไปแล้วเขาก็ขึ้นไปอาบน้ำแล้วนอนหลับพักผ่อน เพราะคืนนี้เขาต้องไปเข้าเวรแทนเพื่อนของเขาอีก ซึ่งมันจะเป็นแบบนี้อีกเป็นอาทิตย์เลย เซี่ยงไฮ้ประเทศจีน..9 โมง (เวลาเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง) คฤหาสน์ตระกูลของลู่ ลู่หลิงพอรู้ว่าน้องชายของเธอถูกลอบทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสอยู่ที่ประเทศไทยก็รีบกลับบ้านเพื่อนเพื่อมาบอกพ่อของเธอทันที “พ่อคะ...หยางอี้ถูกคนลอบฆ่าที่ไทยค่ะ” ลู่หลิงบอกพ่อของเธอไปด้วยสีหน้าตึงๆ “อะไรนะ! หยางอี้ถูกลอบฆ่าเหรอ แล้วตอนนี้หยางอี้เป็นยังไงบ้าง...” ไห่หมิงที่กำลังนั่งจิบชายามเช้าที่สวนหลังบ้านก็ทำหน้าตกใจแล้วรีบถามลูกสาวคนโตทันที “ถูกยิงที่ท้องค่ะ ตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ น้องบอกว่าคนที่ลอบทำร้ายน้องครั้งคือคนของเจ๋อหรานค่ะพ่อ...” ลู่หลิงบอกไปตามที่น้องชายบอกเธอมา “ฝีมือของเจ๋อหรานงั้นเหรอ... เด็กนี่มันไม่กล้าส่งคนไปทำร้ายหยางอี้หรอก ถ้าจูหลงมันไม่สั่งลูกชายของมันทำน่ะ พ่อไม่คิดเลยว่าจูหลงมันจะกล้าลงมือกับหยางอี้แบบนี้...” ไห่หมิงพูดออกไปแบบผิดหวัง ที่เพื่อนรักของเขาสั่งคนมาฆ่าลูกชายคนเดียวของเขาแบบนี้ “ลุงจูหลงเริ่มจะล้ำเส้นเราแล้วนะคะพ่อ หนูว่าเราต้องตัดขาดจากตระกูลหนานแล้วจริงๆค่ะ ปล่อยไว้แบบนี้เราจะไม่รอดเอานะคะ...พ่ออย่าใจอ่อนกับคนแบบนี้อีกเลยค่ะ...” ลู่หลิงบอกผู้ดเป็นพ่อไปแบบอดไม่ได้ “อืม..ที่ผ่านมาพ่อพยายามรักษามิตรภาพของพ่อกับจูหลงไว้ แต่มันกลับส่งคนมาฆ่าหยางอี้แบบนี้ พ่อก็จะไม่ใจอ่อนกับมันอีกต่อไปแล้ว มิตรภาพของพ่อกับจูหลงคงต้องจบกันเพียงเท่านี้...แต่การที่เราจะตัดขาดจากมันได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเหมือนกัน” ไห่หมิงพูดไปแล้วทำหน้าคิดหนัก “ตระกูลลู่ของเราอยู่เหนือตระกูลหนานมานานแล้วนะคะ แค่พ่อเอ่ยปากตัดขาดจากพวกเขา เราก็ต่างคนต่างอยู่แล้วนิคะ” ลู่หลิงพูดไป “มันจะต่างคนต่างอยู่ได้ยังไงล่ะ ถึงเราจะเหนือกว่าแต่ก็ใช่ว่ามันจะล้มเราไม่ได้นะ พ่อทำธุรกิจกับจูหลงมานาน มีอะไรหลายๆอย่างที่พัวพันกัน ถ้าเราจะตัดขาดจากมันเราก็จะต้องกลายเป็นศัตรูกับมันแบบเปิดเผย และมันก็เกี่ยวดองกับตระกูลหม่า ดังนั้นเราก็เหมือนมีศัตรูเพิ่มมาอีก” ไห่หมิงพูดไปแบบคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ เนื่องจากเมียของจูหลงเป็นลูกสาวของตระกูลหม่า ดังนั้นมันก็เหมือนมีตระกูลหม่าคอยเสริม ดังนั้นเขาจะเปิดศึกกับมันต้องคิดให้ดี “แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะคะพ่อ...ถ้าสองตระกูลนี้ร่วมมือกันจัดการเรา หนูว่าเราลำบากแน่ค่ะ” ลู่หลิงได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจ เธอจึงถามพ่ออย่างอยากรู้ว่ามีแผนรับมือยังไง “เราจะต้องหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งกว่าตระกูลหม่า...และหนึ่งห้าตระกูลที่เหมาะสมที่สุดก็คือตระกูลไป๋...ของไป๋เหวิน...เพราะมันกับตระกูลจ้าวก็เกี่ยวดองกัน ถ้าเราได้ดองกับตระกูลไป๋ ก็จะทำให้เรามีอีกสองตระกูลคอยเสริม...” ไห่หมิงบอกลูกสาวไปก็มองลูกสาวด้วยสีหน้าจดจ้อง “เกี่ยวดองกับตระกูลไป๋เหรอคะ...ลุงไป๋เหวินมีลูกชายสองคนไม่มีลูกสาวเลย นี่พ่ออย่าบอกนะคะว่าจะให้หนูแต่งงานกับลูกชายลุงไป๋เหวินน่ะ” ลู่หลิงได้ยินแบบนั้นก็เอ่ยถามพ่อของเธอทันที เพราะฟังที่พ่อพูดแล้วหน้าที่เกี่ยวดองเพื่อพันธมิตรครั้งนี้ ไม่น่าจะใช่น้องชายของเธอ แต่เป็นเธอมากกว่า “อืม...ลูกคงต้องเสียสละเพื่อตระกูลของเขาแล้วล่ะลู่หลิง...การแต่งงานของลูกคือความอยู่รอดของตระกูลเรา ตอนนี้จูหลงมันกล้าทำร้ายหยางอี้แล้ว ต่อไปมันก็คงไม่ปล่อยตระกูลเราไปแน่ พวกเราต้องหาพรรคพวกที่ช่วยเหลือเราได้..” ไห่หมิงบอกลูกสาวตามตรง เขาก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนี้ แต่เพื่ออำนาจและความปลอดภัยของตระกูล เขาจำต้องใช้วิธีนี้ “หนูเข้าใจค่ะพ่อ...หนูจะปกป้องครอบครัวของเรา หนูจะยอมแต่งงานกับลูกชายของลุงไป๋เหวินค่ะ” ลู่หลิงบอกไปแบบรู้หน้าที่ของตัวเอง “พ่อดีใจนะที่ลูกเข้าใจสถานการณ์ของเราในตอนนี้ ลูกชายของไป๋เหวินทั้งสองคนต่างก็เก่งด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นลูกเลือกมาสักคนว่าอยากจะแต่งงานกับคนไหน ระหว่างซ่งหลินหรือว่าซ่งเฉิน...พ่อจะจัดการให้” ไห่หมิงบอกลูกสาว เพราะอย่างน้อยก็ให้ลูกสาวได้เลือกคนที่จะแต่งงานด้วย “ซ่งหลินเป็นลูกชายคนโต ยังไงเขาก็ต้องมาเป็นคนสืบทอดตระกูลไป๋ และเขาก็อายุมากกว่าหนู หนูเลือกเขาก็ได้ค่ะพ่อ...” ลู่หลิงบอกไปแบบพิจารณาแล้ว เพราะซ่งเฉินน้องชายของซ่งหลินเป็นเพื่อนกับหยางอี้น้องชายของเธอ ดังนั้นซ่งเฉินไม่ใช่ตัวเลือกที่เธอควรเลือก “อืม...ในเมื่อลูกเลือกแล้วงั้นพ่อจะไปคุยกับไป๋เหวิน เราจะได้รีบจัดงานแต่งงานนี้ให้เร็วที่สุด..” ไห่หมิงบอกลูกสาวไป “ค่ะพ่อ...” ลู่หลิงตอบรับไปแบบไม่พูดอะไร เพราะยังไงการแต่งงานของเธอก็ต้องเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้รักเขาก็ตาม แต่เพื่อความปลอดภัยของตระกูลเธอก็ต้องแต่งงานกับตระกูลไป๋ให้ได้ ลู่ไห่หมิงก็มองลูกสาวแล้วถอนหายใจออกมา ถ้าเขาไม่ร่วมทำธุรกิจกับจูหลงจนยากจะถอนตัวแบบนี้ ลูกสาวของเขาก็คงไม่ต้องเดือดร้อนแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รัก แต่ตอนนี้เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากหาพันธมิตรคอยหนุนตระกูลเพื่อคานอำนาจไม่ให้ตระกูลหนานกับตระกลูหม่าร่วมมือกันจัดการตระกูลของเขาลินดาก็ตบมือให้อย่างยินดี ก่อนจะทำหน้าพะอืดพะอมเพราะอยู่ๆก็เหม็นกลิ่นดอกไม้ที่ถูกจัดใส่แจกันตรงหน้า เธอก็รีบเอามือปิดจมูกทันที แต่เธอก็ทนไม่ไหวก็รีบลุกวิ่งออกไปทันที“อ่าว พี่ลินดาไปไหนคะนั่น” ฝ้ายที่อยู่ตรงข้ามก็มองแบบตกใจที่อยู่ๆลินดาก็วิ่งออกไปแบบนั้นทุกคนก็หันไปมองกันแล้วพากันเงียบ เพราะอยู่ๆลินดาก็วิ่งพรวดพลาดออกไปแบบนั้น“หรือว่าลินดาจะทนดูไม่ได้ที่ลินดายังไม่ท้องน่ะ” ชยุตพูดไปอย่างอดไม่ได้“ไม่พูดก็ไม่มีใครว่าอะไรนะคะ” ฝ้ายก็มองชยุตแบบดุๆ เพราะเขาไม่ควรจะพูดแบบนั้น“ลินดา...” หยางอี้ก็มองตามแล้วไดยินที่เพื่อนพูดเขาก็รู้สึกใจคอไม่ดีเลย หยางอี้ก็รีบวิ่งตามลินดาออกไป“เพราะแกเลยไห่หมิง ถามเอาแต่หลานอยู่นั่นแหละ หนูลินดาเขาเลยกดดันน่ะ” ไป๋เหวินว่าเพื่อน“ฉันก็ไม่ได้กดดันนานแล้วนะโว้ย จะท้องก็ท้อง ไม่ท้องฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนิวะ” ไห่หมิงตอบเพื่อนไป“อย่าเถียงกันเลยค่ะ พวกเราตามไปดูกันดีกว่าค่ะ” ลู่หลิงก็รู้สึกเป็นห่วง เพราะเธอรู้ว่าลินดาเครียดมาก แต่ก็ไม่ยอมพูดอะไร แต่ทุกคนรู้ว่าเธอกดดันแค่ไหน“อืม ไปกันเถอะ” ซ่งเฉินก็เห็นด้วย เขาก็ประคองลู่หลิงเดินไปกับเขาแล้วทุกคนก็พากันลุกตามไปหาล
พอกระจกกั้นเลื่อนขึ้นมาปิดลินดาก็เอามือกดหน้าต่างด้านข้างระบายกลิ่นออกไปจนเธอรู้สึกดีขึ้น เธอก็กดปิดแล้วถอนหายใจแบบโล่งอก“ดีขึ้นแล้วใช่ไหม...คุณนี่จมูกไว้จริงๆเลยนะ ผมยังไม่ได้กลิ่นอะไรเลย” หยางอี้ก็มองลินดาแล้วถามเธอ“ก็คุณเคยสูบบุหรี่นิคะไปได้กลิ่นอะไรล่ะ อืม...แต่จะว่าไปวันนี้คุณใส่น้ำหอมกลิ่นอะไรคะ ทำไมหอมจัง...” ลินดาตอบเขาแล้วก็ได้กลิ่นหอมๆจากตัวเขา เธอก็ยื่นหน้าเข้าไปสูดดมแบบชอบใจ“ถ้าจะดมขนาดนี้ก็มานั่งตักของผมเลยไหม คุณจะได้ดมเต็มที่เลย” หยางอี้พูดหยอกเธอไปแบบขำๆ“ก็ดีนะคะ เมื่อกี้เหม็นจนเวียนหัวแล้ว ขอดมกลิ่นหอมๆให้ชื่นใจหน่อยค่ะ พรึบ...อือ...” ลินดาก็ลุกไปนั่งตักของหยางอี้แล้วเอามือโอบรอบคอของเขาแล้วเอาหน้าซุกหน้าอกดมกลิ่นหอมๆจากตัวเขา“โอ้...ลินดา นี่คุณจงใจอ่อยผมใช่ไหมเนี่ย” หยางอี้ก็กลืนน้ำลายลงคอแล้วถามเธอ เพราะเธอมากอดเขาแบบแนบชิดแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกวูบวาบขึ้นมา“เปล่าค่ะ ฉันแค่อยากดมกลิ่นตัวคุณเฉยๆ อื้ม....สดชื่นขึ้นมาเลยค่ะ” ลินดาก็ส่ายหน้าแล้วพูดบอกเขา เธอก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าของเขาแล้วสูดดมอย่างชื่นใจ“ลินดา...ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะ” หยางอี้เตือนเธอแล้วก็พย
สามเดือนต่อมา ทุกคนก็ชีวิตกกันอย่างมีความสุข ฝ้ายและชยุตก็จดทะเบียนแต่งงานกันเรียบร้อยและจะจัดงานแต่งงานหลังจากคลอดลูกแล้ว ส่วนซ่งเฉินก็ออกจากโรงพยาบาลและกลับมาทำงานตามปกติ และก็ยังหวานชื่นกับลู่หลิงจนน่าอิจฉา ส่วนหยางอี้และลินดาก็ตั้งหน้าตั้งตากับการปั้มทายาทของพวกเขา แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าลินดาจะท้องเลย“ลินดา คุณยังไม่ตื่นอีกเหรอ เดี๋ยวเราจะไปสายกันนะ ตื่นได้แล้วที่รัก” หยางอี้ที่กลับจากวิ่งออกกำลังกายเข้ามาในห้อง เขาก็ยังเห็นลินดานอนอยู่ จึงเข้าไปปลุกเธอ“อือ....ขอนอนต่ออีกหน่อยสิคะ เมื่อคืนคุณทำให้ฉันแทบไม่ได้นอนเลย” ลินดาพูดตอบมาทั้งที่ตายังปิดอยู่“ผมขอโทษ เดี๋ยวคืนนี้ผมจะให้คุณนอนเต็มที่เลย แต่ตอนนี้คุณต้องตื่นก่อนนะที่รัก เราต้องไปร่วมงานเบบี้ชาร์เวอร์ของพี่ลู่หลิงนะ” หยางอี้บอกลินดาแล้วเขาก็เข้าไปนั่งที่เตียงแล้วเอามือจับไหล่ของเธอเบาๆ“อือ....จริงด้วยสิคะ ฉันลืมไปเลย....คุณน่าจะปลุกฉันให้เร็วกว่านี้นะคะ” ลินดาก็ลืมตาตื่นแบบตกใจ เพราะเธอลืมไปเลยว่าวันนี้จะต้องไปงานเบบี้ชาร์เวอร์น่ะ“ปกติคุณก็ตื่นเองตลอด ผมก็นึกว่าคุณจะตื่นเองน่ะสิก็เลยไม่ได้ปลุก งั้นเราก็ไปอาบน้ำด้วยกันเลยก
“ถ้าฉันไม่ได้ยินกับหูฉันก็คงไม่รู้ว่าลูกชายของฉันมันหื่นขนาดนี้...เฮ้อ...” ไห่หมิงที่กำลังเดินเข้ามาได้ยินพอดีก็ถึงได้อึ้ง ไม่คิดว่าลูกชายที่ดูนิ่งๆขรึมๆเวลาอยู่กับเมียมันจะเป็นแบบนี้ “อ่อพ่อ...มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ไม่ให้สุ่มให้เสียงกันเลยนะครับ” หยางอี้ก็ยิ้มแบบอายๆพ่อของเขา“ก็มาตั้งแต่แกพูดแทะโลมเมียแกนั่นแหละ อย่าไปทำตัวแบบนี้ให้ใครเห็นล่ะ ฉันอาย...” ไห่หมิงมองลูกชายแบบค้อนๆ“ครับๆ ผมก็ไม่ได้อยากให้ใครเห็นผมมุมนี้เหมือนกันครับ แล้วนี่พ่อจะไปไหนเหรอครับ” หยางอี้ตอบไปก็ถามพ่อทันที“จริงสิ ฉันมัวแต่พูดกับแกเลยลืมบอกไปเลยว่าซ่งเฉินรู้สึกตัวแล้วล่ะ พ่อก็เลยจะไปที่โรงพยาบาล” ไห่หมิงก็นึกได้รีบบอกลูกชายทันที“จริงเหรอครับ งั้นเรารีบไปโรงพยาบาลกันเถอะครับ...ป่ะ ที่รัก ไปเร็วเข้า” หยางอี้ได้ยินก็ดีใจ เขาก็รีบเข้าไปจับแขนลินดาแล้วเดินออกไปทันที“อ่าว ไอ้ลูกเวร แทนที่จะมาพยุงพ่อตัวเอง กลับไปพยุงเมียซะงั้น เฮ้อ แกนี่มันติดเมียจริงๆ” ไห่หมิงก็มองตามแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างระอาจากนั้นเขาก็รีบเดินตามลูกชายและลูกสะใภ้ออกไป แล้วก็ขึ้นรถเดินทางไปที่โรงพยาบาลทันที โรงพยาบาลตระกูลลู่พอซ่งเฉินรู้สึ
ฝ้ายก็มองชยุตแบบช่างใจ เพราะถ้าทำแบบนั้นมันก็ไม่แย่สำหรับเธอ บางทีเธออาจจะลองศึกษาเรียนรู้เขาแบบที่ทุกคนแนะนำได้ หากมีสัญญาหย่าแบบนั้นเธอก็กล้าที่จะลอง“ถ้าคุณทำสัญญาแบบนั้นฉันก็กล้าที่จะลองดูค่ะ...” ฝ้ายบอกไปแบบยอมๆ เพราะอย่างน้อยเขาก็แสดงความจริงใจให้เธอเห็น“คุณพูดจริงๆเหรอฝ้าย คุณตกลงจริงๆใช่ไหม” ชยุตก็รีบเข้าไปจับมือฝ้ายแล้วถามเธอด้วยสีหน้ายิ้มดีใจ“ค่ะ...แต่ถ้าคุณทำตัวไม่ดีฉันก็ช่วยไม่ได้นะคะ” ฝ้ายก็พยักหน้าบอกเขาแล้วพูดเตือนเขาไป“ผมจะทำตัวดีแน่นอน ผมไม่ทำให้คุณต้องผิดหวังที่ให้โอกาสผม....พรึบ...ขอบคุณนะฝ้าย...ขอบคุณจริงๆ” ชยุตบอกเธอแล้วดึงเข้าไปกอดอย่างรู้สึกขอบคุณ อย่างน้อยเธอก็ยังใจอ่อนให้เขา“ขอบคุณคุณเหมือนกันค่ะที่รับผิดชอบฉันกับลูก หวังว่าเราสองคนจะเริ่มต้นกันใหม่ด้วยดีนะคะคุณชยุต” ฝ้ายก็เอามือลูบหลังของเขาแล้วพูดบอกไปอย่างที่ใจหวัง“ผมจะทำให้ดีที่สุด...” ชยุตก็ตอบฝ้ายอย่างดีใจ เขาก็โอบกอดเธอแน่นเลย“เข้าใจกันสักทีนะ เราสองคนก็ไม่ต้องปวดหัวแล้วที่รัก...” หยางอี้เข้าไปหาลินดาแล้วพูดอย่างดีใจเช่นกัน“ใช่ค่ะ ลงเอยกันได้แบบนี้ฉันก็ดีใจค่ะ” ลินดาก็ยิ้มให้สามีแล้วรู้สึกยินดีกั
“ก็มาตั้งแต่ที่คุณคุยกับพี่ลู่หลิงแล้ว คุณท้องลูกของผม คุณไม่คิดจะบอกผมยังไม่พอ คุณตั้งใจจะปิดบังผมอีก คุณนี่มันใจร้ายมากเลยนะฝ้าย” ชยุตก็ต่อว่าฝ้ายอย่างไม่พอใจที่เธอปิดบังเขา“คุณจะมาว่าฉันใจร้ายได้ยังไงกัน ในเมื่อคุณไม่ต้องตั้งใจให้เด็กคนนี้เกิดมาสักหน่อย คุณก็ไม่สมควรที่จะรู้” ฝ้ายก็ตอบกลับไปแบบไม่ยอม“ถึงผมจะไม่ได้ตั้งใจแต่ผมก็ไม่คิดที่จะทิ้งลูกของตัวเองหรอกนะฝ้าย ผมมีความรับผิดชอบมากพอที่จะดูแลเด็กคนนี้ แล้วก็คุณ” ชยุตบอกไปแล้วมองฝ้ายแบบจดจ้อง“แต่ฉันไม่ได้ต้องการการดูแลจากคุณ ฉันดูแลตัวเองได้ แล้วฉันก็ดูแลลูกของฉันเองได้ค่ะ คุณคิดซะว่าคุณไม่ใช่พ่อของเด็กคนนี้ก็แล้วกันค่ะ” ฝ้ายตอบเขาไปแล้วหลบสายตา เพราะเธอไม่ได้อยากจะเอาลูกมาบีบให้เขารับผิดชอบเธอไปด้วย“ผมจะคิดแบบนั้นได้ยังไง ลูกของผมทั้งคนนะ ผมจะไม่ยอมให้คุณพาลูกของผมไปตกระกำลำบากแน่ ยังไงผมก็จะไม่ปล่อยลูกของผมไป” ชยุตพูดแบบมาดมั่น“ถ้าคุณอยากจะมีลูกขนาดนั้น ก็ไปทำผู้หญิงคนอื่นท้องสิคะ มันน่าจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณนะคะ จะมาแย่งลูกกับฉันทำไม” ฝ้ายก็พูดประชดเขาไปแบบอดไม่ได้“ผมไม่ได้อยากจะมีลูกกับใคร และผมก็ไม่ได้ใจง่ายทำผู้หญิง
ณ โรงแรมเจอาร์พาราไดซ์วินเลท 13.00 น ชยุทก็สั่งให้ผู้อำนวยการผู้จัดการโรงแรมเลื่อนตำแหน่งของลินดาจากหัวหน้าฝ่ายดูแลห้องพัก มาเป็นผู้จัดการฝ่ายดูแลห้องพักแทน พร้อมกับขึ้นเงินเดือนให้เธอตามเกณฑ์กำหนดของโรงแรม จากนั้นเขาก็เข้าประชุมในรอบบ่าย หลังจากที่เลื่อนนัดจากตอนเช้ามา“อะไรนะคะพี่หนุ่ม...ทำไมอยู
โรงพยาบาล เวลา 9 โมง “คุณชยุทให้คนเอาเอกสารนี่มาส่งให้ครับนาย...” ซูหานเอาเอกสารส่งให้เจ้านายไป“อืม...” หยางอี้ก็รับมาแล้วดึงเอกสารในซองออกมาดูทันที ซึ่งเป็นประวัติของลินดาผู้หญิงที่ช่วยชีวิตเขาไว้เมื่อคืน “หึ...ไอ้ชยุทมันก็เสือกใช้ได้เลยนะเนี่ย ให้หาประวัติมาคร่าวๆ แต่มันกลับเอามาแบบละเอียดยิบเ
สองหนุ่มก็นั่งรถเดินทางไปยังโรงพยาบาล ชยุทเห็นหยางอี้นั่งเงียบมาตลอดก็มองเพื่อนหนุ่มแล้วเอ่ยถามไปอย่างอดไม่ได้ “หยางอี้ นี่แกนั่งเงียบแบบนี้เพราะแกเจ็บแผลหรือว่าแกอกหักจากพนักงานของฉันเมื่อกี้วะ” ชยุทถามไป“แกยังจะมาตอกย้ำฉันอีกนะไอ้เพื่อนเวร ถ้าแกจะนั่งไปเงียบๆจะดีมากเลยว่ะ” หยางอี้พูดด้วยสีหน้าเ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา...“ผมทำแผลให้เรียบร้อยแล้วนะครับ ตอนนี้ฉีดมอร์ฟีนระงับการแก้ปวดให้แล้ว และฤทธิ์ของยาชายังมีผลอยู่ ดังนั้นควรจะรีบพาคุณหยางอี้ไปรักษาที่โรงพยาบาลครับ...เพราะต้องรับยาฆ่าเชื้อทุกๆหกชั่วโมงครับ ไม่อย่างนั้นแผลอาจจะติดเชื้อได้ และมันจะเป็นอันตรายสำคัญคุณ” หมอบอกไปเพราะผ่าตัดแบบนี้มัน







