LOGIN
1
เบื้องหน้าที่เห็นอยู่นี้เป็นความมืดไร้ซึ่งแสงสว่างที่ลอดผ่านเข้ามาไม่ได้ มันเป็นความฝันของหญิงสาวซึ่งนางในตอนนี้กำลังอยู่ในห้วงลึกของความฝัน แต่ในความฝันนี้กลับทำให้มีความรู้สึกเหมือนตื่นขึ้นมาอยู่อีกโลก ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสหรือเอามือหยิกแก้มตนเองแล้วรู้สึกเจ็บปวด
แสดงว่าที่นี่ไม่ใช่ความฝันแต่เป็นความจริงแล้วตอนนี้นางอยู่ที่ใดกันหนอ
ความฝันหรือความจริงในตอนนี้ ทำให้
หนิงเอ๋อที่น่าจะนอนอยู่บนเตียงนอนภายในคอนโดสุดหรูแต่กลับมาอยู่ในความมืดโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจอยากจะอยู่ที่มืดมนแห่งนี้“มันเกิดอะไรขึ้น? แล้วที่นี่ที่ไหน?”
“ที่นี่ก็คือ โลกหลังความตาย”
!?
เสียงปริศนาดังก้องในหัวนี้เป็นเสียงของใครกันแน่ ฟังดูแล้วเป็นเสียงที่ให้ความรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“ใครน่ะ?”
“ข้าคือเซียน ผู้สร้างจักรวาล”
ฟังไปฟังมายิ่งไม่เข้าใจ
(ผู้สร้างจักรวาลเหรอ บ้าบอสิ้นดี)
“เจ้าว่าข้าบ้าเหรอ”
“ไม่ได้พูดสักหน่อย”
“แต่ข้าอ่านความคิดเจ้าได้นะ”
หนิงเอ๋อที่ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใดจึงหยุดความคิดในหัวของตนเองแล้วทำให้ในหัวโล่งที่มีแต่ความว่างเปล่า
“ท่านชื่อเซียนสินะ โลกหลังความตายที่พูดถึง มันหมายความว่ายังไง?”
“หมายความว่าคนที่เข้ามาอยู่ในโลกแห่งนี้ก็คือคนที่ตายแล้ว”
“ฉันเหรอ?”
“ใช่แล้ว เจ้าน่ะตายไปแล้ว แล้วเจ้าก็ถูกส่งตัวมาที่แห่งนี้”
“บ้าน่ะ ฉันจะตายได้ยังไงกัน ฉันน่ะนอนอยู่ในห้องที่คอนโดของฉันนะ!”
“แต่เจ้าตายแล้ว สาเหตุการตายของเจ้าคือ ไหลตาย”
(ไหลตายเนี่ยนะ!)
ถึงไม่อยากจะเชื่อ แต่มันก็เป็นความจริง
หนิงเอ๋อนอนหลับแล้วไหลตาย เนื่องจากนางเป็นคนขยันทำมาหากิน ทำงานไม่หยุดพัก พักผ่อนน้อย ดื่มเหล้าหนัก ไม่ออกกำลังกาย ทำให้นางนอนหลับแล้วไหลตายในที่สุด
ทำไมชีวิตนางถึงได้ซวยอะไรอย่างนี้กันนะ
“เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าเจ้าตายเพราะนอนหลับแล้วไหลตาย”
“งั้นเหรอ ฉันตายแล้วสินะ”
“ดูเจ้าไม่ทุกข์ร้อนเลยนะ”
“ก็เพราะว่าฉันตายไปแล้ว หนี้สินที่ต้องผ่อนก็ไม่ต้องผ่อนอีก สบายเลยทีนี่ ทุกอย่างก็จะได้จบ
แล้วจะได้ไม่เหนื่อยอีกต่อไป”“หัวความคิดดีมาก เหอะ ดีก็บ้าแล้ว!”
ถึงอย่างเป็นอย่างนั้นท่านเซียนก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรหนิงเอ๋อ เพียงแต่ท่านเซียนมีเรื่องให้คิดเพื่อที่จะให้นางชดใช้ในส่วนนี้
“เอาเป็นว่า ต่อให้เจ้าตายแต่เจ้าจะต้องชดใช้หนี้สินของเจ้าให้หมด”
“ฉันตายแล้วหนิ แล้วจะให้ชดใช้หนี้สินอะไรอีก?”
“กลับไปเกิดใหม่”
“กลับไปเกิดใหม่? ของแบบนั้นทำได้ด้วยเหรอ?”
“ทำได้สิ ข้าซะอย่าง แต่ข้าทำให้เจ้าเกิดในโลกเดิมที่เจ้าจากมาไม่ได้หรอกนะ แต่ว่า ข้าสามารถทำให้เจ้าไปเกิดใหม่ที่โลกอื่นได้ แล้วข้าก็มีพลังให้เจ้าด้วย”
“พลังอะไร?”
“มิติแห่งความต้องการ”
“มิติแห่งความต้องการ? มันคืออะไร?”
“เป็นพลังที่เจ้าต้องอะไรก็ได้สิ่งนั้น”
“ประมาณว่า หากฉันต้องการบ้าน ฉันก็จะได้บ้าน”
“ถูกต้อง หัวไวดีนี่นาเจ้าน่ะ”
มาถึงตอนนี้หนิงเอ๋อมีความเชื่อเรื่องที่ท่านเซียนพูดกับนางอยู่บ้าง
“แล้วต่อจากนี้ฉันต้องทำอะไรบ้าง?”
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น อีกไม่นานร่างกายของเจ้าก็จะสลายหายไป เมื่อไปถึงที่โลกใหม่ เจ้าก็จะมีร่างกายใหม่มาทดแทน แน่นอนว่าเจ้าต้องชอบอย่างแน่นอน”
“งั้นเหรอ”
ไม่นาน ร่างกายของหนิงเอ๋อก็สลายหายไปในที่สุด
.
.
.
ทะเลสาบสวยงามแห่งนี้ถือเป็นสถานที่
ที่สำคัญต่อชาวบ้านในระแวงนี้ สำคัญอย่างไร สำคัญตรงที่มันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติและ สัตว์ป่านานาชนิด ทำให้ชาวบ้านสามารถหาเลี้ยงชีพตนเองได้โดยไม่ต้องลำบากเรื่องอาหารแต่ทว่า ทะเลสาบแห่งนี้กลับไม่มีใครเลย ผู้คนหายไปไหนกันหมด
ไม่สิ เหลืออยู่คนหนึ่ง
พอลืมตาตื่นขึ้นมาในขณะที่ยืนอยู่พร้อมกับความรู้สึกตื่นขึ้นมา ทำให้รู้ได้ทันทีว่ามีตัวตนขึ้นมาอีกครั้ง
“นี่เรา เกิดใหม่แล้วเหรอ?”
เป็นคำถามที่ถามตนเองแต่ไม่ได้คำตอบ
หนิงเอ๋อแตกต่างจากที่ผ่านมา นางเดินไปตรงริมทะเลสาบแล้วได้เห็นเงาสะท้อนใบหน้าของตนเอง
(ใบหน้าของเรา ทำไมถึงเป็นแบบนี้ แต่ว่า น่ารักดีออก)
ใบหน้าที่ดูเด็กและสวยงามนี้ เป็นสิ่งที่ท่านเซียนให้มาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าจีนโบราณหรือรองเท้า ดวงตาที่มีความมุ่งมั่นเป็นเอกลักษณ์ ผิวขาวสวยสว่าง แล้วอีกหลายอย่างนี้ ทุกอย่างท่านเซียนให้มาทั้งหมด
!?
หลังจากที่ชมเชยใบหน้าของตนเองได้ครู่หนึ่ง หนิงเอ๋อก็ได้เห็นอะไรบางอย่างลอยอยู่ มันอยู่ใกล้กับที่นางตื่นขึ้นมานั่นแหละ
“มันคืออะไรกันนะ?”
ถามตนเองแต่ไม่ได้คำตอบ
พอคิดถึงเรื่องท่านเซียนที่ได้พูดก่อนส่งตัว
หนิงเอ๋อมาอยู่โลกแห่งนี้ พลังมิติแห่งความต้องการมันคงจะเป็นสิ่งที่เห็นอยู่สินะ(มันเหมือนกับช่องว่างอะไรสักอย่าง มองดูแล้วเหมือนกับว่าจะทะลุเข้าไปได้)
หนิงเอ๋อลองเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อที่จะเดินทะลุตามความคิดของตนเอง แต่มันก็ไม่ได้ทะลุเข้าไป
“เดินผ่านเฉยเลย”
หนิงเอ๋อคิดหาวิธีหลายวิธีว่าจะทำอย่างไร
กับมันเสียเวลาไปหน่อยแต่นางก็รู้วิธีใช้งาน
นางเอามือล้วงเข้าไปแล้วพูดถึงสิ่งของที่ตนอย่างได้ นางขอข้าวผัดไข่ แล้วข้าวผัดไข่ก็มาอยู่ในมือของนาง
จานข้าวผัดไข่สำหรับหนึ่งคนนี้ หนิงเอ๋อกำลังถือมันอยู่
“ข้าวผัดไข่ออกมาจริงด้วย”
หนิงเอ๋อตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
หลังจากนั้นนางก็ขออะไรต่อมิอะไรหลายอย่างเลย แล้วทุกอย่างก็ได้ตามที่ตนเองต้องการ
ว่าแต่ จะทำอย่างไรให้มันหายไปดี
“จงหายไป จงออกมา”
ซึ่งมันก็ได้ผลจริง
ทุกอย่างเรียบร้อยดีไปหมด แล้วหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อดี
“ท่านเซียนไม่ได้บอกเราด้วย แล้วฉันต้องทำอะไรต่อ?”
นางถามตนเองอยู่หลายแต่ทุกครั้งก็ไม่ได้คำตอบที่นางอยากรู้ จนนางได้ไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งตกอยู่ที่พื้น เป็นหนังสือเก่าแก่มาก เก่าแบบว่าจะขาดอยู่แล้ว
เมื่อเปิดหนังสือที่ว่าออกมากางดู ก็พบสิ่งที่ควรทำต่อจากนี้
(นี่คงจะเป็นการชำระหนี้สินของเราสินะ แคว้นฉิน? มันคือที่ไหนกันนะ?)
…
24 ชาวบ้านในแคว้นใหญ่ทั้งสี่ได้รู้เรื่องมาจากเมืองหลวงให้ส่งตัวนักปราชญ์ของพวกเขา แน่นอนว่าไม่มีชาวบ้านคนไหนทำสิ่งที่ทางเมืองหลวงประกาศ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก “เส้าหลันคิดจะให้พวกเราอยู่ใต้อาณัติของมัน ทว่าสิ่งที่มันกำลังกระทำอยู่นี้ไม่ใช่แค่ต้องการตัวพวกเรา มันข่มขู่ชาวบ้านทางอ้อมให้ตื่นกลัว หากเจ้าอ่านใบประกาศตรงนี้จะเข้าใจ” หนิงเอ๋อชี้นิ้วให้เหยาอ่านใบกระกาศและให้ทำความเข้าใจ ก่อนหน้าจะเรื่องนี้ขึ้น หนิงเอ๋อได้ขอความช่วยเหลือจากจางลี่และเจียง รวมถึงชาวบ้านเดินทางไปยังแคว้นและหมู่บ้านทั้งหมดเพื่อแจ้งกับชาวบ้านให้ได้รู้กันว่าอาจจะเกิดเรื่องขึ้นเพื่อไม่ได้ตื่นตระหนกตกใจรวมถึงเรื่องสิ่งมีชีวิตเหนือจินตนาการด้วย 
23 ขบวนรถม้าของเส้าหลันเดินทางออกจากเมืองแคว้นฉินเป็นที่เรียบร้อย สายตาอันนับร้อยจับจ้องไปที่ขบวนรถม้าที่กำลังจะอันตรธานหายไป มีเพียงเหยาที่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เขาไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้เพียงยอมรับมันเท่านั้น “ข้า ทำอะไรไม่ได้เลย” น้ำเสียงแผ่วเบาหลุดลอยออกมาทำให้หนิงเอ๋อที่อยู่กับเขามานานเข้าใจความรู้สึกของเหยาดี “แม้เส้นหลันจะไม่ได้เอ่ยกล่าวว่าจะกระทำอันใดก็เถิด ข้าเกรงว่ามันจะเกิดเรื่องขึ้น อีกไม่นานนี้อย่างแน่นอน ข้าพูดอยู่ฝ่ายเดียวว่าปฏิเสธแต่ว่าข้าไม่ได้ไถ่ถามชาวบ้านเลย” เหยาทำหน้าเศร้าหมอง เขาหันมองชาวบ้านแต่ละคนด้วยความรู้สึกเป็นกังวล
22 ใบหน้าที่หยาบราวกับหินผา ดวงตาคมกริบราวกับใบมีดที่จ้องจะทำร้ายทุกคนที่ขัดขวาง หนวดยาวจรดถึงหน้าอกอย่างกับราชสีห์ ชุดจีนโบราณดูมีราคาที่แม้แต่ชาวบ้านจับต้องไม่ได้ มีเพียงขุนนางและผู้มียศถาบรรดาศักดิ์เท่านั้นที่สามารถสวมใส่มันได้ เมื่อชาวบ้านได้เห็นว่าบุคคลข้างในรถเป็นถึงขุนนาง พวกเขาจึงทำความเคารพ หากไม่ทำเช่นนั้นอาจจะถูกจับแล้วถูกตัดหัวก็ได้ ป่าเถื่อนอะไรเช่นนี้ “ข้าเป็นขุนนางมาจากเมืองหลวง นามของข้าคือ เส้าหลัน ข้ามาที่นี่ก็เพื่อต้องการมาพิสูจน์ด้วยตาคู่นี้ของข้าเองว่าแคว้นฉินนั้นถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง มันเป็นจริงหรือไม่ ตอนนี้ข้าได้เห็นแล้ว แคว้นฉินถูกฟื้นฟูกลับขึ้นมาจริง มันเป็นเรื่องน่ายินดีอะไรเช่นนี้” แม้เส้าหลันจะเอ่ย
21 ขบวนรถม้าที่มักจะเห็นในเมืองหลวง ทว่ามันกลับได้มาเห็นในป่าระหว่างเดินทางไปยังหมู่บ้านของแคว้นหนาน มันเป็นรถม้าดูสง่างามประหนึ่งว่าอยู่ในโลกของแฟนตาซีที่มักจะเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง ไม่ใช่แค่นั้นนะ ทหารหลายนายขี่ม้าประกบด้านหน้าและด้านหลังเพื่อคุ้มกันความปลอดภัยของขุนนางที่นั่งอยู่ภายในรถม้า เมื่อรถม้าของขุนนางไกลเข้ามาเต็มที เหยาจึงควบคุมม้าให้หยุดเดินเพื่อรอให้รถม้าของขุนนางเดินทางผ่านไปเสียก่อน สิ่งที่ต้องต่อจากนี้ก็คือลงจากรถม้าแล้วต้องทำความเคารพ ทว่าหนิงเอ๋อและเหยาไม่คิดจะทำเช่นนั้น “หนิงเอ๋อ เจ้าคงคิดเหมือนกับข้าสินะ” &ldq
20 ณ ห้องแห่งหนึ่ง ห้องแห่งนี้ไม่ใช่ห้องของคนทั่วไป มันเป็นห้องสำหรับคนที่มีตำแหน่งเทียบเท่าขุนนาง มันเอาไว้ใช้ในการสนทนาในเรื่องสำคัญ แล้วตอนนี้มันก็ถูกเปิดออกให้ได้เห็น ลักษณะภายในห้องเป็นแบบจีนโบราณ มีโต๊ะกลมและเก้าอี้ล้อมรอบเอาไว้สำหรับนั่งประชุม แล้วมันก็ถูกใช้ครบคนด้วยกัน บุคคลที่อยู่ภายในห้องแห่งนี้ไม่อาจที่จะเปิดเผยใบหน้าได้ แม้ว่าจะมีบุคคลตำแหน่งขุนนางอยู่ร่วมด้วยก็ตาม เพราะนี่เป็นการประชุมลับสุดยอด “หลายสิบปี ที่พวกเรามานั่งประชุมลับด้วยกัน ที่ผ่านมาต่างคนต่างมีเรื่องและหน้าที่ที่รับผิดชอบ ก็ย่อมที่จะไม่มีเวลากันเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้สำคัญยิ่งกว่าหน้าที่ของพวกท่าน เมื่อหลายวันก่อน ข้าไปได้ยินเรื่องหนึ่งจากชาวบ้านในเมืองหลวงแห่งนี้ ชาวบ
19 หลังจากได้ทำข้อตกลงกับผู้นำทหาร หนิงเอ๋อและเหยาจึงออกเดินทางเพื่อไปยังเมืองหลวง “คนพวกนั้นเชื่อใจได้จริงเหรอเหยา?” “ข้าเชื่อใจพวกเขานะ แล้วก็ ข้าน่ะดูคนเป็นนะ ใครจะดีใครจะชั่ว มันดูที่การกระทำ” “คิดง่ายเกินไปแล้ว” “สำหรับตัวข้า การที่เหล่าทหารมีความคิดไม่ต่างจากข้า นั่นก็เท่ากับว่าพวกเขาน่ะจะไม่ทำร้ายชาวบ้าน แล้ก็อีกเรื่อง ถึงข้าจะไม่ได้ถามพวกนั้นแต่ข้าพอจะรู้ว่าพวกนั้นไปที่ใด” “แล้วพวกเขาไปที่ใดกัน?” “หมู่บ้านก่อนหน้านี้น่ะ แต่ข้าไม่รู้ว่าไปทำไม พอข้าได้เห็นสัมภาระของทหาร







