Share

บทที่ 2

last update publish date: 2026-07-16 23:51:31

2

          ในเมื่อไม่รู้เส้นทางไปยังแคว้นฉิน หนิงเอ๋อจึงได้แต่เดินไปตามเส้นทางที่คิดว่าน่าจะมีคนอาศัยอยู่ ด้วยความที่นางสวยและผิวพรรณดีอาจจะต้องระวังตัวเป็นพิเศษ

          “ยังดีที่เป็นกลางวัน ถ้าเป็นกลางคืนจะทำยังไง?”

          ถึงจะพูดออกมาอย่างนั้น แต่ก็ต้องเดินต่อไป

          ระหว่างทาง หนิงเอ๋อได้เห็นชาวบ้านสะพายย่ามทั้งหญิงทั้งชายและเด็ก พวกเขาน่าจะเป็นครอบครัวเดียวกัน กำลังเดินตรงไปยังเส้นทางข้างหน้า อีกไม่นานแล้วสินะที่จะได้ไปถึงแคว้นฉิน

          ไม่รู้ใช่หรือเปล่านะ?

          “เดี๋ยวก่อน รอด้วย”

          หนิงเอ๋อเรียกห้ามพวกเขาเอาไว้เพื่อให้พวกเขาหยุดแล้วหันมาสนใจเสียงของนาง

          เมื่อวิ่งไปถึงกลุ่มชาวบ้านจึงถามถึงแคว้นฉิน

          “ขอโทษนะคะ แคว้นฉินไปทางนี้ใช่ไหมคะ?”

          “ใช่แล้วแม่หนู ไปกับพวกข้าก็ได้นะ”

          หนึ่งในชาวบ้านกลุ่มนี้เป็นตัวแทนพูดกับ

หนิงเอ๋อ

          หลังจากนั้นนางจึงเดินทางไปพร้อมกับชาวบ้าน ระหว่างเดินทางก็ได้ฟังพวกชาวบ้านพูดคุยกันไม่หยุดหย่อน พวกเขาพูดคุยกันด้วยสำเนียงโบร่ำโบราณ ทำให้หนิงเอ๋อนึกถึงท่านเซียนขึ้นมาทันที

          (เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามสินะ)

          เมื่อเดินทางมาถึงก็พบกับแคว้นฉิน เป็นแคว้นที่ไม่ใหญ่นัก แต่ทว่า สภาพของแคว้นนั้นมันมีบางอย่างที่ทำให้หนิงเอ๋อรู้สึกพอใจเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า

          บ้านเรือนแต่ละหลังมีสภาพที่ทรุดโทรม ดูไม่มีชีวิตชีวา ชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ยากจนแบบที่ว่าไม่มีอันจะกิน เพียงแค่ได้เห็นและสัมผัสด้วยตาตัวเองก็ได้ทันที ความเป็นอยู่ของที่นี่มัน

แย่มาก

          (เราต้องทำอะไรสักอย่าง)

          หนังสือเก่าแก่ที่เขียนระบุเอาไว้ให้มาที่แคว้นฉินนั้น ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไร แต่พอหนิงเอ๋อมาถึงก็รู้ได้ทันทีว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำ

          “แคว้นฉิน มันเป็นแบบนี้มานานแล้วแม่หนู ข้าเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าเจ้ามาที่นี่ทำไม แต่ที่นี่ไม่มีอะไรให้เจ้าหรอก ที่เห็นอยู่ก็มีแค่นี้แหละ”

          ชาวบ้านคนหนึ่งพูดจบเขาก็เดินจากหนิงเอ๋อไปพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นและครอบครัวของเขา

          (การชดใช้ของเราคงจะเป็นเรื่องนี้สินะ ให้ตายสิ เราน่าจะตายไปอย่างสงบก็ดีแล้ว ทำไมเราจะต้องมาทำอะไรแบบนี้กันนะ แต่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเกิดมาใหม่เราก็ต้องทำนั่นแหละ ท่านเซียนคงจะเล็งจุดนี้เอาไว้เพื่อให้เราเข้ามาแก้ไขมัน)

          เมื่อคิดได้เช่นนั้น หนิงเอ๋อจึงเดินเข้าไปในแคว้นฉิน

          ข้างนอกมันอาจจะเป็นอย่างที่เห็น แต่ข้างในมันอาจจะดีกว่าข้างนอกกได้

          ใครมันจะไปรู้กันล่ะ

          .

          .

          .

          หนิงเอ๋อเดินเข้ามาในเขตของแคว้นฉิน ภาพที่เห็นตรงหน้ามันยิ่งกว่าภายนอกเสียอีก เนื่องจากเด็กและชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดูหดหู่ สภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งไม่สามารถปลูกพืชได้ ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ผอมแห้งกะหร่อง เห็นแล้วน่าสงสารยิ่งนัก

          สายตาของชาวบ้านจับจ้องมาที่หนิงเอ๋อ

ด้วยความสงสัย ท่ามกลางผู้คนมากมายนี้หนิงเอ๋อจะทำเช่นไร

          (ไม่น่าเข้ามาเลยเรา)

          !?

          ด้วยความที่ตนเองไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ก็มีบุคคลท่านหนึ่งเดินเข้ามาหาหนิงเอ๋อ

          “แม่หนู เจ้ามาทำอะไรที่แคว้นฉินเหรอ?”

          ชายแก่ถือไม้เท้าพูด

          “ฉันมา ไม่สิ ข้ามาเพื่อช่วยเหลือ”

          “ช่วยเหลือ?”

          “ใช่ ข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านแคว้นฉินให้หลุดพ้นความอดอยาก”

          พูดจบ หนิงเอ๋อก็เรียกมิติแห่งความต้องการออกมาก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาจากมิติ

          ผลไม้ที่ออกมาจากมิตินี้มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด พอรวมกันแล้วมีขนาดกองโตเท่าภูเขาขนาดเล็ก

          “เอาไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านได้กินกันทุกคน

นะคะ”

          “โอ้ เจ้าทำได้อย่างไร แต่ข้าก็ต้องขอบคุณเจ้ามากเลยนะ”

          “ไม่เป็นไรคุณตา ขอให้ข้าได้ช่วยเหลือแคว้นฉินสักนิดก็ยังดี”

          หลังจากนั้นชาวบ้านในแคว้นฉินก็ได้แห่กันเข้ามาหยิบผลไม้กลับไปเต็มมือ

          (แค่นี้มันคงยังไม่พอ)

          หนิงเอ๋อเอาผลไม้ออกมาจากมิติเพิ่ม คราวนี้กองโตใหญ่กว่ากองแรก จะบอกว่าเป็นกองเท่าภูเขาขนาดใหญ่กว่าภูเขาลูกแรกก็ได้

          สถานการณ์ตอนนี้คงต้องปล่อยให้ชาวบ้านจัดการเรื่องเสบียงกันไปก่อน ส่วนนางเองจะไปหาที่พักผ่อนและสร้างบ้านบริเวณแคว้นฉินเพื่อเอาไว้เป็นที่พักผ่อนชั่วคราว

          ใช้เวลานาน เสบียงกองโตเท่าภูเขาก็ได้อันตรธานหายไป มันคงเพียงพอสำหรับชาวบ้าน น่าจะอยู่ได้หลายวัน แต่จะให้พวกเขาแบบนี้ต่อไปก็ไม่ได้ หากติดความสบายก็จะไม่งานเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเอง คงจะรอแต่ของแจก ซึ่งแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูก

          (เราต้องสร้างอาชีพให้กับพวกชาวบ้าน)

          แล้วจะสร้างอาชีพอะไรให้กับพวกชาวบ้านดี หนิงเอ๋อพยายามใช้ความคิดและประสบการณ์ของตนเองที่เคยเป็นคนทำงานขยันขันแข็งมาก่อนว่าจะทำเช่นไร

          “คิดไม่ออกโว้ย!”

          หนิงเอ๋อพูดบ่นกับตัวเองก่อนจะถอนหายใจทิ้ง

          เมื่อคิดอะไรไม่ออก หนิงเอ๋อจึงหยุดพักผ่อนแล้วเดินชมบริเวณรอบแคว้นฉินว่าพอมีอะไรให้พวกชาวบ้านทำได้บ้าง ปัญหาหลักคือเรื่องอาหาร

หากไม่มีอาหารก็อดอยาก หากไม่มีน้ำก็อดอยากเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญสำหรับชาวบ้านในตอนนี้ที่จะต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก

          “จริงด้วยสิ น้ำ น้ำคือสิ่งสำคัญสำหรับพวกชาวบ้าน ต้องหาน้ำให้พวกเขาก่อน”

          …

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • มิติของข้ามีไว้ช่วยชาวบ้านผู้ยากไร้   บทที่ 24 จบ

    24 ชาวบ้านในแคว้นใหญ่ทั้งสี่ได้รู้เรื่องมาจากเมืองหลวงให้ส่งตัวนักปราชญ์ของพวกเขา แน่นอนว่าไม่มีชาวบ้านคนไหนทำสิ่งที่ทางเมืองหลวงประกาศ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก “เส้าหลันคิดจะให้พวกเราอยู่ใต้อาณัติของมัน ทว่าสิ่งที่มันกำลังกระทำอยู่นี้ไม่ใช่แค่ต้องการตัวพวกเรา มันข่มขู่ชาวบ้านทางอ้อมให้ตื่นกลัว หากเจ้าอ่านใบประกาศตรงนี้จะเข้าใจ” หนิงเอ๋อชี้นิ้วให้เหยาอ่านใบกระกาศและให้ทำความเข้าใจ ก่อนหน้าจะเรื่องนี้ขึ้น หนิงเอ๋อได้ขอความช่วยเหลือจากจางลี่และเจียง รวมถึงชาวบ้านเดินทางไปยังแคว้นและหมู่บ้านทั้งหมดเพื่อแจ้งกับชาวบ้านให้ได้รู้กันว่าอาจจะเกิดเรื่องขึ้นเพื่อไม่ได้ตื่นตระหนกตกใจรวมถึงเรื่องสิ่งมีชีวิตเหนือจินตนาการด้วย 

  • มิติของข้ามีไว้ช่วยชาวบ้านผู้ยากไร้   บทที่ 23

    23 ขบวนรถม้าของเส้าหลันเดินทางออกจากเมืองแคว้นฉินเป็นที่เรียบร้อย สายตาอันนับร้อยจับจ้องไปที่ขบวนรถม้าที่กำลังจะอันตรธานหายไป มีเพียงเหยาที่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เขาไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้เพียงยอมรับมันเท่านั้น “ข้า ทำอะไรไม่ได้เลย” น้ำเสียงแผ่วเบาหลุดลอยออกมาทำให้หนิงเอ๋อที่อยู่กับเขามานานเข้าใจความรู้สึกของเหยาดี “แม้เส้นหลันจะไม่ได้เอ่ยกล่าวว่าจะกระทำอันใดก็เถิด ข้าเกรงว่ามันจะเกิดเรื่องขึ้น อีกไม่นานนี้อย่างแน่นอน ข้าพูดอยู่ฝ่ายเดียวว่าปฏิเสธแต่ว่าข้าไม่ได้ไถ่ถามชาวบ้านเลย” เหยาทำหน้าเศร้าหมอง เขาหันมองชาวบ้านแต่ละคนด้วยความรู้สึกเป็นกังวล

  • มิติของข้ามีไว้ช่วยชาวบ้านผู้ยากไร้   บทที่ 22

    22 ใบหน้าที่หยาบราวกับหินผา ดวงตาคมกริบราวกับใบมีดที่จ้องจะทำร้ายทุกคนที่ขัดขวาง หนวดยาวจรดถึงหน้าอกอย่างกับราชสีห์ ชุดจีนโบราณดูมีราคาที่แม้แต่ชาวบ้านจับต้องไม่ได้ มีเพียงขุนนางและผู้มียศถาบรรดาศักดิ์เท่านั้นที่สามารถสวมใส่มันได้ เมื่อชาวบ้านได้เห็นว่าบุคคลข้างในรถเป็นถึงขุนนาง พวกเขาจึงทำความเคารพ หากไม่ทำเช่นนั้นอาจจะถูกจับแล้วถูกตัดหัวก็ได้ ป่าเถื่อนอะไรเช่นนี้ “ข้าเป็นขุนนางมาจากเมืองหลวง นามของข้าคือ เส้าหลัน ข้ามาที่นี่ก็เพื่อต้องการมาพิสูจน์ด้วยตาคู่นี้ของข้าเองว่าแคว้นฉินนั้นถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง มันเป็นจริงหรือไม่ ตอนนี้ข้าได้เห็นแล้ว แคว้นฉินถูกฟื้นฟูกลับขึ้นมาจริง มันเป็นเรื่องน่ายินดีอะไรเช่นนี้” แม้เส้าหลันจะเอ่ย

  • มิติของข้ามีไว้ช่วยชาวบ้านผู้ยากไร้   บทที่ 21

    21 ขบวนรถม้าที่มักจะเห็นในเมืองหลวง ทว่ามันกลับได้มาเห็นในป่าระหว่างเดินทางไปยังหมู่บ้านของแคว้นหนาน มันเป็นรถม้าดูสง่างามประหนึ่งว่าอยู่ในโลกของแฟนตาซีที่มักจะเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง ไม่ใช่แค่นั้นนะ ทหารหลายนายขี่ม้าประกบด้านหน้าและด้านหลังเพื่อคุ้มกันความปลอดภัยของขุนนางที่นั่งอยู่ภายในรถม้า เมื่อรถม้าของขุนนางไกลเข้ามาเต็มที เหยาจึงควบคุมม้าให้หยุดเดินเพื่อรอให้รถม้าของขุนนางเดินทางผ่านไปเสียก่อน สิ่งที่ต้องต่อจากนี้ก็คือลงจากรถม้าแล้วต้องทำความเคารพ ทว่าหนิงเอ๋อและเหยาไม่คิดจะทำเช่นนั้น “หนิงเอ๋อ เจ้าคงคิดเหมือนกับข้าสินะ” &ldq

  • มิติของข้ามีไว้ช่วยชาวบ้านผู้ยากไร้   บทที่ 20

    20 ณ ห้องแห่งหนึ่ง ห้องแห่งนี้ไม่ใช่ห้องของคนทั่วไป มันเป็นห้องสำหรับคนที่มีตำแหน่งเทียบเท่าขุนนาง มันเอาไว้ใช้ในการสนทนาในเรื่องสำคัญ แล้วตอนนี้มันก็ถูกเปิดออกให้ได้เห็น ลักษณะภายในห้องเป็นแบบจีนโบราณ มีโต๊ะกลมและเก้าอี้ล้อมรอบเอาไว้สำหรับนั่งประชุม แล้วมันก็ถูกใช้ครบคนด้วยกัน บุคคลที่อยู่ภายในห้องแห่งนี้ไม่อาจที่จะเปิดเผยใบหน้าได้ แม้ว่าจะมีบุคคลตำแหน่งขุนนางอยู่ร่วมด้วยก็ตาม เพราะนี่เป็นการประชุมลับสุดยอด “หลายสิบปี ที่พวกเรามานั่งประชุมลับด้วยกัน ที่ผ่านมาต่างคนต่างมีเรื่องและหน้าที่ที่รับผิดชอบ ก็ย่อมที่จะไม่มีเวลากันเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้สำคัญยิ่งกว่าหน้าที่ของพวกท่าน เมื่อหลายวันก่อน ข้าไปได้ยินเรื่องหนึ่งจากชาวบ้านในเมืองหลวงแห่งนี้ ชาวบ

  • มิติของข้ามีไว้ช่วยชาวบ้านผู้ยากไร้   บทที่ 19

    19 หลังจากได้ทำข้อตกลงกับผู้นำทหาร หนิงเอ๋อและเหยาจึงออกเดินทางเพื่อไปยังเมืองหลวง “คนพวกนั้นเชื่อใจได้จริงเหรอเหยา?” “ข้าเชื่อใจพวกเขานะ แล้วก็ ข้าน่ะดูคนเป็นนะ ใครจะดีใครจะชั่ว มันดูที่การกระทำ” “คิดง่ายเกินไปแล้ว” “สำหรับตัวข้า การที่เหล่าทหารมีความคิดไม่ต่างจากข้า นั่นก็เท่ากับว่าพวกเขาน่ะจะไม่ทำร้ายชาวบ้าน แล้ก็อีกเรื่อง ถึงข้าจะไม่ได้ถามพวกนั้นแต่ข้าพอจะรู้ว่าพวกนั้นไปที่ใด” “แล้วพวกเขาไปที่ใดกัน?” “หมู่บ้านก่อนหน้านี้น่ะ แต่ข้าไม่รู้ว่าไปทำไม พอข้าได้เห็นสัมภาระของทหาร

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status