หน้าหลัก / วาย / มิติจันทรา เหนือกาลเวลา / ตำราสวรรค์กับนักปราชญ์หัวโบราณ

แชร์

ตำราสวรรค์กับนักปราชญ์หัวโบราณ

ผู้เขียน: Puifhai85
last update วันที่เผยแพร่: 2026-08-03 21:04:42

ตอนที่ 3 “ตำราสวรรค์กับนักปราชญ์หัวโบราณ”

“สอบติดงั้นรึ?” เสิ่นจือเหยียนขมวดคิ้วทันที “นี่เจ้ากำลังดูแคลนข้าอยู่งั้นรึ”

หลี่จวินเหิงเลิกคิ้ว ก่อนตอบ “ฉันยังไม่ทันได้พูดอะไรเลยนะ”

“น้ำเสียงเจ้าฟังเหมือนว่า ข้าจะสอบไม่ผ่าน” เสิ่นจือเหยียนกล่าวต่ออย่างไม่ค่อยพอใจนัก

“อ้อ เรื่องนั้นน่ะ...” เขายกแก้วกาแฟขึ้นจิบอย่างใจเย็น

“จากสถิติ คนที่อ่านหนังสือวันละสิบหกชั่วโมงโดยไม่พัก มักทำข้อสอบผิดพลาดเพราะสมองล้า”

เสิ่นจือเหยียนทวนคำที่เขาเพิ่งเคยได้ยินอีกครั้ง “สถิติ”

“ช่างเถอะ คำในโลกของฉัน บางทีนายเข้าใจมันยาก”

เสี่ยวอวี้รีบพยักหน้า “ข้าเองก็ฟังไม่เข้าใจขอรับ”

หลี่จวินเหิงกล่าวด้วยอารมณ์ขันในบ่าวผู้ซื่อบื้อคนนี้ “นายไม่ต้องภูมิใจขนาดนั้นก็ได้นะกับเรื่องนี้”

“...”

เสิ่นจือเหยียนถอนหายใจเบา ๆ แม้ปากจะร้าย แต่เขายอมรับว่าคนผู้นี้มีความรู้ประหลาดเกินสามัญจริง ๆ

จวินเหิงยื่นแท๊ปเล็ตและดันมันข้ามไปทางกำแพงมิติของอีกฝั่ง แล้วเรียกชายหนุ่ม “ลองดูสิ ไม่ยากหรอก”

“สิ่งนี้อีกแล้วงั้นรึ” เสิ่นจือเหยียนมองวัตถุนั้นอย่างระแวดระวัง

“เอาน่า รับไปสิ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมดันวัตถุไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย

ปลายนิ้วของเสิ่นจือเหยียนลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะอุปกรณ์บางเฉียบ ยกมันขึ้นมา และทันทีที่นิ้วสัมผัส หน้าจอก็สว่างขึ้นทันที เสิ่นจือเหยียนสะดุ้งจนเกือบทำหล่น

เสี่ยวอวี้ร้องเสียงหลง “มันตื่นแล้วขอรับ”

จวินเหิงเอามือข้างหนึ่งกุมขมับตนเอง “มันไม่ได้หลับ มันจะไปตื่นได้ยังไงกันเล่า”

เขาสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนอธิบายช้า ๆ อย่างใจเย็น “นี่เรียกว่า ระบบสแกนนิ้วมือ”

“นิ้วมืองั้นรึ แปลว่าที่มันยอมรับข้า เพราะมันรู้จักข้า?” ชายหนุ่มในยุคโบราณยังไม่คลายความสงสัย

จวินเหิงอมยิ้มบางๆ คำว่า มันรู้จักข้า ชวนให้เขาอยากหลุดขำออกมานักเชียว ก่อนตัดสินใจตอบ “ก็ประมาณนั้น”

“โลกของเจ้าช่างน่ากลัวยิ่ง”

จวินเหิงยิ้มร้าย “ยังมีน่ากลัวกว่านี้อีกเยอะ” พร้อมหัวเราะในลำคอ

“...”

เอลล่าปรากฎขึ้นกลางอากาศ “ดิฉันได้รวบรวมแนวข้อสอบจอหงวนยุคราชวงศ์ต้าเฉิงมาทั้งหมดแล้วค่ะ”

เสิ่นจือเหยียนชะงัก ก่อนหลุดคำถามออกมาด้วยเสียงตกตะลึงเบา ๆ

“ทั้งหมดงั้นรึ...”

เอลล่าพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง ก่อนกล่าว “ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ข้อมูลท้งหมดรวมถึงแนวคิดทางการเมืองของผู้ออกข้อสอบทั้งห้าคน รวมถึงความถี่ของบทกวีที่ถูกหยิบยกมาอ้างอิง และการวิเคราะห์ลายมือของผู้ตรวจ เพื่อวิเคราะห์ลักษณะนิสัยด้วย”

ห้องทั้งห้องเงียบกริบ เสี่ยวอวี้อ้าปากค้าง

เสิ่นจือเหยียนนิ่งไปนานมาก สายตาขบคิด จากนั้นจึงพูดขึ้นช้า ๆ

“...นี่คือ...การ โกง”

จวินเหิงหัวเราะพรืด “นายจริงจังเกินไปไหมนั่น”

“การสอบคือการคัดเลือกคนมีความสามารถ” นักปราชญ์หนุ่มเถียงพลางเชิดคอฃ

“โลกนี้ ไม่มีสนามแข่งขันไหนยุติธรรมตั้งแต่แรกหรอก”

“ข้าไม่เชื่อ”

“งั้นนายคิดว่า ขุนนางพวกนั้นสอบเข้ามาได้ ด้วยความสามารถล้วน ๆ ?” จวินเหิงถามเสียงจริงจัง

เสิ่นจือเหยียนเงียบ จวินเหิงมางเขานิ่ง พร้อมยิ้มบาง ก่อนกล่าว

“สบายใจได้น่า ฉันไม่ได้ให้นายโกง”

ชายหนุ่มยุคโบราณเอ่ยถามเสียงเรียบ “แล้วสิ่งที่เจ้ากำลังทำคืออะไร หากนั่นไม่ได้เรียกว่า การโกง”

หลี่จวินเหิง นั่งลงบนโซฟา ยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบ “เรียกว่า เพิ่มประสิทธิภาพ”

เสิ่นจือเหยียนฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ “ต่างกันตรงที่ใด”

“คนฉลาดเค้าเรียกไม่เหมือนกัน” ชายหนุ่มจากโลกอนาคตตอบพร้อมกับยักไหล่ยียวน

“...เจ้านี่ ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก”

“ขอบคุณที่ชมนะ” จวินเหิงยิ้มยิงฟัน พร้อมพยักหน้าน้อย ๆ

เสี่ยวอวี้พึมพำเบา ๆ “ข้าว่า คุณชายหลี่เหมือนพ่อค้าเจ้าเล่ห์....”

จวินเหิงมองด้วยหางตา แล้วกล่าวขึ้นมาลอย ๆ “ฉันได้ยินนะ”

บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายอีกครั้ง เสิ่นจือเหยียนลองเลื่อนหน้าจอแท๊บเล็ตอย่าง เก้ ๆ กัง ๆ

ทันใดนั้น –ภาพตัวอักษรจำนวนมหาศาลก็ปรากฎขึ้นกลางอากาศอีกชุดหนึ่ง ตาของเขาเบิกกว้าง

“นี่คือ...” เขาพูดได้เพียงคำเดียว เพราะไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ

“มันคือ สรุปตำราสี่คำภีร์สุดคลาสสิกที่มักจะเอามาออกข้อสอบ”

เสิ่นจือเหยียนทวนคำช้า ๆ “สรุป...มันคือ...??”

“มันคือการย่อจากหลายพันหลายหมื่นหน้า ให้เหลือจุดที่สำคัญที่สุดแค่ไม่กี่หน้าไงล่ะ”

“เป็นไปไม่ได้” ชายหนุ่มพึมพำเบา ๆ

หลี่จวินเหิงกล่าวอย่าง -ผู้ทรงภูมิ- “เป็นไปได้สิ ในโลกฉันเรียกมันว่า เทคโนโลยี”

เสิ่นจือเหยียนกวาดตาอ่านอย่างตั้งใจไปเพียงสองสามบรรทัด แล้วชะงัก “ผู้ใดเป็นคนเขียน”

“ฉันต้องยกความดีความชอบให้กับ เอไอ” ชายหนุ่มจากโลกอนาคต ชี้นิ้วโป้งข้ามไหล่ ไปยังร่างหญิงสาวโปร่งแสงที่ลอยอยู่ข้าง ๆ เขา

“...สตรีผู้นั้น??” เสิ่นจือเหยียนชี้นิ้วไปที่ร่างโปร่งแสงเล็ก ๆ ที่ลอยในอากาศเช่นกัน

เอลล่าก้มศรีษะรับอย่างภาคภูมิใจ ใบหน้ายิ้มกว้าง “ดิฉันเก่งมากใช่มั้ยคะ”

“เหลวไหล” เสิ่นจือเหยียนขมวดคิ้ว “ปัญญาของมนุษย์ จะให้สิ่งของที่ไม่ใช่มนุษย์สร้างแทนได้อย่างไรกัน”

เอลล่าหน้าเจื่อนลงนิดหน่อย ผู้เป็นเจ้านายจึงกล่าวขึ้นแทนว่า “แต่ที่โลกของฉัน เราทำได้นะ”

เสิ่นจือเหยียนเงียบไปสองสามอึดใจ พลางใช้ความคิด ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา “เช่นนั้น...มนุษย์อย่างเช่นข้า จะเพียรอ่านตำรา และศึกษาไปเพื่ออะไรกัน”

คำถามนั้นทำให้จวินเหิงเงียบลงชั่วครู่ แววตาวูบไหว ก่อนตอบเรียบ ๆ

“เพราะถึงข้อมูลจะหาได้ง่าย...แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจความหมายของมัน”

เสิ่นจือเหยียนชะงักเล็กน้อย ประโยคนั้น...กลับลึกซึ้งกว่าที่คิด

เขาหลุบตาลงอ่านต่อเงียบ ๆ ยิ่งอ่านก็ยิ่งตกใจ เนื้อหาทั้งหมดถูกจัดเรียงอย่างเป็นระบบ เข้าใจง่าย และตรงจุดอย่างน่าเหลือเชื่อ นี่ช่างไม่ต่างจาก “ตำราสวรรค์”

ผ่านไปพักใหญ่ จวินเหิงเงยหน้าจากหน้าจอของตัวเอง ก่อนพบว่า อีกฝ่ายยังก้มหน้าอ่านไม่หยุด มืออีกข้างจรดปลายพู่กัน เพื่อเขียนทุกสิ่งลงบนกระดาษ บ่าวข้างกาย ฝนหมึกไม่หยุด กองกระดาษทับกันจนเริ่มกองสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“เฮ้!!” ชายหนุ่มเรียกข้ามกำแพงมิติ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ

“คุณชายเสิ่น”

ยังเงียบ

“ท่านพี่เสิ่น” ก็ยังไร้เสียงตอบรับ มีเพียงเสี่ยวอวี้ที่มีเหงื่อซึมจากปลายจมูกเท่านั้นที่เงยหน้ามามอง เด็กหนุ่มเพียงกล่าวตอบด้วยเสียงเบาคล้ายกระซิบ

“คุณชายเข้าสู่ภาวะ จริงจังแล้วขอรับ...”

จวินเหิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนหยิบบางอย่างขึ้นมา “ฉันว่านายควรพักก่อนนะ”

ฟึ่บ— เขาโยนซองสีเงินแปลกตาผ่านกำแพงมิติ มันตกลงบนกลางโต๊ะจนเสี่ยวอวี้สะดุ้งสุดตัว

“อะไรอีกแล้วขอรับ”

เสิ่นจือเหยียนหยิบซองนั้นขึ้นมาด้วยความระวัง พลางพินิจพิจารณา “นี่คือสิ่งใด?”

จวินเหิงตอบเรียบ ๆ “อาหารไง”

เสิ่นจือเหยียนมองของในมือ เสี่ยวอวี้ก็ชะโงกมองข้ามไหล่เขาอย่างสนใจปนระแวงเช่นกัน ทั้งสองต่างคิดว่า วัตถุสีเงินเรียบลื่นในมือนี้ ไม่น่าจะเป็น สิ่งที่กินได้

แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เสิ่นจือเหยียนลองเอาปากงับเบา ๆ ที่มุมซอง จวินเหิงถึงกับหัวเราะลั่น

“เปิดมันออกก่อนสิ เห็นมุมเล็ก ๆ นั่นไหม? มันฉีกได้ นายจะกินพลาสติกได้ยังไงกัน”ฃ

เสิ่นจือเหยียนเม้มปาก ใบหูเริ่มแดงเพราะความเขินอายเล็กน้อย เขาเปิดซองออกช้า ๆ กลิ่นหอมประหลาดที่เขาไม่คุ้นเคยก็ลอยออกมาทันที

เสี่ยวอวี้เบิกตากว้าง “หอมมากขอรับ”

จวินเหิงยิ้ม “ที่บ้านฉันเรียกว่า บะหมี่สำเร็จรูป”

เสิ่นจือเหยียนมองของในมือ “ชื่อประหลาดนัก”

“อร่อยนะ นายลองกินดูสิ แล้วนายจะติดใจ” หลี่จวินเหิงลากเก้าอี้มานั่งร่วมโต๊ะอีกฝั่ง แล้วทำตาเป็นประกาย

เสิ่นจือเหยียนมองเส้นสีเหลืองในซองอย่างระแวง

“มันกินได้แล้วหรือ...ข้าว่า...มันแข็ง ๆ แปลก ๆ นะ”

จวินเหิงตบหน้าผากตัวเองดัง เผี๊ยะ!! “โอ๊ะ ขอโทษ ฉันลืมไปว่านายไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า อาหารสำเร็จรูป เอางี้...นายแค่เทมันออกมากใส่ชาม เติมน้ำร้อน แค่สามนาที เดี๋ยวก็ได้กินแล้วล่ะ”

“ง่ายเพียงนั้น?” เสิ่นจือเหยียนยังสงสัย แต่ก็สั่งให้เสี่ยวอวี้ไปนำชาม และน้ำร้อนมาทำตามอย่างว่าง่าย

เสี่ยวอวี้ทำหน้าเหมือนเพิ่งพบวิชาเซียน เมื่อเด็กหนุ่มสังเกตเส้นบะหมี่ในชามค่อย ๆ พองโตขึ้น พร้อมเนื้อสัตว์และผักที่อบแห้งในซองนั้น “นี่มันอาหารสวรรค์แน่ ๆ ขอรับ”

ไม่นาน กลิ่นหอมก็อบอวลไปทั่งทั้งห้อง เสี่ยวอวี้ซดคำแรกก็น้ำตาซึมออกมาอย่างตื่นเต้น

“อร่อยเหลือเกินขอรับ”

เสิ่นจือเหยียนลองชิมอย่างเงียบ ๆ แล้วหยุดไปครู่หนึ่ง “...รสชาติจัดจ้าน”

หลี่จวินเหิง โน้มหน้าเข้ามาอีกนิดหนึ่ง แล้วถาม “นายชอบไหม”

เสิ่นจือเหยียนพยักหน้ารับ พร้อมตอบอย่างวาดมาด “ข้ายอมรับว่ารสชาติสิ่งนี้นั้นพอใช้ได้”

จวินเหิงเอามือท้าวคาง วางศอกไว้บนโต๊ะ “ถ้านายพูดแบบนี้ในโลกฉัน นั่นแปลว่ามัน อร่อย”

“ไร้สาระ” ชายหนุ่มยุคโบราณกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ แต่มือเขากลับคีบตะเกียบกินต่อไม่หยุดฃ

จวินเหิงมองภาพนั้นแล้วเผลอยิ้มมุมปากอย่างไม่รู้ตัว

...แปลกดี...เพียงมองคนคนนี้กินบะหมี่ เขากลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด...

ตั้งแต่เด็ก เขาอยู่ท่ามกลางการแข่งขัน การคำนวณ และผลประโยชน์ ไม่เคยมีใครนั่งกินอาหารกับเขาเงียบ ๆ แบบนี้

ไม่สิ...ต่อให้มี...ก็คงไม่มีใครทำให้เขารู้สึก “สบายใจ” ได้เท่านี้

ทันใดนั้นเอง – เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากฝั่งของเสิ่นจือเหยียน

ปัง!! ปัง!!

“คุณชายเสิ่น” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น

“ท่านอ๋องห้าเชิญท่านไปพบ” บรรยากาศในห้องเปลี่ยนทันที

เสี่ยวอวี้หน้าซีดเผือด ในขณะที่ปากยังมีเส้นบะหมี่ยาวคาอยู่ “มาอีกแล้ว...”

เสิ่นจือเหยียนวางตะเกียบลงช้า ๆ สีหน้า และแววตาฉายแววเย็นลง

จวินเหิงหรี่ตามอง ก่อนเอ่ยถาม “มีปัญหาอะไรงั้นเหรอ”

เสิ่นจือเหยียนเอาช้ามาเช็ดปากเขาอย่างช้า ๆ พลางตอบ “อ๋องห้า ไม่ชอบข้า”

ชายหนุ่มจากโลกอนาคตเลิกคิ้วถามต่อด้วยความสงสัย “ทำไมล่ะ?”

“ข้าเคยคัดค้านเขาในราชสำนัก ต่อหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้” จือเหยียนกล่าวเสียงเรียบเฉย

จวินเหิงถึงกับเผลอผิวปากออกมา ก่อนกล่าว “หืม...นายกล้าดีนี่”

เสิ่นจือเหยียนไม่ได้หันมามองหน้าเขาตรง ๆ แต่ก็กล่าวตอบ

“เรื่องถูกผิด เหตุใดข้าจึงต้องมิกล้าเอ่ย”

จวินเหิงหัวเราะในลำคอ พลางคิด...เจ้าคนนี้ช่างตรงเกินไปจริง ๆ ตรงจนดูเหมือนจะหาอันตรายเข้าหาตัวเองได้อย่างไม่รู้ตัวได้ตลอดเวลา

เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง “คุณชายเสิ่น! หรือท่านจะขัดคำสั่งท่านอ๋อง”

เสี่ยวอวี้รีบขยับมากระซิบ “คุณชาย อย่าไปเลยขอรับ! ครั้งก่อนท่านเกือบโดนใส่ร้าย”

เสิ่นจือเหยียนนิ่งเงียบ จวินเหิงมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเรียบ ๆ

“ฉันจะไปด้วย”

เสิ่นจือเหยียนหันขวับมามองเขาแทบจะทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น

“เจ้าจะไปด้วยได้เยี่ยงไร ขนาดแค่ปลายนิ้วเจ้าก้ามข้ามกำแพงมา มันก็ไหม้แล้ว หากเจ้ามา...” นักปราชญ์หนุ่มยังไม่ทันพูดจบประโยค ชายหนุ่มจากอีกต่างมิติก็สวนกลับทันที

“ใครบอกว่าฉันจะไปเองล่ะ” เขายกแท๊ปเล็ตขึ้น ยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย

“แค่นาย ต้องเริ่มเรียนเทคโนโลยีในโลกอนาคตของฉันให้เป็น ก็พอแล้ว”

“...”

“และนายเชื่อฉันเถอะ” ดวงตาคมของหลี่จวินเหิงวาวขึ้นใต้แสงจากหน้าจอของเครื่องมือที่เขาถืออยู่ในมือ

“คนอย่างอ๋องห้า ฉันจัดการได้”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • มิติจันทรา เหนือกาลเวลา   NC ตอนพิเศษ: คืนแรกแห่งรัก

    NC ตอนพิเศษ : คืนแรกแห่งรัก หลังจากที่หลี่จวินเหิง ขอร้องแกมบังคับเอลล่า เอไอสาวคู่ใจให้ยอมปิดระบบตัวเองในคืนนี้ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ตรง ๆ ที่เจ้าตัวยืนยันหนักแน่นว่า เขาอยาก “อยู่ลำพัง” กับเสิ่นจือเหยียนคนรักของตนเองสำเร็จ เอลล่าก็ยิ้มยิงฟันพร้อมพยักหน้า และปิดระบบของตนเองไปตามคำขอนั้นพร้อมเสียงหัวเราะคิก ๆ ทางฝั่งเสิ่นจือเหยียนเองก็กำลังจะบอกเสี่ยวอวี้ บ่าวชายของตนเองเช่นกัน “เอ่อ...เสี่ยวอวี้...คืนนี้เจ้าไม่ต้องอยู่รับใช้ข้าก็ได้นะ” เสิ่นจือเหยียนกล่าวเบา ๆ หลังจากที่เขาดับตะเกียงใบใหญ่ในห้องไปแล้ว เหลือเพียงตะเกียงน้อยที่อยู่ตรงหัวเตียง ส่องแสงเหลืองนวลตา พร้อมแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง “เหตุใดกันขอรับ” เสี่ยวอวี้ที่กำลังจะปูที่นอนข้างเตียง ที่ประจำของเขา “ข้าแค่....อยากจะ...” เจ้านายของเขาอึกอัก แต่สีหน้าเริ่มขึ้นสีชมพูเรื่ออย่างเห็นได้ชัด จนเสี่ยวอวี้อดถามด้วยความห่วงใยไม่ได้ว่า “คุณชายไม่สบายหรือขอรับ งั้นให้บ่าวไปตามหมอดีหรือไม่?” น้ำเสียงของบ่าวหนุ่มน้อยร้อนรนเต็มไปด้วยความห่วงใย “มะ...ไม่ต้อง...ข้าแค่...แค่อยากอยู่กับจวินเหิงเพียงลำพัง” พูดจบชายหนุ่มก็หน

  • มิติจันทรา เหนือกาลเวลา   ตอนพิเศษ: คืนหิมะแรก

    ตอนพิเศษ 1 “คืนหิมะแรก” หิมะแรกของปีถัดมา ตกลงมาอย่างเงียบงัน นอกหน้าต่างของห้องพักมิติโลกอนาคตถูกปกคลุมด้วยแสงสีออนส่วนโลกอดีตมีแต่เกล็ดหิมะสีขาวเสิ่นจือเหยียนยืนมองภาพของอีกฝั่งนิ่ง ๆ แม้กลับมาเชื่อมต่อกันได้อีกครั้ง แต่เขาก็ยังไม่ชินกับโลกของจวินเหิงเสียทีเดียวโดยเฉพาะ “ในฤดูหนาว” ของโลกอนาคต“หนาวมั้ย?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากทางด้านหลังก่อนผ้าคลุมตัวหนาผืนหนึ่งจะถูกพาดลงบนไหล่เสิ่นจือเหยียนหันกลับมา พบจวินเหิงในชุดลำลองสีเข้ม กำลังมองเขาด้วยสายตาอ่อนโอน“โลกของเจ้าประหลาดจริง”“ตรงไหน”“แสงไม่เคยดับเลย”จวินเหิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินมายืนข้างเขา “แล้วชอบไหม”เสิ่นจือเหยียนเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา “หากที่นั่นมีเจ้า...มีหรือที่ข้าจะไม่ชอบ”จวินเหิงชะงัก ก่อนยกยิ้มช้า ๆ “เดี๋ยวนี้พูดเก่งขึ้นนะ”“ข้าเพียงพูดความจริง” เสิ่นจือเหยียนตอบ ในขณะที่สายตายังไม่ละจากใบหน้าเขา“อันตรายชะมัด” จวินเหิงเอามือมาจับที่หน้าอกของตัวเอง“?”“นายทำฉันหัวใจเต้นแรงเกินไปแล้ว” ยังไม่ทันตั้งตัว จวินเหิงก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ จนปลายจมูกแทบแตะกันลมหายใจอุ่นปะทะใบหน้าเบา ๆเสิ่นจือเหยียนชะงักทันที

  • มิติจันทรา เหนือกาลเวลา   เหนือกาลเวลา

    ตอนที่ 35 (บทสรุป) : “เหนือกาลเวลา” ทุกอย่างขาวโพลน ไร้เสียง ไร้แรงโน้มถ่วง เหมือนโลกทั้งใบถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ หลี่จวินเหิงรู้สึกได้เพียง ความเย็นเยียบ ที่ค่อย ๆ กลืนร่างกาย และสัมผัสจากมือของเสิ่นจือเหยียน...ที่กำลังหลุดหายไปทีละน้อย... “เสิ่นจือเหยียน!!!” เขาพยายามคว้าไว้สุดแรง แต่ปลายนิ้วกลับแตะได้เพียงแสงสีทอง ก่อนทุกอย่างจะดับวูบลง ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... เสียงเครื่องมือแพทย์ดังแว่วมา เปลือกตาของจวินเหิงขยับช้า ๆ ก่อนลืมขึ้นอย่างยากลำบาก แสงสีขาวของห้องพยาบาลทำให้เขาตาพร่าไปชั่วครู่ จากนั้น...เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทันที “ในที่สุดคุณก็ฟื้นค่ะ คุณชายหลี่” เอลล่า เอไอสาวผู้ชายของเขานั่นเอง จวินเหิงรีบลุกพรวด “เสิ่นจือเหยียนล่ะ!?” “เดี๋ยวก่อนค่ะ...คุณเพิ่งฟื้น—“ “เขาอยู่ไหน!!” ห้องเงียบลงทันที เอลล่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “...ประตูเวลาปิดแล้วค่ะ” หัวใจของจวินเหิงร่วงวูบทันที เขานิ่งค้างอยู่แบบนั้น เหมือนทุกเสียงรอบตัวหายไปหมดในพริบตา “ไม่พบสัญญาณเชื่อมต่ออีกแล้ว” เอลล่ากล่าวแผ่วเบา “สถานีวิจัยหยุดทำงานทั้งหมด...” เอไอสาว กลั้นเสียงสั่นก่อนกล่าวต่อ “และเส้นเว

  • มิติจันทรา เหนือกาลเวลา   ห้านาทีก่อนจากลา

    ตอนที่ 34 : “ห้านาทีก่อนจากลา” [ระบบจะปิดลงใน 240 วินาที] เสียงแจ้งเตือนยังดังต่อเนื่องในห้องใต้ดินที่กำลังพังทลาย ฝุ่นควันลอยคลุ้ง เศษหินตกลงมาไม่หยุด แต่หลี่จวินเหิง กับเสิ่นจือเหยียนกลับยังยืนนิ่ง มองกันอยู่ตรงนั้น ราวกับไม่ได้ยินเสียงอื่นอีกแล้ว เสี่ยวอวี้มองซ้ายมองขวาอย่างลนลาน “พวกเราควรหนีก่อน หรือควรร่ำลาก่อนดีขอรับ!?” เอลล่าตอบเรียบ ๆ พยายามทำเสียงให้สงบ ถึงแม้จะปิดความสั่นในนั้นไม่ได้เลยสักนิด “ทำสองอย่างพร้อมกันเลยก็ได้นะคะ” จวินเหิงหัวเราะเบา ๆทั้งที่ใบหน้าซีดจากการเสียเลือด และบาดแผลที่มี “ตอนนี้พวกนายยังมีอารมณ์เล่นมุกกันอีกหรือ” ก่อนเดินเข้าไปหาเสิ่นจือเหยียนช้า ๆ ยิ่งใกล้...หัวใจยิ่งเจ็บ เพราะนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริง ๆ เสิ่นจือเหยียนมองเลือดบนใบหน้าและร่างกายอีกฝ่าย ดวงตาสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด “เจ้าบาดเจ็บหนัก” “ยังไม่ตาย” ชายหนุ่มตรงหน้าพยายามฝืนยิ้ม “เจ้ายังจะพูดเล่นอีก...” น้ำเสียงนั้นเบาลง จนแทบฟังไม่ออก จวินเหิงหยุดยืนตรงหน้าเขา ก่อนยกมือแตะแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ เหมือนเคย สัมผัสนั้นอ่อนโยนจนน่าใจหาย “นายร้องไห้เหรอ” เสิ่นจือเหยีย

  • มิติจันทรา เหนือกาลเวลา   เดิมพันด้วยชีวิต

    ตอนที่ 33 : “เดิมพันด้วยชีวิต” เสียงเครื่องจักรดังกึกก้องไม่หยุด ห้องใต้ดินเริ่มพังลงที่ละส่วน เศษหินร่วงล่นรอบด้าน ราววันสิ้นโลก แต่สายตาของหลี่จวินเหิงยังคงจับอยู่ที่อ๋องห้าเพียงคนเดียวอีกฝ่าย ยืนอยู่กลางแสงสีทอง พลังงานมหาศาลหมุนรอบกาย ดวงตาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง และเสียสติ“ข้า...คือผู้ถูกเลือก” อ๋องห้าหัวเราะลั่น “พลังแห่งสวรรค์กำลังตอบรับข้า!!!”เอลล่าถึงกับพึมพำ “ตอบรับบ้านคุณสิคะ...มันกำลังจะระเบิดต่างหาก...”เสี่ยวอวี้พยักหน้ารัว ๆ “ข้าเห็นด้วย!!จวินเหิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเปิดใช้งานอุปกรณ์ในมือทันที ติ๊ด— แท่งโลหะสีเงิน เริ่มกางออกช้า ๆ วงแหวนพลังสีฟ้าหมุนรอบตัวมันเอลล่ารายงานทันที “เครื่องตัดคลื่นมิติเริ่มทำงานค่ะ”“เสถียรภาพ???”“ต่ำมากค่ะ!!!”“ดี...”“ดีตรงไหนคะ!?” ชายหนุ่มไม่ตอบ เพราะตอนนี้ เขากำลังคำนวณทุกอย่างในหัวอย่างรวดเร็ว เพราะหากพลาดนิดเดียว...ประตูเวลาอาจจะระเบิดพร้อมกัน ทั้งสองยุคและทุกคนจะตายหมด เสิ่นจือเหยียนมองแผ่นหลังของเขานิ่ง ก่อนกำมือแน่น ปลายเล็กจิกเข้าไปในเนื้อเขาเกลียดความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่ช่วยอะไรไม่ได้ ทั้งที่อีกฝ่ายกำลังเสี่ยงชีวิตอย

  • มิติจันทรา เหนือกาลเวลา   เส้นเวลาที่กำลังพังทลาย

    ตอนที่ 32 : “เส้นเวลาที่กำลังพังทลาย” ครืดดด....!!! เสียงเครื่องจักรดังก้องไปทั่วห้องใต้ดิน แสงสีทองจากแกนพลังงานสว่างขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าแสบตาพื้นเริ่มแตกร้าว เศษหินร่วงหล่นต่อเนื่อง ราวกับสถานที่แห่งนี้ พร้อมจะพังลงได้ทุกเมื่อเอลล่ารายงานเสียงรัวว เร็ว และตื่นตะหนกเล็กน้อย“ค่าความเสถียรกำลังลดลงอย่างต่อเนื่องค่ะ!! ประตูเวลากำลังเชื่อมสองยุคเข้าหากันโดยตรง”จวินเหิงกัดกราม สีหน้าฉายแววกังวลอย่างชัดเจน “หยุดระบบได้ไหม”“ต้องปิดแกนพลังงานค่ะ”“แล้วทำไมยังไม่ปิด!!!”“เพราะมีคนกำลังจะเอามันไปค่ะ” ทุกคนหันขวับทันที และพบว่า อ๋องห้า กำลังเอื้อมมือยังผลึกสีทอง ดวงตาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง แววตาแดงก่ำ“พลังนี้...ต้องเป็นของข้า...เป็นของข้าเท่านั้น!!!”เสิ่นจือเหยียนพุ่งเข้าไปทันที “หยุดนะ!!” แต่จังหวะนั้น--- ฟึ่บ!! พลังงานสีทองพลันระเบิดออกจากผลึกตู้มมมมมม!!! แรงกระแทกมหาศาลซัดทุกคนปลิวกระเด็น เสี่ยวอวี้ร้องลั่น “พวกเรากำลังจะตายแล้วขอรับบบบ”จวินเหิงรีบคว้าตัวเสิ่นจือเหยียนไว้ ก่อนอีกฝ่ายจะกระแทกกำแพง ทั้งคู่ล้มลมพร้อมกัน เสียงหัวใจดังชัดจนแยกไม่ออกว่าเป็นของใครเสิ่นจือเหยียนเงยหน

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status