Masukตอนที่ 4 “กลลวง ณ ตำหนักอ๋องห้า”
จวนอ๋องห้า –ยามสาย หิมะโปรยบางเบาเหนือหลังคากระเบื้องสีดำ เสิ่นจือเหยียนก้าวลงจากรถม้า สีหน้าสงบนิ่งดังเช่นทุกครั้ง ภายในแขนเสื้อกว้าง กลับซ่อน “แท๊ปเล็ต” บางเฉียบจากโลกอนาคตรไว้แนบลำตัว พร้อมอุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณอันเล็กในแขนเสื้ออีกข้าง ทำให้เขาเดินด้วยท่าทางภูมิฐานมากยิ่งขึ้นกว่าทุกครั้ง และที่สำคัญ มีหลี่จวินเหิงกำลัง “ฟังอยู่” ตลอดเวลา “ระบบสื่อสารยังเสถียร นี่มันดีกว่าที่คิดอีกนะ” เสียงของจวินเหิงดังแว่วจากหูฟังจิ๋วที่ซ่อนใต้ปกเสื้อ เสิ่นจือเหยียนสะดุ้งเล็กน้อย เขายังไม่ชินนักกับสิ่งนี้ เมื่อคืนเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยาม เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใด “กล่องเล็ก ๆ” จึงพูดได้ ส่วนเสี่ยวอวี้ หลังจากเผลอได้ยินเสียงจากหูฟังเข้าโดยบังเอิญ เขาก็คิดว่ามันคือเสียงผี ทำให้เด็กหนุ่มร้องไห้เพราะความกลัวจนสลบไปยันรุ่งสาง “นายได้ยินฉันไหม” เสียงจวินเหิงดังขึ้นอีกครั้ง เสิ่นจือเหยียนสะดุ้งอีกครั้งเล็กน้อย ก่อนตอบ “ได้ยิน” “ดีมาก เอาล่ะ อย่าทำหน้าเหมือนจะไปตายอย่างงั้นสิ” จวินเหิงแกล้งพูดเสียงต่ำ ทั้งที่จริงเขาพยายามกลั้นหัวเราะคิกคักไว้แทบจะแย่แล้ว ชายหนุ่มยุคโบราณกล่าวตอบน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้ามาพบท่านอ๋อง มิใช่ไปรบ” “สำหรับโลกการเมือง ไม่มายุคไหน มันก็ไม่ต่างจากอยู่ในสงครามหรอก” จวินเหิงตอบ เสิ่นจือเหยียนเงียบไป นั่นสินะ...เขาคิด...ตัต้งแต่อาจารย์ของเขาถูกใส่ร้าย เขาก็เข้าใจแล้วว่าในราชสำนัก...คำว่า “ถูกต้อง” บางครั้งไร้ค่าเพียงใด ขันทีเปิดประตูห้องโถงใหญ่ กลิ่นกำยานหอมหนักลอยอบอวล บุรุษในชุดแพรสีม่วงเข้มนั่งอยู่เหนือแท่นสูง ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนของชายวัย สามสิบ กลับมีดวงตาอันเย็นเยียบเหมือนงูที่พร้อมจะฉกได้ตลอดเวลา ทำให้คนถูกมองรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงก้นบึ้งของวิญญาณได้ในทุกครั้ง นี่คือ “อ๋องห้า” “ถวายพระพรท่านอ๋อง” เสิ่นจือเหยียนค้อมกายคำนับ อ๋องห้าส่งยิ้มให้ เพียงแต่รอยยิ้มนั้นปรากฎแค่บนริมฝีปาก ไม่ได้ปรากฏบนแววตาแม้เพียงนิด “คุณชายเสิ่น ไม่ต้องมากพิธี” น้ำเสียงสุภาพ แต่เหมือนมีมีดซ่อนอยู่ทุกคำ “ข้าได้ยินว่าเจ้าใกล้สอบเข้าจอหงวนแล้ว” “ขอรับ” “ดี...คนมีความสามารถเช่นเจ้า ควรเข้ารับใช้ราชสำนัก” เสิ่นจือเหยียนกล่าวเสียงเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ “ข้าเพียงทำตามหน้าที่” “หน้าที่...” อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ “คำนี้น่าฟังยิ่งนัก” เขาวางถ้วยชาลงช้า ๆ “เช่นนั้น เจ้าคงไม่ปฏิเสธ...หากข้าขอให้ช่วยงานบางอย่าง” เสิ่นจือเหยียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “งานอันใดขอรับท่านอ๋อง?” “ง่ายมาก” อ๋องห้ายิ้มเย็นอีกครั้ง จ้องหน้าเสิ่นจือเหยียนตาไม่กระพริบ “เพียงแค่เขียนคำให้การ ว่าอดีตอาจารย์เจ้ารับสินบนจริง” ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที ...แม้แต่ลมหายใจยังเย็นเฉียบ นิ้วของเสิ่นจือเหยียนกำแน่นจนจิกไปในเนื้อใต้แขนเสื้อ เสียงจวินเหิงดังขึ้นในหูเบา ๆ “ใจเย็น อย่าเพิ่งตอบ” แต่เสิ่นจือเหยียนกลับเงยหน้ามองตรง สายตาแฝงประกายเด็ดเดี่ยว และความรู้สึกโกรธปะปนอยู่ในนั้น “ข้าน้อยเกรงว่าจะมิอาจทำตามที่ท่านอ๋องต้องการได้ เพราะ...อาจารย์ของข้า เป็นผู้บริสุทธิ์” รอยยิ้มของอ๋องห้าจางลงเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววมืดลงอย่างน่ากลัว “เจ้ารู้หรือไม่ ว่ากำลังพูดกับผู้ใด” เสิ่นจือเหยียนยังไม่หลบสายตา เขามองนิ่งเข้าไปในดวงตาคมกริบนั้น “ข้ารู้” “แล้วเจ้ายังกล้ากล่าววาจาเช่นนี้?”เสียงของอ๋องห้าเริ่มแข็งกร้าว และดังขึ้นเล็กน้อย นักปราชญ์หนุ่มตอบกลับทันที “สิ่งใดถูกก็คือถูก สิ่งใดผิดก็คือผิด เหตุใดข้าจึงมิกล้าเอ่ยวาจาล่ะขอรับ” อีกฝากของมิติ จวินเหิงหลับตา...ถอนหายใจยาวออกมาทีหนึ่ง พลางคิด... เรียบร้อย!!...ไอ้เจ้านักปราชญ์หน้าละอ่อนหัวแข็งนี่ กำลังหาเรื่องตายจริง ๆ อ๋องห้ามองอีกฝ่ายนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พินิจพิเคราะห์ จ้องลึกไปในดวงตาที่ไม่หลบคู่นั้น ก่อนหัวเราะออกมา “สมคำร่ำลือยิ่งนัก” เขาลุกขึ้นเดินลงมาช้า ๆ แต่ละก้าวทำให้บรรยากาศในห้องเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นยิ่งกว่า “เสิ่นจือเหยียน...เจ้าเหมือนอาจารย์ของเจ้ายิ่งนัก...” “...” ชายหนุ่มเงียบ “ตรงเกินไป...มิเกรงกลัวสิ่งใดหรือผู้ใด” เขาหยุดยืนตรงหน้า สายตาคมเย็นจนน่าหวาดหวั่น “คนเช่นพวกเจ้า มักอายุสั้น” เสี่ยวอวี้ยืนอยู่เยื้องไปทางด้านหลังแทบขาอ่อน แต่เสิ่นจือเหยียนยังยืนนิ่ง หาได้สะทกสะท้านไม่ “หากต้องตายเพราะรักษาความถูกต้อง ข้าก็ไม่เสียใจ” จวินเหิงได้ยินถึงกับถอนหายใจยาวครั้งที่สอง แล้วพึมพำเบา ๆ “โอเค นายที่มันพระเอกละครคุณธรรมฉบับมีชีวิตจริง ๆ” แต่เสียงอันแผ่วเบานั้น ดังเล็ดลอดไปยังอ๋องห้าที่ยืนห่างเพียงไม่ถึงคืบ จนเขาเอ่ยถาม “เจ้าพูดสิ่งใด” “ข้าน้อยมิได้กล่าวอันใดขอรับ” จือเหยียนตอบ สีหน้างุนงงเล็กน้อย อ๋องห้า หรี่ตา มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “ถ้าเช่นนั้น...เจ้ากำลังโต้ตอบกับผู้ใด” เสิ่นจือเหยียนชะงักทันที จบกัน!!! โดนจับได้สินะ จวินเหิงกดขมับ พลางพึมพำ “ใครจะไปคิดว่าไอ้อ๋องนี่ หูดีขนาดนี้ ฉันขอโทษ” ยังไม่ทันที่เสิ่นจือเหยียนจะหาข้ออ้างมาแก้ตัว สายตาของอ๋องห้าก็หยุดลงที่แขนเสื้อของเขา “สิ่งใดอยู่ในนั้น” บรรยากาศในห้องพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที เสี่ยวอวี้หน้าซีดเผือด เสิ่นจือเหยียนขยับถอยห่างจากอ๋องห้า ราวครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว อ๋องห้ายิ้มเย็นยะเยือก “นำมันออกมา” “...” “หรือจะให้ข้าสั่งคนให้ค้นตัวเจ้า” อ๋องห้ากล่าวเสียงเฉียบขาด พร้อมทั้งทำท่าจะเรียกองครักษ์เข้ามาประชิดตัวนักปราชญ์หนุ่มตรงหน้า จวินเหิงเห็นเหตุการณ์แล้วคิดในใจ “แย่แล้ว เจ้านั่นมีอันตรายซะแล้ว” เสิ่นจือเหยียนเม้มปากแน่น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “แท๊ปเล็ต” นี้สำคัญเพียงใด แต่สัญชาตญาณบอกว่า-ห้ามให้อีกฝ่ายเห็นโดยเด็ดขาด- อ๋องห้าเริ่มหมดความอดทน เขาเรียกเสียงดัง “ทหาร!!” ทันใดนั้น...จวินเหิงมองเห็นจังหวะ เขาดีดนิ้วพร้อมสั่ง “เอลล่า เริ่มแผนเบี่ยนเบนความสนใจเดี๋ยวนี้” “รับทราบค่ะคุณชายหลี่” เอไอสาวผู้ชายรีบตอบรับคำทันที วินาทีต่อมา แท๊ปเล็ตในแขนเสื้อของเสิ่นจือเหยียนเริ่มมีเสียงประหลาด และสั่นเบา ๆ จากนั้น—พรึ่บ!! ภาพโฮโลแกรมขนาดใหญ่พลันปรากฎกลางห้องโถง ทุกคนชะงัก สีหน้าตื่นตะลึง ร่างนิ่งแข็งราวกับหิน เมื่อเห็นว่า หญิงสาวโปร่งใส ในชุดสีขาวแปลกตา กำลังลอยอยู่กลางอากาศ ถึงแม้เอลล่าจะเป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์แต่เธอก็อดที่จะกลั้นขำกับภาพตรงหน้าไม่ได้ “สวัสดีค่ะ มนุษย์โบราณ” “!!!!” เสียงกรี๊ดร้องดังลั่นภายในบัดดล ขันทีล้มระเนระนาด เหล่าทหารชักดาบกันวุ่น เสี่ยวอวี้แทบร้องไห้ “ท่านเอลล่าออกมาแล้ววววว” อ๋องห้าเอง ยังเบิกตากว้าง เหงื่อบางๆ เริ่มผุดขึ้นบนใบหน้า ใบหน้าตื่นตะหนกเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด “นี่มัน...ภูตผีอันใด!?” เอลล่าหันมาทางอ๋องห้า แล้วยิ้มหวานก่อนตอบ “ดิฉันคือปัญญาประดิษฐ์ หรือสิ่งที่เรียกว่า เอไอค่ะ” “...” “...” ไม่มีเสียงใด ๆ ทั้งห้องเงียบกริบราวกับไม่มีสิ่งมีชิวิตอยู่ นอกจากเสี่ยวอวี้และเสิ่นจือเหยียนแล้ว ใบหน้าทุกดวงของคนในห้องนี้ ต่างฉายแววงุนงงออกมาอย่างเห็นได้ชัด เหล่าขันทีและทหารต่างมองหน้ากันไปมา แม้กระทั่งอ๋องห้าเอง ก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่เขา ไม่ได้มองไปที่ใคร สายตาที่เก็บความสงสัยและไม่เข้าใจยังไม่ลดละจากหญิงสาวโปร่งแสงที่ลอยได้อยู่กลางห้อง “พวกคุณ ณ เวลานี้ ยังไม่มีองค์ความรู้ และสติปัญญาเพียงพอที่จะรับรู้สิ่งที่ซับซ้อนได้มากพอ ดิฉันจึงคิดว่า...คงจะหาคำอธิบายให้เข้าใจได้ยากเล็กน้อยค่ะ” จวินเหิงหัวเราะจนไหล่สั่นอยู่ในอีกมิติหนึ่ง “แสบมากนะเอลล่า เก่งจริง ๆ ที่ด่าพวกนั้นว่า โง่ โดยไม่มีคำว่า “โง่” อยู่ในนั้นสักคำ ฮ่าๆๆๆๆๆ” เอไอสาวกล่าวตอบผู้เป็นเจ้านาย “ขอบคุณค่ะคุณชายหลี่ ดิฉันตั้งใจสร้างความสับสนเต็มที่ตามที่คุณสั่งไว้ไงคะ” อ๋องห้าถอยไปก้าวหนึ่ง เป็นครั้งแรกที่แม้เขาจะโหดเหี้ยมเพียงใด แต่ภาพหญิงลอยกลางอากาศ มันช่างเกินกว่าสติของคนยุคนี้จะรับไหว “จับมัน!!” ทหารหลายคนพุ่งเข้าใส่ แต่ดาบทั้งหมดกลับฟันทะลุร่างโฮโลแกรม เอลล่าถอนหายใจ “เทคโนโลยีต่างยุคช่างน่าเศร้าจริง ๆ ค่ะ” “นางคือปีศาจ” ทหารคนหนึ่งตะโกนออกมา “ดิฉันบอกแล้วนะคะ ว่าดิฉันเป็น เอไอ” เอลล่าตอบด้วยน้ำเสียงเอือมระอา “มันต่างกันตรงที่ใด” ขันทีผู้หนึ่งที่แม้จะกลัวจนร่างสั่นเทาได้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความใคร่รู้ “มันต่างกันมากนะคะ แต่อธิบายไป พวกคุณก็ไม่สามารถเข้าใจได้อยู่ดี” ในขณะที่ห้องโถงแตกตี่นวุ่นวายถึงขีดสุด จวินเหิงรีบพูดมาในหูฟังอย่างเร่งรีบ “จือเหยียน จังหวะนี้แหล่ะ นายต้องรีบออกมาได้แล้ว” เสิ่นจือเหยียนพลันได้สติ เขารีบค้อมตัวคำนับอ๋องห้า “ข้าขออภัยท่านอ๋อง ดูเหมือนวิญญาณร้ายของสตรีผู้นี้จะตามข้ามา ข้าต้องขอตัวไปหาท่านนักพรตเพื่อขับไล่นางก่อน” “เจ้า---“ อ๋องห้าชี้นิ้วมาทางเขา พร้อมอยากจะกล่าวอะไรต่อ แต่ทันใดนั้นเอลล่าก็เปิดสัญญาณสีแดงสว่างวาบ พร้อมเสียงอันแสบหูออกมาทันที วี้หว่อ...วี้หว่อ... ทุกคนในห้องกระโดดหมอบลงกับพื้นทันที แม้แต่อ๋องห้ายังยกแขนขึ้นมาป้องศรีษะ เสี่ยวอวี้ตะโกนลั่น “สวรรค์ลงโทษแล้วขอรับ” อ๋องห้าหน้าเขียวขึ้นมาทันที และนั่นคือ จังหวะที่เสิ่นจือเหยียนรีบพาเสี่ยวอวี้หนีออกจากจวน เมื่อขึ้นรถม้าได้สำเร็จ ทั้งสองจึงเงียบกันอยู่พักใหญ่ ถึงแม้อากาศภายนอกจะเย็นเพราะมีหิมะโปรยปราย แต่ทั้งนายและบ่าว ก็ยังมีเหงื่อบาง ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าเล็กน้อย ทั้งสองเงียบไปนาน หลังจากรถม้าเริ่มเคลื่อนตัว ก่อนเสี่ยวอวี้จะร้องออกมาเสียงสั่น “ข้ายังมีชีวิตอยู่จริง ๆ ใช่มั้ยขอรับนายท่าน” จวินเหิงหัวเราะไม่หยุดในหูฟัง “โลกของนายนี่ ตลกดีชะมัด หลอกง่ายจริง ๆ “ เสิ่นจือเหยียนกลับขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียด “เมื่อครู่...อันตรายเกินไป” ชายหนุ่มจากอีกต่างมิติจับน้ำเสียงได้ รีบกล่าวปลอบใจ “แต่นายรอด” นักปราชญ์หนุ่มเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยออกมาช้า ๆ “หากถูกจับได้ –“ “ฉันไม่ปล่อยให้นายตายหรอกน่า” จวินเหิงรีบตัดบท ก่อนเขาจะพูดจบประโยค คำพูดนั้นหลุดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งสองต่างเงียบไปทันที แม้แต่จวินเหิงเองก็ชะงักไปเล็กน้อย เสิ่นจือเหยียนหลุบตาลงช้า ๆ หัวใจเต้นแปลกประหลาดอย่างไม่มีเหตุผล สุดท้ายจึงเอ่ยเบา ๆ “...ขอบคุณ” จวินเหิงเอนพิงโซฟาในโลกอนาคต มองเงาของคนในอีกมิติผ่านกำแพงใสในจอ...ก่อนยิ้มบางโดยไม่รู้ตัว พลางคิด ดูเหมือนชีวิตหลบหนีอันน่าเบื่อหน่ายของเขา ...จะเริ่มสนุกขึ้นแล้วจริง ๆNC ตอนพิเศษ : คืนแรกแห่งรัก หลังจากที่หลี่จวินเหิง ขอร้องแกมบังคับเอลล่า เอไอสาวคู่ใจให้ยอมปิดระบบตัวเองในคืนนี้ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ตรง ๆ ที่เจ้าตัวยืนยันหนักแน่นว่า เขาอยาก “อยู่ลำพัง” กับเสิ่นจือเหยียนคนรักของตนเองสำเร็จ เอลล่าก็ยิ้มยิงฟันพร้อมพยักหน้า และปิดระบบของตนเองไปตามคำขอนั้นพร้อมเสียงหัวเราะคิก ๆ ทางฝั่งเสิ่นจือเหยียนเองก็กำลังจะบอกเสี่ยวอวี้ บ่าวชายของตนเองเช่นกัน “เอ่อ...เสี่ยวอวี้...คืนนี้เจ้าไม่ต้องอยู่รับใช้ข้าก็ได้นะ” เสิ่นจือเหยียนกล่าวเบา ๆ หลังจากที่เขาดับตะเกียงใบใหญ่ในห้องไปแล้ว เหลือเพียงตะเกียงน้อยที่อยู่ตรงหัวเตียง ส่องแสงเหลืองนวลตา พร้อมแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง “เหตุใดกันขอรับ” เสี่ยวอวี้ที่กำลังจะปูที่นอนข้างเตียง ที่ประจำของเขา “ข้าแค่....อยากจะ...” เจ้านายของเขาอึกอัก แต่สีหน้าเริ่มขึ้นสีชมพูเรื่ออย่างเห็นได้ชัด จนเสี่ยวอวี้อดถามด้วยความห่วงใยไม่ได้ว่า “คุณชายไม่สบายหรือขอรับ งั้นให้บ่าวไปตามหมอดีหรือไม่?” น้ำเสียงของบ่าวหนุ่มน้อยร้อนรนเต็มไปด้วยความห่วงใย “มะ...ไม่ต้อง...ข้าแค่...แค่อยากอยู่กับจวินเหิงเพียงลำพัง” พูดจบชายหนุ่มก็หน
ตอนพิเศษ 1 “คืนหิมะแรก” หิมะแรกของปีถัดมา ตกลงมาอย่างเงียบงัน นอกหน้าต่างของห้องพักมิติโลกอนาคตถูกปกคลุมด้วยแสงสีออนส่วนโลกอดีตมีแต่เกล็ดหิมะสีขาวเสิ่นจือเหยียนยืนมองภาพของอีกฝั่งนิ่ง ๆ แม้กลับมาเชื่อมต่อกันได้อีกครั้ง แต่เขาก็ยังไม่ชินกับโลกของจวินเหิงเสียทีเดียวโดยเฉพาะ “ในฤดูหนาว” ของโลกอนาคต“หนาวมั้ย?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากทางด้านหลังก่อนผ้าคลุมตัวหนาผืนหนึ่งจะถูกพาดลงบนไหล่เสิ่นจือเหยียนหันกลับมา พบจวินเหิงในชุดลำลองสีเข้ม กำลังมองเขาด้วยสายตาอ่อนโอน“โลกของเจ้าประหลาดจริง”“ตรงไหน”“แสงไม่เคยดับเลย”จวินเหิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินมายืนข้างเขา “แล้วชอบไหม”เสิ่นจือเหยียนเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา “หากที่นั่นมีเจ้า...มีหรือที่ข้าจะไม่ชอบ”จวินเหิงชะงัก ก่อนยกยิ้มช้า ๆ “เดี๋ยวนี้พูดเก่งขึ้นนะ”“ข้าเพียงพูดความจริง” เสิ่นจือเหยียนตอบ ในขณะที่สายตายังไม่ละจากใบหน้าเขา“อันตรายชะมัด” จวินเหิงเอามือมาจับที่หน้าอกของตัวเอง“?”“นายทำฉันหัวใจเต้นแรงเกินไปแล้ว” ยังไม่ทันตั้งตัว จวินเหิงก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ จนปลายจมูกแทบแตะกันลมหายใจอุ่นปะทะใบหน้าเบา ๆเสิ่นจือเหยียนชะงักทันที
ตอนที่ 35 (บทสรุป) : “เหนือกาลเวลา” ทุกอย่างขาวโพลน ไร้เสียง ไร้แรงโน้มถ่วง เหมือนโลกทั้งใบถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ หลี่จวินเหิงรู้สึกได้เพียง ความเย็นเยียบ ที่ค่อย ๆ กลืนร่างกาย และสัมผัสจากมือของเสิ่นจือเหยียน...ที่กำลังหลุดหายไปทีละน้อย... “เสิ่นจือเหยียน!!!” เขาพยายามคว้าไว้สุดแรง แต่ปลายนิ้วกลับแตะได้เพียงแสงสีทอง ก่อนทุกอย่างจะดับวูบลง ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... เสียงเครื่องมือแพทย์ดังแว่วมา เปลือกตาของจวินเหิงขยับช้า ๆ ก่อนลืมขึ้นอย่างยากลำบาก แสงสีขาวของห้องพยาบาลทำให้เขาตาพร่าไปชั่วครู่ จากนั้น...เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทันที “ในที่สุดคุณก็ฟื้นค่ะ คุณชายหลี่” เอลล่า เอไอสาวผู้ชายของเขานั่นเอง จวินเหิงรีบลุกพรวด “เสิ่นจือเหยียนล่ะ!?” “เดี๋ยวก่อนค่ะ...คุณเพิ่งฟื้น—“ “เขาอยู่ไหน!!” ห้องเงียบลงทันที เอลล่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “...ประตูเวลาปิดแล้วค่ะ” หัวใจของจวินเหิงร่วงวูบทันที เขานิ่งค้างอยู่แบบนั้น เหมือนทุกเสียงรอบตัวหายไปหมดในพริบตา “ไม่พบสัญญาณเชื่อมต่ออีกแล้ว” เอลล่ากล่าวแผ่วเบา “สถานีวิจัยหยุดทำงานทั้งหมด...” เอไอสาว กลั้นเสียงสั่นก่อนกล่าวต่อ “และเส้นเว
ตอนที่ 34 : “ห้านาทีก่อนจากลา” [ระบบจะปิดลงใน 240 วินาที] เสียงแจ้งเตือนยังดังต่อเนื่องในห้องใต้ดินที่กำลังพังทลาย ฝุ่นควันลอยคลุ้ง เศษหินตกลงมาไม่หยุด แต่หลี่จวินเหิง กับเสิ่นจือเหยียนกลับยังยืนนิ่ง มองกันอยู่ตรงนั้น ราวกับไม่ได้ยินเสียงอื่นอีกแล้ว เสี่ยวอวี้มองซ้ายมองขวาอย่างลนลาน “พวกเราควรหนีก่อน หรือควรร่ำลาก่อนดีขอรับ!?” เอลล่าตอบเรียบ ๆ พยายามทำเสียงให้สงบ ถึงแม้จะปิดความสั่นในนั้นไม่ได้เลยสักนิด “ทำสองอย่างพร้อมกันเลยก็ได้นะคะ” จวินเหิงหัวเราะเบา ๆทั้งที่ใบหน้าซีดจากการเสียเลือด และบาดแผลที่มี “ตอนนี้พวกนายยังมีอารมณ์เล่นมุกกันอีกหรือ” ก่อนเดินเข้าไปหาเสิ่นจือเหยียนช้า ๆ ยิ่งใกล้...หัวใจยิ่งเจ็บ เพราะนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริง ๆ เสิ่นจือเหยียนมองเลือดบนใบหน้าและร่างกายอีกฝ่าย ดวงตาสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด “เจ้าบาดเจ็บหนัก” “ยังไม่ตาย” ชายหนุ่มตรงหน้าพยายามฝืนยิ้ม “เจ้ายังจะพูดเล่นอีก...” น้ำเสียงนั้นเบาลง จนแทบฟังไม่ออก จวินเหิงหยุดยืนตรงหน้าเขา ก่อนยกมือแตะแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ เหมือนเคย สัมผัสนั้นอ่อนโยนจนน่าใจหาย “นายร้องไห้เหรอ” เสิ่นจือเหยีย
ตอนที่ 33 : “เดิมพันด้วยชีวิต” เสียงเครื่องจักรดังกึกก้องไม่หยุด ห้องใต้ดินเริ่มพังลงที่ละส่วน เศษหินร่วงล่นรอบด้าน ราววันสิ้นโลก แต่สายตาของหลี่จวินเหิงยังคงจับอยู่ที่อ๋องห้าเพียงคนเดียวอีกฝ่าย ยืนอยู่กลางแสงสีทอง พลังงานมหาศาลหมุนรอบกาย ดวงตาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง และเสียสติ“ข้า...คือผู้ถูกเลือก” อ๋องห้าหัวเราะลั่น “พลังแห่งสวรรค์กำลังตอบรับข้า!!!”เอลล่าถึงกับพึมพำ “ตอบรับบ้านคุณสิคะ...มันกำลังจะระเบิดต่างหาก...”เสี่ยวอวี้พยักหน้ารัว ๆ “ข้าเห็นด้วย!!จวินเหิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเปิดใช้งานอุปกรณ์ในมือทันที ติ๊ด— แท่งโลหะสีเงิน เริ่มกางออกช้า ๆ วงแหวนพลังสีฟ้าหมุนรอบตัวมันเอลล่ารายงานทันที “เครื่องตัดคลื่นมิติเริ่มทำงานค่ะ”“เสถียรภาพ???”“ต่ำมากค่ะ!!!”“ดี...”“ดีตรงไหนคะ!?” ชายหนุ่มไม่ตอบ เพราะตอนนี้ เขากำลังคำนวณทุกอย่างในหัวอย่างรวดเร็ว เพราะหากพลาดนิดเดียว...ประตูเวลาอาจจะระเบิดพร้อมกัน ทั้งสองยุคและทุกคนจะตายหมด เสิ่นจือเหยียนมองแผ่นหลังของเขานิ่ง ก่อนกำมือแน่น ปลายเล็กจิกเข้าไปในเนื้อเขาเกลียดความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่ช่วยอะไรไม่ได้ ทั้งที่อีกฝ่ายกำลังเสี่ยงชีวิตอย
ตอนที่ 32 : “เส้นเวลาที่กำลังพังทลาย” ครืดดด....!!! เสียงเครื่องจักรดังก้องไปทั่วห้องใต้ดิน แสงสีทองจากแกนพลังงานสว่างขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าแสบตาพื้นเริ่มแตกร้าว เศษหินร่วงหล่นต่อเนื่อง ราวกับสถานที่แห่งนี้ พร้อมจะพังลงได้ทุกเมื่อเอลล่ารายงานเสียงรัวว เร็ว และตื่นตะหนกเล็กน้อย“ค่าความเสถียรกำลังลดลงอย่างต่อเนื่องค่ะ!! ประตูเวลากำลังเชื่อมสองยุคเข้าหากันโดยตรง”จวินเหิงกัดกราม สีหน้าฉายแววกังวลอย่างชัดเจน “หยุดระบบได้ไหม”“ต้องปิดแกนพลังงานค่ะ”“แล้วทำไมยังไม่ปิด!!!”“เพราะมีคนกำลังจะเอามันไปค่ะ” ทุกคนหันขวับทันที และพบว่า อ๋องห้า กำลังเอื้อมมือยังผลึกสีทอง ดวงตาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง แววตาแดงก่ำ“พลังนี้...ต้องเป็นของข้า...เป็นของข้าเท่านั้น!!!”เสิ่นจือเหยียนพุ่งเข้าไปทันที “หยุดนะ!!” แต่จังหวะนั้น--- ฟึ่บ!! พลังงานสีทองพลันระเบิดออกจากผลึกตู้มมมมมม!!! แรงกระแทกมหาศาลซัดทุกคนปลิวกระเด็น เสี่ยวอวี้ร้องลั่น “พวกเรากำลังจะตายแล้วขอรับบบบ”จวินเหิงรีบคว้าตัวเสิ่นจือเหยียนไว้ ก่อนอีกฝ่ายจะกระแทกกำแพง ทั้งคู่ล้มลมพร้อมกัน เสียงหัวใจดังชัดจนแยกไม่ออกว่าเป็นของใครเสิ่นจือเหยียนเงยหน







