Home / รักโบราณ / ม่านรัก ม่านทระนง / บทที่ 3 สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน

Share

บทที่ 3 สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน

last update publish date: 2026-09-06 07:26:23

 

บทที่ 3  สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน

 

ซูหว่านอี๋รู้ว่าสามีไม่ได้กลับเรือนในคืนนั้นตอนรุ่งเช้า ความจริงไม่มีผู้ใดตั้งใจบอกนาง จวนอ๋องแห่งนี้ไม่เหมือนจวนขุนนางในเมืองหลวง บ่าวไพร่มีน้อย ผู้คนส่วนใหญ่เป็นทหารหรือคนที่ติดตามเซียวฉางเยี่ยมาหลายปี เรื่องซุบซิบนินทาจึงไม่ได้แพร่รวดเร็วอย่างเรือนหลังใหญ่ที่มีสตรีนับสิบ แต่บางเรื่อง ต่อให้ไม่มีใครพูดก็ปิดไม่มิดโดยเฉพาะเมื่อคนที่ต้องการรู้เป็นนายหญิงคนใหม่ของจวน เช้าวันนั้น หว่านอี๋ตื่นขึ้นตามเวลาปกติ สาวใช้ช่วยล้างหน้า เกล้าผม และเลือกอาภรณ์สีฟ้าอ่อนซึ่งบุขนสัตว์ไว้ด้านในให้ นางกำลังนั่งดูอาหารเช้าที่เพิ่งปรับใหม่อยู่บนโต๊ะ เมื่อสาวใช้คนหนึ่งกลับเข้ามาจากด้านนอก สีหน้าอีกฝ่ายไม่ดีนัก หว่านอี๋มองเพียงครั้งเดียวก็รู้ “มีอะไร”  “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” นางตักโจ๊กขึ้นหนึ่งคำ “เจ้าติดตามข้ามาตั้งแต่เล็ก โกหกเก่งขึ้นตั้งแต่เมื่อใด” สาวใช้เม้มริมฝีปาก สุดท้ายจึงคุกเข่าลงข้างโต๊ะ “เมื่อคืน...ท่านอ๋องไม่ได้กลับเรือนใหญ่เจ้าค่ะ” ช้อนกระเบื้องในมือหว่านอี๋หยุดนิ่ง เพียงครู่เดียว “แล้วไปไหน” ไม่มีคำตอบในทันที แต่ความเงียบนั้นกลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้วหว่านอี๋วางช้อนลง “เรือนอวี้หลัน?”  “เจ้าค่ะ” นางเงียบ แปลกนัก ความรู้สึกแรกไม่ได้เป็นความเจ็บปวด ไม่มีอาการเหมือนหัวใจถูกบีบรัด ไม่มีความเศร้า และไม่มีแม้แต่ความริษยาอย่างที่นิยายรักซึ่งนางเคยอ่านชอบพรรณนา นางกับเซียวฉางเยี่ยเพิ่งพบหน้ากันจริง ๆ ในคืนวิวาห์ จะเอาความรักจากที่ใดมาทำให้เจ็บ? ทว่าบางอย่างภายในอกกลับค่อย ๆ เย็นลง เมื่อคืนก่อน เขาสั่งให้นางถอดอาภรณ์ทุกชิ้นเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีอาวุธหรือยาพิษ จากนั้นจึงรับสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นสิทธิ์และหน้าที่ของสามี รุ่งขึ้นเขาออกจากเรือนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง และเมื่อคืนที่ผ่านมา เขาก็กลับไปหาสตรีที่เคยอยู่ข้างกายตนตามปกติ ราวกับการมีพระชายาเพิ่มเข้ามาไม่ได้ทำให้ชีวิตของเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

 

หว่านอี๋หัวเราะเบา ๆ “เข้าใจแล้ว” สาวใช้เงยหน้าขึ้นทันที “พระชายาไม่โกรธหรือเจ้าคะ” “โกรธเรื่องใด” คำถามนั้นทำให้อีกฝ่ายตอบไม่ถูกหว่านอี๋หยิบช้อนขึ้นอีกครั้ง “ข้าไม่ได้รักเขา” น้ำเสียงเรียบสงบ “เขาจะนอนที่ใด เกี่ยวอะไรกับข้า” นางตักโจ๊กเข้าปาก รสชาติวันนี้ดีขึ้นมาก ข้าวถูกต้มจนเมล็ดแตกพอดี มีความหอมของน้ำซุปไก่จาง ๆ ไม่เละเกินไปและไม่จืดชืดเหมือนอาหารเมื่อวาน ควรจะกินได้มากกว่านี้ แต่นางกลับไม่รู้สึกอยากอาหารขึ้นมาเสียแล้ว สาวใช้ยังคงคุกเข่าอยู่ “แต่พระชายาเป็นภรรยาเอกที่ได้รับพระราชทานสมรสนะเจ้าคะ” หว่านอี๋นิ่ง นั่นต่างหาก ไม่ใช่เรื่องรัก เป็นเรื่องเกียรติ นางไม่สนใจว่าเซียวฉางเยี่ยเคยมีสตรีมากี่คนก่อนแต่งงาน บุรุษวัยสามสิบสองปีซึ่งใช้ชีวิตในกองทัพมาทั้งชีวิต หากไม่เคยแตะต้องสตรีเลยต่างหากที่น่ากังวล นางไม่ได้ไร้เดียงสาถึงเพียงนั้น แต่การมีสตรีอยู่ก่อน กับการเดินไปหาสตรีผู้นั้นในคืนถัดจากคืนแต่งงาน เป็นคนละเรื่อง อย่างน้อยในโลกที่นางเติบโตมา—

 

ต่อให้สามีมีอนุเต็มเรือน ช่วงแรกหลังแต่งภรรยาเอกก็ยังต้องรักษาหน้านาง ไม่ใช่เพราะรักแต่เพราะ ให้เกียรติ เซียวฉางเยี่ยกลับไม่ทำแม้แต่สิ่งนั้น บางทีเขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำ หรือบางที...เขาเพียงไม่สนใจ “ลุกขึ้นเถอะ” หว่านอี๋กล่าว “และอย่าพูดเรื่องนี้อีก”  “เจ้าค่ะ”  “โดยเฉพาะต่อหน้าคนของจวน” สาวใช้รับคำ หว่านอี๋จึงกินอาหารต่อ ครั้งนี้นางกินจนหมดถ้วย ไม่ใช่เพราะหิว แต่เพราะไม่อยากให้เรื่องของบุรุษคนหนึ่งทำให้อาหารดี ๆ ต้องเสียเปล่า

 

หลายวันต่อมา เซียวฉางเยี่ยแทบไม่ปรากฏตัวในเรือนของนาง เขากลับจวนบ้าง ไม่กลับบ้าง บางวันออกจากจวนก่อนรุ่งสาง บางวันกลับมาดึกดื่น ชายแดนเหนือเพิ่งผ่านศึกใหญ่ แม้ราชสำนักประกาศชัยชนะแล้ว แต่เรื่องหลังสงครามกลับมีมากกว่าตอนรบเสียอีก ต้องจัดกำลังพลใหม่ ซ่อมกำแพงเมือง นับอาวุธ ตรวจเสบียง จัดการเชลย ส่งทหารบาดเจ็บกลับบ้าน รวมถึงเตรียมรับฤดูหนาวซึ่งยาวนานกว่าพื้นที่อื่นหลายเดือน หว่านอี๋จึงไม่ได้เห็นหน้าสามีหลายวันนางเองก็ไม่ได้ถามหา ชีวิตในจวนเริ่มเข้าที่ทีละน้อย สิ่งแรกที่เปลี่ยนอย่างชัดเจนคืออาหาร ครัวเล็กซึ่งติดตามมากับขบวนเจ้าสาวถูกจัดขึ้นข้างเรือนใหญ่ แม่ครัวจากเมืองหลวงเริ่มใช้วัตถุดิบของแดนเหนือปรุงอาหารตามความเคยชินของผู้เป็นนาย เนื้อแกะที่หว่านอี๋เคยแตะเพียงคำเดียวแล้ววาง กลับถูกหมักด้วยต้นหอม ขิง และเครื่องเทศก่อนนำไปย่าง น้ำแกงกระดูกถูกเคี่ยวหลายชั่วยาม ช้อนฟองมันออกจนใส แล้วใส่หัวไชเท้าซึ่งหาได้ง่ายในพื้นที่ลงไป แม้แต่หมั่นโถวก็เปลี่ยนวิธีนวดแป้งจนเนื้อนุ่มขึ้น หว่านอี๋กินได้ สาวใช้ของนางกินได้ และไม่นาน บ่าวจากครัวใหญ่ก็เริ่มแอบมาดูวิธีทำ นางไม่ได้ห้าม เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น หากทำให้อาหารอร่อยขึ้นได้ เหตุใดต้องหวงวิธี? 

 

แต่เรื่องที่ทำให้นางขัดใจยิ่งกว่าอาหารกลับเป็นเสื้อผ้าของคนในจวน วันหนึ่ง หว่านอี๋เดินผ่านลานด้านหน้า เห็นทหารหนุ่มสองคนกำลังขนฟืน อากาศหนาวจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว แต่เสื้อกันหนาวบนตัวคนทั้งสองกลับดูหนาเทอะทะผิดปกติ นางหยุดมอง “เสื้อนั่นทำจากอะไร” ทหารทั้งสองชะงัก “เรียนพระชายา เป็นผ้าขนสัตว์ขอรับ”   “เข้ามาใกล้หน่อย”  ชายหนุ่มทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนเดินเข้ามาอย่างไม่เข้าใจ หว่านอี๋ยื่นมือจับชายแขนเสื้อ เนื้อผ้าหยาบ ทอไม่แน่น หนาจริง แต่เมื่อใช้มือบีบกลับรู้สึกได้ทันทีว่าเก็บความร้อนได้ไม่ดีเท่าที่ควร นางพลิกดูด้านใน แล้วขมวดคิ้ว  “ซื้อมาเท่าไร” ทหารตอบไม่ได้ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขา หว่านอี๋จึงเรียกพ่อบ้านมาถาม เมื่อได้ยินราคา คิ้วของนางยิ่งขมวดแน่นขึ้น “ราคาสูงไป” พ่อบ้านชะงัก  “พระชายาหมายถึง...” “ผ้าคุณภาพเช่นนี้ไม่ควรราคานี้” นางลูบเนื้อผ้าอีกครั้ง “ทอหลวม ขนสั้น ซักไม่กี่ครั้งก็จับตัวเป็นก้อน ต่อให้ทำหนาก็ไม่ได้ช่วยกันลมมากนัก” พ่อบ้านมองนางอย่างตื่นเต้น หว่านอี๋กลับไม่รู้สึกว่าตนพูดเรื่องพิเศษอะไร “ผู้ใดเป็นคนซื้อ”  “ฝ่ายเสบียงของกองทัพขอรับ จวนใช้ของจากแหล่งเดียวกัน”  “มีตัวอย่างผ้าชนิดอื่นหรือไม่”  “น่าจะมีอยู่ในคลังขอรับ”   “พาข้าไปดู” คำสั่งออกจากปากอย่างเป็นธรรมชาติ พ่อบ้านลังเลเล็กน้อย คลังด้านนอกไม่ใช่สถานที่ที่สตรีในเมืองหลวงมักเข้าไป แต่เมื่อคิดว่าท่านอ๋องสั่งเองให้พระชายาดูแลเรื่องภายในจวน เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ

 

คลังเก็บของเย็นกว่าที่คิด หว่านอี๋ใช้เวลาอยู่ที่นั่นเกือบหนึ่งชั่วยาม ผ้าหลายชนิดถูกนำออกมากาง นางจับ ลูบ พลิกดูริมผ้า บางครั้งยกขึ้นส่องกับแสง พ่อบ้านกับคนดูแลคลังยืนมองเงียบ ๆ สุดท้ายหญิงสาวหยิบผ้าสีน้ำตาลเทาพับหนึ่งออกมา “พับนี้ราคาเท่าไร” ราคาถูกกว่าผ้าที่ทหารใช้เกือบหนึ่งในสาม “เหตุใดไม่ใช้ชนิดนี้” คนดูแลคลังรีบตอบ “บางกว่าขอรับ”  “บางกว่าไม่ได้หมายความว่ากันหนาวได้น้อยกว่า” หว่านอี๋พับผ้ากลับไป “เนื้อแน่นกว่า ขนยาวกว่า และเบากว่า หากใช้เป็นชั้นในแล้วคลุมผ้าหนาอีกชั้น น่าจะอุ่นกว่าของเดิม” นางพูดไปตามสิ่งที่รู้ ไม่ได้คิดว่าตนกำลังทำเรื่องสำคัญอะไร แต่คนดูแลคลังกลับเริ่มตั้งใจฟัง “ส่วนผ้าพับเดิม หากยังมีเหลือก็ไม่ต้องทิ้ง ใช้ทำผ้าห่มหรือบุรองอย่างอื่นได้” หว่านอี๋หันไปเห็นรองเท้าหนังหลายคู่กองอยู่ด้านหนึ่ง จึงหยิบขึ้นมาดู หนัก แข็ง ด้านในแทบไม่มีสิ่งช่วยเก็บความร้อนนางขมวดคิ้วอีกครั้ง “ทหารใส่แบบนี้เดินบนหิมะหรือ”  “ขอรับ”  “เท้าไม่แข็งตายหรือ” คนดูแลคลังหัวเราะแห้ง ๆ  “ชินแล้วขอรับ” คำว่า ชินแล้ว ทำให้นางเงียบไป นางพลิกรองเท้าในมือดูอีกครั้ง ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ จึงนึกถึงเซียวฉางเยี่ย คนที่กินน้ำแกงมีกลิ่นสาบได้ ใส่เสื้ออะไรก็ได้ นอนที่ใดก็ได้และคงตอบทุกความลำบากด้วยคำเดียวกันว่า—ชินแล้ว หว่านอี๋วางรองเท้าลง “ชิน ไม่ได้แปลว่าดี” ไม่มีใครตอบ นางเองก็ไม่ได้พูดต่อ เพียงสั่งให้คนเอาตัวอย่างผ้าสองสามชนิดกับหนังแกะที่มีอยู่ในคลังส่งไปที่เรือน นางอยากลองดูบางอย่าง เท่านั้นเอง

 

เซียวฉางเยี่ยกลับจวนในค่ำวันที่ห้า เขาเหนื่อยจนไม่อยากพูดกับใคร ม้าถูกส่งให้ทหารดูแล เสื้อคลุมเปื้อนหิมะถูกถอดออกตรงระเบียง และดาบยังคงอยู่ข้างเอว พ่อบ้านเข้ามารายงานเรื่องในจวนตามปกติ ชายหนุ่มฟังผ่าน ๆ จนกระทั่งได้ยินเรื่องคลัง “นางเข้าไปทำอะไร” “พระชายาพบว่าเสื้อกันหนาวที่ใช้อยู่ราคาแพงกว่าคุณภาพขอรับ” เซียวฉางเยี่ยหยุดเดิน  “นางรู้ได้อย่างไร”  “พระชายาดูผ้าเป็นขอรับเอ่อ..เหมือนจะดูเก่งด้วย”  เขาขมวดคิ้ว ดูผ้า? เรื่องของสตรี ความสนใจลดลงทันที “นางอยากเปลี่ยนของในจวนก็ให้นางเปลี่ยน อย่าให้ยุ่งกับคลังกองทัพ” “ขอรับ” เขาเดินต่อ ก่อนถามเหมือนไม่ได้ใส่ใจ “นางยังไม่กินอาหารครัวใหญ่?”  “ไม่กินแล้วขอรับ” คิ้วเข้มขมวดอีกครั้ง เรื่องมากจริง ๆ “วันนี้ทำอะไร” พ่อบ้านไม่แน่ใจว่าท่านอ๋องหมายถึงอะไร “พระชายาหรือขอรับ” เขามองอีกฝ่ายตาเขม็ง พ่อบ้านจึงรีบตอบ “วันนี้พระชายาให้ครัวทำเนื้อแกะย่าง น้ำแกงกระดูกกับหัวไชเท้า แล้วก็ผักผัดขอรับ” กลิ่นอาหารบางอย่างลอยมาตามลมพอดีเซียวฉางเยี่ยหยุดฝีเท้า หอม กลิ่นเนื้อแกะที่คุ้นเคย แต่ไม่มีกลิ่รสาบหนักอย่างที่เขากินมาตลอดเขาหันไปทางเรือนใหญ่ แสงไฟด้านในสว่างอยู่ “นางกินหรือยัง” “น่าจะกำลังจะเริ่มขอรับ” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนเส้นทาง

 

หว่านอี๋กำลังจะยกตะเกียบเมื่อม่านประตูถูกเปิดนางเงยหน้า บุรุษที่ไม่ได้เห็นหน้ามาหลายวันเดินเข้ามา บนตัวเขายังมีกลิ่นลมหนาวติดอยู่หญิงสาวมองเพียงครู่เดียวก็ลดสายตากลับมายังโต๊ะ “ท่านอ๋อง” “อืม” เขานั่งลงตรงข้ามโดยไม่มีผู้ใดเชิญ สาวใช้รีบนำถ้วยกับตะเกียบเพิ่ม หว่านอี๋ไม่ได้ห้าม นี่เป็นจวนของเขา จะนั่งตรงไหนก็เป็นเรื่องของเขา เซียวฉางเยี่ยตักน้ำแกงขึ้นดื่ม คำแรก เขานิ่งไป หว่านอี๋เห็น แต่ทำเป็นไม่เห็น เขาดื่มคำที่สอง จากนั้นคีบเนื้อแกะ เนื้อนุ่มกว่าที่เคยกิน กลิ่นเครื่องเทศบาง ๆ กลบความสาบโดยไม่กลบรสเนื้อชายหนุ่มกินเงียบ ๆ หว่านอี๋ก็กินของตน ไม่มีผู้ใดพูด จนกระทั่งน้ำแกงในถ้วยของเขาหมด สาวใช้เข้ามาเติมให้อีกครั้ง หว่านอี๋จึงเงยหน้าขึ้น “ท่านอ๋องไม่รังเกียจอาหารฟุ่มเฟือยของคนเมืองหลวงหรือ” เขามองนาง “ผู้ใดบอกว่าข้ารังเกียจ”  “ข้านึกว่าคนที่กินอะไรก็ได้คงไม่สนใจเรื่องรสชาติ”     “กินอะไรก็ได้ กับไม่รู้ว่าอะไรอร่อย เป็นคนละเรื่อง” นางชะงัก คำตอบนี้ไม่โง่ หว่านอี๋จึงไม่พูดต่อ ทั้งคู่กินไปอีกพักหนึ่ง แล้วนางก็นึกถึงเรื่องที่ติดอยู่ในใจมาหลายวัน

 

ไม่ใช่เพราะหึง แต่เพราะนางไม่ชอบปล่อยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนให้คลุมเครือ “ท่านอ๋อง แม่นางอวี้หลันเป็นสตรีของท่านหรือ” ตะเกียบในมือเขาไม่ได้หยุด “ใช่” คำตอบตรงเสียจนสาวใช้ด้านหลังแทบไม่กล้าหายใจ หว่านอี๋พยักหน้า “เข้าใจแล้ว” คราวนี้เขากลับเงยหน้ามองนาง “เจ้าถามเพียงเท่านี้?” “แล้วควรถามอะไร” นางวางตะเกียบลง “นางอยู่กับท่านมาก่อนข้า ข้าไม่คิดรื้อเรื่องก่อนแต่งงานของท่าน” น้ำเสียงยังคงเรียบ “แต่ตอนนี้ท่านแต่งงานแล้ว” เขามองนาง “แล้วอย่างไร” เพียงสามคำ หว่านอี๋รู้ทันทีว่า—เขาไม่เข้าใจจริง ๆไม่ใช่แกล้งไม่เข้าใจ หญิงสาวมองสามีของตนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ “ไม่มีอะไร”นางหยิบตะเกียบขึ้นอีกครั้ง แต่เซียวฉางเยี่ยกลับไม่ชอบน้ำเสียงนั้น “พูดให้จบ” “ท่านอยากให้ข้าพูดอะไร”  “สิ่งที่เจ้าคิด” หว่านอี๋สบตาเขา “ข้าคิดว่าท่านไม่รู้วิธีเป็นสามี” ห้องทั้งห้องเงียบกริบ สาวใช้แทบอยากหายตัว เซียวฉางเยี่ยวางตะเกียบลงช้า ๆ “แล้วเจ้ารู้วิธีเป็นภรรยา?” “ไม่รู้” นางตอบทันที “เพราะข้าเพิ่งแต่งงานครั้งแรก” หว่านอี๋กล่าวต่ออย่างสงบ

 

“แต่ข้ารู้ว่า หากข้าแต่งกับท่านเมื่อคืน แล้วคืนต่อมาเดินเข้าเรือนของบุรุษอีกคน ท่านคงไม่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ” แววตาของเขาเปลี่ยนไปในทันที มืดลงอย่างเห็นได้ชัด นางกลับไม่หลบเลี่ยง “ในเมื่อท่านทำไม่ได้ เหตุใดจึงคิดว่าข้าต้องเห็นว่าท่านทำได้” “เจ้าเปรียบเหมือนกันไม่ได้”  “เพราะข้าเป็นสตรี?”  “เพราะเจ้าเป็นภรรยาข้า” คำตอบหลุดออกมาโดยแทบไม่ต้องคิด หว่านอี๋มองเขานิ่ง ๆจากนั้นริมฝีปากจึงโค้งขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้ม “นั่นแหละ”  เขาขมวดคิ้ว “สิ่งที่ข้าหมายถึง” นางลุกขึ้น  “ท่านไม่รู้วิธีเป็นสามีจริง ๆ” หว่านอี๋ก้มศีรษะให้น้อย ๆ  “ท่านอ๋องกินต่อเถอะ ข้าอิ่มแล้ว” ก่อนเดินออกจากห้องไป เซียวฉางเยี่ยนั่งอยู่ที่เดิม ใบหน้ามืดครึ้ม เขาผ่านศึกมานับไม่ถ้วนใเคยถูกแม่ทัพศัตรูด่าทอหน้าค่าย เคยถูกขุนนางเมืองหลวงกล่าวหาว่าหยาบกระด้าง ไม่เคยสนใจ แต่ประโยคจากหญิงสาวอายุสิบแปดกลับติดอยู่ในหัวอย่างน่ารำคาญ  ท่านไม่รู้วิธีเป็นสามี เขาหยิบตะเกียบขึ้นอีกครั้ง คีบเนื้อแกะเข้าปาก เคี้ยวไปสองคำ แล้วขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม น่ารำคาญ ทั้งคน ทั้งคำพูด แต่เนื้อแกะ...อร่อยจริง ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 22 ละครคืนเข้าหอ

    บทที่ 22 ละครคืนเข้าหอ“และเรื่องที่ท่านต้องทำ หากยังอยากให้พระชายาของท่านปลอดภัย” คำพูดนั้นทำให้ความเย็นในดวงตาของเซียวฉางเยี่ยเปลี่ยนไปทันที หลัวเยี่ยนหรงเห็น นางจึงรู้แล้วว่า—ตนกดถูกจุด ภายในห้องหอซึ่งตกแต่งด้วยสีแดงยังคงสว่างด้วยเทียนมงคลคู่ใหญ่ แสงจากเปลวไฟทอดเงาของคนทั้งสองลงบนพื้น ภายนอกประตูมีสาวใช้ของตระกูลหลัว มีคนของจวนอ๋อง ไกลออกไปยังมีคนที่ติดตามราชทูตมาจากเมืองหลวง มากพอให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้มีหูมีตา ฉางเยี่ยไม่ได้ขยับเข้าใกล้ “พูดให้ชัด” เยี่ยนหรงเองก็ไม่อ้อมค้อม “ฝ่าบาทส่งข้ามาดูท่าน” นางกล่าวเหมือนกำลังบอกเรื่องอากาศ ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีท่าทีแก้ตัวฉางเยี่ยหรี่ตาลง “เจ้ากล้าพูด?” “หากไม่กล้า ข้าคงไม่ถูกส่งมา” คำตอบนั้นทำให้เขาเงียบเยี่ยนหรงเดินไปยังโต๊ะ รินสุราใส่จอกสองใบ มือของนางมั่นคง “พระชายาของท่านทำหน้าที่ได้ไม่ดีนัก” ฉางเยี่ยมองทันที “เกี่ยวอะไรกับนาง” “เกี่ยวมาก” เยี่ยนหรงยื่นจอกให้ เขาไม่รับ นางจึงวางลง “นางถูกส่งมาที่นี่เพราะเหตุใด ท่านอ๋องคงไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้” ฉางเยี่ยย่อมรู้ ราชสำนักต้องการผูกเขาไว้ หว่านอี๋เป็นทั้งรางวัล ทั้งสายสัมพันธ์ และใ

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 21 ราชโองการจากเมืองหลวง

    บทที่ 21 ราชโองการจากเมืองหลวงหิมะบนหลังคาจวนอ๋องละลายไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะกลับมาปกคลุมหนาอีกครั้งเมื่อฤดูหนาวเวียนมาถึง เวลาหลายเดือนผ่านไปอย่างสงบผิดกับชายแดนเหนือที่ไม่เคยสงบจริงสักวัน รอยแผลจากลูกธนูบนหัวไหล่ของหว่านอี๋เหลือเพียงรอยจาง ๆ พิษที่เคยทำให้นางนอนอยู่ระหว่างความเป็นกับความตายไม่ทิ้งผลร้ายไว้มากนัก นอกจากร่างกายที่หนาวง่ายขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และความระมัดระวังของคนรอบตัวที่มากเสียจนนางรำคาญโดยเฉพาะเซียวฉางเยี่ย หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น จำนวนองครักษ์ที่ติดตามพระชายาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว รถม้าถูกตรวจทุกครั้งก่อนออกจากจวนอาหารและยาที่เข้าถึงเรือนใหญ่ต้องผ่านมือคนสนิท แม้แต่เส้นทางที่นางจะไปตรวจโรงทอผ้าหรือคลังสินค้าก็ไม่เคยใช้ซ้ำติดกันหลายครั้ง หว่านอี๋เคยบ่นว่า หากมากกว่านี้อีกหน่อย เขาคงเอาทหารทั้งกองมาล้อมนางไว้กลางจวน ฉางเยี่ยตอบเพียงว่า—ถ้าจำเป็นก็ทำได้นับแต่นั้นนางจึงเลิกพูด ไม่ใช่เพราะยอมแต่เพราะรู้ว่าพูดไปก็เสียเวลา ชายผู้นี้เมื่อดื้อขึ้นมา ต่อให้เอาม้าศึกสิบตัวมาลากก็คงลากไม่ขยับทว่าความเข้มงวดเหล่านั้นกลับค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว เช่นเดีย

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 20 รอยด้ายเส้นหนึ่ง

    บทที่ 20 รอยด้ายเส้นหนึ่งหลังจากฟื้นได้สองวัน หว่านอี๋จึงเริ่มนั่งพิงหัวเตียงได้นานขึ้น นางยังลุกเดินเองไม่ได้ เพียงขยับตัวมากไป แผลตรงหัวไหล่ก็จะปวดลึกจนสีหน้าเปลี่ยน พิษแม้ถูกกดไว้แล้ว แต่ผลที่ทิ้งไว้กลับชัดเจนกว่าบาดแผลเสียอีก ปลายนิ้วบางครั้งยังชา ร่างกายหนาวง่าย กินอาหารได้เพียงเล็กน้อยแม้แต่ยกถ้วยชานาน ๆ มือก็เริ่มสั่น สำหรับหว่านอี๋ เรื่องพวกนี้น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าความเจ็บ นางไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องให้คนอื่นช่วยทุกอย่าง สาวใช้ต้องช่วยสวมเสื้อ ช่วยประคองนั่ง แม้กระทั่งตอนลงจากเตียงไปนั่งข้างหน้าต่างก็ยังต้องมีคนพยุงแต่คนที่น่ารำคาญที่สุด—ยังคงเป็นสามีของนาง“ข้าจะไปนั่งด้านนอก” หว่านอี๋กล่าวเป็นครั้งที่สาม เซียวฉางเยี่ยซึ่งกำลังอ่านรายงานอยู่ตรงโต๊ะไม่เงยหน้า “ไม่ได้” “หมอบอกว่าข้าควรขยับตัวบ้าง” “ขยับในห้อง” “ข้าอยากรับลม”คราวนี้เขาเงยหน้า “รับลมแล้วไข้ขึ้นอีก ลำบากผู้ใด?”หว่านอี๋หน้าตึง “ข้า” “ผิด” เขาวางเอกสารลง “ข้า” นางนิ่ง คนพูดกลับหยิบเอกสารขึ้นอ่านต่อราวกับไม่ได้พูดอะไรหว่านอี๋มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันหน้าหนี ไม่อยากยอมรับว่าคำตอบนั้นทำให้ต่อว่าไม่ลง น่าหงุดหงิดจร

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 19 บ้าน

    บทที่ 19 บ้าน“...ท่านอ๋อง...” เสียงเบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ แต่สำหรับเซียวฉางเยี่ย กลับชัดเจนกว่าทุกเสียงที่เคยได้ยิน เขาก้มลงทันที มือที่จับมือนางอยู่กำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ข้าอยู่นี่” ริมฝีปากของหว่านอี๋ขยับอีกครั้ง เปลือกตาสั่น ราวกับกำลังพยายามลืมขึ้นท่ามกลางความหนักอึ้งที่กดทับทั้งร่าง ฉางเยี่ยมองไม่กะพริบ “หว่านอี๋” คราวนี้ดวงตาคู่นั้นเปิดขึ้นเล็กน้อย เพียงเสี้ยวเดียว แววตาพร่ามัว ไม่มีความสดใส ไม่มีประกายเฉลียวฉลาดที่เขาคุ้นเคย นางมองเขา แต่เหมือนยังมองไม่ชัด “ข้าอยู่ตรงนี้” ชายหนุ่มพูดซ้ำ น้ำเสียงต่ำลงอย่างไม่รู้ตัว หว่านอี๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับกำลังพยายามคิดอะไรบางอย่าง ริมฝีปากซีดขยับ “ข้า...” เสียงแผ่วจนเขาต้องก้มเข้าไปใกล้กว่าเดิม หว่านอี๋หายใจลำบาก คำแต่ละคำหลุดออกมาช้า ๆ “ข้า...กลับถึงบ้านแล้วหรือ...” เซียวฉางเยี่ยนิ่งงันโลกทั้งใบเหมือนหยุดลงชั่วขณะ บ้าน คำง่าย ๆ แต่กลับหนักจนลมหายใจของเขาสะดุด บ้านที่ไหน? เมืองหลวงหรือ? จวนของบิดามารดานาง? ตำหนักของฮองเฮา? หรือ—สายตาของชายหนุ่มเลื่อนไปทั่วห้อง ม่านมุ้ง โต๊ะชาที่นางเลือกเอง เครื่องหอมที่นางเปลี่ยน ผ้าม่านที่สั่งให้ซ

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 18 คนที่ยังไม่ลืมตา

    บทที่ 18 คนที่ยังไม่ลืมตารุ่งเช้ามาถึงช้ากว่าทุกวัน อย่างน้อยเซียวฉางเยี่ยรู้สึกเช่นนั้น ตลอดคืนเขาแทบไม่ได้หลับหว่านอี๋ผ่านช่วงอาการทรุดหนักมาได้ แต่คำว่า ผ่าน ของหมอกลับไม่ได้หมายความว่านางปลอดภัยเพียงหมายถึง—นางยังหายใจอยู่ เท่านั้น แสงสีเทาจากด้านนอกค่อย ๆ ลอดผ่านกระดาษหน้าต่างเข้ามาในห้อง ตะเกียงที่จุดไว้ตลอดคืนยังไม่ถูกดับกลิ่นยาคละคลุ้ง บนโต๊ะมีถ้วยยาที่เย็นแล้วหลายใบ เซียวฉางเยี่ยนั่งอยู่ข้างเตียง อาภรณ์ชั้นนอกยังเป็นชุดเดิมจากเมื่อวาน เส้นผมไม่ได้จัดใหม่ เคราบริเวณกรามขึ้นจาง ๆ ใต้ดวงตามีรอยคล้ำซึ่งแทบไม่เคยปรากฏให้ผู้ใดเห็น แต่เขาไม่สนใจ มือข้างหนึ่งยังจับมือหว่านอี๋ไว้ นิ้วเรียวในฝ่ามือไม่ได้เย็นจัดเหมือนช่วงกลางคืนแล้ว อุ่นขึ้นเล็กน้อย เขาจำความรู้สึกนี้ไว้ละเอียดกว่าที่ควร เพราะเมื่อคืนมีช่วงหนึ่งที่มือคู่นี้เย็นลงจนหัวใจของเขาเหมือนหยุดตามไปด้วย “ท่านอ๋อง” หมอชราเข้ามาเงียบ ๆฉางเยี่ยเงยหน้า “เป็นอย่างไร” หมอจับชีพจร ใช้เวลานานกว่าปกติ นานจนชายหนุ่มเริ่มทนไม่ไหว “พูด” “ชีพจรมั่นคงขึ้นกว่ากลางคืนขอรับ” ฉางเยี่ยพยักหน้า “แล้วเหตุใดนางยังไม่ฟื้น” หมอนิ่งไป “พิษร้ายแรงมาก ร่

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 17 คืนที่ยาวนานที่สุด

    บทที่ 17 คืนที่ยาวนานที่สุดเซียวฉางเยี่ยไม่ได้ถามอะไรอีก ทันทีที่คำว่า อาการไม่ดี หลุดออกจากปากองครักษ์ เขาคว้าเสื้อคลุมกับดาบแล้วเดินออกจากกระโจม “ท่านอ๋อง!” รองแม่ทัพตามออกมา “การประชุม—” “เจ้าจัดการ” คำสั่งสั้นจนแทบไม่มีช่องให้ถาม “แต่เรื่องเสบียงป้อมเหนือ—” “ทำตามแผนเดิม หากมีปัญหาให้ส่งคนตามข้า” ม้าถูกนำมาแล้ว ฉางเยี่ยขึ้นอานในครั้งเดียว ก่อนกระชากบังเหียน “เปิดทาง!” ม้าศึกทะยานออกจากค่าย หิมะใต้กีบแตกกระจาย ไม่มีผู้ใดกล้าขวาง ทหารตามออกไปเพียงไม่กี่คน กระทั่งรองแม่ทัพซึ่งติดตามเขามานานยังยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะท่านอ๋องกลับจวนเป็นเรื่องแปลก แต่เพราะตลอดหลายปี—พวกเขาไม่เคยเห็นเซียวฉางเยี่ยทิ้งการประชุมทางทหารกลางคัน ครั้งหนึ่งแนวรบด้านตะวันตกถูกตีแตก นายทหารคนสนิทตายต่อหน้า เขายังยืนสั่งการต่อจนฟ้ามืด ครั้งหนึ่งตัวเองถูกแทงเข้าชายโครง เลือดไหลจนเกราะเปียก เขายังไม่ยอมลงจากม้า สำหรับเซียวฉางเยี่ย ทุกสิ่งมีลำดับของมัน ศึกอยู่ก่อนความเจ็บปวด หน้าที่อยู่ก่อนชีวิต แต่วันนี้—เพียงคำว่า พระชายาถูกพิษ ทุกอย่างถูกทิ้งไว้เบื้องหลังลมหนาวตีใบหน้าจนชา ฉางเยี่ยกลับแทบไม่รู้สึก ในหัวม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status