ホーム / รักโบราณ / ม่านรัก ม่านทระนง / บทที่ 4 รู้วิธีเป็นสามี

共有

บทที่ 4 รู้วิธีเป็นสามี

last update 公開日: 2026-09-06 08:25:16

 

บทที่ 4 รู้วิธีเป็นสามี

 

คำพูดของหญิงสาวยังติดอยู่ในความคิดของเซียวฉางเยี่ยแม้ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว ท่านไม่รู้วิธีเป็นสามี ตลอดชีวิตสามสิบสองปี เขาเคยถูกกล่าวหามามากมาย หยาบกระด้าง เลือดเย็น ไม่รู้ธรรมเนียม ไร้ชาติตระกูล แม้กระทั่งคำว่าหมาป่าชายแดนก็เคยได้ยินขุนนางในเมืองหลวงใช้เรียกตนลับหลัง เขาไม่เคยสนใจ ตั้งแต่อายุสิบกว่าปี ชีวิตก็อยู่ท่ามกลางกองทัพ บุรุษที่ยืนอยู่ข้างกายล้วนสนใจเพียงว่าเมื่อข้าศึกบุกมา ผู้ใดจะรอด ผู้ใดจะตาย และเสบียงในคลังจะพอให้ทหารผ่านฤดูหนาวไปได้หรือไม่ ไม่มีผู้ใดสนใจว่าเขาพูดจาไพเราะหรือเปล่า ไม่มีผู้ใดถามว่าเขารู้จักเอาใจคนหรือไม่ ยิ่งไม่มีผู้ใดกล้าบอกต่อหน้าว่าเขาทำสิ่งใดไม่เป็น กระทั่งมีพระชายา หญิงสาวอายุสิบแปดผู้ งดงามคนนั้น นั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะอาหาร แล้วกล่าวหน้าตาเฉยว่า—เขาไม่รู้วิธีเป็นสามี น่าหงุดหงิดเสียจริง  เซียวฉางเยี่ยโยนเอกสารในมือลงบนโต๊ะ อ่านต่อไม่รู้เรื่องแล้ว 

 

ยามดึก เรือนใหญ่เงียบสงัด หว่านอี๋อาบน้ำเสร็จแล้ว นางสวมเพียงอาภรณ์สำหรับนอนเนื้อบางแต่มีเสื้อคลุมทับอีกชั้น เส้นผมยาวซึ่งเพิ่งแห้งหมาดถูกปล่อยสยายลงด้านหลัง สาวใช้กำลังใช้หวีไม้ค่อย ๆ สางปลายผมให้ หว่านอี๋หลับตา หลายวันที่ผ่านมาทำให้นางเริ่มคุ้นกับความเงียบของแดนเหนือขึ้นบ้าง ที่นี่ไม่มีเสียงรถม้าของเหล่าคุณหนูวิ่งผ่านหน้าจวน ไม่มีเสียงดนตรีจากงานเลี้ยงในเรือนข้างเคียง ไม่มีข่าวว่าวันพรุ่งนี้ตระกูลใดจัดงานชมบุปผา กลางคืนมีเพียงเสียงลม บางครั้งมีเสียงม้าจากด้านนอก และไกลออกไปคือเสียงทหารเปลี่ยนเวร เป็นโลกที่แตกต่างจากเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง นางกำลังจะบอกสาวใช้ว่าพอแล้ว เสียงฝีเท้ากลับดังขึ้นจากนอกเรือน ฝีเท้าหนักสม่ำเสมอหว่านอี๋ลืมตา นางจำเสียงนี้ได้แล้ว ม่านประตูถูกเปิดออก ไอเย็นจากด้านนอกพัดเข้ามาพร้อมร่างสูงใหญ่ สาวใช้ทั้งสองรีบก้มศีรษะ “ท่านอ๋อง”

 

เซียวฉางเยี่ยถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก “ออกไป” ทั้งสองมองผู้เป็นนายโดยไม่รู้ตัว หว่านอี๋เองก็แปลกใจแต่ไม่ได้ห้าม ไม่นานประตูก็ปิดลงในห้องเหลือเพียงคนสองคน นางมองเขาผ่านกระจกทองแดง “ท่านอ๋องมีอะไรหรือ”  “มานอน” คำเดียวหว่านอี๋หันกลับไปมองเต็มตา เขากำลังปลดสายรัดเอวอย่างไม่รีบร้อน สีหน้าเป็นธรรมชาติราวกับเขากลับมานอนในเรือนนี้ทุกคืน “คืนนี้?” เซียวฉางเยี่ยเงยหน้าขึ้น “มีปัญหา?”  “ข้านึกว่าท่านมีที่นอนของท่านแล้ว” มือของชายหนุ่มหยุดเล็กน้อย แน่นอนว่าเขารู้ว่านางหมายถึงที่ใด “ข้าไปหาอวี้หลันคืนเดียว คืนอื่นข้าอยู่ค่าย”  “ท่านไม่จำเป็นต้องรายงานข้า”  “แต่เจ้ากำลังเข้าใจผิด”  “ข้าไม่ได้สนใจ” เซียวฉางเยี่ยมองนางอยู่ครู่หนึ่ง “โกหกไม่เก่ง” หญิงสาวหันมาทันที “ข้าไม่ได้หึงท่าน” “ข้ายังไม่ได้บอกว่าเจ้าหึง” นางนิ่งไป ก่อนจะรู้ว่าตนตกหลุมคำพูดของเขาเข้าแล้ว หว่านอี๋จึงตัดสินใจไม่พูดอีก นางลุกขึ้นหมายจะเดินไปยังเตียง แต่เมื่อผ่านข้างกายเขา เสียงทุ้มกลับดังขึ้น “คืนแรกเจ้าคงเจ็บมาก” ฝีเท้าของนางหยุดทันที

 

ความร้อนแล่นขึ้นมาตั้งแต่ลำคอจนถึงใบหู หว่านอี๋หันกลับมาช้า ๆ “ท่านพูดเรื่องนี้ทำไม” “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้?” นางอยากหายตัวไปจากตรงนั้นเสียเดี๋ยวนี้ เซียวฉางเยี่ยกลับพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับกำลังกล่าวถึงบาดแผลของทหารคนหนึ่ง “เจ้าเดินทางมาไกล ร่างกายเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังเป็นครั้งแรก....ข้าจึงไม่ได้มาหาเจ้าในคืนต่อมา” หว่านอี๋ชะงัก ความอับอายยังอยู่ แต่ความรู้สึกอีกอย่างกลับแทรกเข้ามา “ท่าน...ตั้งใจให้ข้าพัก?” เขาขมวดคิ้วเหมือนคำถามนี้ประหลาด “ไม่เช่นนั้นจะเพราะอะไร” นางพูดไม่ออก ตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางไม่เคยคิดถึงเหตุผลนี้แม้แต่น้อย นางคิดว่าเขาได้สิ่งที่ต้องการจากเจ้าสาวแล้วจึงกลับไปใช้ชีวิตตามเดิม กลับไปหาสตรีที่คุ้นเคยกว่า กลับไปยังกองทัพ ทิ้งพระชายาที่ถูกยัดเยียดมาให้ไว้ในเรือนใหญ่ แต่สำหรับเขา—กลับเป็นเพียงเพราะเห็นว่านางควรพัก 

 

เซียวฉางเยี่ยมองสีหน้าของภรรยาแล้วพอเดาได้ว่านางกำลังคิดอะไร เขาไม่ได้อธิบายเพิ่ม ไม่เห็นความจำเป็น เรื่องที่ควรทำ เขาก็ทำแล้ว เพียงแต่ดูเหมือนหญิงสาวตรงหน้าจะไม่เข้าใจวิธีคิดของเขาเลย เช่นเดียวกับที่เขาไม่เข้าใจวิธีคิดของนาง “ข้าไม่ได้ต้องการให้ท่านมาหาข้าทุกคืน” หว่านอี๋กล่าวในที่สุด  “แต่ข้าเป็นพระชายาที่เพิ่งแต่งเข้ามา อย่างน้อยท่านควรรักษาหน้าข้าบ้าง” เซียวฉางเยี่ยนิ่ง “ข้าไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้” นางเชื่อ ยิ่งเห็นสีหน้าเขายิ่งเชื่ออย่างหมดใจ “ในกองทัพไม่มีผู้ใดสอนข้าว่า หลังแต่งภรรยาแล้วต้องทำอย่างไร” “เรื่องบางเรื่องไม่ต้องมีคนสอน” “แต่เจ้าบอกเองว่าข้าไม่รู้” เขาก้าวเข้ามา หว่านอี๋เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที  “แล้วอย่างไร”  “ก็สอนข้า” คำตอบทำให้นางทำตัวไม่ถูก ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว เมื่ออยู่ใกล้กันเช่นนี้ ความแตกต่างของรูปร่างยิ่งชัดเจนหว่านอี๋ต้องเงยหน้าจึงจะสบตาเขาได้ “ข้าไม่ได้หมายความ—”  “สายไปแล้ว” แขนแข็งแรงรวบร่างนางขึ้นอย่างง่ายดาย หญิงสาวตกใจจนคว้าไหล่เขาโดยสัญชาตญาณ “เซียวฉางเยี่ย!” เขาหยุด ดวงตาลึกมองลงมา นี่เป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาตรง ๆ ไม่มีคำว่าท่านอ๋อง ไม่มีความห่างเหินตามธรรมเนียม ริมฝีปากชายหนุ่มขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย  “จำชื่อสามีได้ก็ดี”  “ปล่อยข้าลง” เขาไม่ปล่อย ม่านมุ้งถูกปลดลงในเวลาต่อมา แสงเทียนด้านนอกจึงถูกกรองจนเหลือเพียงสีแดงสลัว และหว่านอี๋ก็เพิ่งรู้ว่า—นางอาจไม่ควรท้าทายบุรุษผู้นี้ด้วยคำว่า ไม่รู้วิธีเป็นสามี

 

เซียวฉางเยี่ยเคยมีสตรี อวี้หลันไม่ใช่คนแรกที่เขาเคยใกล้ชิดในชีวิต เพียงเป็นคนที่อยู่กับเขานานที่สุด เขาอายุสามสิบสอง มีเลือดเนื้อ มีความต้องการ และไม่เคยเห็นว่าความต้องการตามธรรมชาติของบุรุษเป็นสิ่งที่ต้องเสแสร้งปฏิเสธ แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่เขาสนใจเรือนร่างของสตรีมากนัก สำหรับเขา เรื่องเหล่านี้เหมือนการกินอาหารเมื่อหิว ดื่มน้ำเมื่อกระหาย และนอนเมื่อเหนื่อย เสร็จแล้วก็จบ รุ่งเช้ายังมีทหารรออยู่ ยังมีชายแดนให้รักษา ยังมีคนรอคำสั่งของเขาอีกนับหมื่น แต่กับหญิงสาวผู้นี้กลับไม่เหมือนเดิม ตั้งแต่คืนวิวาห์ ภาพตอนนางยืนอยู่ตรงหน้าโดยไม่มีอาภรณ์และเครื่องประดับบดบังกลับติดอยู่ในความทรงจำอย่างน่ารำคาญ ตอนนั้นเขาคิดเพียงว่า—งาม งามเสียจนฮ่องเต้เฒ่าคงคิดมาดีแล้วก่อนยอมส่งนางมา แต่หลายวันผ่านไป เขากลับยังจำได้คืนนี้ยิ่งชัดเจนกว่าเดิม ความงามที่เคยถูกมองผ่านสายตาระแวงในคืนแรก บัดนี้อยู่ใกล้เสียจนเขาไม่อาจหลอกตัวเองว่าไม่มีผลต่อความรู้สึก นางตัวเล็กเมื่ออยู่ในอ้อมแขนเขา ผิวกายอบอุ่น มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ซึ่งเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นกลิ่นเครื่องหอมหรือกลิ่นจากเส้นผม และทุกครั้งที่นางพยายามรักษาความเย่อหยิ่งเอาไว้ทั้งที่เห็นชัดว่ากำลังเสียเปรียบ กลับยิ่งทำให้ความสนใจของเขาถูกดึงไว้กับนาง จิ้งจอกน้อย คำเดิมผุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีความเยาะเย้ยอยู่มากเท่าเดิมแล้ว ชายหนุ่มไม่เคยคิดว่าตนจะลุ่มหลงสตรี เรื่องเช่นนั้นฟังดูไร้สาระ แต่คืนนี้เขากลับต้องยอมรับอย่างหนึ่ง—เขาชอบร่างนี้ ชอบมากเสียด้วย และการยอมรับนั้นไม่ได้ทำให้เขาคิดจะถอยห่าง ตรงกันข้าม สำหรับคนอย่างเซียวฉางเยี่ย เมื่อสิ่งใดเป็นของตนและตนพึงใจ เขาไม่เคยมีเหตุผลต้องปฏิเสธมัน

 

นางเป็นภรรยาเขา เป็นพระชายาที่แต่งเข้ามาอย่างถูกต้อง ดังนั้นในความคิดอันตรงไปตรงมาของเขา ความปรารถนาที่มีต่อนางจึงไม่มีสิ่งใดต้องละอาย มีเพียงหว่านอี๋เท่านั้นที่เริ่มเสียใจกับคำพูดของตนมากขึ้นทุกขณะ ความใกล้ชิดในคืนนี้หนักหน่วงกว่าคืนแรก ไม่มีความระแวงเช่นวันนั้นมาคั่นกลางอีกแล้ว เหลือเพียงบุรุษผู้หนึ่งซึ่งเริ่มรู้ว่าตนพึงใจภรรยามากเพียงใด และหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งไม่ยอมเอ่ยปากขอร้องง่าย ๆ เพราะความทระนงที่ฝังอยู่ในกระดูก กระทั่งท้ายที่สุด ความดื้อรั้นของนางก็แพ้ให้กับความเหนื่อยล้า มือเรียวซึ่งเคยผลักอกเขาเปลี่ยนเป็นกำชายเสื้อไว้แน่น “ท่าน...” เซียวฉางเยี่ยหยุดมอง ดวงตาของหญิงสาวมีความชื้นบาง ๆ ใบหน้าซึ่งปกติงดงามเย็นเยียบยามนี้แดงระเรื่อ เส้นผมที่เคยสางเรียบร้อยกระจายอยู่บนหมอน ความทระนงยังอยู่ แต่เหลือบางเสียจนแทบปิดความอ่อนแอไม่มิด เขามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนผ่อนกำลังลงเพียงเล็กน้อย หว่านอี๋หายใจอยู่พักใหญ่จึงมีแรงเอ่ย “นี่หรือ...วิธีเป็นสามีของท่าน” เขานิ่งไป ก่อนตอบอย่างจริงจัง “เจ้าบอกให้ข้าเรียนรู้” หญิงสาวแทบอยากลุกขึ้นกัดเขา “ข้าไม่ได้ให้ท่านเรียนเช่นนี้” “เช่นนั้นคราวหน้าค่อยบอก” หว่านอี๋เบิกตา คราวหน้า? นางยังไม่ทันได้ต่อว่า เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้ประโยคนั้นดำเนินต่อจนจบ หลังจากนั้นในห้องจึงแทบไม่มีบทสนทนาอีก มีเพียงแสงเทียนซึ่งค่อย ๆ สั้นลงม่านมุ้งที่ไหวเบา ๆ เสียงลมเหนือด้านนอก และค่ำคืนที่ยาวนานกว่าที่หญิงสาวคาดคิดไว้มาก 

 

หว่านอี๋จำไม่ได้ว่าตนหลับไปเมื่อใด รู้เพียงความคิดสุดท้ายก่อนสติจะจมหายคือ—นางไม่ควรพูดว่าเขาไม่รู้วิธีเป็นสามีเลยจริง ๆ รุ่งเช้า เซียวฉางเยี่ยตื่นตามเวลาที่ร่างกายคุ้นเคย ฟ้ายังไม่สว่างข้างกายเขา หว่านอี๋ยังหลับสนิท คราวนี้ไม่ใช่การแสร้งหลับอย่างคืนวิวาห์ หญิงสาวนอนตะแคงหันหลังให้เขา เส้นผมยาวกระจายเต็มหมอน ผ้าห่มถูกดึงขึ้นสูงเกือบถึงใบหู ราวกับแม้ยามหลับก็ยังต้องการหนีให้ห่างจากคนข้างหลัง เซียวฉางเยี่ยมองอยู่ครู่หนึ่ง เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ ปกติเมื่อตื่น เขาจะลุกทันที ไม่เคยมีเหตุผลให้นอนมองคนบนเตียง แต่เช้านี้กลับเสียเวลาอยู่หลายอึดใจ ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังใบหน้าด้านข้างของนางเมื่อคืนเขาคิดว่านางงาม เช้านี้ก็ยังงาม แม้ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีชาด ไม่มีอาภรณ์หรูหรา และกำลังหลับจนไม่รู้ตัว ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยฮ่องเต้เฒ่าช่างส่งตัวปัญหามาให้เขาจริง ๆ เขาลุกขึ้นสวมอาภรณ์ หยิบดาบขึ้นคาดเอว เมื่อเปิดประตูออกไป พ่อบ้านซึ่งรออยู่ไม่ไกลรีบเข้ามา “ท่านอ๋อง” เซียวฉางเยี่ยกำลังจะเดินผ่าน กลับหยุดฝีเท้า “อย่าปลุกพระชายา” พ่อบ้านอึ้งงัน “ขอรับ?” ชายหนุ่มหันมามอง อีกฝ่ายรีบก้มศีรษะทันที “ขอรับ”  “ให้นางนอน” พูดจบก็เดินจากไปไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม

 

พ่อบ้านสูงวัยยืนอยู่หน้าประตูอีกครู่หนึ่งหลายปีที่รับใช้ท่านอ๋อง เขาเคยรับคำสั่งเรื่องศึก เรื่องเสบียง เรื่องม้า เรื่องอาวุธ และแม้กระทั่งเรื่องประหารคน แต่คำสั่งว่า—อย่าปลุกพระชายา ให้นางนอน กลับเป็นคำสั่งที่แปลกหูที่สุดคำหนึ่ง ภายในห้อง หว่านอี๋ยังคงหลับไม่รู้เรื่อง ส่วนบุรุษที่เดินจากไปแล้วนั้นก็ยังไม่รู้ตัวเช่นกันว่า การกลับเรือนใหญ่เมื่อคืนด้วยความถือดีเพียงเพราะถูกภรรยากล่าวหาว่าไม่รู้วิธีเป็นสามี—กลับทำให้เขาค้นพบเรื่องที่อันตรายกว่าคำสบประมาทนั้นมาก เขาเริ่มพึงใจภรรยาของตนแล้ว ยังไม่ใช่หัวใจ ยังห่างไกลจากความรัก แต่เป็นความพึงใจที่หยั่งรากอยู่ในสัญชาตญาณของบุรุษอย่างชัดเจน และสำหรับคนเช่นเซียวฉางเยี่ย— เมื่อเริ่มอยากได้สิ่งใดแล้วเขาไม่เคยเป็นคนรู้จักคำว่า พอ

 

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 21 ราชโองการจากเมืองหลวง

    บทที่ 21 ราชโองการจากเมืองหลวงหิมะบนหลังคาจวนอ๋องละลายไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะกลับมาปกคลุมหนาอีกครั้งเมื่อฤดูหนาวเวียนมาถึง เวลาหลายเดือนผ่านไปอย่างสงบผิดกับชายแดนเหนือที่ไม่เคยสงบจริงสักวัน รอยแผลจากลูกธนูบนหัวไหล่ของหว่านอี๋เหลือเพียงรอยจาง ๆ พิษที่เคยทำให้นางนอนอยู่ระหว่างความเป็นกับความตายไม่ทิ้งผลร้ายไว้มากนัก นอกจากร่างกายที่หนาวง่ายขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และความระมัดระวังของคนรอบตัวที่มากเสียจนนางรำคาญโดยเฉพาะเซียวฉางเยี่ย หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น จำนวนองครักษ์ที่ติดตามพระชายาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว รถม้าถูกตรวจทุกครั้งก่อนออกจากจวนอาหารและยาที่เข้าถึงเรือนใหญ่ต้องผ่านมือคนสนิท แม้แต่เส้นทางที่นางจะไปตรวจโรงทอผ้าหรือคลังสินค้าก็ไม่เคยใช้ซ้ำติดกันหลายครั้ง หว่านอี๋เคยบ่นว่า หากมากกว่านี้อีกหน่อย เขาคงเอาทหารทั้งกองมาล้อมนางไว้กลางจวน ฉางเยี่ยตอบเพียงว่า—ถ้าจำเป็นก็ทำได้นับแต่นั้นนางจึงเลิกพูด ไม่ใช่เพราะยอมแต่เพราะรู้ว่าพูดไปก็เสียเวลา ชายผู้นี้เมื่อดื้อขึ้นมา ต่อให้เอาม้าศึกสิบตัวมาลากก็คงลากไม่ขยับทว่าความเข้มงวดเหล่านั้นกลับค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว เช่นเดีย

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 20 รอยด้ายเส้นหนึ่ง

    บทที่ 20 รอยด้ายเส้นหนึ่งหลังจากฟื้นได้สองวัน หว่านอี๋จึงเริ่มนั่งพิงหัวเตียงได้นานขึ้น นางยังลุกเดินเองไม่ได้ เพียงขยับตัวมากไป แผลตรงหัวไหล่ก็จะปวดลึกจนสีหน้าเปลี่ยน พิษแม้ถูกกดไว้แล้ว แต่ผลที่ทิ้งไว้กลับชัดเจนกว่าบาดแผลเสียอีก ปลายนิ้วบางครั้งยังชา ร่างกายหนาวง่าย กินอาหารได้เพียงเล็กน้อยแม้แต่ยกถ้วยชานาน ๆ มือก็เริ่มสั่น สำหรับหว่านอี๋ เรื่องพวกนี้น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าความเจ็บ นางไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องให้คนอื่นช่วยทุกอย่าง สาวใช้ต้องช่วยสวมเสื้อ ช่วยประคองนั่ง แม้กระทั่งตอนลงจากเตียงไปนั่งข้างหน้าต่างก็ยังต้องมีคนพยุงแต่คนที่น่ารำคาญที่สุด—ยังคงเป็นสามีของนาง“ข้าจะไปนั่งด้านนอก” หว่านอี๋กล่าวเป็นครั้งที่สาม เซียวฉางเยี่ยซึ่งกำลังอ่านรายงานอยู่ตรงโต๊ะไม่เงยหน้า “ไม่ได้” “หมอบอกว่าข้าควรขยับตัวบ้าง” “ขยับในห้อง” “ข้าอยากรับลม”คราวนี้เขาเงยหน้า “รับลมแล้วไข้ขึ้นอีก ลำบากผู้ใด?”หว่านอี๋หน้าตึง “ข้า” “ผิด” เขาวางเอกสารลง “ข้า” นางนิ่ง คนพูดกลับหยิบเอกสารขึ้นอ่านต่อราวกับไม่ได้พูดอะไรหว่านอี๋มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันหน้าหนี ไม่อยากยอมรับว่าคำตอบนั้นทำให้ต่อว่าไม่ลง น่าหงุดหงิดจร

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 19 บ้าน

    บทที่ 19 บ้าน“...ท่านอ๋อง...” เสียงเบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ แต่สำหรับเซียวฉางเยี่ย กลับชัดเจนกว่าทุกเสียงที่เคยได้ยิน เขาก้มลงทันที มือที่จับมือนางอยู่กำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ข้าอยู่นี่” ริมฝีปากของหว่านอี๋ขยับอีกครั้ง เปลือกตาสั่น ราวกับกำลังพยายามลืมขึ้นท่ามกลางความหนักอึ้งที่กดทับทั้งร่าง ฉางเยี่ยมองไม่กะพริบ “หว่านอี๋” คราวนี้ดวงตาคู่นั้นเปิดขึ้นเล็กน้อย เพียงเสี้ยวเดียว แววตาพร่ามัว ไม่มีความสดใส ไม่มีประกายเฉลียวฉลาดที่เขาคุ้นเคย นางมองเขา แต่เหมือนยังมองไม่ชัด “ข้าอยู่ตรงนี้” ชายหนุ่มพูดซ้ำ น้ำเสียงต่ำลงอย่างไม่รู้ตัว หว่านอี๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับกำลังพยายามคิดอะไรบางอย่าง ริมฝีปากซีดขยับ “ข้า...” เสียงแผ่วจนเขาต้องก้มเข้าไปใกล้กว่าเดิม หว่านอี๋หายใจลำบาก คำแต่ละคำหลุดออกมาช้า ๆ “ข้า...กลับถึงบ้านแล้วหรือ...” เซียวฉางเยี่ยนิ่งงันโลกทั้งใบเหมือนหยุดลงชั่วขณะ บ้าน คำง่าย ๆ แต่กลับหนักจนลมหายใจของเขาสะดุด บ้านที่ไหน? เมืองหลวงหรือ? จวนของบิดามารดานาง? ตำหนักของฮองเฮา? หรือ—สายตาของชายหนุ่มเลื่อนไปทั่วห้อง ม่านมุ้ง โต๊ะชาที่นางเลือกเอง เครื่องหอมที่นางเปลี่ยน ผ้าม่านที่สั่งให้ซ

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 18 คนที่ยังไม่ลืมตา

    บทที่ 18 คนที่ยังไม่ลืมตารุ่งเช้ามาถึงช้ากว่าทุกวัน อย่างน้อยเซียวฉางเยี่ยรู้สึกเช่นนั้น ตลอดคืนเขาแทบไม่ได้หลับหว่านอี๋ผ่านช่วงอาการทรุดหนักมาได้ แต่คำว่า ผ่าน ของหมอกลับไม่ได้หมายความว่านางปลอดภัยเพียงหมายถึง—นางยังหายใจอยู่ เท่านั้น แสงสีเทาจากด้านนอกค่อย ๆ ลอดผ่านกระดาษหน้าต่างเข้ามาในห้อง ตะเกียงที่จุดไว้ตลอดคืนยังไม่ถูกดับกลิ่นยาคละคลุ้ง บนโต๊ะมีถ้วยยาที่เย็นแล้วหลายใบ เซียวฉางเยี่ยนั่งอยู่ข้างเตียง อาภรณ์ชั้นนอกยังเป็นชุดเดิมจากเมื่อวาน เส้นผมไม่ได้จัดใหม่ เคราบริเวณกรามขึ้นจาง ๆ ใต้ดวงตามีรอยคล้ำซึ่งแทบไม่เคยปรากฏให้ผู้ใดเห็น แต่เขาไม่สนใจ มือข้างหนึ่งยังจับมือหว่านอี๋ไว้ นิ้วเรียวในฝ่ามือไม่ได้เย็นจัดเหมือนช่วงกลางคืนแล้ว อุ่นขึ้นเล็กน้อย เขาจำความรู้สึกนี้ไว้ละเอียดกว่าที่ควร เพราะเมื่อคืนมีช่วงหนึ่งที่มือคู่นี้เย็นลงจนหัวใจของเขาเหมือนหยุดตามไปด้วย “ท่านอ๋อง” หมอชราเข้ามาเงียบ ๆฉางเยี่ยเงยหน้า “เป็นอย่างไร” หมอจับชีพจร ใช้เวลานานกว่าปกติ นานจนชายหนุ่มเริ่มทนไม่ไหว “พูด” “ชีพจรมั่นคงขึ้นกว่ากลางคืนขอรับ” ฉางเยี่ยพยักหน้า “แล้วเหตุใดนางยังไม่ฟื้น” หมอนิ่งไป “พิษร้ายแรงมาก ร่

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 17 คืนที่ยาวนานที่สุด

    บทที่ 17 คืนที่ยาวนานที่สุดเซียวฉางเยี่ยไม่ได้ถามอะไรอีก ทันทีที่คำว่า อาการไม่ดี หลุดออกจากปากองครักษ์ เขาคว้าเสื้อคลุมกับดาบแล้วเดินออกจากกระโจม “ท่านอ๋อง!” รองแม่ทัพตามออกมา “การประชุม—” “เจ้าจัดการ” คำสั่งสั้นจนแทบไม่มีช่องให้ถาม “แต่เรื่องเสบียงป้อมเหนือ—” “ทำตามแผนเดิม หากมีปัญหาให้ส่งคนตามข้า” ม้าถูกนำมาแล้ว ฉางเยี่ยขึ้นอานในครั้งเดียว ก่อนกระชากบังเหียน “เปิดทาง!” ม้าศึกทะยานออกจากค่าย หิมะใต้กีบแตกกระจาย ไม่มีผู้ใดกล้าขวาง ทหารตามออกไปเพียงไม่กี่คน กระทั่งรองแม่ทัพซึ่งติดตามเขามานานยังยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะท่านอ๋องกลับจวนเป็นเรื่องแปลก แต่เพราะตลอดหลายปี—พวกเขาไม่เคยเห็นเซียวฉางเยี่ยทิ้งการประชุมทางทหารกลางคัน ครั้งหนึ่งแนวรบด้านตะวันตกถูกตีแตก นายทหารคนสนิทตายต่อหน้า เขายังยืนสั่งการต่อจนฟ้ามืด ครั้งหนึ่งตัวเองถูกแทงเข้าชายโครง เลือดไหลจนเกราะเปียก เขายังไม่ยอมลงจากม้า สำหรับเซียวฉางเยี่ย ทุกสิ่งมีลำดับของมัน ศึกอยู่ก่อนความเจ็บปวด หน้าที่อยู่ก่อนชีวิต แต่วันนี้—เพียงคำว่า พระชายาถูกพิษ ทุกอย่างถูกทิ้งไว้เบื้องหลังลมหนาวตีใบหน้าจนชา ฉางเยี่ยกลับแทบไม่รู้สึก ในหัวม

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 16 ลูกธนูอาบยาพิษ

    บทที่ 16 ลูกธนูอาบพิษหิมะเมื่อคืนตกหนักกว่าหลายวันก่อน ยามเช้าเมื่อเปิดหน้าต่างออกไป ทั้งจวนอ๋องถูกคลุมด้วยสีขาวโพลน กิ่งสนรับน้ำหนักหิมะจนโน้มต่ำ ลมหายใจของผู้คนกลายเป็นไอขาวทันทีที่ก้าวพ้นชายคา หว่านอี๋ยืนอยู่หน้ากระจก ปล่อยให้สาวใช้ช่วยสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ให้ “พระชายาจะออกไปจริงหรือเจ้าคะ” “อืม” “วันนี้หนาวมากนะเจ้าคะ”หว่านอี๋ยื่นมือรับเตาอุ่นขนาดเล็ก “หากรอวันที่แดนเหนือไม่หนาว เกรงว่าข้าคงไม่ต้องออกจากจวนตลอดปี” สาวใช้เงียบไปเถียงไม่ได้ หว่านอี๋มองเงาตัวเองในกระจกอีกครั้ง วันนี้นางไม่ได้แต่งกายหรูหรา เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกขาวสองอัน เสื้อคลุมสีเข้มยาวถึงข้อเท้า รองเท้าด้านในบุขนแกะหนาเป็นพิเศษ รองเท้าคู่นี้เพิ่งทำขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน นางเป็นคนให้แก้แบบเอง เดิมรองเท้าของทหารชายแดนใช้หนังค่อนข้างหนา ทนทานก็จริง แต่เมื่อโดนหิมะนาน ๆ ความชื้นจะซึมเข้าไป ด้านในเย็นจัดจนทหารบางคนปลายเท้าแตกหรือเป็นแผล หว่านอี๋ไม่รู้เรื่องการรบ แต่รู้เรื่องหนังนางเพียงจับรองเท้าคู่หนึ่ง พลิกดูตะเข็บ ถามราคา แล้วให้คนนำหนังอีกสามชนิดมาเทียบ สุดท้ายพบว่า หากไม่ยึดติดว่าต้องใช้หนังชนิดเดียวทั้งคู่

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status