ログインบทที่ 2 คนที่อยู่มาก่อน เมื่อซูหว่านอี๋ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงด้านนอกหน้าต่างสว่างแล้ว นางไม่รู้ว่าตัวเองกลับขึ้นมานอนบนเตียงตั้งแต่เมื่อใด จำได้เพียงหลังจากนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนแท่นพักเท้าจนความหนาวเริ่มกัดกินปลายมือปลายเท้า นางจึงฝืนลุกขึ้น เช็ดน้ำตา สวมอาภรณ์ชั้นในอย่างลวก ๆ แล้วกลับขึ้นเตียง บุรุษข้างกายยังหลับสนิทในตอนนั้น แต่บัดนี้อีกฝั่งของเตียงว่างเปล่าแล้ว ไม่มีแม้แต่ไออุ่นหลงเหลือ หญิงสาวนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้น ร่างกายส่งความปวดเมื่อยบางอย่างเตือนถึงเหตุการณ์เมื่อคืน นางชะงักเพียงเล็กน้อยแล้วกดความรู้สึกนั้นลง ประตูด้านนอกเปิดออกทันทีที่ได้ยินความเคลื่อนไหว สาวใช้สองคนที่ติดตามมาจากเมืองหลวงรีบเข้ามา เมื่อเห็นผู้เป็นนายลุกขึ้นนั่งแล้ว ทั้งคู่มีสีหน้าเหมือนอยากถามอะไรหลายอย่าง แต่สุดท้ายกลับไม่มีผู้ใดกล้าถาม หว่านอี๋เองก็ไม่คิดเล่า “ท่านอ๋องไปเมื่อใด” “ยามเหม่าเจ้าค่ะ” ยามเหม่า...ฟ้ายังไม่สว่างด้วยซ้ำ นางเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะยังคงตกอยู่ สำหรับคนเมืองหลวง นี่เป็นเช้าที่หนาวจนแทบไม่ควรออกจากผ้าห่ม แต่สำหรับเจ้าของจวนแห่งนี้ ดูเหมือนจะเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง สาวใช้เข้ามาช่วยแต่งตัว เมื่อหวีผ่านเส้นผมยาวดำขลับ นางมองเงาตัวเองในกระจกทองแดง ดวงตาบวมเล็กน้อย ไม่มาก หากไม่สังเกตก็คงไม่มีผู้ใดรู้ว่าเมื่อคืนเคยร้องไห้ “เอาแป้งบาง ๆ ก็พอ” นางกล่าว ไม่นาน หญิงสาวในกระจกก็กลับมาเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์คนเดิม มวยผมเกล้าอย่างเรียบร้อย ปิ่นหยกขาวเพียงสองชิ้นอาภรณ์สีอ่อนตัดเย็บประณีต ไม่มีร่องรอยของหญิงสาวที่เมื่อคืนขดตัวร้องไห้อยู่ข้างเตียงแม้แต่น้อย หว่านอี๋มองตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ดีแล้ว ไม่มีผู้ใดจำเป็นต้องรู้ สิ่งแรกที่นางเรียนรู้เกี่ยวกับจวนอ๋องในเช้าวันนั้นคือ—ที่นี่หนาวกว่าที่นางคิด แม้ในห้องจะมีเตาถ่าน แต่ทันทีที่ก้าวออกจากเรือน ลมหนาวก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้าจนนางต้องหยุดเดิน ลมหายใจกลายเป็นไอขาวทันที พื้นด้านนอกถูกกวาดหิมะออกแล้ว ทว่ายังคงมีน้ำแข็งเกาะตามขอบทางหว่านอี๋กระชับเสื้อคลุมขนสัตว์เข้าหาตัว นางเดินทางผ่านแดนเหนือมาหลายวันแล้วก็จริง แต่ระหว่างทางแทบทั้งหมดอยู่ในรถม้าซึ่งมีเตาอุ่น อีกทั้งของใช้กันหนาวที่นำมาจากเมืองหลวงล้วนเป็นของชั้นดี จึงเพิ่งรู้วันนี้เองว่า ลมของที่นี่สามารถแทงทะลุอาภรณ์ได้ราวกับเข็ม จวนอ๋องไม่ได้ใหญ่โตเท่าที่นางคาด หากเทียบกับฐานะของเซียวฉางเยี่ยแล้ว ที่นี่ถึงขั้นเรียบง่ายเกินไป ไม่มีสวนบุปผา ไม่มีสระบัว ไม่มีศาลาชมจันทร์ ต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในจวนล้วนเป็นไม้ที่ทนความหนาว กิ่งเปลือยถูกหิมะเกาะขาวโพลน เรือนแต่ละหลังสร้างด้วยไม้และหินหนา เน้นกันลมมากกว่าความงาม แม้แต่บ่าวไพร่ก็มีน้อย ผู้ที่เดินผ่านไปมาส่วนใหญ่กลับเป็นบุรุษร่างกำยำในชุดทหาร เมื่อเห็นนาง ทุกคนหยุดเดินและก้มศีรษะ “พระชายา” ไม่มีพิธีรีตองมากมาย แต่ก็ไม่มีผู้ใดเสียมารยาท หว่านอี๋พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินต่อนางเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดเมื่อคืนจวนจึงเงียบถึงเพียงนั้น นี่ไม่ใช่จวนอ๋องที่มีรากฐานมาหลายชั่วคนไม่มีตระกูลเก่าแก่คอยประคอง ไม่มีญาติพี่น้องเต็มเรือน เซียวฉางเยี่ยสร้างทุกสิ่งขึ้นมาด้วยตัวเอง และดูเหมือนเขาจะไม่เคยคิดว่าจวนของตนจำเป็นต้องเป็นอะไรมากกว่า สถานที่สำหรับกลับมานอน กระทั่งอาหารเช้าถูกยกขึ้นโต๊ะ ความคิดนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น หว่านอี๋นั่งมองสำรับตรงหน้าอยู่นาน หมั่นโถว ไข่ต้ม ผักดอง เนื้อแกะต้ม กับน้ำแกงกระดูกหนึ่งชามเท่านั้น สาวใช้จากเมืองหลวงสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดกล้าพูด หว่านอี๋หยิบตะเกียบขึ้น ลองชิมน้ำแกงหนึ่งคำแล้ววางช้อนลง กลิ่นสาบของเนื้อยังอยู่ น้ำแกงมีเพียงรสเค็มและมัน นางลองฉีกหมั่นโถวชิ้นเล็กแข็ง เคี้ยวไปสองครั้งก็วางลงเช่นกัน จากนั้นลองเนื้อแกะ ต้มจนสุกจริงแต่เหนียว หญิงสาวนั่งนิ่งนางไม่ได้โกรธ เพียง...กินไม่ลง พ่อครัวของจวนซึ่งยืนรออยู่ด้านนอกเริ่มมีเหงื่อซึมทั้งที่อากาศหนาว หว่านอี๋พยายามอีกครั้งสุดท้ายกินไข่ต้มไปครึ่งฟอง ดื่มชาไปหนึ่งถ้วย แล้ววางตะเกียบ “พระชายา อาหารไม่ถูกปากหรือขอรับ” พ่อครัวรวบรวมความกล้าถาม “อืม” คำตอบตรงเกินคาด ชายวัยกลางคนหน้าเสีย นางเห็นแล้วจึงกล่าวต่อ “ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ดี เพียงข้าไม่คุ้นเคย” ความจริงนางอยากพูดว่า ทำไม่ดีจริง ๆ แต่เพิ่งเข้าจวนวันแรก นางยังไม่อยากสร้างศัตรูกับพ่อครัว หว่านอี๋มองน้ำแกงตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนถาม “ปกติท่านอ๋องกินเช่นนี้หรือ” “ขอรับ” “ทุกวัน?” “ส่วนใหญ่ขอรับ หากอยู่ค่าย บางครั้งก็กินง่ายกว่านี้” นางเงียบ ง่ายกว่านี้อีกหรือ? จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าสามีของตนใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนาอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ความเวทนานั้นก็หายไปทันที “ตั้งแต่มื้อกลางวัน ให้คนของข้าจัดการอาหารของเรือนนี้เอง” “ขอรับ” พ่อครัวรับคำอย่างโล่งอก หว่านอี๋ยกชาขึ้นดื่ม แล้วขมวดคิ้วอีกครั้งแม้แต่ชายังชงแก่เกินไป แดนเหนือแห่งนี้ช่างทดสอบคนเสียจริง หลังอาหารเช้า หว่านอี๋เริ่มตรวจดูข้าวของที่นำมาจากเมืองหลวง หีบหลายสิบใบยังวางอยู่ในเรือนข้าง ตอนแรกคนของจวนอ๋องคงคิดว่านางขนทรัพย์สินมามากเกินไป เพราะเมื่อขบวนเจ้าสาวมาถึงเมื่อวาน สีหน้าของทหารหลายคนดูแตกตื่นไม่น้อย แต่สำหรับหว่านอี๋ นี่ยังถือว่าน้อยแล้ว อาภรณ์สำหรับสี่ฤดู ผ้าห่ม ชา เครื่องหอม ยา เครื่องครัวบางส่วนเครื่องปรุง เครื่องประดับหนังสือ รวมถึงของพระราชทานจากฮองเฮา นางตรวจดูไปทีละหีบอย่างคุ้นเคย ผ้าบางพับถูกความชื้นระหว่างเดินทางเล็กน้อยจึงสั่งให้นำออกผึ่ง ชาบางกล่องต้องย้ายออกจากบริเวณที่เก็บเครื่องหอม หนังสัตว์สองผืนไม่ควรวางใกล้เตาเกินไป ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนาง นางไม่เคยคิดว่าการรู้ว่าของชนิดใดควรเก็บอย่างไร หรือผ้าชนิดใดเหมาะกับฤดูกาลใดเป็นความสามารถตั้งแต่เด็ก นางเข้าออกวังหลวงอยู่เสมอ ฮองเฮาทรงดูแลวังหลัง ข้าวของจำนวนมหาศาลที่ถูกส่งเข้าวัง ไม่ว่าจะเป็นของถวายหรือของจัดซื้อ ล้วนต้องผ่านการตรวจสอบ นางอยู่ข้างกายผู้เป็นป้ามาหลายปี เห็นมากเข้าก็จำได้เอง หว่านอี๋กำลังตรวจผ้าขนสัตว์พับหนึ่งอยู่ เมื่อสาวใช้ที่ออกไปสอบถามเรื่องในจวนกลับเข้ามา สีหน้าของอีกฝ่ายแปลกไปเล็กน้อย “มีอะไรหรือ” สาวใช้ลังเล “มี...แม่นางผู้หนึ่งมาขอพบพระชายาเจ้าค่ะ” หว่านอี๋ไม่ได้เงยหน้า “ผู้ใด” “นางบอกว่าชื่ออวี้หลันเจ้าค่ะ” มือที่กำลังลูบเนื้อผ้าหยุดลง “อวี้หลัน?” “เจ้าค่ะ นางอยู่ในจวนนี้มาหลายปีแล้ว” คราวนี้หว่านอี๋จึงเงยหน้า สาวใช้เม้มริมฝีปาก ก่อนกล่าวเสียงเบากว่าเดิม “บ่าวสอบถามมาแล้ว นาง...เป็นคนที่ท่านอ๋องช่วยกลับมาจากสงครามเมื่อหลายปีก่อนเจ้าค่ะ” ไม่มีคำว่าอนุ ไม่มีคำว่าสาวใช้ห้องข้าง ดูเหมือนไม่มีตำแหน่งใดเลย แต่เพียงเท่านี้ หว่านอี๋ก็เข้าใจบางอย่างแล้ว นางวางผ้าลง “ให้นางเข้ามา” ไม่นาน หญิงสาวผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา อายุราวยี่สิบกลาง ๆรูปร่างอ่อนช้อย ใบหน้างดงาม ไม่ถึงขั้นสะเทือนเมืองเช่นหว่านอี๋ แต่มีความงามอ่อนหวานที่ทำให้คนมองแล้วสบายตา อาภรณ์ของนางเรียบง่าย ไม่สวมเครื่องประดับมาก ผมเกล้าอย่างสตรีที่ไม่ได้เป็นหญิงสาวไร้พันธะอีกต่อไป แต่ก็ไม่มีสิ่งใดแสดงฐานะภรรยาหรืออนุ นางเดินเข้ามาแล้วก้มศีรษะอย่างนอบน้อม “คารวะพระชายาเจ้าค่ะ” หว่านอี๋มองนาง “เงยหน้าขึ้นเถอะ” อวี้หลันเงยหน้า ไม่มีความท้าทาย ไม่มีความริษยา ไม่มีแม้แต่ความอยากรู้อยากเห็นอย่างโจ่งแจ้ง นางสงบและรู้ที่ของตัวเองอย่างยิ่ง หว่านอี๋กลับรู้สึกไม่สบายใจมากกว่าเดิมเสียอีก หากอีกฝ่ายแสดงความไม่พอใจ นางยังรู้ว่าจะรับมืออย่างไร แต่หญิงตรงหน้ากลับสุภาพเสียจนไม่มีช่องให้ตำหนิ “ข้าเพียงมาคารวะพระชายา” อวี้หลันกล่าว “หากพระชายาขาดสิ่งใดในจวน สามารถสั่งข้าได้เจ้าค่ะ ข้าอยู่ที่นี่มานาน รู้ว่าของสิ่งใดเก็บไว้ที่ใด” ประโยคธรรมดา แต่คำว่า อยู่ที่นี่มานาน กลับติดอยู่ในหูของหว่านอี๋อย่างช่วยไม่ได้ นางพยักหน้า “ขอบใจ” อวี้หลันยิ้มบาง ๆ ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นถ้วยชาบนโต๊ะ นางหยุดมองเล็กน้อย “พระชายาไม่ชอบชารสเข้มหรือเจ้าคะ” หว่านอี๋มองตาม “เจ้ารู้ได้อย่างไร” “ชาของจวนชงเข้มมากเจ้าค่ะ คนที่มาจากเมืองหลวงส่วนใหญ่น่าจะไม่คุ้น” อวี้หลันกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ “ท่านอ๋องกลับชอบเช่นนี้ ยิ่งอยู่ค่ายนานยิ่งดื่มเข้มกว่าเดิม” หว่านอี๋ไม่ได้ตอบ เพียงไม่กี่ประโยค นางก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดคนในจวนจึงให้เกียรติหญิงผู้นี้ อวี้หลันรู้จักที่นี่ รู้จักวิถีชีวิตของจวน และรู้จักเจ้าของจวนมากกว่านางมากนัก “ท่านอ๋องชอบกินอะไร” หว่านอี๋ถามขึ้นอย่างไม่รู้ตัว อวี้หลันอ้ำอึ้งเล็กน้อย ก่อนตอบ “ท่านอ๋องไม่เลือกอาหารเจ้าค่ะ มีอะไรก็กินสิ่งนั้น เพียงไม่ชอบของหวานนัก” “ไม่เลือกเลย?” “เจ้าค่ะ” หว่านอี๋นึกถึงอาหารเช้า ก็สมควรแล้ว คนที่กินสิ่งเหล่านั้นได้ทุกวันคงไม่มีอะไรให้เลือกจริง ๆ อวี้หลันอยู่ไม่นาน นางเพียงเข้ามาคารวะ กล่าวสิ่งที่ควรกล่าว แล้วขอตัวออกไป ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีสิ่งใดเสียมารยาท แต่หลังประตูปิดลง สาวใช้สองคนกลับมีสีหน้าไม่ดี หว่านอี๋หยิบผ้าขึ้นมาตรวจต่อ “อยากพูดอะไรก็พูด” สาวใช้คนหนึ่งทนไม่ไหว “นางเป็นอะไรกับท่านอ๋องกันแน่เจ้าคะ” หว่านอี๋นิ่ง นั่นสิ เป็นอะไร? นางเองก็อยากรู้ แต่ยังไม่ทันได้ถาม เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก “พระชายา” เป็นพ่อบ้านของจวน หว่านอี๋อนุญาตให้เข้ามา ชายสูงวัยเดินเข้ามาพร้อมบัญชีหลายเล่ม ก่อนวางลงบนโต๊ะ “ท่านอ๋องสั่งไว้ก่อนออกไปค่ายขอรับ ตั้งแต่วันนี้เรื่องภายในจวนให้พระชายาดูแล หากต้องการสิ่งใดสามารถเบิกจากคลังได้ทั้งหมด” หว่านอี๋มองบัญชีตรงหน้า อย่างน้อยเรื่องนี้เขาก็ไม่ได้ทำให้นางลำบาก “แล้วแม่นางอวี้หลัน?” คำถามหลุดออกไปเรียบ ๆ “นางอยู่ที่นี่ในฐานะใด” ชายสูงวัยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “แม่นางอวี้หลันไม่มีฐานะขอรับ” ไม่มีฐานะหว่านอี๋มองเขา “แต่ทุกคนให้เกียรตินาง” “เพราะนางอยู่ข้างกายท่านอ๋องมาหลายปีแล้วขอรับ” คราวนี้ความเงียบยาวนานกว่าเดิม หว่านอี๋ไม่ได้ถามต่อ ไม่จำเป็น สตรีคนหนึ่งอยู่ข้างกายบุรุษที่ยังไม่เคยแต่งภรรยามาหลายปี ไม่มีฐานะแต่คนทั้งจวนให้เกียรติ รู้ว่าเขากินอะไร รู้ว่าเขาดื่มชาแบบไหน รู้ว่าของทุกอย่างในจวนอยู่ตรงไหน จะต้องถามให้ชัดเจนอีกหรือ? หญิงสาวก้มมองบัญชีในมือ เมื่อคืนเขาเพิ่งมอบความเป็นสามีให้นาง เช้าวันนี้นางกลับเพิ่งรู้ว่า ก่อนตนเดินทางมาถึง มีหญิงอีกคนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีชื่อเรียกนั้นมานานแล้ว น่าแปลก นางไม่ได้รู้สึกปวดใจ เพราะไม่มีความรักให้เจ็บปวด ยิ่งไม่ได้หึงหวง เพราะยังไม่มีสิ่งใดให้หวงเช่นกัน แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับขุ่นเคืองอยู่ในอก อาจเป็นเพราะนางเพิ่งเข้าใจว่า ชีวิตที่ตนกำลังพยายามแทรกตัวเข้ามานั้นดำเนินมาอย่างสมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว เซียวฉางเยี่ยมีสงครามของเขา มีกองทัพ มีจวน มีคนที่รู้จักนิสัยทุกอย่าง แม้แต่สตรีสำหรับอยู่ข้างกายก็มีอยู่แล้ว มีเพียงนางเท่านั้นที่เป็นสิ่งใหม่ สิ่งที่ไม่จำเป็น และอาจเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยต้องการตั้งแต่แรก หว่านอี๋ปิดบัญชีลง “ข้ารู้แล้ว” พ่อบ้านก้มศีรษะ ก่อนขอตัวออกไป เมื่อในห้องเหลือเพียงคนของตน สาวใช้จึงถามอย่างอดไม่ได้ “คุณหนู...” หว่านอี๋เงยหน้าขึ้น เพียงสายตาเดียว อีกฝ่ายก็รีบแก้คำ “พระชายาเจ้าค่ะ” นางไม่ได้ตำหนิ เพียงหันไปมองหิมะนอกหน้าต่าง “อย่าไปยุ่งกับนาง” “แต่—” “นางอยู่ที่นี่ก่อนข้า” หว่านอี๋กล่าวเรียบ ๆ “และตราบใดที่นางไม่มายุ่งกับข้า ข้าก็ไม่มีเหตุผลต้องทำให้นางลำบาก” นางหยุดไปเล็กน้อยใก่อนกล่าวต่อราวกับพูดกับตัวเอง “ข้าไม่ได้มาแย่งความโปรดปรานจากผู้ใด” เพราะตั้งแต่แรก นางก็ไม่ได้ต้องการความโปรดปรานของเขา ยามเย็น เซียวฉางเยี่ยกลับจวนช้ากว่าปกติหิมะบนไหล่ยังไม่ทันละลายดี เขาก็ได้รับรายงานเรื่องพระชายาตั้งแต่ก้าวผ่านประตู กินอาหารเช้าแทบไม่ได้ สั่งให้คนของตนรับช่วงครัว เปิดคลังตรวจของ รับบัญชีจวนไปแล้ว และพบอวี้หลันแล้วเช่นกัน ชายหนุ่มถอดถุงมือหนังออกช้า ๆ สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อยเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย “นางว่าอย่างไร” “พระชายาไม่ได้ว่าอะไรขอรับ” เซียวฉางเยี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย “ไม่ถาม?” “ถามเพียงว่าแม่นางอวี้หลันอยู่ในฐานะใด พอทราบว่าไม่มีฐานะก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก” ชายหนุ่มเงียบไป ผิดจากที่คาดอยู่บ้าง เขานึกว่าสตรีสูงศักดิ์จากเมืองหลวงจะสร้างเรื่องตั้งแต่วันแรกเสียอีก “แล้วอาหาร?” “พระชายากินไม่ลงขอรับ” “เพราะเหตุใด” พ่อบ้านลังเล “คง...ไม่ถูกปาก” เซียวฉางเยี่ยขมวดคิ้ว อาหารแบบเดียวกันเขากินมาหลายปี คนทั้งจวนก็กิน มีเพียงนางที่กินไม่ได้ สมเป็นคุณหนูเมืองหลวงจริง ๆ “หิวก็กินเอง” เขากล่าวเพียงเท่านั้นก่อนเดินต่อ ทว่าเมื่อผ่านทางแยกซึ่งด้านหนึ่งนำไปยังเรือนของพระชายา อีกด้านหนึ่งนำไปยังเรือนเล็กที่เขาคุ้นเคยมาหลายปี ฝีเท้ากลับชะงักเล็กน้อย เพียงชั่วขณะ ก่อนจะก้าวไปตามเส้นทางเดิม เรือนเล็กด้านตะวันตกมีแสงไฟส่องออกมา อวี้หลันคงรออยู่ เช่นเดียวกับหลายปีที่ผ่านมา ส่วนเรือนของเจ้าสาวจากเมืองหลวง—เขาเพิ่งอยู่ที่นั่นเมื่อคืน ไม่มีเหตุผลต้องไปอีก เซียวฉางเยี่ยจึงเดินต่อโดยไม่หันกลับ ไม่รู้เลยว่าอีกฟากหนึ่งของจวน หญิงสาวที่เพิ่งกลายเป็นภรรยาของเขากำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ น้ำแกงกระดูกแบบเดียวกับเมื่อเช้าถูกเคี่ยวจนใส เนื้อแกะที่เคยมีกลิ่นสาบถูกหมักเครื่องเทศแล้วย่างจนหอม ผักพื้นบ้านธรรมดาถูกจัดลงจานอย่างประณีต วัตถุดิบแทบไม่ได้ต่างจากเดิม เพียงเปลี่ยนวิธีจัดการเท่านั้น หว่านอี๋ตักน้ำแกงขึ้นชิมครั้งนี้นางกินได้ หญิงสาวมองไอร้อนที่ลอยขึ้นจากชาม แล้วนึกถึงสามีซึ่งกินอาหารหยาบง่ายเหล่านั้นมาหลายปี คนหนึ่งใช้ชีวิตโดยไม่เคยคิดว่าอาหารควรอร่อย อีกคนกลับเคยคิดว่าอาหารที่ไม่อร่อยแทบไม่ควรเรียกว่าอาหาร คนสองคนที่แตกต่างกันถึงเพียงนี้—กลับต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน นางยังไม่รู้เลยว่า จะทนได้นานเพียงใด และในเวลานั้นเอง นางก็ยังไม่รู้เช่นกันว่า—คืนนี้สามีของนางไม่ได้กลับมาที่เรือนนี้เพราะเขาเดินไปหา สตรีที่อยู่มาก่อนนาง
บทที่ 21 ราชโองการจากเมืองหลวงหิมะบนหลังคาจวนอ๋องละลายไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะกลับมาปกคลุมหนาอีกครั้งเมื่อฤดูหนาวเวียนมาถึง เวลาหลายเดือนผ่านไปอย่างสงบผิดกับชายแดนเหนือที่ไม่เคยสงบจริงสักวัน รอยแผลจากลูกธนูบนหัวไหล่ของหว่านอี๋เหลือเพียงรอยจาง ๆ พิษที่เคยทำให้นางนอนอยู่ระหว่างความเป็นกับความตายไม่ทิ้งผลร้ายไว้มากนัก นอกจากร่างกายที่หนาวง่ายขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และความระมัดระวังของคนรอบตัวที่มากเสียจนนางรำคาญโดยเฉพาะเซียวฉางเยี่ย หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น จำนวนองครักษ์ที่ติดตามพระชายาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว รถม้าถูกตรวจทุกครั้งก่อนออกจากจวนอาหารและยาที่เข้าถึงเรือนใหญ่ต้องผ่านมือคนสนิท แม้แต่เส้นทางที่นางจะไปตรวจโรงทอผ้าหรือคลังสินค้าก็ไม่เคยใช้ซ้ำติดกันหลายครั้ง หว่านอี๋เคยบ่นว่า หากมากกว่านี้อีกหน่อย เขาคงเอาทหารทั้งกองมาล้อมนางไว้กลางจวน ฉางเยี่ยตอบเพียงว่า—ถ้าจำเป็นก็ทำได้นับแต่นั้นนางจึงเลิกพูด ไม่ใช่เพราะยอมแต่เพราะรู้ว่าพูดไปก็เสียเวลา ชายผู้นี้เมื่อดื้อขึ้นมา ต่อให้เอาม้าศึกสิบตัวมาลากก็คงลากไม่ขยับทว่าความเข้มงวดเหล่านั้นกลับค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว เช่นเดีย
บทที่ 20 รอยด้ายเส้นหนึ่งหลังจากฟื้นได้สองวัน หว่านอี๋จึงเริ่มนั่งพิงหัวเตียงได้นานขึ้น นางยังลุกเดินเองไม่ได้ เพียงขยับตัวมากไป แผลตรงหัวไหล่ก็จะปวดลึกจนสีหน้าเปลี่ยน พิษแม้ถูกกดไว้แล้ว แต่ผลที่ทิ้งไว้กลับชัดเจนกว่าบาดแผลเสียอีก ปลายนิ้วบางครั้งยังชา ร่างกายหนาวง่าย กินอาหารได้เพียงเล็กน้อยแม้แต่ยกถ้วยชานาน ๆ มือก็เริ่มสั่น สำหรับหว่านอี๋ เรื่องพวกนี้น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าความเจ็บ นางไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องให้คนอื่นช่วยทุกอย่าง สาวใช้ต้องช่วยสวมเสื้อ ช่วยประคองนั่ง แม้กระทั่งตอนลงจากเตียงไปนั่งข้างหน้าต่างก็ยังต้องมีคนพยุงแต่คนที่น่ารำคาญที่สุด—ยังคงเป็นสามีของนาง“ข้าจะไปนั่งด้านนอก” หว่านอี๋กล่าวเป็นครั้งที่สาม เซียวฉางเยี่ยซึ่งกำลังอ่านรายงานอยู่ตรงโต๊ะไม่เงยหน้า “ไม่ได้” “หมอบอกว่าข้าควรขยับตัวบ้าง” “ขยับในห้อง” “ข้าอยากรับลม”คราวนี้เขาเงยหน้า “รับลมแล้วไข้ขึ้นอีก ลำบากผู้ใด?”หว่านอี๋หน้าตึง “ข้า” “ผิด” เขาวางเอกสารลง “ข้า” นางนิ่ง คนพูดกลับหยิบเอกสารขึ้นอ่านต่อราวกับไม่ได้พูดอะไรหว่านอี๋มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันหน้าหนี ไม่อยากยอมรับว่าคำตอบนั้นทำให้ต่อว่าไม่ลง น่าหงุดหงิดจร
บทที่ 19 บ้าน“...ท่านอ๋อง...” เสียงเบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ แต่สำหรับเซียวฉางเยี่ย กลับชัดเจนกว่าทุกเสียงที่เคยได้ยิน เขาก้มลงทันที มือที่จับมือนางอยู่กำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ข้าอยู่นี่” ริมฝีปากของหว่านอี๋ขยับอีกครั้ง เปลือกตาสั่น ราวกับกำลังพยายามลืมขึ้นท่ามกลางความหนักอึ้งที่กดทับทั้งร่าง ฉางเยี่ยมองไม่กะพริบ “หว่านอี๋” คราวนี้ดวงตาคู่นั้นเปิดขึ้นเล็กน้อย เพียงเสี้ยวเดียว แววตาพร่ามัว ไม่มีความสดใส ไม่มีประกายเฉลียวฉลาดที่เขาคุ้นเคย นางมองเขา แต่เหมือนยังมองไม่ชัด “ข้าอยู่ตรงนี้” ชายหนุ่มพูดซ้ำ น้ำเสียงต่ำลงอย่างไม่รู้ตัว หว่านอี๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับกำลังพยายามคิดอะไรบางอย่าง ริมฝีปากซีดขยับ “ข้า...” เสียงแผ่วจนเขาต้องก้มเข้าไปใกล้กว่าเดิม หว่านอี๋หายใจลำบาก คำแต่ละคำหลุดออกมาช้า ๆ “ข้า...กลับถึงบ้านแล้วหรือ...” เซียวฉางเยี่ยนิ่งงันโลกทั้งใบเหมือนหยุดลงชั่วขณะ บ้าน คำง่าย ๆ แต่กลับหนักจนลมหายใจของเขาสะดุด บ้านที่ไหน? เมืองหลวงหรือ? จวนของบิดามารดานาง? ตำหนักของฮองเฮา? หรือ—สายตาของชายหนุ่มเลื่อนไปทั่วห้อง ม่านมุ้ง โต๊ะชาที่นางเลือกเอง เครื่องหอมที่นางเปลี่ยน ผ้าม่านที่สั่งให้ซ
บทที่ 18 คนที่ยังไม่ลืมตารุ่งเช้ามาถึงช้ากว่าทุกวัน อย่างน้อยเซียวฉางเยี่ยรู้สึกเช่นนั้น ตลอดคืนเขาแทบไม่ได้หลับหว่านอี๋ผ่านช่วงอาการทรุดหนักมาได้ แต่คำว่า ผ่าน ของหมอกลับไม่ได้หมายความว่านางปลอดภัยเพียงหมายถึง—นางยังหายใจอยู่ เท่านั้น แสงสีเทาจากด้านนอกค่อย ๆ ลอดผ่านกระดาษหน้าต่างเข้ามาในห้อง ตะเกียงที่จุดไว้ตลอดคืนยังไม่ถูกดับกลิ่นยาคละคลุ้ง บนโต๊ะมีถ้วยยาที่เย็นแล้วหลายใบ เซียวฉางเยี่ยนั่งอยู่ข้างเตียง อาภรณ์ชั้นนอกยังเป็นชุดเดิมจากเมื่อวาน เส้นผมไม่ได้จัดใหม่ เคราบริเวณกรามขึ้นจาง ๆ ใต้ดวงตามีรอยคล้ำซึ่งแทบไม่เคยปรากฏให้ผู้ใดเห็น แต่เขาไม่สนใจ มือข้างหนึ่งยังจับมือหว่านอี๋ไว้ นิ้วเรียวในฝ่ามือไม่ได้เย็นจัดเหมือนช่วงกลางคืนแล้ว อุ่นขึ้นเล็กน้อย เขาจำความรู้สึกนี้ไว้ละเอียดกว่าที่ควร เพราะเมื่อคืนมีช่วงหนึ่งที่มือคู่นี้เย็นลงจนหัวใจของเขาเหมือนหยุดตามไปด้วย “ท่านอ๋อง” หมอชราเข้ามาเงียบ ๆฉางเยี่ยเงยหน้า “เป็นอย่างไร” หมอจับชีพจร ใช้เวลานานกว่าปกติ นานจนชายหนุ่มเริ่มทนไม่ไหว “พูด” “ชีพจรมั่นคงขึ้นกว่ากลางคืนขอรับ” ฉางเยี่ยพยักหน้า “แล้วเหตุใดนางยังไม่ฟื้น” หมอนิ่งไป “พิษร้ายแรงมาก ร่
บทที่ 17 คืนที่ยาวนานที่สุดเซียวฉางเยี่ยไม่ได้ถามอะไรอีก ทันทีที่คำว่า อาการไม่ดี หลุดออกจากปากองครักษ์ เขาคว้าเสื้อคลุมกับดาบแล้วเดินออกจากกระโจม “ท่านอ๋อง!” รองแม่ทัพตามออกมา “การประชุม—” “เจ้าจัดการ” คำสั่งสั้นจนแทบไม่มีช่องให้ถาม “แต่เรื่องเสบียงป้อมเหนือ—” “ทำตามแผนเดิม หากมีปัญหาให้ส่งคนตามข้า” ม้าถูกนำมาแล้ว ฉางเยี่ยขึ้นอานในครั้งเดียว ก่อนกระชากบังเหียน “เปิดทาง!” ม้าศึกทะยานออกจากค่าย หิมะใต้กีบแตกกระจาย ไม่มีผู้ใดกล้าขวาง ทหารตามออกไปเพียงไม่กี่คน กระทั่งรองแม่ทัพซึ่งติดตามเขามานานยังยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะท่านอ๋องกลับจวนเป็นเรื่องแปลก แต่เพราะตลอดหลายปี—พวกเขาไม่เคยเห็นเซียวฉางเยี่ยทิ้งการประชุมทางทหารกลางคัน ครั้งหนึ่งแนวรบด้านตะวันตกถูกตีแตก นายทหารคนสนิทตายต่อหน้า เขายังยืนสั่งการต่อจนฟ้ามืด ครั้งหนึ่งตัวเองถูกแทงเข้าชายโครง เลือดไหลจนเกราะเปียก เขายังไม่ยอมลงจากม้า สำหรับเซียวฉางเยี่ย ทุกสิ่งมีลำดับของมัน ศึกอยู่ก่อนความเจ็บปวด หน้าที่อยู่ก่อนชีวิต แต่วันนี้—เพียงคำว่า พระชายาถูกพิษ ทุกอย่างถูกทิ้งไว้เบื้องหลังลมหนาวตีใบหน้าจนชา ฉางเยี่ยกลับแทบไม่รู้สึก ในหัวม
บทที่ 16 ลูกธนูอาบพิษหิมะเมื่อคืนตกหนักกว่าหลายวันก่อน ยามเช้าเมื่อเปิดหน้าต่างออกไป ทั้งจวนอ๋องถูกคลุมด้วยสีขาวโพลน กิ่งสนรับน้ำหนักหิมะจนโน้มต่ำ ลมหายใจของผู้คนกลายเป็นไอขาวทันทีที่ก้าวพ้นชายคา หว่านอี๋ยืนอยู่หน้ากระจก ปล่อยให้สาวใช้ช่วยสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ให้ “พระชายาจะออกไปจริงหรือเจ้าคะ” “อืม” “วันนี้หนาวมากนะเจ้าคะ”หว่านอี๋ยื่นมือรับเตาอุ่นขนาดเล็ก “หากรอวันที่แดนเหนือไม่หนาว เกรงว่าข้าคงไม่ต้องออกจากจวนตลอดปี” สาวใช้เงียบไปเถียงไม่ได้ หว่านอี๋มองเงาตัวเองในกระจกอีกครั้ง วันนี้นางไม่ได้แต่งกายหรูหรา เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกขาวสองอัน เสื้อคลุมสีเข้มยาวถึงข้อเท้า รองเท้าด้านในบุขนแกะหนาเป็นพิเศษ รองเท้าคู่นี้เพิ่งทำขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน นางเป็นคนให้แก้แบบเอง เดิมรองเท้าของทหารชายแดนใช้หนังค่อนข้างหนา ทนทานก็จริง แต่เมื่อโดนหิมะนาน ๆ ความชื้นจะซึมเข้าไป ด้านในเย็นจัดจนทหารบางคนปลายเท้าแตกหรือเป็นแผล หว่านอี๋ไม่รู้เรื่องการรบ แต่รู้เรื่องหนังนางเพียงจับรองเท้าคู่หนึ่ง พลิกดูตะเข็บ ถามราคา แล้วให้คนนำหนังอีกสามชนิดมาเทียบ สุดท้ายพบว่า หากไม่ยึดติดว่าต้องใช้หนังชนิดเดียวทั้งคู่







