FAZER LOGIN“เจ้าอย่าเข้ามานะ หาไม่แล้วนาง...นาง...”
“หากนางตาย ข้าก็จะทำให้เจ้าต้องตาย และเอากระโปรงของนางคลุมหน้าเจ้าไว้ พร้อมสลักชื่อหน้าหลุมศพเจ้า ว่าบุตรชายผู้กตัญญูของเสี่ยวไป๋”
“สารเลว! เจ้ากล้าดูหมิ่นข้า!”
“แค่เจ้าใช้นางเป็นโล่ ก็ไม่มีเกียรติใดหลงเหลืออยู่แล้ว เจ้ายังจะมาร่ำร้องหาเกียรติใดอีกเล่า”
แม่ทัพสาวเริ่มโจมตีชายหนุ่มด้วยคำพูด แต่กระนั้นนางก็ไม่ลืมความปลอดภัยของเสี่ยวไป๋ ปากพูดเท้าก้าว สายตาหาได้ละไปจากคนทั้งสองแม้เพียงเสี้ยว
ปิ่นในมือถูกกระชับแน่น พรึ่บ! ฉึก! ชายหนุ่มที่ถูกเตะต้นคอ ได้กัดฟันยันตัวลุกขึ้นมาอีกครั้ง หมายจัดการหญิงสาวจากด้านหลัง เขาพุ่งเข้าหาหญิงสาวอย่างสุดกำลัง ทว่า...ตอนนี้เขากลับต้องลงไปนอน กุมลำคอเอาไว้แน่น เพื่อไม่ให้เลือดพุ่งออกมาจนหมดตัว เมื่อร่างที่โถมไปสุดกำลัง ถูกสวนกลับมา ด้วยสิ่งในมือของนาง
“สุนัขยังสู้ซึ่งหน้า เจ้าเป็นคนแท้ๆ ไยทำตัวไร้เกียรติกว่าสุนัขไปได้เล่า”
ปากพูดทว่าสายตา ยังคงไม่ละไปจากคนที่จับตัวเสี่ยวไป๋ไว้ นี่คือนักฆ่าระดับต่ำ ขอแค่บรรลุเป้าหมาย มักไม่สนใจวิธีลงมือ และไม่มีคำว่ามิตรในยามใกล้ตายเช่นกัน แต่เพราะร่างกายนี้ ยังใช้กำลังได้ไม่เต็มที่ นางจึงไม่อาจประมาทได้แม้แต่น้อย
“อ๊ากก!! สารเลว!”
ตุบ! เสี่ยวไป๋ถูกเหวี่ยงลงพื้นอย่างแรง ชายที่จับหญิงสาวไว้เป็นตัวประกัน ชักกระบี่ออกมากวัดแกว่งไปมา ดวงตาของเขาเจ็บร้าวจนลืมไม่ขึ้น เมื่อถูกนิ้วของสาวใช้ ทิ่มเข้าไปอย่างแรง
ฉึก! แม่ทัพสาว ได้หมุนกายหลบปลายกระบี่ เพียงไม่กี่ครั้ง ก็สามารถเข้าถึงตัวของเขาได้ และไม่มีคำว่ารั้งรอ ปิ่นในมือแทงเข้ากลางลำคอนั้น อย่างแม่นยำราวจับวาง
ก่อนจะเคลื่อนกายมายืนบังเสี่ยวไป๋ไว้ ด้วยกระบี่ของชายผู้นั้น ยังคงแกว่งไปมาอย่างสะเปะสะปะ ไร้ทิศทางและเป้าหมาย ความเย็นชาของหญิงสาว ทำให้เสี่ยวไป๋อดคิดในใจไม่ได้ ถึงความเปลี่ยนไปของนายสาว นางเติบโตมาด้วยกัน ไยจึงไม่เคยรู้มาก่อน ว่าคุณหนูเรียนวิชายุทธ์
“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
เสี่ยวไป๋ รีบลุกขึ้นถลาเข้าหาผู้เป็นนาย ที่ยืนปกกันภัยให้แก่นาง อ๊ะ! หญิงสาวถึงกับอุทานเบาๆ เมื่อถูกรวบเข้าสู่อ้อมกอดของผู้เป็นนาย ก่อนจะมองเสี้ยวหน้าของคุณหนู ที่ตอนนี้สายตา ยังไม่ละไปจากคนที่เดินวนไปมา มือข้างหนึ่งกวัดแกว่งกระบี่ อีกข้างกุมลำคอที่ยังมีปิ่นปักอยู่
“เล็บเจ้ายาวเกินไปแล้ว หึๆ”
แม่ทัพสาวเอ่ยยิ้มๆ นางไม่คิดว่าเสี่ยวไป๋จะใจเด็ด ขนาดใช้นิ้วทิ่มเข้าดวงตาของชายคนนั้น มันเสี่ยงมาก สำหรับคนที่มิรู้วิชายุทธ์ ที่จะตอบโต้กับมือสังหาร
“บ่าวทำดีหรือไม่เจ้าคะ”
แม่ทัพสาวหันมองเสี่ยวไป๋ ที่ยิ้มกว้างอย่างปรีดา ทั้งที่ใบหน้ามีรอบบวมช้ำ จนดวงตาแทบจะปิด เรียวปากเล็กปริแตกจนเลือดไหลซึม เสี่ยวไป๋ต้องรักถงหว่านเหนียนมากทีเดียว จึงยอมเจ็บตัวแทนที่จะหลบหนีไป ทั้งที่ทำได้ไม่ยากเลย
“แน่นอน...เจ้าเก่งมาก”
หญิงสาวเอ่ยชมจากใจจริง ดวงตาที่เป็นประกายเอ็นดูของผู้เป็นนาย ทำให้เสี่ยวไป๋น้ำตาคลอหน่วย ด้วยความตื้นตันใจ
“อ๊ากกก!!!”
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เรียกสายตาสองนายบ่าวให้หันมอง เสี่ยวไป๋ถูกรวบ ให้กับซบใบหน้ากับไหล่ของผู้เป็นนาย ด้วยภาพตรงหน้า มันช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก เลือดที่พุ่งออกจากลำคอของมือสังหาร มันมิใช่สิ่งที่เสี่ยวไป๋คุ้นเคย ไหนจะกลิ่นเลือดที่ชวนคลื่นเหียนนั่นอีกเล่า...
ต่างจากแม่ทัพสาว ที่มองชายตรงหน้า ซึ่งโง่งมดึงปิ่นออกจากลำคอ ทั้งที่รู้มันคือการเร่งความตาย แม่ทัพสายมองอีกฝ่าย ด้วยแววตาเฉยชา คิดว่าตายด้วยมือตัวเอง คงมีเกียรติกว่าจากน้ำมือนางสินะ! ทว่ามันไร้เกียรติ ตั้งแต่ลงมือกับสตรีและคนแก่แล้ว
“เสี่ยวไป๋ ข้างนอกยังมีใครอีกหรือไม่”
“ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ บ่าวชายในเรือน ล้วนบาดเจ็บหนักกันทั้งหมดเจ้าค่ะ เพราะมีแต่คนชราเจ้าค่ะ”
“อืม”
หญิงสาวรับคำในลำคอ คนที่ลงมือต่อเจ้าของร่าง ไร้หัวใจไม่น้อยเลย แต่นางไร้หัวใจกว่า ในเมื่อฝันนี้นางยังไม่ตื่น ก็ต้องหาจุดยืนให้แก่ตนเองสักหน่อย หาไม่แล้ว...เกิดมิได้ตื่นกลับไป เป็นฉีหลินอิงอีกครั้ง จะลำบากในภายหน้าเอาได้...
“พี่ใหญ่!!! ไยเป็นเช่นนี้” ถงหว่านอี้ หวีดร้องเสียงหลง ก่อนจะใช้สองมือ ปิดใบหน้าเอาไว้ นางสั่นเทาอย่างคนเสียขวัญ ภาพที่เห็นช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก หากหัวที่อยู่ในกล่องนั้น เป็นของพี่สาวคนโต นางคงจะสุขใจกว่านี้ แต่นี่ไยจึงกลายเป็นหัวของพี่ชายไปได้เล่า! ท่านอัครมหาเสนาบดี ช้าหนึบไปทั้งร่าง มันจะเป็นได้อย่างไร ที่หัวในห่องเบื้องหน้า เป็นของบุตรชายคนโต ไยจึงไม่หัวของตัวหายนะนั่นเล่า ท่านอัครมหาเสนาบดี ค่อย ๆ ก้าวตรงไปยังกล่องไม้ ที่เวลานี้ภรรยาได้คว้าไปกอดเอาไว้แนบอก นางร้องไห้ปริ่มขาดใจ“เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ!”ทว่ายังไม่ทันจะก้าวไปถึง เสียงที่เต็มไปด้วยความแตกตื่น ของอนุคนโปรด พลันดังแทรกขึ้นเสียก่อน ร่างที่อ่อนเยาว์กว่าภรรยาเอก ก้าวยาว ๆ เข้ามาภายในห้อง“ไสหัวออกไป!”ถงฮูหยิน หันไปตวาดอนุของสามี ด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความชิงชัง หญิงแพศยานี่ คงหาหนทางกดหัวนางเป็นแน่ ในตอนนี้นางไร้บุตรชายสืบสายเลือดแล้ว นังตัวซวยนั่นคนเดียวแท้ ๆ นางไม่น่าจะทนเก็บมันเอาไว้เลย“ท่านพี่ ไยพี่หญิงจึงขับไล่ข้าเช่นนี้ มีเรื่องอันใดกันเจ้าคะ”อนุเจียงเดินเข้าไปหาสามี ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียง ที่เต็ม
สิบวันถัดมา ณ เมืองหลวง ม้าเร็วที่เดินทางไม่หยุดพัก ได้มาหยุดอยู่หน้าจวนอัครมหาเสนาบดีถง ชายสวมชุดสีเข้ม ได้เหวี่ยงกายลงจากหลังม้า ก่อนจะกระตุกผ้าที่ผูก กล่องไม้ขนาดไม่ไม่ใหญ่มากนัก เขานำกล่องนั้น ถือเดินเข้าไปยังหน้าประตูจวน ก่อนจะจับห่วงเหล็กกระแทกกับประตูสามครั้งเพียงครู่เดียวประตูบานใหญ่ ได้เปิดออกเพียงครึ่ง ชายชราผมขาวโพลน ได้เยี่ยมหน้าออกมามอง ว่าผู้ใดกันมาเคาะเรียก คิ้วหนาสีดอกเลา ขมวดย่นจนชิดกัน เมื่อเห็นชายแปลกหน้า ยืนถือกล่อง ที่มีไอน้ำเกาะอยู่ เหมือนกับมีของเย็นจัดอยู่ด้านใน “ต้องการพบผู้ใด” ชายชราเอ่ยถาม“ข้าเป็นคนส่งของ จากชายแดนตะวันตก นี่สำหรับท่านอัครมหาเสนาบดีถง กับครอบครัว โปรดผู้ชรารับไปเถิด”ชายหนุ่มยื่นส่งกล่องไม้ ให้แก่ชายชรา ซึ่งเขาไม่ต้องเดาว่านี้เป็นใคร เพราะคงมีเพียงพ่อบ้านเท่านั้น ที่จะได้สวมชุดดูดี รองจากเจ้าของบ้าน“นี่คือสิ่งใด”ชายชราเอ่ยถาม เพราะครั้งก่อนที่ของส่งมาจากชายแดน ทำให้คนทั้งจวนแตกตื่นยิ่งนัก“มิใช่สิ่งที่ข้าต้องสอดรู้”ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเรียบ แววตาไม่มีคิดจะสอดส่ายไปข้างใน หรืออย่างรู้สิ่งใด นอกเหนือจากหน้าที่ของเขา นั่น
“นางมันคือปีศาจ ฆ่านางให้ได้” ถงเฮ่อถง พูดด้วยเสียงที่อันสั่นเทา ทั้งความเจ็บปวด และความกลัว กำลังตีรวนอยู่ในหัว ถ้าเขาไม่ตายก็กลายเป็นคนไร้ค่า เมื่อคิดถึงการถูกผู้คนหยามเหยียด ถงเฮ่อหลง อกของเขาแทบระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ สองผู้ติดตามที่พุ่งเข้าหาหญิงสาว เวลานี้ต่างก็อยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก เพียงแค่ไม่กี่กระบวนท่า พวกเขาก็รับรู้ได้ทันที ว่าฝีมือของหญิงสาว เหนือกว่าพวกเขาอยู่หลายขั้น เรียกว่าเทียบนางมิติดเลยทีเดียว “ไปฆ่านาง!” ดวงตาที่เริ่มจะพล่าเลือน จากการเสียเลือด มองไปที่น้องสาว ซึ่งยืนมองมาที่นาง และผู้ติดตามที่ยังอยู่กับเขา ด้วยสองคนนั้นแน่นิ่งไป ภายใต้คมอาวุธของนางไปแล้ว ชายหนุ่มไม่อาจขัดคำสั่งได้ เขาลุกขึ้น พุ่งเข้าหาหญิงสาว ด้วยความรวดเร็ว ฉับ! ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือ แม้เพียงครึ่งกระบวนท่าเสียด้วยซ้ำ ลมหายใจพลันขาดสะบั้นลง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าอาวุธของนาง ตวัดใส่ร่างเขาตั้งแต่เอไหร่ “เจ้ามันปีศาจ ถงหว่านเหนียน!” ถงเฮ่อหลงพยายามกระถดถอยหนี จากคนที่ก้าวช้า ๆ มาที่เขาอยู่ในตอนนี้ คนของเขาที่เหลือเล่า ไยไม
“ถงหว่านเหนียน เจ้าไม่มีทางเหนือกว่าข้าไปได้!” ถงเฮ่อหลง ตะโกนก้องด้วยความคับแค้นใจ เมื่อตัวเขา ไม่อาจที่จะเข้าถึงตัวของถงหว่านเหนียนได้เลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่ฝีมือนางจะเหนือกว่าเขา หญิงขี้โรคอ่อนแอ ปวกเปียก นี่คือสิ่งที่คนของบิดา คอยรายงานกลับไปให้รับรู้อยู่เสมอแต่วันนี้สิ่งที่เขาเห็น นางไม่เพียงแต่ไม่เจ็บป่วย ทว่านางยังคงมีฝีมือในเชิงยุทธ ในระดับที่ดีอีกด้วย หรือว่าคนของบิดา ได้หลอกลวงพวกเขามาโดยตลอดเหตุผลที่สกุลถงยังไม่เอาชีวิตนาง เพราะยังเป็นช่วงไว้ทุกข์ให้แก่ท่านย่า จึงยังคงไม่อาจลงมือต่อนางได้อย่างโจ่งแจ้ง ด้วยสายตาของหลายคนยังจับจ้องเรื่องของนางอยู่ บุตรสาวที่มีคู่หมายเป็นถึงท่านอ๋องจิ้ง แต่ตอนนี้ครบการไว้ทุกข์สามปีแล้ว ถงหว่านเหนียน ก็ควรติดตามลงไปปรนนิบัติท่านย่าในยมโลก มิสมควรอยู่เป็นภัยให้แก่คนในตระกูล และขัดขวางเส้นทาง ของน้องสาวคนรอง ในการออกเรือน “ถงเฮ่อหลง หึ ๆ เจ้าอยากได้หัวของข้า ก็ต้องมาดูกันว่า ความเร็วของเจ้า จะมีเหนือกว่าข้าสักแค่ไหน” ถงหว่านเหนียน แค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน มีฝีมือเพียงเท่านี้ คิดจะสู้กับนาง ยังห่างช
“ถงหว่านเนียน! เจ้ากำลังด่าทอข้าอย่างนั้นรึ” ถงเฮ่อหลง ตวาดกลับเสียงกร้าว ใบหน้าของชายหนุ่ม มืดครึ้ม ด้วยความไม่พอใจอย่างที่สุด ยิ่งเห็นแววตาเยาะหยันจากน้องสาว ความเคียดแค้นและชิงชัง ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น นางกล้าดีอย่างไร ถึงได้อาจหาญ ด่าทอว่าเขาเป็นสุนัข “ข้าเอ่ยชื่อเจ้าหรือ” หญิงสาว ถามกลับด้วยน้ำ อันเสียงอ่อนโยน ทว่ารอยยิ้มของนางนั้น หาได้เป็นเยี่ยงคำพูดไม่ เพราะทุกอย่างมันล้วนเต็มไปด้วยความขบขัน นี่หรือ...บุตรชายคนโตของสกุลถง โอหังแต่ไร้ สามารถ ลำพองตนแต่ขลาดเขลาเบาปัญญา มิน่าเล่าถึงยังไม่ก้าวหน้าในราชสำนัก หากนางมีบุตรชายเช่นนี้ คงกลั้นใจตายไปแล้ว เทียบไม่ได้กับนางในชีวิตเดิม ยังได้ไม่ถึงขี้เล็บ มาทำพองขนต่อหน้านาง ช่างไม่รู้ที่ตายเอาเสียเลย “หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า ในเมื่อภายในห้องนี้ มีเพียงเจ้ากับข้าเท่านั้น” ถงเฮ่อหลง ตอบกลับด้วยเสียง ที่เต็มไปด้วยโทสะอันคุกรุ่น ยิ่งเห็นท่าทางไม่ยี่หระต่อสิ่งใดของนาง ความชิงชังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ราวกับทำนบน้ำที่พังทลาย “เช่นนั้น ก็ตามแต่พี่ใหญ่จะคิด ก็แล้วกันเจ้าค่ะ” หญิง
ห้าวันต่อมา ณ กระท่อมชายป่า แว่วใบไม้เสียดสียามสายลมพัดผ่าน ดังแววให้ได้ยินเป็นระยะ กลิ่นอายของธรรมชาติ ทำให้คนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายป่า รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายนิ่งนัก ถงหว่านเหนียนนั่งจิบชาอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง สายตาของนางมองผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ ออกไปยังสวนดอกไม้ป่าที่นางให้คนปลุกเอาไว้ แขกของนางคงกำลังใกล้จะมาถึงแล้ว นี่ถือเป็นการสละเวลาให้สายเลือดเจ้าของร่าง ก่อนที่นางจะเดินทางเข้าเมืองหลวง เพื่อสะสางเรื่องราวต่าง ๆ ให้มันจบลง ภายหน้าจะได้ไม่ต้องยุ่งยากอีก ชีวิตแบบนี้สิที่นางต้องการ ร่ำรวยและเรียบง่าย แต่ชีวิตในความเป็นจริง มันช่างไม่เป็นอย่างที่วาดฝันเอาไว้เลยสักนิด จบเรื่องหนึ่งก็มีเรื่องหนึ่งวนเวียนเกิดขึ้นมามิเว้นวัน แต่เมื่อยังหายใจอยู่ ก็ไม่อาจปฏิเสธที่จะสู้รบกับชะกรรมได้ “คุณหนู พวกเขามาแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวไป๋รีบเข้ามารายงาน เมื่อเห็นว่ามีคนมาหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้ากระท่อม ท่าทางของผู้มาเยือน ไม่ได้เป็นมิตรสักนิด “เจ้าพาท่านป้าหวงไปเถอะ ทางนี้ข้าจัดการเอง” การแสดงสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อเหยื่อมาถึง นักแสดงก้ต้องออกจากที่นี่ เพื







