Masukเวลาผ่านไปเพียงเล็กน้อย มือสังหารทั้งสาม ก็สิ้นใจไปในที่สุด แม่ทัพสาวจึงคลายอ้อมแขน ที่โอบกอดเสี่ยวไป๋อยู่ออก ก่อนจะเดินผ่านร่าง ที่นอนจมกองเลือดออกไปยังด้านนอก
อุกอาจไม่น้อยเลย! ที่บุกมาลงมือตั้งแต่ฟ้ามิทันสาง แล้วนี่หรือ...บ้านเดิมขุนนางใหญ่ ไยจึงทรุดโทรมเยี่ยงนี้เล่า อ่า...เจ้าคงไม่เป็นที่ต้องการของครอบครัวเท่าไหร่สินะ! ถงหว่านเหนียน
ขนาดคนดูแลในบ้าน ยังมีแค่คนชราใกล้ตาย หญิงสาวปรายตามองไปที่ร่างของบ่าวชายหญิง ที่มีอายุรวมกันนับพันปี แต่ก็ยังดีที่หญิงอ่อนแอผู้นี้ รู้จักซุกซ่อนทรัพย์สิน ที่ได้รับจากผู้เป็นย่ามา ก็ไม่ถึงกับขัดสนเงินทอง
แต่นางก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าทำไมพ่อแม่แท้ๆ ถึงได้รักลูกไม่เท่ากัน ที่สำคัญถงหว่านเหนียนคือบุตรสาวคนโต ย่อมต้องเป็นที่รักของทั้งพ่อและแม่ อายุถึงวัยปักปิ่น กลับถูกส่งมาอยู่ไกลหลายพันลี้ ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
“คุณหนู เราจะทำอย่างไรกันต่อดีเจ้าคะ”
เสี่ยวไป๋ พาร่างที่บอบช้ำ เดินออกมายืนเคียงข้างนายสาว พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ยิ่งเห็นสภาพของบ่าวแก่ ที่พากันนอนบาดเจ็บหนัก ใจของนางก็พลันสิ้นหวังลงไปในทันที
“ย้ายบ้าน ไยเราต้องเสียเวลากับบ้านเก่าๆ นี่ด้วย”
แม่ทัพสาวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางไม่ได้คิดจะใช้ชีวิตเยี่ยงคนไร้จุดยืน นี่จะเป็นเรื่องจริง หรือแค่ความฝัน นางก็จะไม่ยอมให้ตัวเองต้องกลายเป็นแค่เบี้ยในกระดานหมาก บทเรียนทั้งจากเจ้าของร่าง และตัวนางเองในชีวิตเก่า สอนให้รู้ว่าอำนาจแท้จริงคืออะไร และเมื่อใดที่มีมัน เส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม มันจะโรยด้วยกลีบดอกไม้แทนในทันที
“แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกันเจ้าคะ”
“เมืองนี้”
แม่ทัพสาวตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เพราะนี่คือแคว้นทีนางสละเลือดปกป้องมา และดูเหมือนว่าโชคของนางยังดีอยู่ไม่น้อย เพราะนางยังพอมีคนจะใช้สอยได้บ้าง แค่เอ่ยอ้างอำนาจจากร่างเดิม ก็คงพอจะตั้งตัวได้เร็วอยู่
“แต่...”
“เจ้าไปเตรียมข้าวของที่สำคัญให้พร้อม ข้ากลับมาจะพาเจ้าย้ายบ้าน และทุกคนด้วย”
หญิงสาวรู้ดีว่าร่างกายนี้ ไม่ได้แข็งแรงที่จะต่อสู้อีกครั้งในเวลาอันสั้น หากยังรอเวลาต่อไป อาจมีคนมาลงมือเพิ่ม นั่นจะเป็นหายนะอย่างแท้จริง มิสู้นางกัดฟันพาร่างนี้ ไปจัดการสิ่งจำเป็นให้เรียบร้อย ก่อนจะมีคนมาเอาชีวิตอีกครั้ง จะเป็นการดีที่สุด นางไม่เคยกลัวคำว่าลำบาก แต่เมื่อได้เกิดใหม่เป็นหญิงงาม ก็ต้องคงความงามเอาไว้ใช้ประโยชน์ในภายหน้า ฉะนั้นเงินตราจึงจะนำมาซึ่งความมั่นคง
“คุณหนูจะไปที่ใดเจ้าคะ”
เสี่ยวไป๋เอ่ยถามนายสาวด้วยความสงสัย ใจก็เป็นห่วงที่ผู้เป็นนายจะออกจากบ้านไปเพียงลำพัง
“หาเงินเพิ่มสักหน่อย ชีวิตต้องมีเงิน เราจึงจะรอด”
ใช่แล้ว...มิว่าชีวิตไหน ก็ต้องมีเงิน นับจากนี้นางคือถงหว่านเหนียน แต่จะเป็นตัวตนใด ที่คนจากสกุลถงได้พบเห็น ก็ขึ้นอยู่กับความอดทนที่นางมี หญิงสาวหมุนกายเดินกลับเข้าไปในเรือน
นางก้าวผ่านศพ ที่นอนอยู่ในห้องไปอย่างมิแยแส เสี่ยวไป๋ที่ติดตามผู้เป็นนายเข้ามา ได้แต่กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เพราะจะมีสตรีสักกี่คนกัน ที่ทนมองภาพคนตาย ได้โดยมิสะทกสะท้าน ไหนจะกลิ่นคาวเลือด ที่ชวนคลื่นเหียนนี่อีกเล่า คุณหนูของนางหาได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย ราวกับเป็นคนละคนเลยก็ว่าได้
แล้วร่างกายที่สาหัสเมื่อวันก่อนของคุณหนู ทำไมตอนนี้เหมือนไม่เคยเกิดสิ่งใดขึ้นมาก่อนเลย หรือจะมีปีศาจตนใด แฝงอยู่ในร่างของคุณหนูกัน
“เจ้าจะยืนคิดอีกนานหรือไม่เสี่ยวไป๋ หากข้าเป็นปีศาจเหมือนที่เจ้ากำลังคิด จงจำไว้...ว่าข้าเพิ่งพาตัวเจ้าให้รอดตาย แล้วมิใช่ว่าปีศาจในอุดมคติของพวกเจ้า จะต้องดื่มเลือดมนุษย์หรอกหรือ เตรียมชุดให้ข้าด้วย”
ถงหว่านเหนียน เดาทุกความคิดของสาวใช้ ที่อยู่อีกด้านของฉากกั้นได้ดี หญิงสาวก้าวลงไปในอ่างน้ำ ที่ไม่ได้ใหญ่โตเท่าจวนแม่ทัพของนาง ทว่ามันก็ดีกว่าหลายบ้าน ที่ไม่มีแม้แต่น้ำจะอาบ
“จะ...เจ้าค่ะ”
เสี่ยวไป๋รีบสลัดความคิดต่างๆ ออกจากหัว ก่อนจะพาร่างที่บอบช้ำ ไปจัดเตรียมเสื้อผ้าให้แก่ผู้เป็นนาย คงมีเหตุผลที่คุณหนูของนางเปลี่ยนไป
หญิงสาวใช้เวลาเพียงครู่เดียว สำหรับการอาบน้ำชำระคราบไคล รวมถึงคราบเลือดที่กระเซ็นมาโดนนาง ร่างกายนี้บอบบาง แต่ก็นับว่าไม่ปวกเปียกจนเกินไป สูงโปร่งกว่าสตรีโดยทั่วไปอยู่มาก ปากจมูกรับกันดี
นับเป็นครั้งแรกที่เห็นเจ้าของร่างเต็มตา แม้จะผ่านแผ่นทองเหลืองอันเล็กบนโต๊ะเครื่องแป้ง แต่จากร่องรอยบนกาย ที่ฟกช้ำตลอดทั้งตัว ก็น่าเห็นใจเจ้าของร่างอยู่ไม่น้อยเลย สวรรค์คงมีงานต้องใช้นาง ถึงได้ตื่นมาพร้อมพละกำลังเช่นในชาติก่อน เพื่อปกป้องตนเองมิให้ตายรอบสอง
“มันคือพลังตอบโต้ในยามคนเราใกล้ตาย ข้าแค่ยังไม่อยากตายก็เท่านั้น ใช่ว่าที่ข้าลุกมาเดินได้แบบนี้ จะไม่เจ็บปวดสักหน่อย แค่ข้าไม่มีเวลามาโอดครวญ และไม่ช้าคนที่อยู่เบื้องหลัง ต้องมาที่นี่ เพื่อดูผลงาน หากข้ากับเจ้ายังรั้งรออยู่ ครานี้ได้ไปพบยมบาลของจริงแน่นอน”
แม้จะเป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น แต่ด้วยวิสัยของบ่าวที่ไม่มีสิทธิ์คิดสิ่งใดมาก ก็จะคล้อยตามไปแบบงง และที่สำคัญหน้าที่ของบ่าว คือภักดีต่อนาย จนลมหายใจสุดท้าย ตราบใดที่นางอยู่ในร่างของถงหว่านเหนียน จะกี่ความสงสัยของเสี่ยวไป๋ มันก็เป็นได้แค่ความสงสัยเท่านั้น
ที่นางยอมเสียเวลาอธิบาย ก็เพราะรู้สึกเห็นใจเสี่ยวไป๋ ที่จงรักภักดีต่อนาย หากจะปล่อยให้ขบคิดมากไป ก็เกรงจะเสียเวลาสำหรับการหลบหนี และมันจะสร้างความระแวงจนเกิดปัญหาตามมาในภายหน้าได้
“พี่ใหญ่!!! ไยเป็นเช่นนี้” ถงหว่านอี้ หวีดร้องเสียงหลง ก่อนจะใช้สองมือ ปิดใบหน้าเอาไว้ นางสั่นเทาอย่างคนเสียขวัญ ภาพที่เห็นช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก หากหัวที่อยู่ในกล่องนั้น เป็นของพี่สาวคนโต นางคงจะสุขใจกว่านี้ แต่นี่ไยจึงกลายเป็นหัวของพี่ชายไปได้เล่า! ท่านอัครมหาเสนาบดี ช้าหนึบไปทั้งร่าง มันจะเป็นได้อย่างไร ที่หัวในห่องเบื้องหน้า เป็นของบุตรชายคนโต ไยจึงไม่หัวของตัวหายนะนั่นเล่า ท่านอัครมหาเสนาบดี ค่อย ๆ ก้าวตรงไปยังกล่องไม้ ที่เวลานี้ภรรยาได้คว้าไปกอดเอาไว้แนบอก นางร้องไห้ปริ่มขาดใจ“เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ!”ทว่ายังไม่ทันจะก้าวไปถึง เสียงที่เต็มไปด้วยความแตกตื่น ของอนุคนโปรด พลันดังแทรกขึ้นเสียก่อน ร่างที่อ่อนเยาว์กว่าภรรยาเอก ก้าวยาว ๆ เข้ามาภายในห้อง“ไสหัวออกไป!”ถงฮูหยิน หันไปตวาดอนุของสามี ด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความชิงชัง หญิงแพศยานี่ คงหาหนทางกดหัวนางเป็นแน่ ในตอนนี้นางไร้บุตรชายสืบสายเลือดแล้ว นังตัวซวยนั่นคนเดียวแท้ ๆ นางไม่น่าจะทนเก็บมันเอาไว้เลย“ท่านพี่ ไยพี่หญิงจึงขับไล่ข้าเช่นนี้ มีเรื่องอันใดกันเจ้าคะ”อนุเจียงเดินเข้าไปหาสามี ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียง ที่เต็ม
สิบวันถัดมา ณ เมืองหลวง ม้าเร็วที่เดินทางไม่หยุดพัก ได้มาหยุดอยู่หน้าจวนอัครมหาเสนาบดีถง ชายสวมชุดสีเข้ม ได้เหวี่ยงกายลงจากหลังม้า ก่อนจะกระตุกผ้าที่ผูก กล่องไม้ขนาดไม่ไม่ใหญ่มากนัก เขานำกล่องนั้น ถือเดินเข้าไปยังหน้าประตูจวน ก่อนจะจับห่วงเหล็กกระแทกกับประตูสามครั้งเพียงครู่เดียวประตูบานใหญ่ ได้เปิดออกเพียงครึ่ง ชายชราผมขาวโพลน ได้เยี่ยมหน้าออกมามอง ว่าผู้ใดกันมาเคาะเรียก คิ้วหนาสีดอกเลา ขมวดย่นจนชิดกัน เมื่อเห็นชายแปลกหน้า ยืนถือกล่อง ที่มีไอน้ำเกาะอยู่ เหมือนกับมีของเย็นจัดอยู่ด้านใน “ต้องการพบผู้ใด” ชายชราเอ่ยถาม“ข้าเป็นคนส่งของ จากชายแดนตะวันตก นี่สำหรับท่านอัครมหาเสนาบดีถง กับครอบครัว โปรดผู้ชรารับไปเถิด”ชายหนุ่มยื่นส่งกล่องไม้ ให้แก่ชายชรา ซึ่งเขาไม่ต้องเดาว่านี้เป็นใคร เพราะคงมีเพียงพ่อบ้านเท่านั้น ที่จะได้สวมชุดดูดี รองจากเจ้าของบ้าน“นี่คือสิ่งใด”ชายชราเอ่ยถาม เพราะครั้งก่อนที่ของส่งมาจากชายแดน ทำให้คนทั้งจวนแตกตื่นยิ่งนัก“มิใช่สิ่งที่ข้าต้องสอดรู้”ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเรียบ แววตาไม่มีคิดจะสอดส่ายไปข้างใน หรืออย่างรู้สิ่งใด นอกเหนือจากหน้าที่ของเขา นั่น
“นางมันคือปีศาจ ฆ่านางให้ได้” ถงเฮ่อถง พูดด้วยเสียงที่อันสั่นเทา ทั้งความเจ็บปวด และความกลัว กำลังตีรวนอยู่ในหัว ถ้าเขาไม่ตายก็กลายเป็นคนไร้ค่า เมื่อคิดถึงการถูกผู้คนหยามเหยียด ถงเฮ่อหลง อกของเขาแทบระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ สองผู้ติดตามที่พุ่งเข้าหาหญิงสาว เวลานี้ต่างก็อยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก เพียงแค่ไม่กี่กระบวนท่า พวกเขาก็รับรู้ได้ทันที ว่าฝีมือของหญิงสาว เหนือกว่าพวกเขาอยู่หลายขั้น เรียกว่าเทียบนางมิติดเลยทีเดียว “ไปฆ่านาง!” ดวงตาที่เริ่มจะพล่าเลือน จากการเสียเลือด มองไปที่น้องสาว ซึ่งยืนมองมาที่นาง และผู้ติดตามที่ยังอยู่กับเขา ด้วยสองคนนั้นแน่นิ่งไป ภายใต้คมอาวุธของนางไปแล้ว ชายหนุ่มไม่อาจขัดคำสั่งได้ เขาลุกขึ้น พุ่งเข้าหาหญิงสาว ด้วยความรวดเร็ว ฉับ! ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือ แม้เพียงครึ่งกระบวนท่าเสียด้วยซ้ำ ลมหายใจพลันขาดสะบั้นลง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าอาวุธของนาง ตวัดใส่ร่างเขาตั้งแต่เอไหร่ “เจ้ามันปีศาจ ถงหว่านเหนียน!” ถงเฮ่อหลงพยายามกระถดถอยหนี จากคนที่ก้าวช้า ๆ มาที่เขาอยู่ในตอนนี้ คนของเขาที่เหลือเล่า ไยไม
“ถงหว่านเหนียน เจ้าไม่มีทางเหนือกว่าข้าไปได้!” ถงเฮ่อหลง ตะโกนก้องด้วยความคับแค้นใจ เมื่อตัวเขา ไม่อาจที่จะเข้าถึงตัวของถงหว่านเหนียนได้เลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่ฝีมือนางจะเหนือกว่าเขา หญิงขี้โรคอ่อนแอ ปวกเปียก นี่คือสิ่งที่คนของบิดา คอยรายงานกลับไปให้รับรู้อยู่เสมอแต่วันนี้สิ่งที่เขาเห็น นางไม่เพียงแต่ไม่เจ็บป่วย ทว่านางยังคงมีฝีมือในเชิงยุทธ ในระดับที่ดีอีกด้วย หรือว่าคนของบิดา ได้หลอกลวงพวกเขามาโดยตลอดเหตุผลที่สกุลถงยังไม่เอาชีวิตนาง เพราะยังเป็นช่วงไว้ทุกข์ให้แก่ท่านย่า จึงยังคงไม่อาจลงมือต่อนางได้อย่างโจ่งแจ้ง ด้วยสายตาของหลายคนยังจับจ้องเรื่องของนางอยู่ บุตรสาวที่มีคู่หมายเป็นถึงท่านอ๋องจิ้ง แต่ตอนนี้ครบการไว้ทุกข์สามปีแล้ว ถงหว่านเหนียน ก็ควรติดตามลงไปปรนนิบัติท่านย่าในยมโลก มิสมควรอยู่เป็นภัยให้แก่คนในตระกูล และขัดขวางเส้นทาง ของน้องสาวคนรอง ในการออกเรือน “ถงเฮ่อหลง หึ ๆ เจ้าอยากได้หัวของข้า ก็ต้องมาดูกันว่า ความเร็วของเจ้า จะมีเหนือกว่าข้าสักแค่ไหน” ถงหว่านเหนียน แค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน มีฝีมือเพียงเท่านี้ คิดจะสู้กับนาง ยังห่างช
“ถงหว่านเนียน! เจ้ากำลังด่าทอข้าอย่างนั้นรึ” ถงเฮ่อหลง ตวาดกลับเสียงกร้าว ใบหน้าของชายหนุ่ม มืดครึ้ม ด้วยความไม่พอใจอย่างที่สุด ยิ่งเห็นแววตาเยาะหยันจากน้องสาว ความเคียดแค้นและชิงชัง ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น นางกล้าดีอย่างไร ถึงได้อาจหาญ ด่าทอว่าเขาเป็นสุนัข “ข้าเอ่ยชื่อเจ้าหรือ” หญิงสาว ถามกลับด้วยน้ำ อันเสียงอ่อนโยน ทว่ารอยยิ้มของนางนั้น หาได้เป็นเยี่ยงคำพูดไม่ เพราะทุกอย่างมันล้วนเต็มไปด้วยความขบขัน นี่หรือ...บุตรชายคนโตของสกุลถง โอหังแต่ไร้ สามารถ ลำพองตนแต่ขลาดเขลาเบาปัญญา มิน่าเล่าถึงยังไม่ก้าวหน้าในราชสำนัก หากนางมีบุตรชายเช่นนี้ คงกลั้นใจตายไปแล้ว เทียบไม่ได้กับนางในชีวิตเดิม ยังได้ไม่ถึงขี้เล็บ มาทำพองขนต่อหน้านาง ช่างไม่รู้ที่ตายเอาเสียเลย “หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า ในเมื่อภายในห้องนี้ มีเพียงเจ้ากับข้าเท่านั้น” ถงเฮ่อหลง ตอบกลับด้วยเสียง ที่เต็มไปด้วยโทสะอันคุกรุ่น ยิ่งเห็นท่าทางไม่ยี่หระต่อสิ่งใดของนาง ความชิงชังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ราวกับทำนบน้ำที่พังทลาย “เช่นนั้น ก็ตามแต่พี่ใหญ่จะคิด ก็แล้วกันเจ้าค่ะ” หญิง
ห้าวันต่อมา ณ กระท่อมชายป่า แว่วใบไม้เสียดสียามสายลมพัดผ่าน ดังแววให้ได้ยินเป็นระยะ กลิ่นอายของธรรมชาติ ทำให้คนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายป่า รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายนิ่งนัก ถงหว่านเหนียนนั่งจิบชาอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง สายตาของนางมองผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ ออกไปยังสวนดอกไม้ป่าที่นางให้คนปลุกเอาไว้ แขกของนางคงกำลังใกล้จะมาถึงแล้ว นี่ถือเป็นการสละเวลาให้สายเลือดเจ้าของร่าง ก่อนที่นางจะเดินทางเข้าเมืองหลวง เพื่อสะสางเรื่องราวต่าง ๆ ให้มันจบลง ภายหน้าจะได้ไม่ต้องยุ่งยากอีก ชีวิตแบบนี้สิที่นางต้องการ ร่ำรวยและเรียบง่าย แต่ชีวิตในความเป็นจริง มันช่างไม่เป็นอย่างที่วาดฝันเอาไว้เลยสักนิด จบเรื่องหนึ่งก็มีเรื่องหนึ่งวนเวียนเกิดขึ้นมามิเว้นวัน แต่เมื่อยังหายใจอยู่ ก็ไม่อาจปฏิเสธที่จะสู้รบกับชะกรรมได้ “คุณหนู พวกเขามาแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวไป๋รีบเข้ามารายงาน เมื่อเห็นว่ามีคนมาหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้ากระท่อม ท่าทางของผู้มาเยือน ไม่ได้เป็นมิตรสักนิด “เจ้าพาท่านป้าหวงไปเถอะ ทางนี้ข้าจัดการเอง” การแสดงสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อเหยื่อมาถึง นักแสดงก้ต้องออกจากที่นี่ เพื







