เข้าสู่ระบบไม่มีการรั้งรอใดๆ ชายหนุ่มพุ่งเข้าหาหญิงสาว พร้อมเหวี่ยงหมัดออกไปเต็มแรง อย่างกระชั้นถี่ใส่หญิงสาว ทว่าแม่ทัพสาวทำเพียงเบี่ยงกายหลบ เพื่อหาโอกาสตอบโต้ เพราะต่อให้พลังและวิชาการต่อสู้ของนางจะคงอยู่ แต่ร่างกายนี้ ยังไม่พร้อมจะให้ใช้พลังทั้งหมดได้
เสี่ยวไป๋กับชายที่พันธนาการนางอยู่ ต่างมองการต่อสู้อย่างตื่นตะลึง แม้ว่าคุณหนูใหญ่ถงจะทำเพียงหลบหลีก ทว่ามันคือการเคลื่อนไหวของผู้ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และช่ำชองในเชิงยุทธ
แม่ทัพสาวเคลื่อนตัวหลบไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนจะใช้จังหวะนั้น คว้าปิ่นบนโต๊ะมาถือไว้ในมือ ห้องของสตรีทั่วไป ไหนเลยจะเหมือนห้องของนางในชีวิตเดิม ที่เต็มไปด้วยอาวุธมากมาย
นางจะพลาดให้ถูกหมัด หรือเท้าของอีกฝ่ายไม่ได้อีก แค่เมื่อครู่แขนนี้ ก็เกือบร้าวจนแทบจะยกไม่ขึ้น หากถูกซัดด้วยหมัด ที่เต็มไปด้วยพลังขั้นสูง ไม่ตายก็คงเป็นผักไปนานนับปีเลยทีเดียว และ...
“อ่า...สวรรค์ช่างเมตตาข้านัก!”
หญิงสาวพึมพำเบาๆ เมื่อนางเห็นจุดตาย ที่อีกฝ่ายหลงลืมปกปิด เผยให้นางได้เห็น แม้โอกาสจะน้อยนิด นางก็ต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ หญิงสาวเคลื่อนกายเข้าใกล้คู่ต่อสู้ ที่ยังคงรัวหมัดเข้าหานางอย่างบ้าคลั่ง
หมับ! มือบางคว้าจับข้อมือ ที่เฉียดผ่านปลายจมูกของนางไป พร้อมปล่อยแขนข้างนั้นของนาง ให้เลื่อนตามไป ทว่า...มืออีกข้างที่ถือปิ่นอยู่ กลับอาศัยจังหวะนี้ลงมือ
ฉึก! ร่างสูงใหญ่ยังยกแขน ที่เหวี่ยงหมัดไปนิ่งค้างมิไหวติง เมื่อใต้ท้องแขนของเขา ถูกปิ่นในมือหญิงสาว เสือกแทงเข้าจนมิด จากฝ่ามือที่นางกระแทกซ้ำ หลังจากมันผ่านเนื้อเขาไปแล้ว มันเกิดขึ้นเร็ว จนเขาไม่ทันปิดจุดบอดนี้ได้ทัน
ตึง! ร่างสูงใหญ่ล้มลงอย่างแรง เขาไม่อาจขยับได้เลย ปิ่นนั้นแทงเข้าจุดสำคัญ แม้จะไม่ถึงตายในทันที ทว่ามันทำให้ตลอดร่างของเขา ราวกับเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ
“ยะ...อย่า...”
ชายหนุ่มเอ่ยห้าม เมื่อหญิงสาวโน้มกายลง มาใกล้พร้อมยื่นมือไปดึงปิ่น ที่ยังปักคาอยู่ออก นี่คือความตายที่มาเยือนอย่างแท้จริง เส้นเลือดดำถูกเปิด เขาจะเสียเลือดตายในเวลามิถึงครึ่งก้านธูป มันจะแม่นยำอะไรขนาดนั้น นางรู้จุดตายราวกับคุ้นชิน…ในการฆ่า!
“ฆ่าเจ้าให้ตายในทันที มันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ แต่การให้เจ้าตายอย่างมีหวังว่าจะรอด มันยากยิ่งกว่า รอ...ไม่ต้องรีบ หึๆ”
เสียงหัวเราะในลำคอของหญิงสาว มันเหมือนปีศาจร้าย ที่ตามติดทวงวิญญาณของเขาเลยก็ว่าได้ หากเป็นสตรีในห้องหอ ไหนเลยจะลงมือ ได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ต่อความตายเช่นนี้ อำมหิตเกินไปแล้ว...
“เจ้าเป็นใครกันแน่!”
ชายที่ยังคงอยู่กับเสี่ยวไป๋ เปลี่ยนจากขยุ้มเส้นผมของนาง เป็นบีบเข้าที่ลำคอของเสี่ยวไป๋แทน เพื่อใช้นางเป็นเกราะคุ้มกายเขาในตอนนี้ ไม่ว่าคุณหนูใหญ่ผู้นี้ จะมีฝีมือเพียงเล็กน้อย หรือเหนือกว่าเขา การที่เขามีสิ่งประกันชีวิตเอาไว้ก่อน ย่อมเป็นการดีที่สุด
“คุณหนูมิต้องห่วงบ่าว หนีไปเจ้าค่ะ”
เสี่ยวไป๋กลัวว่านายสาว จะพ่ายแพ้เพราะนางที่เป็นตัวประกันอยู่ในตอนนี้ นางจึงตะโกนบอกผู้เป็นนายให้หนีไปเสีย มิต้องใส่ใจสาวใช้ไร้ค่าผู้หนึ่งเยี่ยงนาง
“เด็กดี...หลับตาลงเสีย”
แม่ทัพสาวเอ่ยออกมา ด้วนน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งนัก เสี่ยวไป๋ทำตามในทันที โดยที่นางเองก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมจึงหลับตาลงอย่างว่าง่าย
“เจ้าคิดว่านางจะรอดหรืออย่างไร”
ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงดุกร้าว แม้ว่าจะมีสั่น ๆ ไปบ้าง แต่เขามีหรือจะปล่อยให้อีกฝ่ายได้เห็นมัน แค่สตรีไร้ค่าคนหนึ่ง ทำไมเขาต้องหวาดกลัวนางด้วยเล่า
“ไม่คิด...เพราะคนขี้ขลาดเยี่ยงเจ้า ก็ทำได้แค่หลบอยู่ใต้ชายกระโปรงสตรีเท่านั้น นางตายเจ้าก็ใช่ว่าจะรอดไปได้ จริงไหม...หืม!”
เท้าบางเดินเข้าหาอีกฝ่ายทีละก้าว และชายผู้นั้นก็พาเสี่ยวไป๋ถอยฉากไปทีละก้าวเช่นกัน เรียวปากที่แห้งผาด แสยะยิ้มเหี้ยมส่งถึงดวงตา
ทำให้ชายหนุ่มถึงกับเย็นวาบไปตลอดร่าง นี่มันคือแววตาและรอยยิ้ม ของคนที่คุ้นเคยต่อการฆ่า หากจะว่านักฆ่าที่เป็นชายร้ายกาจแล้ว ยังมิสู้นักฆ่าระดับสูงที่เป็นสตรี ซึ่งมีความอำมหิตกว่าหลายเท่านัก
เพราะกว่าหญิงเหล่านั้น จะผ่านการเป็นนักฆ่าระดับสูงได้ ต้องผ่านการฝึกฝน ที่โหดเหี้ยมมาตั้งแต่ยังเด็ก และจิตใจถูกทำให้ด้านชา จนไม่มองเห็นความรู้สึกของเป้าหมาย หรือใครก็ตามที่ก้าวผ่านพวกนาง หรืออีกด้านของถงหว่านเหนียน คือนักฆ่าเช่นนั้นรึ! แล้วครั้งแรกที่พวกเขาลงมือ ไยนางจึงไม่ตอบโต้ เหตุใดปล่อยให้ตนเองบาดเจ็บหนักได้เล่า!
“พี่ใหญ่!!! ไยเป็นเช่นนี้” ถงหว่านอี้ หวีดร้องเสียงหลง ก่อนจะใช้สองมือ ปิดใบหน้าเอาไว้ นางสั่นเทาอย่างคนเสียขวัญ ภาพที่เห็นช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก หากหัวที่อยู่ในกล่องนั้น เป็นของพี่สาวคนโต นางคงจะสุขใจกว่านี้ แต่นี่ไยจึงกลายเป็นหัวของพี่ชายไปได้เล่า! ท่านอัครมหาเสนาบดี ช้าหนึบไปทั้งร่าง มันจะเป็นได้อย่างไร ที่หัวในห่องเบื้องหน้า เป็นของบุตรชายคนโต ไยจึงไม่หัวของตัวหายนะนั่นเล่า ท่านอัครมหาเสนาบดี ค่อย ๆ ก้าวตรงไปยังกล่องไม้ ที่เวลานี้ภรรยาได้คว้าไปกอดเอาไว้แนบอก นางร้องไห้ปริ่มขาดใจ“เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ!”ทว่ายังไม่ทันจะก้าวไปถึง เสียงที่เต็มไปด้วยความแตกตื่น ของอนุคนโปรด พลันดังแทรกขึ้นเสียก่อน ร่างที่อ่อนเยาว์กว่าภรรยาเอก ก้าวยาว ๆ เข้ามาภายในห้อง“ไสหัวออกไป!”ถงฮูหยิน หันไปตวาดอนุของสามี ด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความชิงชัง หญิงแพศยานี่ คงหาหนทางกดหัวนางเป็นแน่ ในตอนนี้นางไร้บุตรชายสืบสายเลือดแล้ว นังตัวซวยนั่นคนเดียวแท้ ๆ นางไม่น่าจะทนเก็บมันเอาไว้เลย“ท่านพี่ ไยพี่หญิงจึงขับไล่ข้าเช่นนี้ มีเรื่องอันใดกันเจ้าคะ”อนุเจียงเดินเข้าไปหาสามี ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียง ที่เต็ม
สิบวันถัดมา ณ เมืองหลวง ม้าเร็วที่เดินทางไม่หยุดพัก ได้มาหยุดอยู่หน้าจวนอัครมหาเสนาบดีถง ชายสวมชุดสีเข้ม ได้เหวี่ยงกายลงจากหลังม้า ก่อนจะกระตุกผ้าที่ผูก กล่องไม้ขนาดไม่ไม่ใหญ่มากนัก เขานำกล่องนั้น ถือเดินเข้าไปยังหน้าประตูจวน ก่อนจะจับห่วงเหล็กกระแทกกับประตูสามครั้งเพียงครู่เดียวประตูบานใหญ่ ได้เปิดออกเพียงครึ่ง ชายชราผมขาวโพลน ได้เยี่ยมหน้าออกมามอง ว่าผู้ใดกันมาเคาะเรียก คิ้วหนาสีดอกเลา ขมวดย่นจนชิดกัน เมื่อเห็นชายแปลกหน้า ยืนถือกล่อง ที่มีไอน้ำเกาะอยู่ เหมือนกับมีของเย็นจัดอยู่ด้านใน “ต้องการพบผู้ใด” ชายชราเอ่ยถาม“ข้าเป็นคนส่งของ จากชายแดนตะวันตก นี่สำหรับท่านอัครมหาเสนาบดีถง กับครอบครัว โปรดผู้ชรารับไปเถิด”ชายหนุ่มยื่นส่งกล่องไม้ ให้แก่ชายชรา ซึ่งเขาไม่ต้องเดาว่านี้เป็นใคร เพราะคงมีเพียงพ่อบ้านเท่านั้น ที่จะได้สวมชุดดูดี รองจากเจ้าของบ้าน“นี่คือสิ่งใด”ชายชราเอ่ยถาม เพราะครั้งก่อนที่ของส่งมาจากชายแดน ทำให้คนทั้งจวนแตกตื่นยิ่งนัก“มิใช่สิ่งที่ข้าต้องสอดรู้”ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเรียบ แววตาไม่มีคิดจะสอดส่ายไปข้างใน หรืออย่างรู้สิ่งใด นอกเหนือจากหน้าที่ของเขา นั่น
“นางมันคือปีศาจ ฆ่านางให้ได้” ถงเฮ่อถง พูดด้วยเสียงที่อันสั่นเทา ทั้งความเจ็บปวด และความกลัว กำลังตีรวนอยู่ในหัว ถ้าเขาไม่ตายก็กลายเป็นคนไร้ค่า เมื่อคิดถึงการถูกผู้คนหยามเหยียด ถงเฮ่อหลง อกของเขาแทบระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ สองผู้ติดตามที่พุ่งเข้าหาหญิงสาว เวลานี้ต่างก็อยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก เพียงแค่ไม่กี่กระบวนท่า พวกเขาก็รับรู้ได้ทันที ว่าฝีมือของหญิงสาว เหนือกว่าพวกเขาอยู่หลายขั้น เรียกว่าเทียบนางมิติดเลยทีเดียว “ไปฆ่านาง!” ดวงตาที่เริ่มจะพล่าเลือน จากการเสียเลือด มองไปที่น้องสาว ซึ่งยืนมองมาที่นาง และผู้ติดตามที่ยังอยู่กับเขา ด้วยสองคนนั้นแน่นิ่งไป ภายใต้คมอาวุธของนางไปแล้ว ชายหนุ่มไม่อาจขัดคำสั่งได้ เขาลุกขึ้น พุ่งเข้าหาหญิงสาว ด้วยความรวดเร็ว ฉับ! ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือ แม้เพียงครึ่งกระบวนท่าเสียด้วยซ้ำ ลมหายใจพลันขาดสะบั้นลง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าอาวุธของนาง ตวัดใส่ร่างเขาตั้งแต่เอไหร่ “เจ้ามันปีศาจ ถงหว่านเหนียน!” ถงเฮ่อหลงพยายามกระถดถอยหนี จากคนที่ก้าวช้า ๆ มาที่เขาอยู่ในตอนนี้ คนของเขาที่เหลือเล่า ไยไม
“ถงหว่านเหนียน เจ้าไม่มีทางเหนือกว่าข้าไปได้!” ถงเฮ่อหลง ตะโกนก้องด้วยความคับแค้นใจ เมื่อตัวเขา ไม่อาจที่จะเข้าถึงตัวของถงหว่านเหนียนได้เลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่ฝีมือนางจะเหนือกว่าเขา หญิงขี้โรคอ่อนแอ ปวกเปียก นี่คือสิ่งที่คนของบิดา คอยรายงานกลับไปให้รับรู้อยู่เสมอแต่วันนี้สิ่งที่เขาเห็น นางไม่เพียงแต่ไม่เจ็บป่วย ทว่านางยังคงมีฝีมือในเชิงยุทธ ในระดับที่ดีอีกด้วย หรือว่าคนของบิดา ได้หลอกลวงพวกเขามาโดยตลอดเหตุผลที่สกุลถงยังไม่เอาชีวิตนาง เพราะยังเป็นช่วงไว้ทุกข์ให้แก่ท่านย่า จึงยังคงไม่อาจลงมือต่อนางได้อย่างโจ่งแจ้ง ด้วยสายตาของหลายคนยังจับจ้องเรื่องของนางอยู่ บุตรสาวที่มีคู่หมายเป็นถึงท่านอ๋องจิ้ง แต่ตอนนี้ครบการไว้ทุกข์สามปีแล้ว ถงหว่านเหนียน ก็ควรติดตามลงไปปรนนิบัติท่านย่าในยมโลก มิสมควรอยู่เป็นภัยให้แก่คนในตระกูล และขัดขวางเส้นทาง ของน้องสาวคนรอง ในการออกเรือน “ถงเฮ่อหลง หึ ๆ เจ้าอยากได้หัวของข้า ก็ต้องมาดูกันว่า ความเร็วของเจ้า จะมีเหนือกว่าข้าสักแค่ไหน” ถงหว่านเหนียน แค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน มีฝีมือเพียงเท่านี้ คิดจะสู้กับนาง ยังห่างช
“ถงหว่านเนียน! เจ้ากำลังด่าทอข้าอย่างนั้นรึ” ถงเฮ่อหลง ตวาดกลับเสียงกร้าว ใบหน้าของชายหนุ่ม มืดครึ้ม ด้วยความไม่พอใจอย่างที่สุด ยิ่งเห็นแววตาเยาะหยันจากน้องสาว ความเคียดแค้นและชิงชัง ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น นางกล้าดีอย่างไร ถึงได้อาจหาญ ด่าทอว่าเขาเป็นสุนัข “ข้าเอ่ยชื่อเจ้าหรือ” หญิงสาว ถามกลับด้วยน้ำ อันเสียงอ่อนโยน ทว่ารอยยิ้มของนางนั้น หาได้เป็นเยี่ยงคำพูดไม่ เพราะทุกอย่างมันล้วนเต็มไปด้วยความขบขัน นี่หรือ...บุตรชายคนโตของสกุลถง โอหังแต่ไร้ สามารถ ลำพองตนแต่ขลาดเขลาเบาปัญญา มิน่าเล่าถึงยังไม่ก้าวหน้าในราชสำนัก หากนางมีบุตรชายเช่นนี้ คงกลั้นใจตายไปแล้ว เทียบไม่ได้กับนางในชีวิตเดิม ยังได้ไม่ถึงขี้เล็บ มาทำพองขนต่อหน้านาง ช่างไม่รู้ที่ตายเอาเสียเลย “หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า ในเมื่อภายในห้องนี้ มีเพียงเจ้ากับข้าเท่านั้น” ถงเฮ่อหลง ตอบกลับด้วยเสียง ที่เต็มไปด้วยโทสะอันคุกรุ่น ยิ่งเห็นท่าทางไม่ยี่หระต่อสิ่งใดของนาง ความชิงชังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ราวกับทำนบน้ำที่พังทลาย “เช่นนั้น ก็ตามแต่พี่ใหญ่จะคิด ก็แล้วกันเจ้าค่ะ” หญิง
ห้าวันต่อมา ณ กระท่อมชายป่า แว่วใบไม้เสียดสียามสายลมพัดผ่าน ดังแววให้ได้ยินเป็นระยะ กลิ่นอายของธรรมชาติ ทำให้คนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายป่า รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายนิ่งนัก ถงหว่านเหนียนนั่งจิบชาอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง สายตาของนางมองผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ ออกไปยังสวนดอกไม้ป่าที่นางให้คนปลุกเอาไว้ แขกของนางคงกำลังใกล้จะมาถึงแล้ว นี่ถือเป็นการสละเวลาให้สายเลือดเจ้าของร่าง ก่อนที่นางจะเดินทางเข้าเมืองหลวง เพื่อสะสางเรื่องราวต่าง ๆ ให้มันจบลง ภายหน้าจะได้ไม่ต้องยุ่งยากอีก ชีวิตแบบนี้สิที่นางต้องการ ร่ำรวยและเรียบง่าย แต่ชีวิตในความเป็นจริง มันช่างไม่เป็นอย่างที่วาดฝันเอาไว้เลยสักนิด จบเรื่องหนึ่งก็มีเรื่องหนึ่งวนเวียนเกิดขึ้นมามิเว้นวัน แต่เมื่อยังหายใจอยู่ ก็ไม่อาจปฏิเสธที่จะสู้รบกับชะกรรมได้ “คุณหนู พวกเขามาแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวไป๋รีบเข้ามารายงาน เมื่อเห็นว่ามีคนมาหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้ากระท่อม ท่าทางของผู้มาเยือน ไม่ได้เป็นมิตรสักนิด “เจ้าพาท่านป้าหวงไปเถอะ ทางนี้ข้าจัดการเอง” การแสดงสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อเหยื่อมาถึง นักแสดงก้ต้องออกจากที่นี่ เพื







