Masuk“ถงหว่านเนียน! เจ้ากำลังด่าทอข้าอย่างนั้นรึ”
ถงเฮ่อหลง ตวาดกลับเสียงกร้าว ใบหน้าของชายหนุ่ม มืดครึ้ม ด้วยความไม่พอใจอย่างที่สุด ยิ่งเห็นแววตาเยาะหยันจากน้องสาว ความเคียดแค้นและชิงชัง ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น นางกล้าดีอย่างไร ถึงได้อาจหาญ ด่าทอว่าเขาเป็นสุนัข
“ข้าเอ่ยชื่อเจ้าหรือ”
หญิงสาว ถามกลับด้วยน้ำ อันเสียงอ่อนโยน ทว่ารอยยิ้มของนางนั้น หาได้เป็นเยี่ยงคำพูดไม่ เพราะทุกอย่างมันล้วนเต็มไปด้วยความขบขัน นี่หรือ...บุตรชายคนโตของสกุลถง โอหังแต่ไร้ สามารถ ลำพองตนแต่ขลาดเขลาเบาปัญญา มิน่าเล่าถึงยังไม่ก้าวหน้าในราชสำนัก หากนางมีบุตรชายเช่นนี้ คงกลั้นใจตายไปแล้ว เทียบไม่ได้กับนางในชีวิตเดิม ยังได้ไม่ถึงขี้เล็บ มาทำพองขนต่อหน้านาง ช่างไม่รู้ที่ตายเอาเสียเลย
“หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า ในเมื่อภายในห้องนี้ มีเพียงเจ้ากับข้าเท่านั้น”
ถงเฮ่อหลง ตอบกลับด้วยเสียง ที่เต็มไปด้วยโทสะอันคุกรุ่น ยิ่งเห็นท่าทางไม่ยี่หระต่อสิ่งใดของนาง ความชิงชังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ราวกับทำนบน้ำที่พังทลาย
“เช่นนั้น ก็ตามแต่พี่ใหญ่จะคิด ก็แล้วกันเจ้าค่ะ”
หญิงสาวตอบรับ ด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ ก่อนที่นางจะเหลือบมองไป ด้านหลังของผู้เป็นพี่ชาย เหอะ! หญิงสาวแค่นเสียงในลำคอ อย่างดูแคลน เพราะเบื้องหลังของผู้เป็นพี่ชาย มีผู้ติดตาม ยืนอยู่ถึงสามคน นั่นเท่ากับว่า เขายังไม่มีความสามารถมากพอ ที่จะลงมือกับนางด้วยตัวเอง เพียงผู้เดียว
“บุตรสาวที่ถูกทิ้งเยี่ยงเจ้า เป็นได้ก็เพียงตัวซวย นำพาเพียงหายนะสู่ครอบครัว วันนี้! ข้าที่เป็นพี่ชาย จะส่งเจ้าลงนรกด้วยมือของตัวเอง หากจะโทษ เจ้าก็จงโทษโชคชะตาของตนเอง ที่เกิดมาพร้อมดาวหายนะ”
ถงเฮ่อหลง ดึงกระบี่ออกจากฟัก ชี้ตรงไปยังใบหน้าของน้องสาว ทว่าอีกฝ่ายกลับยังคงดื่มด่ำกับชาในถ้วย โดยไม่แม้แต่จะหันมองเขา หรือตื่นกลัวต่ออาวุธในมือ ที่เขาชักออกมาเพื่อข่มขวัญนาง
“หึ ๆ ยอมรับแล้วสินะ ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นฝีมือของคนสกุลถง”
หญิงสาวแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ นางแค่อยากฟังชัด ๆ อีกครั้งเท่านั้น ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันมาจากคนทั้งตระกูล หรือเพียงแค่บางคนเท่านั้น เพราะเวลาลงมือจะได้รู้ว่าดาบที่ตวัดออกไป จะต้องบั่นคอผู้ใดบ้าง
“ใช่แล้วอย่างไร”
ถงเฮ่อหลงตอบไปตามความเป็นจริง เขาไม่ได้นึกกลัวนางเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่นางส่งไปข่มขวัญคนทางเมืองหลวง ก็คงเป็นฝีมือของผุ้อื่น ที่นางอาจใช้บางอย่างแลกมาก็เท่านั้น คนแบบนางจะเอาแรงที่ใดมาทำเช่นนั้นได้
“พี่ชาย ของขวัญที่ข้ามอบให้ เมื่อหลายเดือนก่อน พวกท่านทุกคนปลาบปลื้มหรือไม่”
แทนที่จะเป็นคำตอบ แต่หญิงสาว กับเลือกที่จะเอ่ยถึงของขวัญ ที่นางส่งมอบให้ ด้วยความคนนึงหาต่อครอบครัว เรียวปากงามเหยียดยิ้มออกอย่างเย้ยหยัน วันนี้...หากเขาต้องการลมหายใจของนาง
ของขวัญชิ้นต่อไป สำหรับสกุลถง ก็คือศีรษะของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่อย่างไรเล่า นางไม่ใช่เทพธิดา ที่จะปราณีต่อศัตรู หากเยิ่นเย้อ คนที่จะพ่ายคือตัวนางเอง คิดจะกำจัด ย่อมต้องถอนรากถอนโคน มิให้หลงเหลือแม้แต่รากแก้ว นี่คือกฎของนาง ส่วนกฎของผู้อื่นจะเป็นเช่นไรนั้น นางหาได้ใส่ใจ
“ถงหว่านเหนียน เจ้ากำลังขู่ข้าเยี่ยงนั้นรึ!”
มีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าของขวัญที่นางหมายถึง คือสิ่งใด! เพราะของสิ่งนั้นอย่างไรเล่า เขาจึงได้มาอยู่ตรงนี้ แต่จะให้เขายอมรับว่าคนทั้งบ้านหวาดหวั่น จนตัวเขาถูกสั่งการ ให้ต้องเดินทางไกลนับพันลี้ เพื่อมาสะสางปัญหานี้ด้วยตนเอง แค่สตรีที่ไม่มีแม้แต่แรงจะฆ่าไก่ มีอันใดให้เขาต้องหวาดกลัว
“สักคำแล้วหรือที่ข้าขู่ ข้าแค่ถามว่าถูกใจ ของขวัญนั้นหรือไม่ ไยจึงตีความหมาย ไปเสียไกลนักเล่าพี่ใหญ่”
ถงหว่านเหนียน ช้อนสายตาขึ้นมองพี่ชาย นางไม่ได้แยแสต่อกระบี่ที่ชี้ตรงมาที่นางแม้แต่น้อย ระยะเท่านี้ถ้านาจะเด็ดหัวคนเยี่ยงถงเฮ่อหลง มันง่ายกว่าพลิกฝ่ามือ คนที่นางต้องระวังให้ดี คือคนที่เขาพามานั่นต่างหาก มิใช่นางรับมือไม่ได้ แต่นางไม่อยากให้พี่ชายผู้แสนดี รอดพ้นเงื้อมือของนางไปต่างหาก
“ถงหว่านเหนียน เลิอกโยกโย้เสียที ในเมื่อวันนี้ข้าต้องการหัวของเจ้า ก็แค่มอบมันให้ข้า!”
“ฮึ! เช่นนั้นก็เข้ามาเอาสิ! ข้าห้ามเจ้าหรือ”
หยิงสาววางถ้วยชาลง ใบหน้างามเชิดขึ้นเล็กน้อย นี่คือการท้าทายอย่างตั้งใจ หญิงสาวเอี้ยวใบหน้าหันมองไปนอกหน้าต่าง คนของถงเฮ่อหลงหายไปแล้ว แสดงว่าตี้หลงได้ลงมือแล้ว นางก็ไม่ควรที่จะเสียเวลาแล้วเช่นกัน การพบเจอและพูดคุยฉันท์พี่น้อง สมควรที่จะสิ้นสุดลงเสียที
“ขวัญกล้านัก!”
สิ้นคำถงเฮ่อหลงได้พุ่งเข้าหาน้องสาว ด้วยโทสะที่อัดแน่น หวืด! ทว่ากระบี่ที่เขาตวัดออกไปเต็มกำลัง กลับพาดผ่านเพียงอากาศธาตุเท่านั้น ส่วนน้องสาวปากกล้า กลับไปยืนอยู่อีกด้าน ด้วยใบหน้าที่ยังคงยิ้มละมุน
“พยายามอีกหน่อยพี่ใหญ่ ท่านยังเชื่องช้าไปนะ”
คำพูดของถงหว่านเหนียน ไม่ต่างจากการจุดระเบิด ถงเฮ่อหลงเคลื่อนกายเข้าหาน้องสาว ราวกับคนเสียสติ ผู้ติดตามทั้งสาม ยังคงรอดูท่าทีอยู่ แต่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่เฝ้าระวัง ดูท่าคุณหนูใหญ่จะไม่ธรรมดาอย่างที่คิด
“พี่ใหญ่!!! ไยเป็นเช่นนี้” ถงหว่านอี้ หวีดร้องเสียงหลง ก่อนจะใช้สองมือ ปิดใบหน้าเอาไว้ นางสั่นเทาอย่างคนเสียขวัญ ภาพที่เห็นช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก หากหัวที่อยู่ในกล่องนั้น เป็นของพี่สาวคนโต นางคงจะสุขใจกว่านี้ แต่นี่ไยจึงกลายเป็นหัวของพี่ชายไปได้เล่า! ท่านอัครมหาเสนาบดี ช้าหนึบไปทั้งร่าง มันจะเป็นได้อย่างไร ที่หัวในห่องเบื้องหน้า เป็นของบุตรชายคนโต ไยจึงไม่หัวของตัวหายนะนั่นเล่า ท่านอัครมหาเสนาบดี ค่อย ๆ ก้าวตรงไปยังกล่องไม้ ที่เวลานี้ภรรยาได้คว้าไปกอดเอาไว้แนบอก นางร้องไห้ปริ่มขาดใจ“เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ!”ทว่ายังไม่ทันจะก้าวไปถึง เสียงที่เต็มไปด้วยความแตกตื่น ของอนุคนโปรด พลันดังแทรกขึ้นเสียก่อน ร่างที่อ่อนเยาว์กว่าภรรยาเอก ก้าวยาว ๆ เข้ามาภายในห้อง“ไสหัวออกไป!”ถงฮูหยิน หันไปตวาดอนุของสามี ด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความชิงชัง หญิงแพศยานี่ คงหาหนทางกดหัวนางเป็นแน่ ในตอนนี้นางไร้บุตรชายสืบสายเลือดแล้ว นังตัวซวยนั่นคนเดียวแท้ ๆ นางไม่น่าจะทนเก็บมันเอาไว้เลย“ท่านพี่ ไยพี่หญิงจึงขับไล่ข้าเช่นนี้ มีเรื่องอันใดกันเจ้าคะ”อนุเจียงเดินเข้าไปหาสามี ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียง ที่เต็ม
สิบวันถัดมา ณ เมืองหลวง ม้าเร็วที่เดินทางไม่หยุดพัก ได้มาหยุดอยู่หน้าจวนอัครมหาเสนาบดีถง ชายสวมชุดสีเข้ม ได้เหวี่ยงกายลงจากหลังม้า ก่อนจะกระตุกผ้าที่ผูก กล่องไม้ขนาดไม่ไม่ใหญ่มากนัก เขานำกล่องนั้น ถือเดินเข้าไปยังหน้าประตูจวน ก่อนจะจับห่วงเหล็กกระแทกกับประตูสามครั้งเพียงครู่เดียวประตูบานใหญ่ ได้เปิดออกเพียงครึ่ง ชายชราผมขาวโพลน ได้เยี่ยมหน้าออกมามอง ว่าผู้ใดกันมาเคาะเรียก คิ้วหนาสีดอกเลา ขมวดย่นจนชิดกัน เมื่อเห็นชายแปลกหน้า ยืนถือกล่อง ที่มีไอน้ำเกาะอยู่ เหมือนกับมีของเย็นจัดอยู่ด้านใน “ต้องการพบผู้ใด” ชายชราเอ่ยถาม“ข้าเป็นคนส่งของ จากชายแดนตะวันตก นี่สำหรับท่านอัครมหาเสนาบดีถง กับครอบครัว โปรดผู้ชรารับไปเถิด”ชายหนุ่มยื่นส่งกล่องไม้ ให้แก่ชายชรา ซึ่งเขาไม่ต้องเดาว่านี้เป็นใคร เพราะคงมีเพียงพ่อบ้านเท่านั้น ที่จะได้สวมชุดดูดี รองจากเจ้าของบ้าน“นี่คือสิ่งใด”ชายชราเอ่ยถาม เพราะครั้งก่อนที่ของส่งมาจากชายแดน ทำให้คนทั้งจวนแตกตื่นยิ่งนัก“มิใช่สิ่งที่ข้าต้องสอดรู้”ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเรียบ แววตาไม่มีคิดจะสอดส่ายไปข้างใน หรืออย่างรู้สิ่งใด นอกเหนือจากหน้าที่ของเขา นั่น
“นางมันคือปีศาจ ฆ่านางให้ได้” ถงเฮ่อถง พูดด้วยเสียงที่อันสั่นเทา ทั้งความเจ็บปวด และความกลัว กำลังตีรวนอยู่ในหัว ถ้าเขาไม่ตายก็กลายเป็นคนไร้ค่า เมื่อคิดถึงการถูกผู้คนหยามเหยียด ถงเฮ่อหลง อกของเขาแทบระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ สองผู้ติดตามที่พุ่งเข้าหาหญิงสาว เวลานี้ต่างก็อยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก เพียงแค่ไม่กี่กระบวนท่า พวกเขาก็รับรู้ได้ทันที ว่าฝีมือของหญิงสาว เหนือกว่าพวกเขาอยู่หลายขั้น เรียกว่าเทียบนางมิติดเลยทีเดียว “ไปฆ่านาง!” ดวงตาที่เริ่มจะพล่าเลือน จากการเสียเลือด มองไปที่น้องสาว ซึ่งยืนมองมาที่นาง และผู้ติดตามที่ยังอยู่กับเขา ด้วยสองคนนั้นแน่นิ่งไป ภายใต้คมอาวุธของนางไปแล้ว ชายหนุ่มไม่อาจขัดคำสั่งได้ เขาลุกขึ้น พุ่งเข้าหาหญิงสาว ด้วยความรวดเร็ว ฉับ! ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือ แม้เพียงครึ่งกระบวนท่าเสียด้วยซ้ำ ลมหายใจพลันขาดสะบั้นลง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าอาวุธของนาง ตวัดใส่ร่างเขาตั้งแต่เอไหร่ “เจ้ามันปีศาจ ถงหว่านเหนียน!” ถงเฮ่อหลงพยายามกระถดถอยหนี จากคนที่ก้าวช้า ๆ มาที่เขาอยู่ในตอนนี้ คนของเขาที่เหลือเล่า ไยไม
“ถงหว่านเหนียน เจ้าไม่มีทางเหนือกว่าข้าไปได้!” ถงเฮ่อหลง ตะโกนก้องด้วยความคับแค้นใจ เมื่อตัวเขา ไม่อาจที่จะเข้าถึงตัวของถงหว่านเหนียนได้เลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่ฝีมือนางจะเหนือกว่าเขา หญิงขี้โรคอ่อนแอ ปวกเปียก นี่คือสิ่งที่คนของบิดา คอยรายงานกลับไปให้รับรู้อยู่เสมอแต่วันนี้สิ่งที่เขาเห็น นางไม่เพียงแต่ไม่เจ็บป่วย ทว่านางยังคงมีฝีมือในเชิงยุทธ ในระดับที่ดีอีกด้วย หรือว่าคนของบิดา ได้หลอกลวงพวกเขามาโดยตลอดเหตุผลที่สกุลถงยังไม่เอาชีวิตนาง เพราะยังเป็นช่วงไว้ทุกข์ให้แก่ท่านย่า จึงยังคงไม่อาจลงมือต่อนางได้อย่างโจ่งแจ้ง ด้วยสายตาของหลายคนยังจับจ้องเรื่องของนางอยู่ บุตรสาวที่มีคู่หมายเป็นถึงท่านอ๋องจิ้ง แต่ตอนนี้ครบการไว้ทุกข์สามปีแล้ว ถงหว่านเหนียน ก็ควรติดตามลงไปปรนนิบัติท่านย่าในยมโลก มิสมควรอยู่เป็นภัยให้แก่คนในตระกูล และขัดขวางเส้นทาง ของน้องสาวคนรอง ในการออกเรือน “ถงเฮ่อหลง หึ ๆ เจ้าอยากได้หัวของข้า ก็ต้องมาดูกันว่า ความเร็วของเจ้า จะมีเหนือกว่าข้าสักแค่ไหน” ถงหว่านเหนียน แค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน มีฝีมือเพียงเท่านี้ คิดจะสู้กับนาง ยังห่างช
“ถงหว่านเนียน! เจ้ากำลังด่าทอข้าอย่างนั้นรึ” ถงเฮ่อหลง ตวาดกลับเสียงกร้าว ใบหน้าของชายหนุ่ม มืดครึ้ม ด้วยความไม่พอใจอย่างที่สุด ยิ่งเห็นแววตาเยาะหยันจากน้องสาว ความเคียดแค้นและชิงชัง ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น นางกล้าดีอย่างไร ถึงได้อาจหาญ ด่าทอว่าเขาเป็นสุนัข “ข้าเอ่ยชื่อเจ้าหรือ” หญิงสาว ถามกลับด้วยน้ำ อันเสียงอ่อนโยน ทว่ารอยยิ้มของนางนั้น หาได้เป็นเยี่ยงคำพูดไม่ เพราะทุกอย่างมันล้วนเต็มไปด้วยความขบขัน นี่หรือ...บุตรชายคนโตของสกุลถง โอหังแต่ไร้ สามารถ ลำพองตนแต่ขลาดเขลาเบาปัญญา มิน่าเล่าถึงยังไม่ก้าวหน้าในราชสำนัก หากนางมีบุตรชายเช่นนี้ คงกลั้นใจตายไปแล้ว เทียบไม่ได้กับนางในชีวิตเดิม ยังได้ไม่ถึงขี้เล็บ มาทำพองขนต่อหน้านาง ช่างไม่รู้ที่ตายเอาเสียเลย “หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า ในเมื่อภายในห้องนี้ มีเพียงเจ้ากับข้าเท่านั้น” ถงเฮ่อหลง ตอบกลับด้วยเสียง ที่เต็มไปด้วยโทสะอันคุกรุ่น ยิ่งเห็นท่าทางไม่ยี่หระต่อสิ่งใดของนาง ความชิงชังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ราวกับทำนบน้ำที่พังทลาย “เช่นนั้น ก็ตามแต่พี่ใหญ่จะคิด ก็แล้วกันเจ้าค่ะ” หญิง
ห้าวันต่อมา ณ กระท่อมชายป่า แว่วใบไม้เสียดสียามสายลมพัดผ่าน ดังแววให้ได้ยินเป็นระยะ กลิ่นอายของธรรมชาติ ทำให้คนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายป่า รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายนิ่งนัก ถงหว่านเหนียนนั่งจิบชาอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง สายตาของนางมองผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ ออกไปยังสวนดอกไม้ป่าที่นางให้คนปลุกเอาไว้ แขกของนางคงกำลังใกล้จะมาถึงแล้ว นี่ถือเป็นการสละเวลาให้สายเลือดเจ้าของร่าง ก่อนที่นางจะเดินทางเข้าเมืองหลวง เพื่อสะสางเรื่องราวต่าง ๆ ให้มันจบลง ภายหน้าจะได้ไม่ต้องยุ่งยากอีก ชีวิตแบบนี้สิที่นางต้องการ ร่ำรวยและเรียบง่าย แต่ชีวิตในความเป็นจริง มันช่างไม่เป็นอย่างที่วาดฝันเอาไว้เลยสักนิด จบเรื่องหนึ่งก็มีเรื่องหนึ่งวนเวียนเกิดขึ้นมามิเว้นวัน แต่เมื่อยังหายใจอยู่ ก็ไม่อาจปฏิเสธที่จะสู้รบกับชะกรรมได้ “คุณหนู พวกเขามาแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวไป๋รีบเข้ามารายงาน เมื่อเห็นว่ามีคนมาหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้ากระท่อม ท่าทางของผู้มาเยือน ไม่ได้เป็นมิตรสักนิด “เจ้าพาท่านป้าหวงไปเถอะ ทางนี้ข้าจัดการเอง” การแสดงสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อเหยื่อมาถึง นักแสดงก้ต้องออกจากที่นี่ เพื







