Se connecterมีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแว่วออกมาจากด้านใน “ชายใจดำผู้นั้นน่ะหรือจะเชิญท่านหมอมาให้น้องสาวข้า? เจ้ากำลังพูดเรื่องตลกอันใดอยู่?”“ไสหัวไป พวกต้มตุ๋นจากที่ใดกัน หากยังมิไป ข้าจะปล่อยสุนัขมากัดพวกเจ้าเสีย!”สิ้นเสียงตวาดของสตรีผู้นั้น ก็มีเสียงสุนัขเห่าดังตามมาสองสามคราจากด้านในหลิงอวี๋หูไวเป็นพิเศษ จึงได้ยินเสียงของเด็กสาวผู้หนึ่งแทรกปนมาด้วย “ท่านน้า ผู้ใดหรือเจ้าคะ?”สตรีผู้นั้นสบถกล่าวว่า “มิรู้พวกต้มตุ๋นมาจากที่ใด อ้างว่าท่านพ่อของเจ้าเชิญท่านหมอมาให้ท่านแม่ของเจ้า!”เด็กสาวผู้นี้คงเป็นช่างเจวียน บุตรสาวคนโตของช่างเผิงกระมัง!หลิงอวี๋ได้ยินนางกล่าวว่า “บางทีอาจเป็นเรื่องจริงก็ได้นะเจ้าคะ? ท่านน้า เปิดประตูให้พวกเขาเข้ามาเถิดเจ้าค่ะ!”“เพียงแค่มีความหวังว่าสามารถรักษาท่านแม่ของข้าให้หายได้ ข้าก็มิขอถือสาความไร้หัวใจที่เขามีต่อท่านแม่แล้ว!”เสียงฝีเท้าขยับใกล้เข้ามา มินานประตูก็เปิดออกหลิงอวี๋เห็นเด็กสาววัยสิบห้าสิบหกปีผู้หนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตูช่างเจวียนมีหน้าตาสะสวยหมดจด แม้ชุดจะเรียบง่ายซอมซ่อแต่ก็สะอาดสะอ้านนางแย้มยิ้มพลางมองมายังพวกหลิงอวี๋ แล้วเอ่ยถามว่า “พี่ชายท
หลิงอวี๋ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้เช่นนี้!เรื่องนี้มิเพียงแต่อธิบายได้ว่า เหตุใดบุรุษที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมเช่นช่างเผิงจึงพลันกลับกลอกกระทำการอันไร้สัจจะทั้งยังอธิบายได้ว่า เหตุใดพระชายาอ๋องจิ้นจึงมิไปหาแม่ทัพสวี แต่กลับตรงมาหาช่างเผิงแทนนั่นเพราะพระชายาอ๋องจิ้นย่อมมั่นใจว่า ระหว่างแม่ทัพสวีกับนาง ช่างเผิงย่อมต้องเลือกนางอย่างแน่นอนฟางเจ๋อซึ่งอยู่ด้านข้างได้ยินคำพูดของหลิงหว่านก็ถึงกับสะดุ้งตกใจทว่าครู่ต่อมา ฟางเจ๋อก็เข้าใจกระจ่าง เขายิ้มขื่นพลางกล่าวว่า “หากช่างเผิงลอบมีสัมพันธ์สวาทกับพระชายาอ๋องจิ้นจริง เช่นนั้นทุกอย่างก็อธิบายได้!”“พวกท่านมิรู้หรอกว่า พระชายาอ๋องจิ้นนั้นรูปโฉมงดงามยิ่งนัก อายุราวสี่สิบปี ทว่ากลับดูเหมือนเพียงสามสิบต้น ๆ! มารดาข้าเป็นผู้น้องของนาง แต่ยามยืนคู่กัน ผู้อื่นกลับนึกว่ามารดาข้าเป็นพี่สาวของนางเสียอีก!”“ทั้งบำรุงเป็นอย่างดี กอปรกับชาติกำเนิดสูงส่ง ทั้งพิณ หมากล้อม อักษร ภาพวาดล้วนเชี่ยวชาญ สตรีเช่นนี้บุรุษใดบ้างจะมิชมชอบ!”“ฮูหยินของช่างเผิง ข้าเคยพบนางในงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง เป็นคู่หมายที่บิดามารดาของช่างเผิงจัดการให้ตั้งแต่ยังมีชีว
บัดนี้เมื่อได้ยินฟางเจ๋อเปิดเผยความลับของหลงซู่ โจวฮุยจะเชื่อใจช่างเผิงอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อไปได้อย่างไรหากสิ่งที่ฟางเจ๋อพูดเป็นความจริง เช่นนั้นการจับแม่ทัพสวีย่อมเพียงเพื่อหยุดแม่ทัพสวีจากการช่วยใต้เท้าหยางเปิดโปงหลงซู่น่ะสิและการจับตัวหยางหนานและฮูหยินหยางก็ย่อมเพื่อบังคับใต้เท้าหยางให้ยอมจำนนครั้นโจวฮุยเข้าใจทั้งเรื่องหมดนี้ ใจก็ดิ่งจมลงสู่ก้นบึ้งในทันทีช่างเผิงผู้นี้ทำเช่นนี้ก็เพราะเห็นแก่เกียรติยศและความมั่งคั่ง จึงตัดสินใจช่วยคนชั่วให้ทำความเลวเข่นฆ่าทำลายแม่ทัพสวีและครอบครัวของใต้เท้าหยางงั้นหรือ?แต่ปกติแล้วซ่างผิงมิใช่คนเช่นนี้เลย!สิ่งของย่อมแบ่งกลุ่มตามประเภท มนุษย์ย่อมแบ่งกลุ่มตามสันดานหากช่างเผิงเป็นพวกชอบแสวงหาชื่อเสียงอย่างฉาบฉวยเพียงนั้น โจวฮุยและแม่ทัพสวีคงมิคบหากับเขาเสมือนพี่น้องแล้วเหตุใดช่างเผิงถึงทำเช่นนี้?โจวฮุยมิเข้าใจจุดนี้เลยจริง ๆ!ส่วนด้านนอกค่ายทหาร ฟางเจ๋อมิได้สนใจเรื่องภายนอกมาเป็นเวลานาน เขาย่อมมิเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของช่างเผิงเป็นธรรมดาหลิงอวี๋เองก็เป็นคนนอก จึงยิ่งมิเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างช่างเผิงและแม่ทัพสวีมากนักหลิง
ช่างเผิงหัวเราะเย็นชา “ใช่!”“เจ้าสามารถส่งคำพูดนี้ไปให้ใต้เท้าหยางได้เลยว่า ตราบใดที่เขายอมจำนนแต่โดยดี ข้าก็จะรับรองความปลอดภัยของบุตรธิดาและภรรยาของเขาให้เอง!”ฟางเจ๋อมิได้ถามอะไรต่อ แต่กระซิบบอกหลิงอวี๋ว่า “หยางหนานและฮูหยินหยางทั้งครอบครัวถูกช่างเผิงจับตัวไว้ ยามนี้เราจะทำอย่างไรกันดีพ่ะย่ะค่ะ?”“เราจะบุกเข้าไปช่วยพวกเขาหรือไม่?”หลิงอวี๋มองพลธนูหนึ่งแถวนั้น พลันเอ่ยอย่างเย็นชา “บุกเข้าไปมิได้หรอก!”“ช่างเผิงเตรียมธนูไว้คอยเราแล้ว ท่านคิดว่าเขาจะมิเตรียมการภายในค่ายไว้ด้วยเหรอ?”“แม้เราจะบุกเข้าไปได้ แต่เราจะพาคนของหยางหนานและคนอื่น ๆ ออกมาอย่างปลอดภัยได้หรือ?”ฟางเจ๋อเงียบไปนี่มิใช่การสู้รบ แต่เป็นการช่วยเหลือคนหากมิอาจช่วยพวกหนานหยางออกมาได้ พวกเขาบุกเข้าไปก็ไม่มีความหมายอะไร“ฟางเจ๋อ เจ้าจงกล่าวกับเขาต่อไป บอกเรื่องชั่วร้ายที่หลงซู่กระทำทั้งหมดแก่เขา!”หลิงอวี๋ยิ้มเล็กน้อย “ข้าเชื่อในคำของหยางหนาน ไม่มีทางที่ผู้ใต้บัญชาของแม่ทัพสวีจะภักดีต่อหลงซู่เหมือนช่างเผิงไปเสียทั้งหมดหรอก!”“ช่างเผิงคนเดียวมิอาจใช้อำนาจได้ทุกอย่างหรอก ขอเพียงมีคนที่มีคุณธรรมเข้าใจความจริงอย่
หลิงอวี๋และฟางเจ๋อนำหน้าไป ออกจากค่ายทหารแล้วก็พลันควบม้าอย่างบ้าคลั่งทันทีฟางเจ๋อได้รู้จากปากของหลิงอวี๋ว่า หยางรั่วหลานถูกเจี่ยงชิงจับไป และยังรู้อีกด้วยว่าที่หยางรั่วหลานสลบไสลมิได้สติเป็นเพราะถูกหลงซู่และเจี่ยงชิงทำร้ายฟางเจ๋อพูดด้วยความขุ่นเคืองเต็มอก “รั่วหลานเป็นถึงคู่หมั้นของหลงซู่ เขากล้าทำเรื่องโหดเหี้ยมเยี่ยงนี้ได้ นี่มันเดรัจฉานชัด ๆ!”“ท่านป้าคงมิทราบเรื่องนี้กระมัง หากนางทราบ ย่อมมิเห็นด้วยเป็นแน่!”มารดาของฟางเจ๋อเป็นญาติกับพระชายาอ๋องจิ้นมารดาของอ๋องซู่ ซึ่งหลิงอวี๋ทราบเรื่องนี้ดีหลิงอวี๋เอ่ยเสียงเรียบ “หลงซู่กระทำเรื่องพวกนี้ย่อมมิได้บอกใครที่ไหนหรอก หากพระชายาอ๋องจิ้นมิรู้ก็คงมิแปลกกระไร”“แต่หากพระชายาอ๋องจิ้นมิรู้ว่าเจี่ยงชิงเป็นสตรี เช่นนั้นก็โกหกแล้วกระมัง!”คนเป็นมารดาย่อมรู้จักลูกชายของตัวเองดีที่สุด บุตรชายมีสตรีข้างกาย พระชายาอ๋องจิ้นจะมิรู้ได้อย่างไรกันเล่า!ทว่าพระชายาอ๋องจิ้นมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้กับของฮูหยินหยางเลย พระชายาอ๋องจิ้นผู้นี้เห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง หลิงอวี๋จึงมิคิดว่านางจะตัดสินเรื่องนี้อย่างยุติธรรมเมื่อคณะของพวกเขามาถึงค่ายทหารของแม่ท
หลิงอวี๋สูดดมควันลวงพิษเข้าไปจนรู้สึกอึดอัดมิสบาย นางจึงรีบหยิบโอสถล้างพิษมากินแล้วจึงกลับมาดูอาการของหลิงหว่านหลิงหว่านหมดสติไป ที่ริมฝีปากมีฟองขาวเล็กน้อยหลิงอวี๋ป้อนโอสถล้างพิษแก่นางเม็ดหนึ่งฟางเจ๋อเห็นควันลวงพิษยังลอยอยู่ในอากาศ จึงถามด้วยความกังวล “ฮองเฮาหลิง ควันลวงพิษนี้จะหายไปเมื่อไร? หากถูกลมพัดกระจายออกไป จะมิเท่ากับว่าทหารทั้งค่ายจะต้องได้รับผลกระทบหรือ?”หลิงอวี๋เงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าควันลวงพิษมิได้หนาแน่นเหมือนเมื่อครู่แล้ว ทั้งยังหยุดการแพร่กระจายอีกด้วยนางกล่าวอย่างใจเย็น “อย่าได้กังวล ควันลวงพิษของเจี่ยงชิงจะหายไปในมิช้า สารพิษในนั้นจะตกลงสู่พื้น ท่านให้ทหารหาปูนขาวมาโรยทั่วบริเวณนี้ ก็จะมิเป็นอันตรายต่อทหารแล้ว!”หลังแม่ทัพฟางได้รับคำชี้แนะจากหลิงอวี๋ จึงรีบสั่งให้รองแม่ทัพนำทหารไปหาปูนขาวโดยเร็วหลิงหว่านกินโอสถล้างพิษไป มินานก็ฟื้นขึ้นมาเมื่อเห็นหลิงอวี๋เฝ้าอยู่ข้าง ๆ หลิงหว่านก็กล่าวอย่างละอายใจว่า “ข้านี่ช่างไร้ประโยชน์จริง ๆ ทำให้ท่านลำบากแล้ว!”หลิงอวี๋ยิ้ม “กล่าวอะไรเช่นนั้น เจ้าเพียงแค่ไม่มีประสบการณ์ วิ่งช้าก็มิใช่ความผิดของเจ้าหรอก!”“อีกอย่าง







