เข้าสู่ระบบโลหิตแดงฉานพุ่งทะลักออกมาในชั่วพริบตาแม้หลัวชุ่ยจะเคยผ่านตาเรื่องเลือดตกยางออกมาก่อน ก็ยังอดมิได้ที่จะตื่นตระหนกส่วนแม่นมทั้งสองยิ่งตกใจจนขาสั่นไปหมดการผ่าท้องนำทารกออกมาทั้งที่มารดายังมีลมหายใจเช่นนี้ พวกนางเพิ่งเคยพบพานเป็นครั้งแรก และต่างตื่นตะลึงจนพูดมิออกด้านนอก อดีตเจ้าตำหนักยังคงเดินวนเวียนไปมาด้วยความร้อนรนเซียวหลินเทียนพาฝูหานรุดมาสมทบ แม้ดวงตาของเขาจะมืดบอด แต่กลับเชื่อมั่นในวิชาแพทย์ของหลิงอวี๋อย่างเต็มเปี่ยมเมื่อฟังเสียงฝีเท้าอันกลัดกลุ้มของอดีตเจ้าตำหนักที่เดินไปมา เซียวหลินเทียนจึงเอ่ยปลอบประโลมว่า “อดีตเจ้าตำหนัก ท่านโปรดวางใจ ฮูหยินของข้ากล่าวว่ารักษาชีวิตแม่ลูกคู่นี้ไว้ได้ นางย่อมต้องทำได้อย่างแน่นอน!”อดีตเจ้าตำหนักชะงักฝีเท้า แล้วมองเซียวหลินเทียนเซียวหลินเทียนยิ้มกล่าวว่า “ผู้คนมากมายต่างมิเชื่อถือในวิชาแพทย์ของนางในตอนแรก รวมถึงตัวข้าเองด้วย ทว่านางกลับสร้างปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า!”เพื่อคลายความกังวลของทุกคน เซียวหลินเทียนจึงถือโอกาสเล่าเรื่องราวในอดีต ยามที่ขาของเขาพิการ ล้วนได้หลิงอวี๋เป็นผู้รักษาจนกลับมาเดินเหินได้อีกครั้งให้พวกเขาฟังมิเพ
หลิงอวี๋ขมวดคิ้วมุ่น ก้าวเข้าไปตรวจดูอาการของหยวนเฉี่ยนเฉี่ยนครั้นตรวจดูแล้วก็เป็นจริงดังคำของหลัวชุ่ย ปากมดลูกเปิดเพียงสองนิ้ว ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ มิหนำซ้ำนิ้วมือยังโผล่ออกมานี่คืออาการคลอดบุตรยาก!หลิงอวี๋เอ่ยเสียงเคร่งขรึม “เฉี่ยนเฉี่ยน สภาวะของเจ้าในยามนี้ ต่อให้ใช้ยาเร่งคลอดเพียงใด ก็มิอาจให้กำเนิดทารกผู้นี้ได้อย่างราบรื่น!”หยวนเฉี่ยนเฉี่ยนกล่าวอย่างร้อนรน “ข้าจะปล่อยให้เขาตายมิได้ กว่าจะอุ้มท้องจนเติบใหญ่เพียงนี้มิใช่เรื่องง่าย ข้าจะตัดใจเห็นเขาตายไปต่อหน้าได้อย่างไร!”“อาอวี๋ ช่วยข้าด้วย ข้าต้องให้กำเนิดเขาให้จงได้!”“ต่อให้ข้าต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็มิสน!”อดีตเจ้าตำหนักมีโสตประสาทเป็นเลิศ ได้ยินวาจาของหยวนเฉี่ยนเฉี่ยนจากภายนอก ก็ตวาดก้อง “เหลวไหลสิ้นดี!”“หากเจ้าตายไป แล้วท่านอ๋องเหลียนเล่าจะทำเยี่ยงไร? เขาไร้ความสำคัญต่อเจ้าแล้วกระนั้นรึ?”“แล้วยังมีพวกเราอีกตั้งมากมาย เจ้าจะมิแยแสผู้ใดเลยหรือไร?”หลิงอวี๋เห็นหยวนเฉี่ยนเฉี่ยนถูกดุด่าจนใบหน้าซีดเผือด นางเองก็ไม่มีเวลามาปลอบประโลมนางสัมผัสได้ว่าลมหายใจของทารกในครรภ์เริ่มแผ่วเบาลงทุกที น้ำคร่ำที่เหือดแห้งหมายความว่
“กระไรหรือเจ้าคะ?”หลิงหว่านเผลอถามออกไปสุ่ยฉินลดเสียงให้ต่ำลง พลางขยับกายเข้าไปใกล้หลิงหว่าน “จุดจบที่อนาถที่สุดก็คือ... ถูกเขาส่งตัวไปยังเขาสือติ้ง เพื่อเป็นของเล่นให้แก่เหล่าทหาร หรือไม่ก็ถูกใช้เป็นหนูทดลองยาพิษ!”หลิงหว่านเบิกตากว้างด้วยความตระหนกเช่นนั้นมิได้หมายความว่า หากถูกส่งเข้าไปแล้วจะต้องมืดมนไร้เดือนตะวัน ทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสจวบจนตัวตายหรอกหรือ?“บุรุษเช่นนี้จะแต่งด้วยได้อย่างไร?”สุ่ยฉินเอ่ยอย่างเย้ยหยัน “หากเป็นข้า ต่อให้ต้องตายก็มิยอมแต่งงานกับเขาเด็ดขาด!”“ทว่าเซวียนหยวนเซินกลับเสแสร้งแกล้งทำตัวเป็นคนดี พร่ำบอกว่ามีใจรักมั่นต่อคุณหนูหนานเพียงผู้เดียว ชาตินี้หากมิใช่นางก็จะมิขอแต่งกับผู้ใด!”“ซ้ำยังกล่าวอีกว่า หากคุณหนูหนานตอบตกลงแต่งงาน เขาพร้อมจะกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่ ขอเพียงคุณหนูหนานให้โอกาสเขาเพียงสักครา!”หลิงหว่านถึงกับพูดมิออก ความหน้าหนาไร้ยางอายของบุรุษผู้นี้ ช่างเลวร้ายยิ่งกว่าคนชั่วช้าสารเลวใด ๆ ที่นางเคยพบพานมาเสียอีก!หลิงหว่านรู้สึกใจคอมิดี หากเป็นเพราะคุณหนูหนานมิอาจถอนพิษได้ จึงเป็นเหตุให้เซวียนหยวนเซินจับตัวเผยอวี้ไปแล้วเผยอวี้ที่ตกอยู่ใ
“พี่สุ่ยฉิน เมื่อครู่ข้าได้ยินพวกท่านสนทนากัน ดูท่าคุณหนูหนานผู้นี้จะปรนนิบัติยากยิ่งใช่หรือไม่เจ้าคะ!”หลิงหว่านเอ่ยถามหยั่งเชิงสุ่ยฉินกลืนข้าวลงคอ พลางปรายตามองค้อนหลิงหว่านคราหนึ่ง แล้วกระซิบเสียงเบา “เจ้าเพิ่งมาใหม่ มิรู้อันใดก็อย่าได้พูดส่งเดช!”หลิงหว่านฟังแล้วเห็นช่องทาง จึงลดเสียงกล่าวว่า “พี่สุ่ยฉิน โปรดชี้แนะข้าสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้าเองก็มิอยากหาเรื่องใส่ตัว เพียงอยากทำงานอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเท่านั้น!”“แต่ข้ามิรู้อันใดเลย เกรงว่าจะเผลอล่วงเกินผู้ใดเข้าโดยมิตั้งใจจนถูกไล่ออกจากจวน!”สุ่ยฉินกวาดตามองรอบกาย ครั้นเห็นว่าไร้ผู้คนสนใจ จึงเอ่ยขึ้นว่า“วาจาที่เสี่ยวเยี่ยนพูดเมื่อครู่ เจ้าอย่าได้เก็บมาใส่ใจ!”“เสี่ยวเยี่ยนเพียงแค่ผูกใจเจ็บที่ถูกลดขั้นเป็นสาวใช้ขั้นสาม จึงได้พยายามใส่ร้ายป้ายสีคุณหนูหนานเช่นนั้น!”“แท้จริงแล้ว คุณหนูหนานปรนนิบัติง่ายกว่าคุณหนูใหญ่เสียอีก! เจ้าอยู่ไปนานวันเข้า ก็จะประจักษ์เองว่าข้าพูดจริง!”หลิงหว่านถามด้วยความใคร่รู้ “แล้วเหตุใดเสี่ยวเยี่ยนถึงถูกลดขั้นเป็นสาวใช้ขั้นสามหรือเจ้าคะ?”“คุณหนูหนานเป็นหลานสาวสายนอกของฮูหยินผู้เฒ่า การที่ฮูหยิ
แม้จะบอกว่าให้พักผ่อน ทว่าทันทีที่หลิงหว่านวางสัมภาระลง ก็ถูกเหมยซิ่วเรียกตัวไปใช้งานทันทีทางห้องครัวมีผักสดจำนวนมากที่ต้องตระเตรียมและชะล้าง เหล่าสาวใช้หลายนางต่างล้อมวงกันเด็ดผักล้างผักกันอยู่ที่ริมบ่อน้ำเหมยซิ่วแนะนำหลิงหว่านให้ทุกคนรู้จัก ก่อนจะปลีกตัวออกไปจัดการธุระของตนส่วนหลิงหว่านนั่งลงช่วยเด็ดผักก่อนหน้านี้นางเคยเลี้ยงวัวนม ทุกสิ่งล้วนลงมือทำด้วยตนเอง งานสัพเพเหระเพียงเท่านี้จึงมิได้คณามือนางทว่าหลิงหว่านเพิ่งมาใหม่ยังมิรู้จักใคร สาวใช้หลายคนคุยกัน นางแทบไม่มีโอกาสแทรกพูด จึงได้แต่ฟังเงียบ ๆจากถ้อยคำซุบซิบของพวกสาวใช้ ทำให้หลิงหว่านล่วงรู้ว่า งานพิธีปักปิ่นที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนั้นเป็นงานของหลานสาวแท้ ๆ ของอัครเสนาบดีจูเก๋อ คุณหนูใหญ่จูเก๋อเยวียนจูเก๋อเยวียนผู้นี้มีรูปโฉมงดงามดั่งบุปผา แม้ยังมิผ่านพิธีปักปิ่น แต่ผู้คนก็แห่กันมาสู่ขอจนธรณีประตูบ้านตระกูลจูเก๋อแทบสึกกร่อนทว่าฮูหยินผู้เฒ่าจูเก๋อยังมิยอมตกปากรับคำ กล่าวเพียงว่าอยากจะช่วยจูเก๋อเยวียนพิจารณาดูคู่ครองที่เหมาะสมให้ถ้วนถี่เสียก่อนฉะนั้น งานเลี้ยงพิธีปักปิ่นในวันพรุ่ง จึงจัดขึ้นเพื่อดูตัวเหล่าคุณชายที
จวนตระกูลจูเก๋อสมกับที่เป็นพำนักของอัครเสนาบดี มองดูก็รู้สึกได้ถึงความกว้างใหญ่เบื้องหน้าประตูใหญ่ที่ดูเก่าแก่น่าเกรงขาม มีสิงโตหินสองตัวตั้งตระหง่าน และขนาบข้างด้วยบ่าวเฝ้าประตูที่ยืนยามอยู่อีกสองคนหลิงหว่านจนปัญญา มิรู้จะหาช่องทางแฝงตัวเข้าไปอย่างไร จึงได้แต่เดินวนดูรอบนอกหนึ่งรอบครั้นเดินอ้อมมาถึงประตูข้าง ก็ประจวบเหมาะเห็นรถม้าคันหนึ่งจอดเทียบอยู่ บ่าวชายสองคนกำลังช่วยกันขนของลงจากรถตะกร้าผักถูกขนลงมาใบแล้วใบเล่า หลิงหว่านเห็นแล้วก็นึกสงสัยจวนจูเก๋อโหวมีคนมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ไฉนจึงต้องใช้ผักมากมายปานนี้?ตะกร้าเยอะขนาดนี้ น่าจะจัดโต๊ะงานเลี้ยงได้เป็นสิบ ๆ โต๊ะกระมัง!หรือว่าตระกูลจูเก๋อกำลังจะจัดงานเลี้ยง?ครั้นคิดได้ดังนั้นแววตาของหลิงหว่านก็เป็นประกาย นางเหลือบไปเห็นแม่นมผู้ดูแลคนหนึ่งกำลังตรวจนับตะกร้าผัก จึงสืบเท้าเข้าไปหา“แม่นม ข้าอยากมาหางานทำ ที่จวนของพวกท่านยังต้องการคนอยู่หรือไม่เจ้าคะ?”แม่นมผู้ดูแลผู้นั้นเป็นสตรีวัยราวสี่สิบปี ใบหน้ากลม เมื่อได้ยินคำถามของหลิงหว่าน นางจึงหันกลับมามองเห็นหลิงหว่านมีหน้าตาธรรมดาสามัญ สวมอาภรณ์เรียบง่ายทว่าซักจนสะอาดส







