Share

บทที่ 7

Penulis: ไฟถนนอ่านใจฉัน
ซูหว่านสงสัยอย่างหนัก ว่าความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาถ้าไม่ใช่การขู่ให้เธอกลัว ก็คือการทรมานเธอไม่ยั้งมือ

เครื่องบินมาไม่ได้อยู่แล้ว ทหารคนสนิทช่วยยัดตุ๊กตาใส่ท้ายรถจนเกือบจะปิดประตูไม่ได้

เมิ่งไหวจินไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงชอบของที่ขนปุยขนาดนั้น เขาขมวดคิ้วตลอดทาง

ระหว่างทางกลับ ซูหว่านได้กลิ่นเหล้าจาง ๆ จากตัวเขาอีกครั้ง เธออดมองเขาหลายครั้งไม่ได้ คิดในใจว่า ตอนที่เธอออกไปเขายังไม่ได้ดื่มไม่ใช่เหรอ?

ทำไมแค่ครึ่งชั่วโมงถึงได้ดื่มแล้ว

ชายหนุ่มย่อมไม่รู้ว่าในใจที่ซับซ้อนของเธอกำลังบ่นอะไรอยู่ จึงถามช้า ๆ ว่า “ชอบเต้นรำเหรอ”

“ค่ะ” ซูหว่านพยักหน้า

“ทำอย่างอื่นเป็นอีกไหม”

“เล่นเปียโนกับวาดรูปเป็นนิดหน่อยค่ะ” เธอก็ไม่ได้ปิดบัง

ที่เธอพูดแบบนี้ ย่อมไม่ใช่แค่เป็นนิดหน่อยแน่ เมิ่งไหวจินรู้จักนิสัยของพี่สาวคนโตดี อีกฝ่ายมุ่งมั่นและเก่งกาจ คงจะไม่ยอมให้ลูกสาวของตัวเองเป็นคนธรรมดา

“อนาคตอยากพัฒนาไปทางด้านนี้หรือเปล่า” เมิ่งไหวจินถามอีกครั้ง

“เป็นแค่งานอดิเรกค่ะ ฉันไม่ได้เตรียมจะสอบเข้าสายศิลปะ” ซูหว่านส่ายหน้าตอบ

ดูเหมือนจะคล้ายกับบรรดาน้องสาวคนอื่น ๆ ในบ้าน ที่เรียนดนตรี หมากรุก กลอน และภาพวาด แต่การบิดตัวไปมาของคนเหล่านั้นยังห่างไกลจากความเชี่ยวชาญของเธอตั้งไกล

เมิ่งไหวจินเหล่ตามองไป “อยากจะเรียนต่อด้านนี้อีกไหม”

ทั้งสองสบตากัน ซูหว่านรีบหลุบสายตาลง “ใกล้จะเปิดเรียนแล้วค่ะ เน้นเรื่องเรียนเป็นหลักดีกว่า”

ความจริงคือเธอไม่อยากใช้เงินมากเกินไป

เมิ่งไหวจินมองปราดเดียวก็รู้ความคิดเล็กคิดน้อยนั้นของเธอ จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ

รถเก๋งจอดอยู่ใต้ตึกอพาร์ตเมนต์ ทหารคนสนิทขับรถไปจอด ซูหว่านอุ้มตุ๊กตาตัวใหญ่คนเดียวค่อนข้างลำบาก

ขณะที่เธอกำลังจนปัญญา จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าอ้อมแขนว่างเปล่า จากนั้นก็มีเสื้อสูทตัวหนึ่งหล่นทับตัวเธอ

จนกระทั่งซูหว่านรู้ตัว สิ่งที่เธอเห็นก็คือภาพที่เมิ่งไหวจินถือ "คอ"ของตุ๊กตาตัวใหญ่ไว้ด้วยมือเดียว แล้วก้าวเดินตรงไปยังปากทางเข้าลิฟต์

ชายหนุ่มสูงอย่างน้อย 185 ซม. มีสง่าราศีน่าเกรงขาม เมื่อมองดูอย่างนี้ ตุ๊กตาที่มีขนาดใหญ่โตกลับดูเหมือนจะ...เล็กกะทัดรัดเมื่ออยู่ในมือเขา เหมือนเป็นของสะสมกระจุกกระจิก

ซูหว่านเหม่อไปชั่วครู่ ก่อนจะอุ้มเสื้อโค้ทของเขาแล้ววิ่งตามไป

ทันทีที่เข้าประตู เมิ่งไหวจินก็บอกให้รู้ทันที “ตรงพื้นที่ส่วนรวมห้ามวางของพวกนี้”

“ฉันรู้ค่ะ วางบนเตียงฉันเลย” ซูหว่านเปิดประตูห้องนอนเอง

ชายหนุ่มเดินเข้าไป โยนตุ๊กตาลงบนเตียงที่หอมกรุ่นของเธออย่างไม่เข้าใจ

“เอาไว้ทำอะไร”

“เอ่อ คงจะ...เอาไว้นอนมั้งคะ”

“...”

เมิ่งไหวจินเหล่ตามองเธอเงียบ ๆ แล้วเข้าไปในห้องทำงานเพื่อสะสางงานราชการตามปกติ

เช่นเดียวกับเมื่อคืน ซูหว่านไปที่ครัวเพื่อต้มซุปแก้เมาหนึ่งถ้วย แล้วยกไปให้เขา

ในเวลานั้นเขากำลังเซ็นเอกสารสำคัญหลายฉบับ ปากกาหมึกซึมส่งกลิ่นหอม ตัวอักษรนั้นเขียนหวัดอย่างดุดันทรงพลัง คมคายเหมือนรูปลักษณ์ภายนอกของเขา

“คุณน้าคะ ต่อไปดื่มให้น้อยลงหน่อยนะคะ” ซูหว่านดันถ้วยซุปแก้เมาให้ใกล้เขามากขึ้น และรวบรวมความกล้าที่จะแนะนำ

เมิ่งไหวจินเหล่ตามอง นัยน์ตาที่ลึกล้ำสะท้อนแววตาที่ใสซื่อของเด็กสาว เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากที่คล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้มยิ่งดูดุดัน “มาควบคุมฉันแล้วเหรอ”

การอยู่ร่วมกันมาหลายวันทำให้ซูหว่านค่อย ๆ กลับมาเป็นตัวของตัวเอง แม้จะยังกลัวเขาอยู่ แต่ก็ไม่ได้ระมัดระวังตัวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ซูหว่านเม้มปาก ยังคงยืนกรานในคำแนะนำของเธอ “ยังไงก็เถอะ ดื่มให้น้อยลง ดื่มมากทำลายสุขภาพค่ะ”

เมิ่งไหวจินมองเธออยู่สองสามวินาที ในดวงตาของเขามีมหาสมุทรที่สงบนิ่ง ดวงตามากประสบการณ์และความเฉียบคมปะทะกับดวงตาที่ใสแจ๋วราวกับกวางของเธอ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังชกหมัดใส่ปุยฝ้าย

ในที่สุด ชายหนุ่มก็ยกถ้วยซุปแก้เมาขึ้นดื่มจนหมดอย่างไร้อารมณ์ จากนั้นออกคำสั่งให้ไปพักผ่อน “รีบพักผ่อนเร็ว ๆ หน่อย”

ซูหว่านเก็บถ้วยอย่างพึงพอใจ นำไปล้างในครัว จากนั้นก็ทิ้งตัวลงบนโซฟา ฟังเสียงที่ดังมาจากห้องทำงาน และหลับไปอย่างรวดเร็ว

......

เช้าวันรุ่งขึ้น เธอก็ตื่นขึ้นมาบนเตียงเหมือนเดิม

บนโต๊ะอาหารมีอาหารเช้าที่ยังอุ่นอยู่ แต่เมิ่งไหวจินไม่อยู่แล้ว

เขาไม่ใช่คนที่ทิ้งโน้ตไว้ หรือส่งข้อความมาบอกว่าเขาไปทำอะไร ยิ่งไม่จำเป็นต้องรายงานซูหว่านด้วย

อีกทั้งตำแหน่งของเขาก็มีความสำคัญมากในเป่ยเฉิง ย่อมมีเรื่องให้ยุ่งไม่จบสิ้น ซูหว่านก็ไม่กล้าโทรไปถาม

เธอเพิ่งจะกินอาหารเช้าเสร็จ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

ซูหว่านมองผ่านตาแมวเพื่อนยืนยันว่าเป็นเมิ่งชวน จึงเปิดประตู

วันนี้เมิ่งชวนใส่ชุดสูทสีน้ำเงินที่ฉูดฉาดกว่ารถลัมโบร์กินีของเขาเสียอีก และจงใจหวีผมปาดเรียบมันวับ สร้างบุคลิกคุณชายเจ้าสำราญได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“น้าเมิ่งชวน” ซูหว่านยิ้มและทักทายเขา

“ซูหว่านน้อย” เมิ่งชวนเดินเข้ามา นั่งลงบนโซฟาอย่างสง่าผ่าเผย “รีบเก็บของเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่งเธอที่ห้องซ้อมเต้น”

“ห้องซ้อมเต้น?”

“เธอไม่รู้เหรอ?” เมิ่งชวนแสดงความสงสัย “พี่จินไม่ได้บอกเธอเหรอ?”

ซูหว่านส่ายหน้า เมื่อวานคุยกันในรถสองสามประโยค แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะสมัครเรียนเต้นให้เธอ ไม่ได้บอกว่าจะพาเธอไปฝึกเต้นด้วย

นั่งรถของเมิ่งชวนไปที่ห้องซ้อมเต้น ซูหว่านยังคงรู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง

เมิ่งไหวจินบอกว่าเธอเคยใช้ชีวิตแบบไหนในหนานเฉิง ที่นี่ก็จะเป็นแบบนั้นเช่นกัน

คำพูดนี้ไม่ใช้คำโกหก ในช่วงนั้นซูหว่านไปห้องซ้อมเต้นเกือบทั้งวัน ห้องซ้อมเต้นตั้งอยู่ในใจกลางวงแหวนกลางของเป่ยเฉิง สภาพแวดล้อมและครูสอนล้วนมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ

แต่ก่อนตอนอยู่หนานเฉิง สถานที่ที่ซูหว่านเรียนเต้นก็ไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับเมืองหลวงอย่างเป่ยเฉิงแล้ว ก็ยังมีความแตกต่างอยู่พอสมควร

เมิ่งไหวจินลงทะเบียนเรียนคลาสที่แพงที่สุดให้เธอ และจ้างครูที่ดีที่สุด

ไม่กี่วันต่อมา ก็มีเปียโนเพิ่มเข้ามาในอพาร์ตเมนต์อีกหนึ่งหลัง เป็นของใหม่ ตัดสินได้จากคุณภาพและโทนเสียง มีราคาไม่ธรรมดาแน่นอน ดีกว่าที่ซูหว่านเคยใช้ที่บ้านเสียอีก

ซูหว่านถามเมิ่งชวน ว่าเงินเดือนเพียงน้อยนิดของเขาต่อเดือน จะพอซื้อของเหล่านี้ได้อย่างไร เงินของเขามาจากไหน? จะไม่...

เมิ่งชวนหัวเราะและเคาะศีรษะเธอเบา ๆ “ยัยตัวเล็กวัน ๆ เอาแต่คิดเรื่องอะไรเนี่ย เงินเดือนแค่นั้นไม่พอให้เขาซื้อบุหรี่สูบหรอก แต่พี่จินเป็นประเภทที่ถ้าไม่ทำงานเป็นข้าราชการที่ดี ก็ต้องกลับไปรับมรดกหลายพันล้านของตระกูล ตระกูลเมิ่งไม่ได้มีแค่คนที่ทำงานการเมือง มีคนที่ทำธุรกิจด้วย แม่เธอไม่เคยบอกเธอเหรอ”

ซูหว่านส่ายหน้า

เรื่องของตระกูลเมิ่ง แม่ดูเหมือนจะรังเกียจที่จะพูดถึง ยกเว้นน้องชายที่ชื่อไหวจินที่เคยเป็นทหารแล้วมาทำงานการเมือง นอกนั้นไม่เคยเล่าให้เธอฟังเลย

เมิ่งชวนพูดต่อ “สรุปคือ แค่พี่จินสะบัดของออกจากซอกเล็บ ก็ทำให้เธอเป็นเจ้าหญิงต่อไปได้แล้ว”

ซูหว่านไม่ใช่เจ้าหญิงมานานแล้ว และก็ไม่อยากเป็นเจ้าหญิงด้วย เธอแค่รู้สึกผิดที่เขายิ่งให้มากเท่าไร เธอก็ไม่รู้จะตอบแทนเขาได้อย่างไร แม้ว่าเขาอาจจะไม่ต้องการการตอบแทนจากเธอก็ตาม

“แล้วคนนั้นล่ะคะ” เด็กสาวถือโอกาสถาม “มีผู้หญิงที่ดูเท่และสวย ฉันได้ยินคนเรียกเธอว่าอัยการเจียง เธอเป็นอะไรกับคุณน้าคะ”

“พี่เจี่ยงเจี๋ยเหรอ” เมิ่งชวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วให้คำตอบที่คลุมเครือ “เป็นความสัมพันธ์ของตระกูลน่ะ เหนียวแน่นลึกซึ้ง”

รู้จักกันมานาน ผูกพันลึกซึ้ง...แบบนี้ก็ต้องพิจารณาดูแล้ว

กลับมาที่เมิ่งไหวจิน แม้ว่าเขาจะไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่าจะย้ายกลับมาอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ แต่ความจริงแล้ว นอกจากเวลาทำงานและเดินทางไปทำธุระ กลางคืนเขาก็จะอยู่ในที่ที่ซูหว่านเห็นได้เกือบตลอด และยังกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดหลายอย่างให้เธอด้วย

ตัวอย่างเช่น ห้ามเข้าห้องของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต ห้ามไปบาร์ กลางคืนห้ามกลับบ้านเกินเวลาที่กำหนด ห้าม ห้าม...

ซูหว่านสงสัยมาก ว่าเขาไม่เคยผ่านช่วงวัยรุ่นมาก่อนใช่ไหม อ๋อใช่แล้ว เขาไม่เคยแน่ ๆ ตอนนั้นเขาน่าจะอยู่ในกองทัพและได้สร้างผลงานไว้แล้ว

......

ภายใต้กฎ "ห้าม" ของชายหนุ่ม ซูหว่านก็ต้อนรับชีวิตนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย เพราะเป็นชั้นเรียนที่จบการศึกษา โรงเรียนจึงเปิดภาคเรียนเร็วกว่ากำหนดหนึ่งสัปดาห์

โรงเรียนที่เมิ่งไหวจินหาให้ซูหว่านเป็นสถาบันที่มีคุณภาพการสอนเป็นอันดับต้น ๆ ของเป่ยเฉิง ในวันเปิดเรียน สถานะของเขาทำใหเไม่สะดวกไปส่งเธอ จึงยังคงเป็นเมิ่งชวนที่ไปส่งเธอ

ทันทีที่เปิดเรียนก็มีการสอบวัดระดับ ซูหว่านทำคะแนนได้อันดับที่สิบของชั้น

เธอคิดว่าพอใช้ได้ แต่เมิ่งไหวจินเห็นใบผลสอบแล้ว ให้ความเห็นว่า “ฉันไม่เคยได้คะแนนต่ำขนาดนี้”

ซูหว่าน “...”

ดังนั้นหลังจากนั้นมา ในขณะที่เมิ่งไหวจินกำลังพิจารณาเอกสารราชการ ก็จะมีศีรษะกลม ๆ ยื่นเข้ามาจากข้างประตูบ่อย ๆ

เด็กสาวอุ้มสมุดแบบฝึกหัดแล้วถามด้วยรอยยิ้ม “คุณน้าว่างไหมคะ ข้อนี้ฉันทำไม่ได้”

ผลจากการสอนโจทย์ให้เธอ ก็คือเก้าในสิบครั้งจบลงด้วยการที่เธอเผลอฟุบหลับบนโต๊ะ สุดท้ายหนังสือของเธอกับเอกสารของเขาก็จะปะปนกันไปหมด

ทำให้หลายครั้งที่เมิ่งไหวจินมีประชุม เมื่อเขาหยิบเอกสารที่เตรียมไว้กลับกลายเป็นหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยแถบโน้ต ทำให้ลูกน้องอยากหัวเราะแต่ไม่กล้า

ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความจำอันยอดเยี่ยมของเขา ทำให้สามารถถ่ายทอดเนื้อหาทางความคิดได้แทบไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียว แม้จะไม่ได้อ่านจากต้นฉบับก็ตาม

แต่ซูหว่านก็ไม่โชคดีขนาดนั้น สุนทรพจน์ใต้ธงชาติวันจันทร์ เมื่อเปิดกระดาษร่างก็คือเอกสารการแก้ไขแนวคิดของทีมการเมืองและกฎหมายของเมิ่งไหวจิน!

สมองเธอว่างเปล่าทันที เมื่อเผชิญหน้ากับครูอาจารย์และนักเรียนทั้งโรงเรียน เธอทำได้แค่ด้นสด พยายามคิดอย่างหนัก แต่สุดท้ายก็พูดออกมาอย่างสับสนวุ่นวาย ทำให้ตัวเองและชั้นเรียนเสียหน้า

“วันนี้ฉันหยิบหนังสือผิดอีกแล้ว...”

วันก่อนวันชาติ เมิ่งไหวจินขับรถผ่านหน้าโรงเรียน เห็นว่าใกล้ถึงเวลาเลิกเรียนของซูหว่านแล้ว จึงจอดรถรออยู่ข้างทาง

ขณะที่เขากำลังจะจุดบุหรี่มวนที่สอง ก็เห็นเด็กสาวที่สวมชุดนักเรียนสีขาวและกระโปรงสีดำวิ่งมาจากหน้าโรงเรียน ตัวยังมาไม่ถึง เสียงก็ทะลุเข้าแก้วหูมาก่อน

ซูหว่านวิ่งมาอย่างหอบ ๆ ดึงกระจกรถด้านคนขับลงแล้วตะโกนอีกครั้ง “เอกสารของคุณมาอยู่ในกระเป๋าฉันอีกแล้วได้ยังไงคะ เช้านี้ฉันขายหน้ามากจริง ๆ!”

มีเหงื่อเม็ดเล็กบนผมปอยข้างหน้าผาก ใบหน้าขาวผ่องเกิดแดงระเรื่อจากการวิ่ง ในดวงตามีประกายเหมือนดาว ดูแล้วก็ไม่ได้ขี้เหร่ยอะไรขนาดนั้น

เมิ่งไหวจินได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเธอในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จึงพอจะจินตนาการได้ว่าก่อนที่ตระกูลซูจะเกิดเรื่อง เธอคงมีบุคลิกที่สดใสและร่าเริงแค่ไหนเมื่ออยู่ที่บ้าน

เขาเก็บสายตากลับมา โยนซองบุหรี่และไฟแช็กเข้าไปในช่องเก็บของ เสร็จแล้วค่อยโยนคำพูดออกมาอย่างไม่หนักไม่เบาว่า “โทษใครล่ะ”

ซูหว่านเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับเข้าไปนั่ง จ้องมองเสื้อเชิ้ตเครื่องแบบบนตัวเขาอย่างเหม่อลอย สีน้ำเงินเข้มเมื่อกระทบกับแสงแดดยามบ่ายก็กลายเป็นสีดำสนิท ยิ่งขับให้ท่าทางองอาจสง่างามของเขาโดดเด่นยิ่งขึ้น

ไม่ได้ยินเสียง ชายหนุ่มจึงเอียงศีรษะเล็กน้อย ซูหว่านละสายตากลับมารัดเข็มขัดนิรภัย แล้วหัวเราะอย่างไม่อาย “โทษฉันค่ะ โทษฉัน คืนนี้กินอะไรคะ”

สตาร์ทเครื่องยนต์ เมิ่งไหวจินเชิดคางไปทางเบาะหลัง: “ฉันเอาข้าวมาจากโรงอาหารที่ทำงานมาให้แล้ว คืนนี้ฉันมีเรื่องต้องคุย”

เด็กสาวหันกลับไปเห็นกล่องอาหารที่บรรจุแยกกันอยู่หลายกล่อง รู้สึกหดหู่เล็กน้อย “หยุดวันชาติแล้ว ฉันไปกับคุณไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้” เขาปฏิเสธอย่างหนักแน่น “เธอไปเที่ยวกับเพื่อนร่วมชั้นได้ ส่วนที่ไหนที่ห้ามไป ยังต้องให้ฉันย้ำอีกไหม”

ซูหว่านส่ายหน้า ก่อนได้ยินคำสั่งอันหนักแน่นที่ไม่อาจโต้แย้งได้ของเขา “ต้องกลับถึงบ้านก่อนสี่ทุ่ม”
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 30

    บนปลายจมูกขาวหมดจดของเด็กสาวมีเม็ดเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย ราวกับไข่มุกเม็ดงามที่ประดับอยู่ด้านบน ทุกเม็ดช่างดูใสกระจ่างตาเธอจ้องมองชายที่อยู่ตรงหน้า เขาเหมือนถือดาบเพชฌฆาตอยู่ในมือและพร้อมจะผลักเธอลงขุมนรกได้ทุกเมื่อ ลึก ๆ ในใจเธอยังคงหวาดกลัว แต่ความรู้สึกที่มากกว่านั้นคือความเสียใจ“คุณเป็นญาติผู้ใหญ่ของฉัน คุณแต่งกับใคร คนนั้นก็คือน้าสะใภ้ของฉันในอนาคต หรือว่า...ฉันไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องนี้เลยเหรอ ฉันใช้ชีวิตอยู่กับคุณมาเกือบปี หลงนึกว่าฉันพอจะมีสิทธิ์รับรู้เรื่องนี้บ้าง ไม่นึกเลยว่า...ฉันจะไม่มีสิทธิ์นั้น” ซูหว่านจ้องตอบโดยไม่หลบตา แววตาเต็มไปด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์กลายเป็นว่าผู้ที่ถูกตัดสินความผิดกลับกลายเป็นเขา เมิ่งไหวจินรู้สึกเหมือนถูกแววตาที่น่าสงสารและใสซื่อนั้นลวกจนร้อน เขาได้เห็นแง่มุมใหม่ ๆ ในด้านความช่างพูดช่างจาของเธออีกครั้งแต่สิ่งที่เธอพูดก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล สิทธิ์ในการรับรู้...เธอย่อมมีหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเมิ่งไหวจินก็พูดอย่างใจเย็นว่า “วันนี้เดิมทีตั้งใจจะคุยกัน”ส่วนทำไมหลังจากนั้นถึงไม่ได้คุย ชายหนุ่มมองค้อนเธอแวบหนึ่งก่อนจะวกกลับเข้าเรื่อง “ท

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 29

    การกระทำนี้ดึงดูดสายตาแปลก ๆ ได้ไม่น้อย ทุกคนต่างมองว่าเธอเป็นพวกประหลาดซูหว่านไม่ได้สนใจสายตาที่จ้องมองหรือการคาดเดาเหล่านั้น หลังจากทำข้อสอบเสร็จเธอรู้สึกง่วงจึงฟุบลงกับโต๊ะคอมพิวเตอร์ เตรียมจะงีบหลับสักตื่น แต่ความจริงแล้วเธอหลับไม่ลงเลยสักนิดลึก ๆ ในใจ เธอรู้สึกว่าคนคนนั้นต้องมาแน่ ส่วนจะมาในรูปแบบไหนนั้น เธอเองก็ไม่รู้แต่เพียงไม่นานเธอก็ได้รู้เมื่อเสียงเคาะโต๊ะดังขึ้นสองครั้งใกล้กับใบหู ความรู้สึกที่คุ้นเคยและกลิ่นกายที่แสนคุ้นของเขา ดูเหมือนจะทำให้ทั้งร้านอินเทอร์เน็ตสะอาดขึ้นมาทันทีแม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่หัวใจของเด็กสาวก็เต้นระทึกโดยไม่รู้ตัว มันกระโดดโลดเต้นอยู่ในอก ทั้งเฝ้าคอยทั้งลนลาน ทั้งประหม่าและหลงใหล หรือแม้กระทั่ง... มีความตื่นเต้นที่ระงับได้ยากนี่คือความรู้สึกของการถูกใส่ใจวินาทีนี้ ซูหว่านรู้ดีว่าตัวเองได้ตกลงสู่เหวลึกจนกู้อะไรคืนมาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว“ซูหว่าน” เสียงของชายหนุ่มแม้จะราบเรียบ แต่กลับแฝงความหมายที่ต่างจากเมื่อก่อนมันคือความโกรธเด็กสาวเงยหน้าขึ้น หันไปสบเข้ากับดวงตาที่เย็นเยียบราวกับบ่อน้ำร้างของเมิ่งไหวจิน สุดท้ายเธอก็ยังคงหวาดกลัว

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 28

    เมิ่งชวนรู้ความเหมาะสม ภาพคนที่เขาถ่ายติดมาจึงเห็นเพียงแวบเดียวเท่านั้นแต่หลังจากซูหว่านเปิดดูและฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็สามารถนำภาพที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วมาเชื่อมโยงกับบทสนทนาที่ปนอยู่ในเสียงรบกวนได้สำเร็จชายหนุ่มถือแก้วเหล้าด้วยมือข้างเดียว สวมชุดสูทเต็มยศ ดูสง่างามโดดเด่นสะดุดตา โดยมีเจี่ยงเจี๋ยในชุดราตรีสุดประณีตยืนอยู่เคียงข้างดูเหมือนทุกคนจะยอมรับโดยปริยายแล้วว่าเขาคือว่าที่ลูกเขยตระกูลเจี่ยง หลายคนพากันเข้าไปขอชนแก้ว พลางกล่าวคำสรรเสริญเยินยอไม่ขาดปาก ว่าทั้งสองเป็นคู่ที่สวรรค์สร้าง บอกว่าจะรอไปงานแต่งงาน หรือไม่ก็ถามเรื่องเรือนหอว่าจะซื้อที่ไหน...ด้วยฐานะอย่างเมิ่งไหวจิน งานเลี้ยงทางสังคมแบบนี้เขามักจะมีแทบทุกสามวันห้าวัน ซูหว่านเองก็เคยติดตามเขาไปร่วมงานมาแล้วหลายครั้งปกติเขาจะรับมือได้อย่างคล่องแคล่วเสมอ วางตัวสูงส่ง และจัดการได้ดีไม่ว่าเรื่องบู๊เรื่องบุ๋นเมื่อก่อนซูหว่านมองเขาเหมือนมองเทพเจ้าผู้สูงส่ง แต่ครั้งนี้เธอกลับรู้สึกระคายตาเหลือเกิน เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาไม่ใช่เธอ…...งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของตระกูลเจี่ยงจัดอย่างเรียบง่าย ไม่ได้เชิญคนเยอะ แต่ทุกคนที่

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 27

    “ดูเหมือนเธอจะสนใจเรื่อง ‘ความชอบ’ เป็นพิเศษนะ”ซูหว่านเม้มปากเงียบเมิ่งไหวจินหลุบตาลงจ้องมองเธอตรง ๆ “รู้แล้วใช่ไหมว่า ‘ความชอบ’ มันเป็นความรู้สึกแบบไหน”“...”หัวใจของซูหว่านที่เพิ่งจะสงบลงกลับดีดตัวขึ้นมาอีกครั้งเหมือนลูกแก้วที่ตกพื้น เธอค่อย ๆ ส่ายหน้าภายใต้การจ้องของดวงตาที่คมดุจใบมีด “ไม่รู้ค่ะ”“รักษาตัวให้ดี” เมิ่งไหวจินพูดด้วยท่าทีจริงจังมาก “ไข้ขึ้นตั้งแต่กลางดึก ทำไมไม่เรียกฉัน”เรียกแล้วยังไงล่ะ ต่อให้ส่งเธอมาโรงพยาบาลแล้ว สุดท้ายคุณก็ต้องกลับไปปรึกษาเรื่องวันหมั้นอยู่ดีเด็กสาวหลุบตาลงพลางกล่าวว่า “คุณมีธุระสำคัญต้องทำไม่ใช่เหรอ ฉันแค่กลัวว่าจะไปทำลายวาสนารักที่สวยงามคุณ”ชายหนุ่มส่งเสียง ‘อ้อ’ ในลำคอ “แล้วตอนนี้ไม่ทำลายหรือไง?”“...” ซูหว่านเงียบกริบทันทีเมิ่งไหวจินไม่เซ้าซี้ต่อ แต่กลับก็จงใจเลิกสนทนาเรื่องที่เกี่ยวกับเจี่ยงเจี๋ยกับเธอ คงเพราะเขาคิดว่านั่นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมาคุยกับเด็กนักเรียนอย่างเธอเรื่องพวกนี้ซูหว่านรู้ดี และนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกผิดหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนโลกของเขา ดูเหมือนจะอยู่ไกลจากเธอเหลือเกิน…...บ่ายวันนั้น

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 26

    เด็กสาวดูเหมือนจะไม่รู้ตัวเลยสักนิด ดวงตาใสซื่อจ้องเขม็ง ในดวงตาสะท้อนภาพพลุหลากสีสันนอกหน้าต่างจนเป็นประกายวาววับผิดปกติ เธอยังเรียกชื่อเขาออกมาคำหนึ่งด้วยเมิ่งไหวจินละสายตาไปทางอื่น น้ำเสียงเย็นชาบาดลึก “ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเป่าผมให้แห้งซะ”“ค่ะ จะไปเป่าเดี๋ยวนี้ คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” เธอยิ้มออกมาดูใสซื่อไร้พิษสงชายหนุ่มหยิบซองแดงออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ “เงินแต๊ะเอียที่เธอเฝ้าคิดถึงนักหนาไง”ขนตาของซูหว่านสั่นไหวเล็กน้อย เธอกุมซองแดงไว้แล้วยิ้มหวานยิ่งกว่าเดิม “ขอบคุณค่ะ สวัสดีปีใหม่นะคะ ขอให้ปีใหม่นี้การราบรื่น สมปรารถนาทุกเรื่อง แล้วก็...ได้ครอบครองสาวงามนะคะ”ตอนที่เธอพูดประโยคนี้ เธอจ้องมองเขาไม่วางตาดวงตาคมดุจเหยี่ยวของเมิ่งไหวจินหรี่ลงเล็กน้อย ดูล้ำลึกยากจะหยั่งถึง เขามองค้อนเธอแวบหนึ่งก่อนจะหันหลังกลับเข้าห้องตัวเอง “เป่าผมให้แห้ง อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำเป็นรอบที่สอง”…...วันต่อมา คุณนายเมิ่งก็นัดคุณนายเจี่ยงมาที่บ้านตามคาด เจี่ยงเจี๋ยก็มาด้วยเช่นกันกันทั้งบ้านตระกูลเมิ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะหรรษา เมิ่งไหวจินถูกบรรดาอาสะใภ้รุมล้อมให้ไปที่โต๊ะไพ่ โดยม

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 25

    ชั่วขณะนั้นซูหว่านไม่รู้จะใช้คำไหนมาอธิบายความรู้สึกในใจได้เลยเธอรู้สึกเหมือนมีความขมขื่นรุนแรงแล่นพล่านขึ้นมาจุกที่ลำคอ ขมขื่นจนเธอแทบจะอาเจียนออกมาหัวใจที่แทบจะหลุดออกมาตรงระเบียงชั้นสองเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน หัวใจที่เคยเต้นรัวเหมือนมีกวางน้อยวิ่งชนตรงโต๊ะอาหารเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ตอนนี้กลับดิ่งวูบกระแทกหน้าอกอย่างแรง มันหนักอึ้งและอึดอัดจนเธอแทบจะหายใจไม่ออกพวกเขาพัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นตกลงเรื่องแต่งงานกันตั้งแต่เมื่อไร ทำไมจู่ ๆ ถึงข้ามไปคุยเรื่องหมั้นหมายกันเลยล่ะ วินาทีนั้น ซูหว่านถึงเพิ่งตระหนักได้ถึงปัญหาที่ร้ายแรงมากอย่างหนึ่ง เธอไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องมงคลเลยสักนิดเธอจะไม่ขออวยพรให้พวกเขาและไม่อยากจะอวยพรด้วยหลังมื้ออาหาร พวกลูกหลานพากันไปจุดพลุเล่นที่สวนหย่อม ซูหว่านพิงเชือกชิงช้าพลางเหม่อมองท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมายบรรยากาศปีใหม่ที่แสนคึกคัก เสียงโห่ร้องยินดี แสงพลุที่วูบวาบสว่างไสว ดูสวยงามจับตา แต่เธอกลับไม่รู้สึกถึงความสุขเลยแม้แต่น้อย แววตาที่หม่นแสงลงดูราวกับวันสิ้นโลก“มานั่งทำอะไรคนเดียวตรงนี้ล่ะ” เมิ่งชวนช่วยผลักชิงช้าให้เธอเบา ๆ พลางยัดซองแด

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status