LOGINติ๊ง!
เสียงลิฟต์จอดนิ่งอยู่ที่ชั้นล่างเบาแทบกลืนไปกับความเงียบของอาคารที่เหลือเพียงแสงไฟเวร
พรีมก้าวออกมาก่อน มือจับสายกระเป๋าแน่นกว่าปกติ เสียงส้นสูงกระทบพื้นเป็นจังหวะที่เธอพยายามคุมให้ดูเป็นธรรมชาติ
ภูผาเดินตามออกมา ก้าวเข้ามาขนาบข้างเธอ ระยะห่างระหว่างกันไม่ได้เว้นเพื่อรักษามารยาทแบบเดิม แต่เป็นความใกล้ชิดที่บ่งบอกชัดเจนว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนไป
“ผมให้คิมเอารถมารอแล้ว” ภูผาพูดขึ้น
คิมยืนพิงรถอยู่ก่อนแล้ว เขายืดตัวขึ้นทันทีที่เห็นทั้งคู่เดินออกมา สายตามองตรงมาที่พรีมก่อนจะเลื่อนไปมองระยะห่างระหว่างทั้งสองคน
“ขอบคุณนะคะ”
พรีมหยุดยืนข้างรถแล้วหันไปพูดกับภูผา โดยไม่ได้สบตาคิมเหมือนทุกครั้งที่เคยทำ
คิมเอื้อมมือไปเปิดประตูรถให้เธอตามความเคยชิน
“ระวังครับ” น้ำเสียงเขาเรียบสนิท มือจับขอบประตูไว้นิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาที่มองมากลับเปลี่ยนไป
จังหวะที่พรีมก้มตัวจะขึ้นรถแล้วเงยหน้าขึ้น สายตาของทั้งคู่จึงสบกันตรงๆ พรีมชะงักไป เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกเบนสายตาหนี
คิมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินอ้อมไปเปิดประตูฝั่งคนขับและขึ้นนั่งด้วยท่าทางมืออาชีพตามปกติ ส่วนภูผาเดินตามขึ้นมานั่งที่เบาะหลังข้างพรีม
แสงไฟจากถนนสาดเข้ามาเป็นจังหวะ เงาสะท้อนบนกระจกหน้าต่างทำให้พรีมเห็นภาพตัวเองซ้อนทับอยู่กับเงาของภูผา
เธอไม่ได้ขยับหนี และนั่นคือสิ่งที่คิมเห็นผ่านกระจกมองหลัง เขากำพวงมาลัยแน่นขึ้นนิดเดียว
“ผมไม่มีสิทธิ์ตั้งแต่แรก”
คิมผ่อนลมหายใจช้าๆ ดึงตัวเองกลับเข้าสู่โหมดการทำงาน
“พรุ่งนี้เช้ามีประชุมเก้าโมงครับ” เขาพูดขึ้น
“ค่ะ” พรีมตอบกลับมาสั้นๆ รักษาระยะห่างตามหน้าที่อย่างถูกต้อง
บรรยากาศในรถเงียบและอึดอัด จนไม่มีช่องว่างให้ใครถอยกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก รถจอดนิ่งตามสัญญาณไฟแดง คิมมองตรงไปข้างหน้า พรีมนั่งนิ่ง ส่วนภูผาเอนหลังพิงเบาะอย่างผ่อนคลาย
ทุกคนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และนั่นแหละ... คือสิ่งที่ทำให้มันเจ็บที่สุด
ห้องประชุมใหญ่ถูกปิดสนิทมาตั้งแต่เช้า บนจอด้านหน้าฉายสไลด์เดิมวนซ้ำ ทั้งรายการสินค้าล็อตแรกของแบรนด์ใหม่ เส้นทางขนส่ง รายชื่อซัพพลายเออร์ และบรรทัดสุดท้ายที่ไม่มีใครอยากอ่านซ้ำ
“พบรายการผิดปกติในกล่องหมายเลข เอ-สิบเจ็ด”
“ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไป...” ผู้บริหารฝ่ายกฎหมายพูดขึ้นช้าๆ
“ชื่อบริษัทแม่จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวทันที”
“แล้วเราจะไม่ทำอะไรเลยเหรอครับ” เสียงอีกคนแทรกขึ้นทันที
“ไม่ใช่ไม่ทำอะไร” ฝ่ายคอมพลายแอนซ์สวนกลับทันที
“แต่เราขยับในนามบริษัทแม่ไม่ได้ ทุกการเคลื่อนไหวของเราตอนนี้กำลังถูกจับตา ถ้าเราเข้าไปแตะสินค้าล็อตนั้น... มันเท่ากับเรายอมรับกลายๆ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง”
ภูผานั่งนิ่งอยู่หัวโต๊ะ มือประสานกันแน่นจนเห็นเส้นเอ็น สายตามองค้างอยู่ที่สไลด์ แต่ไม่ได้สนใจตัวอักษรเหล่านั้นเลย
“ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด...” ฝ่ายกฎหมายเริ่มพูดต่อ
“คือเราต้องถอย แยกแบรนด์ใหม่ออกมาจากบริษัทแม่ชั่วคราว แล้วให้ทีมของคุณพรีมเป็นคนรับผิดชอบในนามนิติบุคคลย่อยไปก่อน”
ไม่มีใครพูดอะไรต่อ เพราะทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร
“แล้วของข้างในล่ะ” ผู้บริหารคนหนึ่งถามขึ้น
“เราทำได้แค่รอผลตรวจจากหน่วยงานภายนอก”
“แล้วถ้าพวกเขาตรวจเจอ...”
ภูผาเงยหน้าขึ้น กวาดสายตามองคนในห้องทีละคน ก่อนจะหยุดอยู่ที่ฝ่ายกฎหมาย
“ถ้าผมเข้าไปเคลียร์เรื่องนี้เอง...”
“ไม่ได้ครับ” อีกฝ่ายสวนขึ้นทันที
“คุณภูผาคือบอร์ดบริหารของบริษัทแม่ ทุกอย่างที่คุณทำตอนนี้จะถูกตีความเป็นความตั้งใจขององค์กร ถ้ามีใครตามรอยได้... มันจะไม่ใช่แค่แบรนด์ใหม่ที่พัง แต่มันจะลากบริษัทแม่ล่มไปด้วย”
ห้องประชุมเงียบกริบ คำเตือนนั้นชัดเจนจนไม่มีใครกล้าโต้แย้ง
ภูผาไม่ได้เถียง แค่พยักหน้าช้าๆ แต่สายตาไม่ได้ยอมจำนน
“งั้นเราพักก่อน” เขาตัดบทเสียงเรียบ
เสียงเก้าอี้เลื่อนดังขึ้นเบาๆ เมื่อทุกคนเริ่มทยอยลุก น้ำหนึ่งเก็บเอกสารพลางเงยหน้ามองภูผาเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เงียบไว้
ภูผาลุกขึ้นเป็นคนสุดท้าย เดินออกจากห้องไปเงียบๆ คิมยืนพิงกำแพงรออยู่ตรงมุมใกล้ลิฟต์ เขาไม่ได้เข้าประชุม แต่พอจะเดาบรรยากาศออก
น้ำหนึ่งเดินออกมาจากห้องประชุม พอเห็นหน้าเขาก็ชะงักไป
“เกิดอะไรขึ้นครับ” คิมถาม
เธอเม้มปากแน่น ก่อนจะลดเสียงลงต่ำ
“ชิปเม้นท์ของพรีม... มีของผิดปกติปนมาในกล่อง”
“ระดับไหน”
“ระดับที่... ถ้าถูกสุ่มตรวจขึ้นมา มันจะไม่ใช่แค่สินค้าเสียหาย” เธอกลืนน้ำลาย
“แต่มันจะเป็นคดีความ”
“แล้วบริษัท….” คิมถามต่อ
“เข้าไปยุ่งไม่ได้ ถ้าเข้าไป…. มันโยงถึงบริษัทแม่ทันที ทุกคนในห้องเห็นตรงกัน”
คิมนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ของอยู่ที่ไหน”
“โกดังพักของก่อนส่ง…. คืนนี้ยังอยู่” น้ำหนึ่งตอบพลางถอดหายใจยาว
“พรุ่งนี้เช้ามีการตรวจรอบแรก”
คิมพยักหน้าเล็กน้อย
“คุณพรีมรู้ไหม”
“รู้แล้ว”
ประตูลิฟต์เปิดออกพอดี ภูผาก้าวออกมา สายตาสบเข้ากับคิมทันที
“คุณรู้เรื่องแล้ว” ภูผาทักขึ้นเสียงเรียบ
“ครับ”
เขาเบนสายตาไปทางกระจกปลายโถง
“เรื่องนี้... ผมไม่ควรเข้าไปแตะ”
“ผมเข้าใจครับ” คิมตอบทันที
“ของอยู่ที่โกดังพัก ถ้าปล่อยไว้ถึงพรุ่งนี้เช้า... คงไม่ทัน”
วินาทีนั้น คิมก็ดันตัวเองเข้าไปจนสุด ปลดปล่อยความอุ่นร้อนลึกเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด เขาทิ้งตัวลงมาทับร่างเธอไว้ ซบหน้าลงกับซอกคอ เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเธอพรีมนอนนิ่งอยู่ใต้ตัวเขา สองมือยังคงลูบหลังที่เปียกเหงื่อของคิม รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับภูผาเลยสักนิดคิมค่อยๆ ขยับตัวลงมานอนตะแคง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองคนไว้ พรีมขยับหันหน้าเข้าหาคิม สบตากับเขาในความมืดสลัว“พรุ่งนี้... คุณจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม” พรีมถามขึ้นตรงๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยคิมจ้องตาเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอออก“ผมไม่เคยคิดจะลืม” คิมตอบเสียงต่ำ “แต่คุณก็รู้ว่า... มันจะเป็นยังไง”“ค่ะ” พรีมก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่แตะอยู่ตรงอกเขา “พรีมแค่กลัว... กลัวว่าคุณจะมองเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความผิดพลาดอีก”คิมจับคางเธอขึ้น ให้สบตาเขาอีกครั้ง“ฟังผมนะ” คิมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่หลังจากนี้... คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”“ค่ะ”“เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ทำตัวให้ปกติที่สุด อย่าแสดงอาการอะไรทั้งนั้น... ส่วนเรื่อง
หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่นิดเดียว กลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขา คิมจ้องหน้าพรีม เลื่อนสายตามองปากที่กำลังสั่นของเธอ ก่อนจะสบตาเธอนิ่งๆ“ถ้าผมเกลียดคุณ...” คิมพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดข้างแก้มเธอ “ผมจะทิ้งเพื่อนแล้วมายืนเฝ้าคุณข้างถนนทำไม”พรีมชะงัก“อย่าถามอะไรแบบนี้” คิมพูดพลางมือที่จับเอวเธอเผลอบีบแรงขึ้นนิดนึง “คิม...”พรีมก้มมองคนที่นอนอยู่ใต้ตัวเธอ สายตาเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันดูอึดอัด โกรธ และเหมือนพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้“แล้วทำไมถึงไม่ยอมมองหน้าพรีมเลยล่ะ” พรีมถามกลับ“ทำไมต้องทำเหมือนพรีมเป็นแค่ภาระที่ต้องคอยจัดการตามคำสั่งภูผา”คิมยกมือขึ้นมาแตะแก้มเธอเบาๆ สัมผัสแค่นั้นทำเอาพรีมขนลุกไปทั้งตัว“เพราะถ้าผมมองคุณตรงๆ ...” คิมพูดเบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ สายตาเลื่อนลงมองปากเธออีกรอบ “...ผมกลัวใจตัวเอง ว่าจะไม่ยอมปล่อยคุณไป”ทั้งห้องเงียบลงทันที มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ ท่ามกลางระยะห่างที่ไม่มีเหลืออีกแล้วคิมจ้องริมฝีปากที่สั่นของพรีม ลมหายใจร้อนๆ รดกันในระยะประชิด วินาทีนั้นเขาหมดความอดทน มือเลื่อนขึ้นไปล็อกท้ายทอยเธอแล้วรั้งใบหน้าลงมาบดจูบอย่างหนักหน่
แท็กซี่จอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ตัวตึกดูเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน คิมพาพรีมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เขาแตะคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเปิดออกภายในเป็นห้องสตูดิโอขนาดกลาง ผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและเทาเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบเหมือนค่ายทหาร บนโต๊ะทำงานไม่มีของเกะกะ มีเพียงแล็ปท็อปเครื่องหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าสีเทาเรียบตึง ม่านทึบแสงปิดสนิท ไร้รูปถ่ายหรือของตกแต่งพรีมเดินก้าวเข้ามาอย่างเกร็งๆ เธอหยุดยืนอยู่กลางห้อง กลิ่นสบู่ผู้ชายผสมกลิ่นสะอาดลอยแตะจมูก“นั่งก่อนสิ” คิมบอกพลางพยักหน้าไปทางโซฟาหนังสีดำตัวยาวพรีมเดินไปนั่งลงตรงริมขอบโซฟา สองมือวางไว้บนตักอย่างไม่คุ้นชิน คิมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าขวดใหม่ออกมาเปิดฝาแล้วยื่นให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับขวดน้ำมาถือไว้“เดี๋ยวผมลงไปข้างล่างแป๊บเดียว…. คุณพักผ่อนตามสบาย ห้องน้ำอยู่ฝั่งนู้น”“คุณจะไปไหนเหรอคะ” “ไปซื้อของ” คิมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พรีมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พอดื่มน้ำไปสองอึก เธอก็วางขวดลงแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องเงียบๆห้องนี้แทบไม่มีร่องรอยของการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ไม่มีขนม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีของสะสม มีแต่ความเงียบกับ
ช่วงค่ำบนถนนใหญ่ แสงไฟหน้ารถเก๋งของพรีมส่องกระทบฝากระโปรงหน้าที่ยุบย่น น้ำในหม้อน้ำไหลนองลงพื้นถนน เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่นดังผ่านไปมาอย่างเร่งรีบชายวัยสามสิบเศษรีบวิ่งลงมาจากรถกระบะคู่กรณี สีหน้าตื่นตระหนก ยกมือไหว้น้ำตาคลอ“คุณครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ! ผมรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาล น้องชักหมดสติอยู่ในรถ”หญิงสาวอีกคนเปิดประตูกระบะ วิ่งอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังชักลงมา ร้องไห้กระวนกระวาย “พี่ เร็วเข้า ลูกดิ้นใหญ่แล้ว!”พรีมที่ยังมึนศีรษะจากแรงกระแทก มองภาพนั้นแล้วรีบโบกมือ“ไม่เป็นไรค่ะ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลก่อนเลยค่ะ!” พรีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ถ่ายรูปหน้ารถ ทะเบียน กับบัตรประชาชนพี่ไว้ก่อน แล้วพี่รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันรอประกันเอง”“ขอบคุณครับคุณ ขอบคุณมากครับ!” ชายคนนั้นรีบยื่นบัตรประชาชนให้เธอถ่าย แลกเบอร์โทรศัพท์อย่างลนลาน แล้ววิ่งกลับขึ้นรถกระบะ ขับพุ่งออกไปทันทีถนนตรงนั้นกลับมาเหลือเพียงความเงียบ พรีมยืนกอดอกพิงข้างตัวรถที่พังยับ ลมดึกพัดมาจนรู้สึกหนาว ความเจ็บระบมจากทริปต่างจังหวัดเมื่อคืนผสมกับแรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว เธอถือโทรศัพท์แนบหูเพื่อรอ
“กูแค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉยๆ ... มึงคุยกับกูก่อน อย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้เลยนะ”“...เชี่ยเอ๊ย” นิกกี้สบถเสียงแผ่ว ความโมโหเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแค่น้ำเสียงจุกๆ “มันจงใจทำขนาดนี้เลยเหรอวะ...”พรีมกอดเข่าตัวเองแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ“พรีม มึงฟังกู” นิกกี้สูดหายใจลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดึงสติเพื่อน “กูไม่ซ้ำเติมมึงแล้วนะ แต่มึงเห็นแล้วใช่ไหมว่าคิมมันช่วยเหี้ยอะไรมึงไม่ได้เลย ต่อให้มันได้ยิน มันก็ทำได้แค่นิ่ง”“กูรู้... กูก็แค่สมเพชตัวเอง”“หยุดสมเพชตัวเอง!” นิกกี้ดุสวน“ตอนนี้มึงต้องเอาตัวรอดก่อน ลุกไปกินข้าว กินยา แล้วหาอะไรปิดรอยพวกนั้นซะ อย่าให้ภูผามันเห็นว่ามึงจะตายเพราะเรื่องนี้”พรีมพยักหน้าทั้งน้ำตา“เรื่องภูผามึงถอยไม่ได้แล้ว แต่กับคิม... มึงต้องตัดใจเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงพังยับแน่พรีม” นิกกี้ผ่อนเสียงลงแต่จริงจัง “ทนให้จบทริปนี้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ค่อยมาแหกปากร้องไห้ที่บ้านกู”ภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่ว คิมทำหน้าที่ขับรถ สายตามองตรงไปข้างหน้า มือสองข้างจับพวงมาลัยนิ่งสนิทภูผานั่งอยู่เบาะหลัง เขากดปิดหน้าจอไอแพด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส
“ส่วนคิม” ภูผาหันไปสั่ง“พักห้องฝั่งขวา เช็กความเรียบร้อยรอบบ้านให้เสร็จ แล้วคืนนี้ถ้าไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องออกมา”“ครับ” คิมตอบรับสั้นๆคิมถอดแว่นกันแดดออก สีหน้าเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาเขาสบเข้ากับพรีมตรงๆ ทั้งคู่รู้ดีว่าหลังประตูห้องใหญ่คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และคิมก็รู้ว่าตัวเองทำได้แค่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามตามคำสั่ง“เข้าไปอาบน้ำก่อนสิ” ภูผาแตะแขนพรีมเบาๆ ดันให้เธอเดินนำไปที่ห้องนอนใหญ่ภูผาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง ทิ้งให้คิมยืนอยู่คนเดียวตรงโถงกลาง…..พรีมก้าวเท้าออกจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงห้องแต่งตัว ภูผาก็คว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดันร่างเธอถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับบานประตูห้องนอนตึง!“คุณภูผา... อื้อ!”ภูผากดจูบลงมาหนักหน่วง มือกระตุกสายผูกชุดคลุมอาบน้ำของเธอออกอย่างรวดเร็ว เขายกร่างเธอขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดันสะโพกเธอแนบชิดกับบานไม้“ตรงนี้... ไม่เอาค่ะ” พรีมเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ พยายามใช้สองมือดันไหล่เขาออก “ไปที่เตียงเถอะนะคะ”“ทำไมล่ะ” ภูผากระซิบชิดซอกคอ “ตรงนี้ก็สะดวกดีออก”ร่างกายของเขารุกรานเข้ามาทันทีโดยไม่ให้เวลาเธอตั้งตัว พรีมสะ







