INICIAR SESIÓNหลังจากที่หมดคาบเรียนแล้ว อาจารย์ภีมสั่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว นักศึกษาทุกคนก็พากันแยกย้าย บางคนรีบเก็บของกลับบ้าน บางคนก็เดินไปจับกลุ่มคุยกันต่อที่หน้าตึก ทว่าร่างเล็กกลับยังนั่งนิ่งอยู่กับที่ เหมือนสมองยังประมวลผลไม่เสร็จจากสิ่งที่เกิดขึ้น
“มึงไหวปะเนี่ย” ลินเอ่ยถามพลางเก็บดินสอกับไอแพดใส่กระเป๋า “ไหว” ปิ่นตอบเสียงเบา พยายามยิ้ม ทั้งที่ในใจมันยังวนเวียนอยู่กับใบหน้าของคนที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่ “ไม่มีอะไรหรอก เฮียภีมคงแกล้งมึงไปงั้นแหละ อย่าคิดมาก” “อืม” “งั้นวันนี้กูกลับก่อนนะ วันนี้แม่เรียกให้กลับบ้านไปกินข้าว เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกัน” ลินเอ่ยพูด “เรียกไปกินข้าวหรือเรียกไปทำโทษ ฮ่า ๆ” “ระวังกูจะฟ้องแม่มึง” ลินเอ่ยขึ้น พร้อมกับโบกมือให้กับปิ่น แล้วเดินออกจากห้องไปทันที เพราะเฮียเลย์คงมารอรับอยู่ข้างล่างแล้ว บนห้องเหลือแค่เธอที่นิ่งอยู่ในห้องเงียบ ๆ กับอาการปวดหัวตุบ ๆ ที่ยังไม่หายดีจากเมื่อคืน ร่างเล็กคว้าขวดน้ำขึ้นมาจิบเล็กน้อย พลางถอนหายใจยาว ๆ “เลิกสักที อยากกลับไปนอนจะแย่แล้ว” แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ลุกขึ้น เสียงทุ้มก็ดังขึ้นจากประตูหลังห้อง “ยังไม่กลับเหรอ” เสียงนั้นทำให้เธอชะงักทันที ร่างเล็กหันกลับไปมองก็เจอกับชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนขึ้นครึ่งหนึ่ง เขาเปลี่ยนชุดแล้ว เดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามาช้า ๆ “อาจารย์” เธอเอ่ยเรียกเขาเสียงเบาเหมือนกลัวใครจะได้ยิน ทั้งที่ในห้องไม่มีใครแล้ว “เรียกธรรมดาก็ได้ ตอนนี้เลิกเรียนแล้ว ไม่ต้องเกร็ง” เขาเอ่ยพูดด้วยรอยยิ้มบาง ๆ พร้อมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ “เอ่อ..หนูจะกลับแล้วค่ะ” ปิ่นรีบคว้ากระเป๋า ทำท่าจะเดินผ่านเขาไป ทว่าชายหนุ่มกลับพูดขึ้นเสียก่อน “เดี๋ยวก่อน!” เขาเอ่ยเรียกเธอไว้ “ฝากซื้อของหน่อยได้ไหม” คำขอนั้นทำให้เธอชะงักค้าง หันกลับไปมองที่เขาด้วยความงุนงง ของอะไร? แล้วทำไมไม่ไปซื้อเอง? “ของอะไรเหรอคะ” “กาแฟ” เขาตอบพลางหยิบแบงก์ร้อยพันส่งมาให้เธอ “ร้านข้างตึกนะ ปกติผมไปซื้อเอง แต่วันนี้อยากลองใช้นักศึกษาดูหน่อย” “อาจารย์ใช้หนูไปซื้อกาแฟเหรอคะ?” น้ำเสียงเธอเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ “ครับ! ถือว่าเป็นการขอบคุณผมในเรื่องเมื่อคืน...ก็ได้มั้ง” คำว่า...เมื่อคืน ทำให้หัวใจของเธอสะดุดทันที “เรื่องเมื่อคืนอะไรเหรอคะ?” เธอแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ ทว่าปลายหูกลับแดงอย่างห้ามไม่อยู่ ภีมยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยตอบเรียบ ๆ “ก็เรื่องที่คุณจูบผม... จำไม่ได้เหรอครับ” “อาจารย์!” ปิ่นแทบอยากเอาหนังสือฟาดหน้าเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย “หึ!” เขาหัวเราะในลำคอ “กาแฟหวานน้อยนะครับ” “ค่ะ” เธอเอ่ยตอบอย่างจำใจ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะรับเงินจากภีมเลยด้วยซ้ำ ภีมมองตามร่างเล็กที่รีบเดินออกไปจนแทบจะชนประตู ก่อนจะหลุดยิ้มบาง ๆ ออกมา “ไม่รับเงินด้วยแฮะ” สิบห้านาทีต่อมา.. ร่างเล็กเดินกลับเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟเย็นในมือ เธอวางมันลงบนโต๊ะเขาโดยไม่สบตาเขาแม้แต่น้อย “กาแฟค่ะ” “ขอบคุณครับ” เขารับแก้วมาพร้อมรอยยิ้ม แล้วพูดต่อเบา ๆ “ทำเหมือนว่ากำลังหนีอะไรอยู่” “ค่ะ” “กำลังหนีอะไรอยู่เหรอ” “หนีอาจารย์นี้แหละค่ะ หนูกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” ปิ่นเอ่ยตอบทันควัน แล้วรีบเดินหนีออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่ประตูจะปิดลง เธอได้ยินเสียงของเขาเอ่ยพูดตามหลังมาเบา ๆ “ไว้จะฝากซื้อของบ่อย ๆ นะ” เธอก้าวเท้าเร็ว ๆ ออกจากห้องไป รีบลงบันไดอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่กลัวสักนิดว่าตัวเองจะหกล้ม พอลงมาแล้วทุกอย่างในใจก็โล่งขึ้นมาทันที เหมือนเธอได้ยกภูเขาทั้งลูกออกจากอก ทุกอย่างมันดูโล่งไปหมด วันนี้โชคดีที่มีเรียนแค่ช่วงเช้า ถ้ามีเรียนทั้งวันเธอคงทนไม่ไหวแน่ เพราะตลอดทั้งวันอาจารย์ภีมคงเอาแต่จ้องมองเธอแน่นอน คอนโดTy. เสียงประตูลิฟต์ดัง ติ๊ง! ก่อนที่บานประตูจะค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นโถงทางเดินเงียบสงบของชั้นยี่สิบ เป็นชั้นที่ปิ่นอาศัยอยู่ ร่างเล็กก้าวออกจากลิฟต์อย่างเหนื่อยล้า มือหนึ่งถือกระเป๋าเรียน อีกมือก็หิ้วถุงขนมที่แวะซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อด้านล่าง หัวก็ยังเต้นตุบ ๆ ไม่เลิกเพราะเหล้าที่เธอดื่มเข้าไปเมื่อคืน แถมยังมีเรื่องอาจารย์ภีมเข้ามาเพิ่มอีกด้วย “ฝากซื้อของบ่อย ๆ บ้าบออะไรกันเนี่ย...” เธอเอ่ยบ่นพึมพำกับตัวเองพลางไขกุญแจเข้าห้อง ห้อง401 เสียงปลดล็อกประตูดังขึ้น มือเล็กก็ผลักประตูเข้าไปทันที ตามด้วยกลิ่นหอมสะอาดของห้องที่คุ้นเคย ปิ่นโยนกระเป๋าไว้บนโซฟา ก่อนจะถอดรองเท้าแล้วเดินเปลือยเท้าเข้าไปใกล้โซฟาตัวใหญ่ที่เธอเพิ่งโยนกระเป๋าไปเมื่อครู่ คอนโดของเธอตกแต่งเรียบง่าย เฟอร์นิเจอร์สีเทาตัดกับสีผนังสีขาว มีกรอบรูปวาดแนวอาร์ตแขวนเรียงไว้บนผนัง และต้นไม้เล็ก ๆ วางอยู่ริมหน้าต่างที่สามารถมองเห็นวิวเมืองกรุงในยามเย็น ปิ่นทิ้งตัวลงบนโซฟา หยิบหมอนมากอดเอาไว้แน่น เธอหลับตาแน่น พยายามสะบัดภาพรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของภีมออกจากหัว แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งจำได้ชัดขึ้นกว่าเดิม เธอในเวลานี้ลืมเรื่องของต้นแฟนเก่าไปเสียสนิท ในหัวเธอตอนนี้มีแค่เรื่องของอาจารย์ภีม ที่สามารถทำให้เธอว้าวุ่นใจได้ เสียงทุ้ม ๆ นั่น ดวงตาคมที่เหมือนอ่านใจคนได้ และคำพูดที่ฟังแล้วเหมือนตั้งใจกวนเธอให้โมโห “อาจารย์บ้า!” เธอพึมพำพลางยกหมอนมาปิดหน้า ก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้นมาพอดี คนตัวเล็กรีบคว้ากระเป๋าสะพายมาทันที หยิบโทรศัพท์ที่มันส่งเสียงดังอยู่ออกมาดูว่าปลายสายเป็นใคร หน้าจอโทรศัพท์มือถือปรากฏชื่อของ 'แม่' “ฮัลโหลค่ะ คนสวยรับสายค่ะ” เสียงของปิ่นสดใสขึ้นมาทันที (หนูอยู่ไหน เลิกเรียนหรือยัง) “หนูอยู่คอนโดค่ะ เลิกเรียนแล้วค่ะแม่” (วันนี้เลิกเที่ยงเหรอลูก) “ค่ะ วันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้าค่ะ ตอนบ่ายอาจารย์ไม่อยู่ค่ะ” (อ๋อ) “แม่คิดถึงหนูใช่ไหม ถึงโทรหาหนูเร็วแบบนี้” (ฮ่า ๆ อย่าทำเป็นรู้มาก) (แล้วกินข้าวหรือยัง) “ยังเลยค่ะ กะว่าจะอาบน้ำก่อนแล้วค่อยสั่งอะไรขึ้นมากินเอาค่ะแม่” (อย่ากินแต่ของทอดนะลูก กินข้าวด้วยล่ะ แม่ไม่อยู่ใกล้ ๆ แม่เป็นห่วง) “ค่า ๆ แม่” ปิ่นหัวเราะ แล้วเอนตัวพิงพนักโซฟาอย่างสบายใจ “แม่ไม่ต้องห่วง หนูอยู่ได้สบายมากเลย” (งั้นดีแล้ว แม่กับพ่อคิดถึงนะ) เสียงปลายสายหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะวางสายไป ปิ่นยิ้มออกมาทันที ความเหนื่อยล้าทั้งวันค่อย ๆ คลายลง เธอลุกขึ้น เดินไปเปิดม่านกระจกมองออกไปยังวิวเมืองด้านนอก แสงแดดในยามเที่ยงส่องสว่างไปทั่วกรุงเทพ ถึงแดดข้างนอกจะแรง แต่ภาพรวม ๆ ทุกอย่างมันก็สวยดี แต่ก็ยังทำให้เธอรู้สึกว่างเปล่าไปนิด คิด ๆ แล้วก็คิดถึงบ้านภีมพาปิ่นกลับมาถึงคอนโดอย่างปลอดภัย ปิ่นได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ส่วนตัวของภูมิอย่างละเอียดถี่ถ้วน โชคดีที่เธอปลอดภัยดีทั้งแม่และลูก แต่มีอาการอ่อนเพลียและได้บาดแผลที่คอเล็กน้อยภีมนั่งอยู่ข้างเตียงปิ่นตลอดเวลา จนกระทั่งปิ่นหลับไป ภีมจึงเดินออกมาคุยกับภูมิที่ห้องนั่งเล่น“ขอบใจมึงมาก” ภีมเอ่ยขึ้น พลางเดินไปทิ้งตัวนั่งลงของพี่ชาย“กูไม่ได้ทำอะไรเลย กูแค่โทรหาพ่อ ทุกอย่างก็จบเลย”“ทุกอย่างจบแล้วจริง ๆ”“ทำไมมึงถึงไม่ให้พ่อช่วยตั้งแต่แรก” ภูมิเลิกคิ้วสูงเอ่ยถามน้องชายตัวเอง“กูรู้ไงว่าถ้าพ่อมาเอง แม่จะไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง” ภีมเอ่ยน้ำเสียงเรียบ น้ำตาเอ่อคลอ “กูแค่อยากให้คิดได้ แล้วรีบแก้ไขมัน แต่กูคงโลกในแง่บวกไปหน่อย”“พอมีความรัก แล้วโง่สัส ๆ”“มึงอย่าโง่แล้วกันไอ้ภูมิ”“ไม่มีวัน ไม่มีวันได้แดกกูหรอก ความรักอะไร กูไม่ต้องการ”ภีมพิงหลังกับโซฟาอย่างหมดแรง มือหนายกขึ้นนวดขมับที่ปวดตุบ ๆ ด้วยความเครียดสะสมตลอดหลายวันที่ผ่านมา“กูไม่ได้แค่อยากให้แม่สำนึก...” ภีมถอนหายใจยาว ๆ “กูอยากให้ท่านเห็นว่า... ความรักของกูมันมีค่ามากกว่าธุรกิจหรืออำนาจที่ท่านยึดถือ”ภูมิเอนตัวพิงโซฟาอีกตัว พลางมองภี
“ปิ่นเงียบ!” ภีมสั่งเสียงเด็ดขาด เขาไม่ต้องการให้ปิ่นมาเป็นจุดอ่อนในสถานการณ์นี้ เขาต้องทำให้แม่เห็นว่าเขาได้ตัดสินใจที่เด็ดขาดและไม่มีวันเปลี่ยนใจแล้ว“ตายแทนมันเหรอ?” คุณหญิงพิมภาเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ท่านมองใบหน้าลูกชายที่เคยมีความรักหนักแน่นขนาดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัว“ใช่ครับแม่!” ภีมตอบเสียงหนักแน่น “ชีวิตของผมแลกกับชีวิตของปิ่นและหลานของแม่! แม่ปล่อยพวกเขาสองคนไป!” ใบหน้าคมเข้มแสดงสีหน้าจริงจัง “แต่ถ้าแม่แตะต้องปิ่น แม้แต่ปลายเส้นผม! ผมสาบานได้เลยว่าผมจะทำลายทุกอย่างที่แม่พยายามสร้างมาตลอดชีวิต! ทั้งธุรกิจ ชื่อเสียง ผมจะทำลายมันจนไม่เหลือซาก!”คำพูดของภีมไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เป็นคำมั่นสัญญาที่มาพร้อมกับความเด็ดขาดที่ยากเกินจะคาดเดา คุณหญิงพิมภาถึงกับชะงักมือที่ถือมีดไว้ ท่านรู้ดีว่าลูกชายคนนี้มีความฉลาดและอำนาจพอที่จะทำได้จริงความเงียบเข้าปกคลุมโกดัง มีเพียงเสียงหอบหายใจของปิ่นและภีมที่ดังแข่งกับเสียงหัวใจเต้นรัวคุณหญิงพิมภาเหลือบมองชายชุดดำที่ยืนเฝ้าอยู่ พวกเขาต่างแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจกับฉากการเดิมพันชีวิตที่อยู่ตร
ชายหนุ่มพยายามคิดว่าแม่จะพาปิ่นไปที่ไหนได้บ้าง ทว่าคิดยังไงก็คิดไม่ออก ทุกอย่างมันมืดไปหมด แค่รู้ว่าลูกกับเมียตกอยู่ในมือแม่ ใจเขาก็เริ่มสั่นไหว เริ่มรู้สึกประหม่าอยู่ในใจ พร้อมกับความกลัวที่แท้จริงภีมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกหาไอ้ภูมิทันที คนที่ช่วยเขาได้ตลอดนี้ มีแค่มันจริง ๆเพราะมันรู้ใจแม่มากว่าเขา(ว่า) ปลายสายเอ่ยขึ้นทันทีที่รับสาย“ไอ้ภูมิแม่พาปิ่นไปแล้ว” ภีมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน(ห๊ะ!!)(มึงดูยังไงให้แม่เอาน้องไปได้ไอ้ภีม!)“กูออกไปทำธุระข้างนอกแค่แป๊บเดียว แค่แป๊บเดียวจริง ๆ”(ไอ้สัสเอ้ย!) ภูมิสบถออกมาอย่างหัวเสีย เพราะนั้นก็น้องสะใภ้ แถมยังมีหลานมันพ่วงมาด้วยอีก“มึงอย่าเพิ่งด่ากูไอ้ภูมิ ช่วยกูคิดก่อนว่าแม่จะพาปิ่นไปที่ไหนได้บ้าง” ภีมพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นมากนัก(ก็จะมีบ้านใหญ่... แต่มันโจ่งแจ้งไป แม่ไม่น่าเสี่ยง) ภูมิวิเคราะห์ทันทีด้วยน้ำเสียงเครียดจัด (บ้านพักตากอากาศที่หัวหิน?) (ไม่ๆ)(หัวหินใช้เวลาเดินทางมากเกินไป กูว่าแม่ต้องเลือกที่ที่ใกล้ที่สุด)“...” ภีมเงียบ เขาพยายามใช้ความคิดให้ได้มากที่สุด“โกดังร้าง!” ภีมเอ่ย จู่ ๆ ความคิดนี้ก็แล่นเข้ามาในหั
ภีมนั่งนิ่งมองร่างเล็กที่หลับตาพริ้มอยู่แบบนั้นอยู่นานหลายนาที แสงแดดเข้ม ๆ จากนอกห้องเล็ดลอดผ่านม่านบาง ๆ มาตกกระทบใบหน้าหวานของเธอ ทำให้เขามองเห็นเค้าโครงหน้าของเธอได้อย่างชัดเจนเขาใช้ปลายนิ้วไล้เบา ๆ ไปตามกรอบหน้าของปิ่น ก่อนจะเลื่อนลงไปหยุดที่แหวนเพชรเม็ดงามที่เพิ่งสวมให้ ความรู้สึกตื้นตันใจถาโถมเข้ามาจนจุกแน่นในอก เขารักผู้หญิงคนนี้และรักลูกมากถึงขนาดที่พร้อมจะทำสงครามกับโลกของแม่ทั้งใบเพื่อปกป้องเธอไว้“พี่จะไม่ปล่อยให้ใครทำร้ายหนูได้หรอกครับ” ภีมกระซิบแผ่วเบาเขามั่นใจแล้วว่าการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาดของเขาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การเตรียมการแต่งงานอย่างลับ ๆ การลาเรียนของปิ่น และการมีทีมคุ้มกันที่ไว้ใจได้ คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในตอนนี้ภีมรู้ดีว่าปิ่นกับลูกคือชีวิตของเขาแล้ว เขาไม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีเธออยู่เคียงข้างได้เลยเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ แล้วเดินออกมาที่ห้องทำงานที่อยู่ติดกับห้องนอน เพื่อเปิดคอมพิวเตอร์และจัดการงานบางอย่างที่ค้างคาอยู่ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับงาน กับอาชีพอาจารย์ของเขาภีมนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานอยู่สักพักใหญ่ ๆ ก่อนที่เขาจะเผลอห
หลังจากที่อยู่พูดคุยกับหมอภูมิได้สักพัก แล้วก็ได้ยาบำรุงครรภ์มาแล้ว ภีมก็พาปิ่นเดินออกมาจากโรงพยาบาลทันที เขายังคงจับมือเธอไว้แน่นตลอดทางจนกระทั่งถึงรถสปอร์ตคันหรูของเขา ภีมเปิดประตูรถแล้วให้เธอเข้าไปนั่งอย่างนุ่มนวลที่สุด พร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยให้เธออย่างระมัดระวังภีมเดินกลับมาขึ้นฝั่งคนขับ แล้วก็สตาร์ทรถออกไปทันที โดยมุ่งหน้ากลับไปยังคอนโดของเขา บรรยากาศภายในรถไม่ได้เต็มไปด้วยความตึงเครียดอีกต่อไปแล้วเมื่อรถแล่นออกจากบริเวณโรงพยาบาลได้สักพัก ภีมก็ลดความเร็วลง แล้วเอื้อมมือมาจับมือปิ่นไว้แน่น สายตาของเขาจับจ้องที่ถนน ทว่าในใจเขากลับไม่ได้สนใจถนนเลยแม้แต่วินาทีเดียว“เรามีลูกแล้วนะครับ” ภีมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มทุ้มและสั่นเครือด้วยความดีใจอย่างที่สุดภีมดีใจมาก เขายกมือปิ่นขึ้นมาจูบที่แหวนเพชรที่เพิ่งซื้อมาอย่างรักใคร่“พี่มีความสุขที่สุดในโลกเลยครับ” เขาพึมพำ “พี่กำลังจะเป็นพ่อคนแล้วนะ”ปิ่นมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของภีม แล้วน้ำตาแห่งความสุขก็ไหลออกมาอีกครั้ง ความกังวลที่เกิดจากคำเตือนของหมอภูมิเริ่มถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่ท่วมท้นจากความปีติยินดีของภีม“หนูก็ดีใจค่ะพี่ภีม” ป
หลายอาทิตย์ผ่านไป...ความสัมพันธ์ระหว่างปิ่นและภีมก็ยิ่งทวีความแนบแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ภีมทำตามคำพูดอย่างเคร่งครัด เขามักจะขับรถไปส่งปิ่นที่มหาวิทยาลัยด้วยตัวเองในตอนเช้า และวันไหนที่เขาไม่มีคลาสสอน เขาก็จะมารอรับเธอที่ลานจอดรถเหมือนอย่างเคย ชุดนักศึกษาใหม่ที่ภีมเลือกให้ก็ทำให้ปิ่นดูเรียบร้อยและเซฟขึ้นมากตามความต้องการของเขา ส่วนแหวนทองคำขาววงเล็กที่นิ้วนางข้างซ้ายของปิ่นก็เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยถอดเลยแม้แต่วินาทีเดียววันนี้เป็นวันจันทร์ ปิ่นมีคลาสเรียนแต่เช้าตรู่ ภีมขับรถมาส่งเธอที่ลานจอดรถตามปกติ แต่ในระหว่างที่เธอกำลังจะก้าวเท้าลงจากรถ ปิ่นก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตัวความรู้สึกแปลก ๆ และอาการเริ่มต้น“อึก…” ปิ่นยกมือขึ้นปิดปากตัวเองทันที สีหน้าของเธอซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด“หนูเป็นอะไรครับ?” ภีมถามเสียงห่วงใย“อึก... พี่ภีมคะ หนู... เวียนหัว” ปิ่นตอบเสียงแผ่ว “แล้วก็คลื่นไส้มากเลยค่ะ”ภีมรีบปลดเข็มขัดนิรภัยของเธอออก แล้วใช้มือประคองศีรษะของเธอไว้“เดี๋ยวครับใจเย็น ๆ หายใจเข้าลึก ๆ”ปิ่นพยายามควบคุมอาการ แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้อง เธอรีบคว้าถุงกระดาษที่วางอยู่ข้างเบาะ ก่







