ログインปิ่นยืนพิงขอบหน้าต่าง มองรถที่แล่นผ่านไปผ่านมาในเมืองหลวงที่ทอดยาวสุดสายตาอยู่เงียบ ๆ เธอถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า ความคิดในหัวเริ่มว่างเปล่าจากเรื่องวุ่นวายทั้งหมด
หลังจากที่ยืนนิ่งอยู่นานหลายนาที เธอก็รอบถอนหายใจเบา ๆ อีกครั้ง ก่อนจะละสายตาจากทิวทัศน์ด้านนอก แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องนอนทันที ร่างเล็กเปิดตู้เสื้อผ้าออกช้า ๆ หยิบผ้าขนหนูผืนสีขาวออกมาอย่างเคยชิน แล้วเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำทันที สิบนาทีต่อมา.. เสียงน้ำหยุดลง พร้อมกับเสียงเปิดประตูห้องน้ำเบา ๆ ไออุ่นจากไอน้ำยังคลุ้งอยู่ทั่วห้องน้ำ ปิ่นเดินออกมาพร้อมผ้าขนหนูพันเรือนร่าง ผมยาวสลวยแนบกับแผ่นหลังขาวเนียน น้ำหยดจากปลายผมไหลลงมาตามลำคอขาวจนถึงไหปลาร้า เธอเดินไปหยุดอยู่ที่กระจกบานใหญ่หน้าตู้เสื้อผ้า มองเงาตัวเองนิ่ง ๆ ดวงตาคู่สวยยังดูอ่อนล้า แม้จะอาบน้ำแล้วก็ตาม ความสดชื่นจากน้ำก็ไม่ได้ช่วยอะไรเธอได้เลย “ทำใจสงบไว้ปิ่น ทำใจสงบไว้” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ร่างเล็กหยิบไดร์เป่าผมขึ้นมา เสียงลมเบา ๆ ดังคลอในห้องนอน เธอเป่าผมไปเรื่อย ๆ พลางปล่อยให้ความอบอุ่นของลมช่วยคลายความคิดที่พันกันยุ่งอยู่ในหัว พอผมแห้งดีแล้ว ปิ่นก็เดินไปนั่งลงที่เตียงนอน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู ข้อความจากเพื่อนในไลน์เด้งรัว ๆ เต็มหน้าจอ ส่วนใหญ่จะเป็นสติกเกอร์กวน ๆ เสียมากกว่า Lin : มึงถึงห้องหรือยัง? Lin : อย่าลืมคิดถึงอาจารย์ภีมด้วยนะคะเพื่อนสาว ปิ่นกลอกตาใส่โทรศัพท์มือถือทันทีที่เธออ่านข้อความจากเพื่อนสนิทที่ส่งมาให้เธอ ก่อนที่เธอจะพิมพ์ตอบกลับไป Pin : ถึงแล้ว เพิ่งอาบน้ำเสร็จ Pin : มึงถึงบ้านหรือยัง? Lin : ใกล้ถึงแล้ว รถโคตรเยอะ Pin : เฮียดุอะไรไหม Lin : คำพูดเดียวกันกับที่มึงโดนเมื่อเช้าเลย 555 Pin : 555 โชคดีเพื่อนรัก Pin : กินข้าวกับแม่ให้อร่อยน๊าา Lin : 555 คิดถึงอาจารย์ด้วยนะเพื่อน Pin : อี... เติมคำในช่องว่างเอานะคะสาว ปิ่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะหัวเตียง เธอล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงอก สายตาจับจ้องเพดานเงียบ ๆ “เห้อ... เอ้า! ลืมใส่เสื้อผ้า” เธอขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน เดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบชุดนอนลายน่ารัก ๆ ออกมาสวมใส่ ก่อนจะเดินกลับไปที่เตียงนอน “ขอนอนเอาแรงก่อนแล้วกัน เดี๋ยวค่อยตื่นขึ้นมาหาอะไรกินที่หลัง” ปิ่นเอ่ยจบประโยค เธอก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงที่แสนนุ่มของเธอทันที ดวงตาคู่สวยจับจ้องมองเพดานอยู่เงียบ ๆ เธอพยายามที่จะข่มตาหลับ ทว่าภาพใบหน้าคมเข้มของอาจารย์ภีมกลับแทรกเข้ามาในหัวอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาคมลึก ริมฝีปากหยักที่เคยแตะกับของเธอในคืนนั้น เสียงทุ้มที่พูดกับเธอในห้องเรียน หัวใจดวงน้อยเผลอเต้นแรงขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว “บ้าจริง...” เธอกระซิบกับตัวเอง พลิกตัวหนีแสงแดดที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง สุดท้ายร่างเล็กก็ค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง ปล่อยให้เสียงแผ่วเบาของเครื่องปรับอากาศและแสงแดดเมืองหลวงข้างนอกเป็นเพื่อนกล่อมให้เธอหลับไป พร้อมกับภาพใบหน้าของชายคนนั้นที่ยังไม่ยอมจางหายจากความคิดเลยแม้แต่นิดเดียว 18:45 น. เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นเบา ๆ ทำให้ร่างเล็กที่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มค่อย ๆ ขยับตัว ดวงตาคู่สวยค่อย ๆ ลืมขึ้นทีละนิด เธอกะพริบตาปรับแสงก่อนจะพลิกตัวมองนาฬิกาบนหัวเตียง “เกือบหนึ่งทุ่มแล้วเหรอ...” เสียงแผ่วเบาพึมพำออกมา ปิ่นยกมือขยี้ผมยุ่งเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง หัวตายังมึน ๆ จากการงีบยาว เสียงท้องร้องดังขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจเจ้าของร่างเลยสักนิด “โอเค ๆ เข้าใจแล้ว จะไปหาอะไรกินก็ได้” ปิ่นพูดกับท้องตัวเองเบา ๆ พลางลุกจากเตียง เดินลากเท้าไปหยิบกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนโต๊ะหัวเตียง เธอมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ชุดนอนลายการ์ตูนน่ารัก สีชมพูอ่อน ขาสั้นเหนือเข่า ผมเผ้ายุ่งหน่อยแต่ไม่ถึงกับรับไม่ได้ “ขี้เกียจแต่งตัว... แค่ลงไปข้างล่างเองเนาะ ชุดนี้ก็น่ารักดีออก” เธอบ่นเบา ๆ แล้วคว้ากุญแจห้อง เดินออกจากห้องทันที ร่างเล็กเดินลงมาที่ชั้นล่างสุด เดินออกจากตัวอาคารคอนโด สายลมเย็นยามค่ำพัดมาแตะผิว เสียงจราจรของเมืองยังไม่เงียบ แสงไฟถนนส่องลอดผ่านเสาไฟเป็นระยะ ๆ ปิ่นเดินไปตามทางเท้าหน้าคอนโด ร้านอาหารเจ้าประจำปิดไฟเงียบไปหมด “ปิดหมดเลย?” เธอบ่นพลางเดินต่อไปอีกสองซอย... สามซอย... จนสุดท้ายก็เดินเลยออกมาเกือบสี่ถึงห้าซอย ในที่สุดสายตาก็เห็นร้านอาหารตามสั่งเล็ก ๆ อยู่หัวมุมถนน มีป้ายไฟเขียนว่า 'ตามสั่งเจ๊นิด' แสงไฟสีส้มจากหลอดเก่าทำให้ร้านดูอบอุ่นกว่าร้านอื่นรอบข้าง “ขอราดหน้าหมี่กรอบถุงหนึ่งค่ะ” ปิ่นพูดกับแม่ค้าเสียงใส “ได้เลยจ้า รอแป๊บหนึ่งนะคนสวย คิวอีกสี่คนเลย” แม่ค้าตอบพร้อมรอยยิ้ม ปิ่นพยักหน้ารับ เธอยืนรอพลางมองไปรอบ ๆ คนในร้านแน่นแทบไม่มีที่นั่ง บางคนยืนรอห่อกลับเหมือนเธอ เธอกอดแขนตัวเองเบา ๆ เพราะลมเริ่มเย็นเริ่มแรงขึ้นมาเรื่อย ๆ สายตาเธอหันไปเห็นฝั่งตรงข้ามของถนนพอดีป้ายไฟสีเขียวสว่างของร้านสะดวกซื้อสะดุดตา “ไปซื้อขนมรอดีกว่า” เธอบ่นเบา ๆ แล้วหันไปบอกแม่ค้า “เดี๋ยวกลับมาเอานะคะ” “ได้จ้า” แม่ค้าตอบกลับ แสงไฟริมทางสาดส่องเป็นเส้นยาวทอดไปสุดสายตา เสียงรถยนต์ที่แล่นผ่านถนนดังแผ่ว ๆ คลออยู่เป็นฉากหลัง บรรยากาศค่ำนี้อบอ้าวปนกลิ่นฝุ่น ปิ่นยืนอยู่ริมฟุตปาธ ฝั่งตรงข้ามเป็นร้านสะดวกซื้อที่เปิดไฟสว่างจ้า ท่ามกลางความมืดรอบข้าง ป้ายไฟสีเขียวขาวเด่นชัดจนกลายเป็นจุดสว่างเพียงไม่กี่แห่งของย่านนี้ เธอกอดแขนตัวเองเบา ๆ ก่อนจะมองซ้ายมองขวา รถยังพอมีวิ่งผ่านบ้างเป็นระยะ ไฟหน้ารถตัดกับแสงไฟถนนสะท้อนในดวงตาเธอวับ ๆ ทันทีที่รถหมด ถนนว่าง เธอก็รีบวิ่งข้ามถนนทันที เสียงประตูอัตโนมัติดัง ติ๊ง! เมื่อเธอเดินเข้าไป เธอหยิบตะกร้าสีส้มแล้วเดินเลือกของเพลิน ๆ ขนมปังแท่ง มันฝรั่งทอด ช็อกโกแลตแท่งเล็ก ๆ และนมกล่องรสหวาน เธอใส่ลงตะกร้าไปเรื่อย ๆ จนเต็ม “พอแล้วมั้ง...” เธอหัวเราะเบา ๆ กับตัวเอง ก่อนจะเดินมาที่เคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงิน ขณะที่พนักงานกำลังหยิบของจากตะกร้ามาคิดเงิน จู่ ๆ ก็มีมือหนึ่งเอาขวดน้ำเปล่ามาวางรวมกับของของเธอ ปิ่นหันไปมองตามสัญชาตญาณ และก็ต้องชะงักทันทีที่เห็นคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของเธอ “อาจารย์ภีม..” เธอเผลอพูดชื่อเขาออกมาเสียงเบา ภีมยังคงอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำ แขนเสื้อถูกพับขึ้นจนถึงข้อศอกบวกกับกางเกงสีดำเข้ม เขายืนคลี่ยิ้มอยู่ด้านหลังของปิ่น ดวงตาคมมองเธออย่างขบขัน “ใส่ชุดอะไรของเธอ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก “เอ่อ.. คือ.. หนูแค่ลงมาซื้อของแป๊บเดียวค่ะ เลยไม่ได้เปลี่ยนชุด” เธอเอ่ยตอบเสียงเบา ทั้งอายทั้งเขิน “หึ!” ภีมหัวเราะในลำคอเล็กน้อย เขาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันไปบอกพนักงานที่เคาน์เตอร์ “คิดรวมกันเลยครับ” “เอ่อ... ไม่ต้องก็ได้ค่ะอาจารย์ หนู..” “ถือว่าเลี้ยงลูกศิษย์” เขาพูดขัดทันที ไม่รอให้ปิ่นได้เอ่ยพูดจบ เธอเงยหน้ามองเขาอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะหันกลับมาที่เคาน์เตอร์คิดเงิน เธอได้แต่ยืนก้มหน้าก้มตา พอพนักงานคิดเงินเสร็จก็ยืนถุงให้กับเธอ ปิ่นรับถุงสินค้ามาไว้ในมือ พอภีมจ่ายเงินเสร็จแล้ว ทั้งคู่ก็เดินออกมาจากร้านสะดวกซื้อพร้อมกัน “น้ำค่ะอาจารย์” ปิ่นพูดพลางค้นหาขวดน้ำเปล่าของภีมที่อยู่ในถุงที่เธอถือเอาไว้ แล้วก็หยิบขวดน้ำออกมายื่นให้กับภีมทันที “ขอบใจ” ภีมรับขวดน้ำไว้ สายตาคมยังไม่ละจากใบหน้าของเธอแม้แต่น้อย “ขอบคุณอาจารย์มากนะคะ สำหรับขนม” ปิ่นยกมือไหว้ขอบคุณเขา พร้อมกับรอยยิ้มสดใส ภีมพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินไปที่รถที่จอดอยู่ตรงหน้าร้านสะดวกซื้อ ขณะที่ปิ่นเองก็เดินไปอีกทาง เตรียมตัวจะข้ามถนนกลับไปฝั่งร้านอาหารที่ตัวเองสั่งอาหารไว้ ทว่ายังไม่ทันจะพ้นทางเท้า ฟ้าก็ครึ้มอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ฝนเม็ดใหญ่จะเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว “เห้ย! อะไรเนี่ย!!” ร่างเล็กร้องออกมาเบา ๆ แล้วรีบวิ่งกลับมาหลบฝนที่หน้าร้านสะดวกซื้ออย่างทุลักทุเล เส้นผมด้านหน้าเปียกชุ่ม น้ำฝนกระเด็นใส่ขาจนเย็นเฉียบ เธอกอดแขนตัวเองไว้แน่น พยายามหลบลมที่พัดเข้ามาอย่างแรง เธอทำได้แค่ยืนหลบฝนที่หน้าร้านสะดวกซื้อเท่านั้น เพราะถ้าจะให้เดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเธอคงไม่กล้า เพราะตอนนี้เนื้อตัวเธอเปียกไปหมด แถมแอร์ข้างในก็เย็นอีกด้วย ปี๊น! เสียงแตรรถดังขึ้น ทำให้เธอสะดุ้งตกใจทันที คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมอง รถคันนั้นจอดอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก กระจกฝั่งคนขับลดลงช้า ๆ เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มของภีมที่กำลังมองมาทางเธอ “ขึ้นรถ เดี๋ยวไม่สบาย” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น คิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบจะชนกันอยู่แล้ว ร่างเล็กนิ่งไปครู่หนึ่ง ใจเต้นแรงอย่างไม่รู้สาเหตุ ก่อนที่สายฝนจะกระหน่ำแรงขึ้นกว่าเดิมจนแทบมองไม่เห็นทาง สุดท้าย... เธอก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตัดสินใจก้าวเท้าออกจากที่กำบัง วิ่งฝ่าสายฝนไปยังรถของเขา ท่ามกลางแสงไฟถนนและเสียงฝนที่ตกกระทบพื้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไม่อยากเห็นหน้า ก็ยิ่งได้เห็นหน้ากัน เหมือนโดนแกล้งจากฟ้ายังไงก็ไม่รู้ว่ะ! หนีจากมหาลัย ยังมาเจอกันข้างนอกอีกภีมพาปิ่นกลับมาถึงคอนโดอย่างปลอดภัย ปิ่นได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ส่วนตัวของภูมิอย่างละเอียดถี่ถ้วน โชคดีที่เธอปลอดภัยดีทั้งแม่และลูก แต่มีอาการอ่อนเพลียและได้บาดแผลที่คอเล็กน้อยภีมนั่งอยู่ข้างเตียงปิ่นตลอดเวลา จนกระทั่งปิ่นหลับไป ภีมจึงเดินออกมาคุยกับภูมิที่ห้องนั่งเล่น“ขอบใจมึงมาก” ภีมเอ่ยขึ้น พลางเดินไปทิ้งตัวนั่งลงของพี่ชาย“กูไม่ได้ทำอะไรเลย กูแค่โทรหาพ่อ ทุกอย่างก็จบเลย”“ทุกอย่างจบแล้วจริง ๆ”“ทำไมมึงถึงไม่ให้พ่อช่วยตั้งแต่แรก” ภูมิเลิกคิ้วสูงเอ่ยถามน้องชายตัวเอง“กูรู้ไงว่าถ้าพ่อมาเอง แม่จะไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง” ภีมเอ่ยน้ำเสียงเรียบ น้ำตาเอ่อคลอ “กูแค่อยากให้คิดได้ แล้วรีบแก้ไขมัน แต่กูคงโลกในแง่บวกไปหน่อย”“พอมีความรัก แล้วโง่สัส ๆ”“มึงอย่าโง่แล้วกันไอ้ภูมิ”“ไม่มีวัน ไม่มีวันได้แดกกูหรอก ความรักอะไร กูไม่ต้องการ”ภีมพิงหลังกับโซฟาอย่างหมดแรง มือหนายกขึ้นนวดขมับที่ปวดตุบ ๆ ด้วยความเครียดสะสมตลอดหลายวันที่ผ่านมา“กูไม่ได้แค่อยากให้แม่สำนึก...” ภีมถอนหายใจยาว ๆ “กูอยากให้ท่านเห็นว่า... ความรักของกูมันมีค่ามากกว่าธุรกิจหรืออำนาจที่ท่านยึดถือ”ภูมิเอนตัวพิงโซฟาอีกตัว พลางมองภี
“ปิ่นเงียบ!” ภีมสั่งเสียงเด็ดขาด เขาไม่ต้องการให้ปิ่นมาเป็นจุดอ่อนในสถานการณ์นี้ เขาต้องทำให้แม่เห็นว่าเขาได้ตัดสินใจที่เด็ดขาดและไม่มีวันเปลี่ยนใจแล้ว“ตายแทนมันเหรอ?” คุณหญิงพิมภาเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ท่านมองใบหน้าลูกชายที่เคยมีความรักหนักแน่นขนาดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัว“ใช่ครับแม่!” ภีมตอบเสียงหนักแน่น “ชีวิตของผมแลกกับชีวิตของปิ่นและหลานของแม่! แม่ปล่อยพวกเขาสองคนไป!” ใบหน้าคมเข้มแสดงสีหน้าจริงจัง “แต่ถ้าแม่แตะต้องปิ่น แม้แต่ปลายเส้นผม! ผมสาบานได้เลยว่าผมจะทำลายทุกอย่างที่แม่พยายามสร้างมาตลอดชีวิต! ทั้งธุรกิจ ชื่อเสียง ผมจะทำลายมันจนไม่เหลือซาก!”คำพูดของภีมไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เป็นคำมั่นสัญญาที่มาพร้อมกับความเด็ดขาดที่ยากเกินจะคาดเดา คุณหญิงพิมภาถึงกับชะงักมือที่ถือมีดไว้ ท่านรู้ดีว่าลูกชายคนนี้มีความฉลาดและอำนาจพอที่จะทำได้จริงความเงียบเข้าปกคลุมโกดัง มีเพียงเสียงหอบหายใจของปิ่นและภีมที่ดังแข่งกับเสียงหัวใจเต้นรัวคุณหญิงพิมภาเหลือบมองชายชุดดำที่ยืนเฝ้าอยู่ พวกเขาต่างแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจกับฉากการเดิมพันชีวิตที่อยู่ตร
ชายหนุ่มพยายามคิดว่าแม่จะพาปิ่นไปที่ไหนได้บ้าง ทว่าคิดยังไงก็คิดไม่ออก ทุกอย่างมันมืดไปหมด แค่รู้ว่าลูกกับเมียตกอยู่ในมือแม่ ใจเขาก็เริ่มสั่นไหว เริ่มรู้สึกประหม่าอยู่ในใจ พร้อมกับความกลัวที่แท้จริงภีมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกหาไอ้ภูมิทันที คนที่ช่วยเขาได้ตลอดนี้ มีแค่มันจริง ๆเพราะมันรู้ใจแม่มากว่าเขา(ว่า) ปลายสายเอ่ยขึ้นทันทีที่รับสาย“ไอ้ภูมิแม่พาปิ่นไปแล้ว” ภีมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน(ห๊ะ!!)(มึงดูยังไงให้แม่เอาน้องไปได้ไอ้ภีม!)“กูออกไปทำธุระข้างนอกแค่แป๊บเดียว แค่แป๊บเดียวจริง ๆ”(ไอ้สัสเอ้ย!) ภูมิสบถออกมาอย่างหัวเสีย เพราะนั้นก็น้องสะใภ้ แถมยังมีหลานมันพ่วงมาด้วยอีก“มึงอย่าเพิ่งด่ากูไอ้ภูมิ ช่วยกูคิดก่อนว่าแม่จะพาปิ่นไปที่ไหนได้บ้าง” ภีมพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นมากนัก(ก็จะมีบ้านใหญ่... แต่มันโจ่งแจ้งไป แม่ไม่น่าเสี่ยง) ภูมิวิเคราะห์ทันทีด้วยน้ำเสียงเครียดจัด (บ้านพักตากอากาศที่หัวหิน?) (ไม่ๆ)(หัวหินใช้เวลาเดินทางมากเกินไป กูว่าแม่ต้องเลือกที่ที่ใกล้ที่สุด)“...” ภีมเงียบ เขาพยายามใช้ความคิดให้ได้มากที่สุด“โกดังร้าง!” ภีมเอ่ย จู่ ๆ ความคิดนี้ก็แล่นเข้ามาในหั
ภีมนั่งนิ่งมองร่างเล็กที่หลับตาพริ้มอยู่แบบนั้นอยู่นานหลายนาที แสงแดดเข้ม ๆ จากนอกห้องเล็ดลอดผ่านม่านบาง ๆ มาตกกระทบใบหน้าหวานของเธอ ทำให้เขามองเห็นเค้าโครงหน้าของเธอได้อย่างชัดเจนเขาใช้ปลายนิ้วไล้เบา ๆ ไปตามกรอบหน้าของปิ่น ก่อนจะเลื่อนลงไปหยุดที่แหวนเพชรเม็ดงามที่เพิ่งสวมให้ ความรู้สึกตื้นตันใจถาโถมเข้ามาจนจุกแน่นในอก เขารักผู้หญิงคนนี้และรักลูกมากถึงขนาดที่พร้อมจะทำสงครามกับโลกของแม่ทั้งใบเพื่อปกป้องเธอไว้“พี่จะไม่ปล่อยให้ใครทำร้ายหนูได้หรอกครับ” ภีมกระซิบแผ่วเบาเขามั่นใจแล้วว่าการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาดของเขาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การเตรียมการแต่งงานอย่างลับ ๆ การลาเรียนของปิ่น และการมีทีมคุ้มกันที่ไว้ใจได้ คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในตอนนี้ภีมรู้ดีว่าปิ่นกับลูกคือชีวิตของเขาแล้ว เขาไม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีเธออยู่เคียงข้างได้เลยเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ แล้วเดินออกมาที่ห้องทำงานที่อยู่ติดกับห้องนอน เพื่อเปิดคอมพิวเตอร์และจัดการงานบางอย่างที่ค้างคาอยู่ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับงาน กับอาชีพอาจารย์ของเขาภีมนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานอยู่สักพักใหญ่ ๆ ก่อนที่เขาจะเผลอห
หลังจากที่อยู่พูดคุยกับหมอภูมิได้สักพัก แล้วก็ได้ยาบำรุงครรภ์มาแล้ว ภีมก็พาปิ่นเดินออกมาจากโรงพยาบาลทันที เขายังคงจับมือเธอไว้แน่นตลอดทางจนกระทั่งถึงรถสปอร์ตคันหรูของเขา ภีมเปิดประตูรถแล้วให้เธอเข้าไปนั่งอย่างนุ่มนวลที่สุด พร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยให้เธออย่างระมัดระวังภีมเดินกลับมาขึ้นฝั่งคนขับ แล้วก็สตาร์ทรถออกไปทันที โดยมุ่งหน้ากลับไปยังคอนโดของเขา บรรยากาศภายในรถไม่ได้เต็มไปด้วยความตึงเครียดอีกต่อไปแล้วเมื่อรถแล่นออกจากบริเวณโรงพยาบาลได้สักพัก ภีมก็ลดความเร็วลง แล้วเอื้อมมือมาจับมือปิ่นไว้แน่น สายตาของเขาจับจ้องที่ถนน ทว่าในใจเขากลับไม่ได้สนใจถนนเลยแม้แต่วินาทีเดียว“เรามีลูกแล้วนะครับ” ภีมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มทุ้มและสั่นเครือด้วยความดีใจอย่างที่สุดภีมดีใจมาก เขายกมือปิ่นขึ้นมาจูบที่แหวนเพชรที่เพิ่งซื้อมาอย่างรักใคร่“พี่มีความสุขที่สุดในโลกเลยครับ” เขาพึมพำ “พี่กำลังจะเป็นพ่อคนแล้วนะ”ปิ่นมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของภีม แล้วน้ำตาแห่งความสุขก็ไหลออกมาอีกครั้ง ความกังวลที่เกิดจากคำเตือนของหมอภูมิเริ่มถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่ท่วมท้นจากความปีติยินดีของภีม“หนูก็ดีใจค่ะพี่ภีม” ป
หลายอาทิตย์ผ่านไป...ความสัมพันธ์ระหว่างปิ่นและภีมก็ยิ่งทวีความแนบแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ภีมทำตามคำพูดอย่างเคร่งครัด เขามักจะขับรถไปส่งปิ่นที่มหาวิทยาลัยด้วยตัวเองในตอนเช้า และวันไหนที่เขาไม่มีคลาสสอน เขาก็จะมารอรับเธอที่ลานจอดรถเหมือนอย่างเคย ชุดนักศึกษาใหม่ที่ภีมเลือกให้ก็ทำให้ปิ่นดูเรียบร้อยและเซฟขึ้นมากตามความต้องการของเขา ส่วนแหวนทองคำขาววงเล็กที่นิ้วนางข้างซ้ายของปิ่นก็เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยถอดเลยแม้แต่วินาทีเดียววันนี้เป็นวันจันทร์ ปิ่นมีคลาสเรียนแต่เช้าตรู่ ภีมขับรถมาส่งเธอที่ลานจอดรถตามปกติ แต่ในระหว่างที่เธอกำลังจะก้าวเท้าลงจากรถ ปิ่นก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตัวความรู้สึกแปลก ๆ และอาการเริ่มต้น“อึก…” ปิ่นยกมือขึ้นปิดปากตัวเองทันที สีหน้าของเธอซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด“หนูเป็นอะไรครับ?” ภีมถามเสียงห่วงใย“อึก... พี่ภีมคะ หนู... เวียนหัว” ปิ่นตอบเสียงแผ่ว “แล้วก็คลื่นไส้มากเลยค่ะ”ภีมรีบปลดเข็มขัดนิรภัยของเธอออก แล้วใช้มือประคองศีรษะของเธอไว้“เดี๋ยวครับใจเย็น ๆ หายใจเข้าลึก ๆ”ปิ่นพยายามควบคุมอาการ แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้อง เธอรีบคว้าถุงกระดาษที่วางอยู่ข้างเบาะ ก่







