Mag-log inฉันพูดดักทาง ยิ้มมุมปากให้ดูว่ายังคุมเกมอยู่ แต่ปราณไม่สะเทือนเลย เขายิ้มขำ สายตาที่มองมาเหมือนคนที่มั่นใจว่าฉันหนีไม่รอดแน่ ๆ
"ลองเลิกดูสิครับ..." เขาพูดเสียงเบาลง ได้ยินกันแค่สองคน
"...ถ้าคิดว่ามีคนอื่นทำได้ถึงใจเท่าผม... ก็ลองไปดูสิครับ"
คำขู่หน้าด้าน ๆ กับสายตาเอาจริงทำเอาฉันขนลุกไปทั้งตัว ลมหายใจสะดุด ความมั่นใจที่พยายามคุมไว้เกือบหลุดเพราะเด็กนี่คนเดียว
ฉันรีบมองไปทางอื่น หยิบมือถือขึ้นมาดูแก้เขิน
"เพ้อเจ้อ... ไปจ่ายเงินได้แล้วไป หิวของหวาน"
ปราณยิ้มอย่างสะใจที่เห็นฉันหลบตา เขายอมลุกขึ้น แต่ก่อนจะเดินไปจ่ายเงิน เขาก็เอื้อมมือมาขยี้หัวฉันเบา ๆ จนผมยุ่ง
"จะกินอะไรต่อ คิดไว้เลยครับ... วันนี้ผมเลี้ยงเอง แต่คืนนี้... พี่จ่ายคืนเป็นอย่างอื่นนะ"
"ไอ้เด็กเวร... หน้าด้านไม่มีใครเกิน"
ฉันมองค้อนตามหลังเขาตาขวาง พลางยกมือจัดผมที่โดนขยี้จนยุ่งไม่เป็นทรง
เราแวะซื้อเจลาโต้ร้านดังแถวนิมมาน แล้วปราณก็ขับรถพาเข้ามาจอดริมอ่างแก้ว มช.
ท้องฟ้ามืดแล้ว แสงไฟตามทางเดินสะท้อนกับผิวน้ำ ลมหนาวพัดมาจนเริ่มหนาวสั่น
ฉันนั่งหย่อนขาตรงริมอ่างแก้ว ถือถ้วยไอติมรสเลมอนเบอร์รี่ กินไปได้ไม่กี่คำก็เริ่มขนลุก เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ผ้าบางที่ปลดกระดุมหน้ากับกางเกงยีนส์ขาสั้นที่ใส่อยู่ เริ่มเอาอากาศตอนนี้ไม่อยู่
"หนาวชิบหาย..." ฉันบ่นพึมพำคนเดียว ปากเริ่มสั่น แต่ก็ยังทนตักไอติมกินต่อ
พรึ่บ!
"ว๊ายย…"
เสื้อฮู้ดตัวใหญ่ลอยมาคลุมหัวฉันเต็ม ๆ ก่อนจะตกลงมาอยู่บนตัก ได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยทันที... เสื้อของปราณ
ฉันวางถ้วยไอติมข้างตัว แล้วหันไปมองขวางใส่คนที่เพิ่งเดินกลับมาจากท้ายรถ ปราณยืนกอดอกขมวดคิ้ว มองตั้งแต่คอเสื้อที่แหวกลงมาจนถึงขาฉันที่กำลังนั่งสั่น
"ใส่ดิ" เขาพูดเสียงห้วน
"สั่นเป็นลูกหมาขนาดนี้ แล้วยังจะกินอยู่อีก"
"นั่นปากเหรอ..." ฉันด่ากลับ แต่ก็รีบหยิบเสื้อฮู้ดมันมาใส่ทันที เสื้อตัวหนาช่วยกันลมหนาวไปได้เยอะ
"โยนมาได้ เจ็บนะเว้ย"
ปราณทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ จงใจเอาไหล่มาเบียด เขาไม่สนใจที่ฉันบ่นเรื่องเสื้อ แต่ใช้หลังมือเคาะขาฉันเบา ๆ ทีหนึ่ง
"ชอบใส่จังนะ ไอ้กางเกงสั้นเสมอหูเนี่ย..." ปราณพูดเสียงขุ่น มองคอเสื้อฉันอย่างหงุดหงิด
"...เสื้อนี่อีก กะจะปลดกระดุมโชว์ถึงสะดือเลยไหมล่ะ"
ฉันกลืนไอติมลงคอ ก่อนจะหันไปยักคิ้วกวนตีนใส่มัน
"ทำไม มีของดีก็ต้องโชว์ป่ะวะ จะให้กูใส่คอเต่าแขนยาวเป็นป้าหรือไง"
"โชว์ใคร?"
ปราณขยับตัวเข้ามาใกล้ทันที วางแขนพาดไว้ข้างหลังฉัน สายตาเอาเรื่องขึ้นมาทันที
"โชว์พวกผู้ชายแถวนี้เหรอ?"
"แล้วมันหนักหัวนายตรงไหนคะ ท่านประธาน?" ฉันลอยหน้าลอยตาเถียง
"ตัวก็ตัวพี่ เสื้อผ้าก็เงินพี่ซื้อ"
"เออ ตอนนี้ยังไม่หนักหัวหรอก"
ปราณยิ้มมุมปากทำเอาฉันขนลุก เขาใช้นิ้วสะกิดคางฉันเบา ๆ
"แต่กลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ตู้เสื้อผ้าพี่โดนผมรื้อตู้แน่"
ฉันเลิกคิ้ว
"รื้อทำไม?"
"รื้อเอาไอ้พวกเสื้อผ้าแบบนี้ไปเผาทิ้งให้หมดไง"
เขายื่นหน้าเข้ามากระซิบชิดปาก ลมหายใจร้อน ๆ รดหน้าฉันจนรู้สึกอุ่น
"ถ้าพี่ยังดื้อจะใส่อีก... วันไหนที่กล้าแต่งแบบนี้ออกจากห้อง ผมจะไม่ให้ก้าวขาลงจากเตียงเลยคอยดู"
ฉันชักสีหน้าทันทีที่ได้ยินคำขู่นั้น ตักไอติมเข้าปากคำโตแล้วหันหน้าหนีไปมองน้ำ ไม่ยอมมองหน้ากวนของคนที่นั่งข้าง ๆ อีก
"น่ารำคาญชิบหาย..."
ฉันพึมพำ พลางเอาช้อนทิ่มไอติมในถ้วยระบายอารมณ์
"เพิ่งเป็นแฟนได้แค่วันเดียว ทำทรงจะเผาตู้เสื้อผ้า... ถ้าคบเป็นปี มึงไม่เอาโซ่มาล่ามกูไว้กับเตียงเลยเหรอไอ้เด็กเวร"
ปราณไม่ได้สะท้านกับคำด่าสักนิด เขาไม่เถียง แต่เอื้อมมือมาจับข้อมือฉันไว้หน้าตาเฉย แล้วยื่นหน้าเข้ามากินไอติมจากช้อนที่ฉันตักค้างไว้จนเกลี้ยง ฉันหันไปมองตาขวางทันที
"เฮ้ย! แย่งทำไมวะ!"
ฉันชักมือกลับแล้วยกถ้วยไอติมหนี ปราณยังคงนั่งกินหน้าตาเฉย เอาลิ้นดันกระพุ้งแก้มเหมือนกวนประสาท ก่อนจะหันมายักคิ้วให้ทีหนึ่ง
"เปรี้ยวชิบหาย..." เขาพึมพำ ทำหน้ากวนตีน
"แต่ก็ดี... ดับปากจัด ๆ ของพี่ได้หน่อย"
"ไอ้ปราณ!"
ฉันตีแขนมันเต็มแรงด้วยความหมั่นไส้ แต่ปราณกลับแค่หัวเราะในคอ ทำให้ฉันหงุดหงิดกว่าเดิม
"คืนนี้เตรียมตัวไว้เลยนะพี่เคท..."
เขาก้มลงมากระซิบชิดคอฉัน
"...จะด่าอะไรก็ด่าให้หมดตอนนี้ เพราะกลับถึงห้องเมื่อไหร่ ผมจะไม่ให้พี่มีแรงด่าได้สักคำเดียว"
ฉันใช้นิ้วจิ้มหน้าผากดันเขาออกไปให้พ้นหน้า
"มั่นหน้า... คิดว่าตัวเองเป็นใคร มีสิทธิ์มาสั่งกูตั้งแต่เมื่อไหร่?"
ฉันยัดถ้วยไอติมที่หมดแล้วใส่มือเขา ก่อนจะลุกขึ้นยืนปัดกางเกง
"ลุกดิ... กลับโรงแรมได้แล้ว หนาว"
พูดจบก็เดินตรงไปที่รถทันที
"งานน่ะ... หนักแน่ครับพี่เคท"เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบ"...โดยเฉพาะกะดึกบนเตียง เตรียมใจไว้เลยว่าผมใช้พี่คุ้มแน่"ฉันขนลุกไปทั้งตัว แต่เอี้ยวตัว สองมือยกขึ้นคล้องคอเขาไว้ นิ้วสอดเข้าไปในผมตรงท้ายทอย ดึงให้เขาก้มลงมามองหน้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน"เด็กเวร... หน้าเลือดขนาดนี้ คิดจะใช้งานพี่ยันเช้า ต้องจ่ายโอทีด้วยนะ"ฉันยิ้มมุมปาก จงใจยั่วกลับสายตาเขาเปลี่ยนเป็นดุขึ้นทันที เขาเลื่อนมือลงมาบีบสะโพกฉันแน่น รั้งตัวฉันให้แนบชิดกับเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง"ใครบอกว่าพี่เป็นคนทำงาน..." เสียงเขาแหบลง กัดฟันพูดเหมือนพยายามข่มอารมณ์"ตลอดทั้งคืนผมจะจัดการเองหมด... พี่มีหน้าที่แค่นอนครางรับเงินเดือนไปก็พอ"พูดยังไม่ทันขาดคำ ปราณก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้เถียง เขากดจูบลงมาทันที จูบหนักๆ แบบเอาแต่ใจ จนความเย็นของลมรอบตัวทำอะไรไม่ได้อีก….สนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้คนเยอะมาก ปราณชะงักฝีเท้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาคนที่ปั่นป่วนชีวิตเราไม่เลิก"เออ พี่เป้..." เสียงเขานิ่งมาก แต่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกทีปลายสายน่าจะเงียบ หรือไม่ก็เตรียมตั้งรับ เพราะหลังจากเรื่องวันนั้น พี่สาวเขาคง
"คุณปราณไม่ได้มาวุ่นวายครับ... เขาคือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวของกองทุนเราในดีลนี้"มิสเตอร์แอนเดอร์สันพูดแทรกขึ้นมาทั้งห้องเงียบกริบขึ้นมาทันทีภัทรหน้าซีดเผือด เขามองสลับไปมาระหว่างตัวแทนกองทุนกับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เขาเคยมองข้ามมาตลอดปราณไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเบาๆ ขยับตัวนั่งหลังตรง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตามองหน้าพี่เขยที่กำลังเหวออย่างใจเย็น"พี่คิดว่าบอร์ดที่อเมริกาจะยอมปล่อยเงินร้อยล้านให้โปรเจกต์พี่ง่ายๆ โดยไม่มีคนการันตีเหรอครับ?" เสียงของปราณนิ่งมาก ไม่ได้เยาะเย้ย แต่กดดันจนอีกฝ่ายแทบพูดไม่ออก"เงินลงทุนก้อนนี้... มันเป็นกองทุนส่วนตัวในชื่อผม"ภัทรยืนนิ่งไปเลย เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา หายใจติดขัดเหมือนคนพูดอะไรไม่ออก"เป็นไปไม่ได้... ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้" ภัทรเค้นเสียงออกมาปราณกระตุกยิ้มมุมปากนิดเดียว สายตาเรียบเฉยจนดูเย็นชา"พี่ก็ลองกลับไปถามเมียพี่ดูสิครับ..."เขาเว้นจังหวะ แล้วเลื่อนสายตามามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังภัทรแวบหนึ่ง ปราณเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร หันไปพยักหน้าให้คุณแอนเดอร์สันนิดเดียว"คุณแอนเดอร์สันกับผมดูตัวเลขทั้งหมดแล้วครั
"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง "ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแ
สุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงานการไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดวันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออกบอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบ
หนึ่งเดือนเต็มที่เขาหายไปอยู่อีกซีกโลก...เวลาที่ต่างกันสิบกว่าชั่วโมงทำให้เราคุยกันแค่วันละไม่กี่ประโยค ฉันตัดความฟุ้งซ่านด้วยการทำงานลากยาวจนดึกทุกวัน พยายามบอกตัวเองว่ากลับมานิ่งได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ลึก ๆ ยังรู้สึกโหวงจนน่าหงุดหงิด"สวัสดีค่ะคุณเคท"เสียงของปูเป้ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอควงแขนภัทรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท้องเธอเริ่มโตขึ้นชัดเจน นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนเพชรเม็ดโตจนสะดุดตาฉันลุกขึ้นยืนตามหน้าที่ ยื่นแฟ้มรายงานให้ภัทร"เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ค่ะบอส ส่วนฝ่ายบัญชีฝากถามเรื่องกำหนดการเซ็นอนุมัติงบก่อนบอสจะลงไปดูไซต์งานสัปดาห์หน้า"ยังไม่ทันที่ภัทรจะรับ ปูเป้ก็ยื่นมือมาดึงแฟ้มไปตัดหน้า เธอเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะเหลือบมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก"งานเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะคะคุณเคท... ถึงว่า พี่ภัทรถึงอยากหนีบคุณเคทตามไปอยู่ด้วยที่บริษัทคุณพ่อ"ฉันชะงัก หันไปมองหน้าภัทรทันที เขาดูเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"เป้... พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้พี่จะคุยกับเคทเอง" ภัทรตัดบท ดึงแฟ้มกลับมาถือไว้ "เป้ไปรอที่รถก่อนเถอะ"ปูเป้ไม่สนใจ เธอยกมือลูบท้องตัวเอง มองฉันด้วยสายตาดูถูก"คนตัวคนเดียวอย่างคุณเคท วิ
จังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลาตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจท







